เจ้าอาวาสวัดสามแยกพร้อมยืนยันจะอยู่วัดต่อไป

ในห้อง 'ข่าวพุทธศาสนา' ตั้งกระทู้โดย slamb, 4 สิงหาคม 2008.

  1. กายในกาย

    กายในกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    440
    ค่าพลัง:
    +1,262
    บัวสี่เหล่า บัวเหล่าใดที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ปล่อยไปตามกรรมเขา เพราะยื้อไม่ไหว ช่วยเหลือ เมตตาไม่ไหว ก็ปล่อยไปตามกรรมเขา แผ่เมตตาให้เขา ให้กับหมู่คณะ ในการกระทำกรรมครั้งนี้
     
  2. Potter

    Potter เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    150
    ค่าพลัง:
    +237
    :z12กระทู้ร้อนฉ่าเลย..

    ตอนนี้ใช้วิธีเบิกบุญของพระเกษมอยู่ เพราะรุ้สึกว่าทำให้จิตเรามีเมตตาขึ้น
    และเป็นการแผ่บุญให้ผู้อื่นด้วย... ทำให้สบายใจขึ้นอีกต่างหาก หลังสวดมนต์ หรือตอนไหว้พระก็เบิกบุญให้ผู้อื่น เพราะใช้คำสั้นดีให้ใครก็ว่ากันไปเลย ขึ้นรถ ไปทำงาน นั่งเฉยๆ ก็เบิกบุญให้คนรอบข้าง


    แต่คงไม่ได้เชื่อทั้งหมดนะคะ อะไรคิดว่าดีก็ทำตามแค่นั้น
    เรื่องพระพุทธรูปที่บ้าน ถามว่ามีมั้ย มีเพียบเลยค่ะ เจ้าแม่กวนอิม พระพิฆเนศก็บูชาอยู่ เคยอ่านหนังสือเบิกบุญบอกให้นำพระออกจากบ้านก็คิดตาม
    ถ้าทำแบบนั้นคนที่บ้านคงเดือดร้อนรำคาญใจและไม่ยอมแน่นอน ถ้างั้นจะทำเพื่ออะไร ก็เลยกราบไหว้บูชาปรกติ

    และไม่เห็นด้วยกับการทำลายพระพุทธรูป!

    ส่วนที่บอกว่าการมีพระพุทธรูปทำให้ยึดมั่นถือมั่นคิดว่า...มีไว้เพื่อยึดมั่นให้ทำความดีก็ไม่แปลกอะไร กราบไหว้ยึดเหนื่ยวจิตใจให้ทำความดี ยึดมั่งปล่อยมั่ง ก็ไม่เห็นแปลกอะไร ตราบใดที่เรายังมั่นในความดี คนเราถ้าไม่มีที่ยึดเหนื่ยว เหมือนคนเพิ่งหัดเดินถ้าไม่เกาะอะไรไว้ก่อน จะเดินได้เลยไม่น่าจะเป็นไปได้นะคะ ถ้ายึดมั่นถือมั่นแล้วละอาย เกรงกลัวต่อบาป แล้วตั้งใจทำความดี หรือมีหลักกำหนดทางไปทางที่ดี ก็ไม่เห็นจะเป็นโทษอะไรเลย แต่ถ้าคนไม่มีพระพุทธรูปในครอบครอง ประกาศปาวๆ ว่าไม่ยึดมั่น ไม่ยึดติด.. แต่ไม่มีหลักในการทำความดี หลักในการพาใจพาสติไปในทางที่ถูกที่ควร แบบนั้นก็เห็นผลชัดแล้วนะคะ ไม่ได้พูดถึงทุกคนนะคะว่าใครมีหรือไม่มีพระพุทธรูปในครอบครองแล้วยึดติดหรือไม่ยึดติด แต่มองในมุมกว้างสำหรับคนทั่วไป

    ส่วนเรื่องการกราบพระ เคยอ่านหนังสือคุณดังตฤณ บอกว่าการไหว้ทำให้ตัวเราเล็กลง ช่วยลดทิฐิในใจ ไม่ให้สำคัญตัวว่าเรายิ่งใหญ่ พิเศษกว่าคนอื่น อันนี้ก็น่าจะเป็นผลดีอีกนะคะ..

    แค่แสดงความเห็นส่วนตัวแค่นั้น..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 สิงหาคม 2008
  3. hs6kjg

    hs6kjg Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +36
    ------------------------------------------------------------------
    [​IMG]
    ระวังอาจเข้าข่าย ปรามาสพระรัตนตรัย
    ถ้าวิจารณ์ ตามอำนาจกิเลส อันหนาแน่น ด้วยศิล5 ยังไม่รู้ว่าครบหรือเปล่า
    จะเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้าไปปรามาสท่านเข้า ในกรณีต่าง ๆ ดังนี้
    1. เจตนาและไม่เจตนา โดยไม่ทราบว่าท่านเป็นพระอริยะเจ้า ( โสดาบัน, สกิทาคามี, อนาคามี และอรหันต์)
    2. เจตนาและไม่เจตนา พระภิกษุที่ทรงศีล 227 ข้อบริสุทธิ์ ทรงกรรมฐาน คล่องในฌานสมาบัติต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้เป็นพระอริยะเจ้า ( พระโพธิสัตว์ที่ได้พุทธพยากรณ์แล้ว )
    3. เจตนาและไม่เจตนา พระภิกษุที่รักษาศีล 227 ข้อบริสุทธิ์ ไม่มีฌานสมาบัติ ยังไม่ได้เป็นพระอริยะเจ้า
    4. เจตนาและไม่เจตนา พระภิกษุที่ต้องอาบัติ สังฆาทิเสทขึ้นไป
    ผลจากการปรามาส ได้ศึกษากันแล้วหรือยัง..........
    แล้วเราจะเสี่ยงที่ อาจจะปรามาสพระรัตนตรัย เพื่ออะไร.......
    พร้อมที่จะยอมรับกรรมนั้นหรือยัง..........
    [​IMG]
    ------------------------------------------------------------------
     
  4. PrasertN

    PrasertN เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    104
    ค่าพลัง:
    +195
    ไม่มีใครเถียงว่ารูปที่เหมือนพระพุทธเจ้านั้นมี
    แล้วที่มหามกุฎราชวิทยาลัยมีพระพุทธรูปหรือเปล่า และมีไว้ทำไม
    พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลายในเรื่องของอนาคตกาล เรื่อง พระพุทธรูป หรือเปล่าและว่าอย่างไร
    การที่เราพูดกับ กลุ่มบุคคลระดับปัญญาสูง และ จะนำมาถ่ายทอดให้ กลุ่มบุคคลอีกระดับหนึ่ง สมควรหรือ
    สมเด็จพระพิชิตมารทรงตรัสกับภิกษุระดับอริยะเจ้า สมควรนำมาใช้กับ ปุถุชนหรืออย่างไร โปรดไตร่ตรอง คุณธรรมของผู้ฟังแต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ภิกษุทั้งหลายนั้นบริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และแลเห็นโทษแห่งรูป และพร้อมที่จะละรูป แต่ ปุถุชนที่แม้แต่ศีลยังพร่อง สมควรแล้วหรือพร้อมแล้วหรือกับธรรมขั้นสูง การกระทำดังกล่าวเมื่อไม่เหมาะสมย่อมเป็นโทษ
    ยกตัวอย่าง ในสังคมเรื่องบางเรื่องไม่เหมาะสมกับเยาวชนแต่ไม่ห้ามบุคคลที่มีวุฒิภาวะแล้วประพฤติ เราพิจารณาจากความพร้อม มิใช่หรือ
    ผมไม่เคยได้ยินว่าหลวงปู่ทั้งหลาย ท่านห้าม บูชาพระพุทธรูป ถ้ามันเลวจริงพระเหล่านั้นท่านต้องห้าม แต่ไม่เคยได้ยิน เพราะอะไรเล่า
    การกราบไหว้พระพุทธรูปกับการยึดติดในรูปนั้นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
    คุณอ้างว่าการไหว้พระพุทธรูปเป็นเพราะยึดติดในรูป ในวัตถุ มองเท่านั้นจริงๆหรือ
    รูปในโลกนี้มีมากมาย ที่ใกล้ตัวที่สุดคือรูปกายคุณเอง มองไปที่นี้ ดีกว่าที่จะมองออกข้างนอก ยังไม่พอเอาอัตตาของตัวเองมาเสริม ว่าการไหว้พระพุทธรูปเป็นการยึดติด ตราบใดที่ยังอยากแต่งตัวให้ดูดี นั่นก็ยึดติดในรูป (ตัวเอง) ไม่มีใครดีกว่าใคร ฉะนั้นอย่ามา ว่ากันและกัน
    พระธรรมมี แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อ่านได้หมดหรือเปล่า
    ที่ยกมาอ้าง มากมาย โพส ลิงค์ กันไป เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของพระธรรมเท่านั้น
    เคยบอกไปก่อนแล้ว และทุกคนก็ยอมรับกันว่า ภาษามีจุดอ่อน ต้องอาศัยการอธิบายแตกต่างไปตามภูมิรู้แต่ละคน
    ที่ยกข้อความในพระไตรปิฎกมานั้น พระผู้มีภาคเจ้าท่านตรัสกับภิกษุ เป็นข้อความที่ตายแล้วหมายความว่าเหมาะกับกาลเวลานั้นๆหาได้เหมาะกับกาลเวลานี้ไม่ คนยกมา ยกมาได้เพียงบางส่วน ไม่มีสภาวธรรมใกล้เคียงกับเวลาที่สมเด็จพระพิชิตมารทรงตรัสเลยสักนิดนอกจากนั้นยังเสริมเติมแต่งด้วยอัตตาตัวเอง ความเข้าใจส่วนตัวว่า พระพุทธองค์ทรงหมายความว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆที่ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลายในเวลานั้น
    ถ้าทรงอยู่ในเวลานี้จะทรงตรัสเช่นเดียวกันนี้กับบุคคลเช่นเราที่เป็นฆราวาสอย่างนี้หรือ
    การศึกษาพระไตรปิฎกเป็นสิ่งดี ปฏิบัติไปด้วย เปรียบเทียบว่าเดินถูกทางหรือไม่
    เปรียบเทียบกับดูแผนที่ ดูอย่างเดียว ไม่ไปสถานที่จริง ก็เท่านั้น เก่งแต่ในตำรา ภาษาไทยใช้คำว่าแก่วัด
    ถ้าศึกษาแผนที่แล้ว เดินทางไปยังสถานที่จริง คงนึกภาพออกว่าต่างกันอยู่มากโข
    คนอ่านแผนที่ว่าอย่างนี้อย่างนั้น คนไม่ได้อ่านแผนที่ ได้ฟังคนที่เคยและไม่เคยไปสถานที่จริงพูดถ่ายทอดกันมาก็มาถกด้วย
    “ตาบอดคลำช้างทั้งคู่เลย”

    คนตีมีดที่ยกตัวอย่างต้องการเปรียบเทียบกับพระอริยะเจ้ายุคปัจจุบัน กับคนที่อธิบายวิธีการตีมีด ต้องการเทียบกับคนแก่วัดแก่ตำรา อธิบายได้เป็นฉากๆ แต่ไม่ได้ทำ ปฏิบัติไม่ได้ถึงไหน เอาตำราบังหน้า
    <O:p</O:p
    นางงามจักรวาลยกย่องกันว่างามที่สุดแล้ว ตัดมาเฉพาะใบหูแล้วมาชื่นชมว่าว่านี่ของนางงามนะ แหวะ
    ข้อความในพระไตรปิฎกก็เช่นกันยกมาบางส่วนแล้วอ้างเป็นพระธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน
    <O:p</O:p
    ตัดคำบางคำหรือข้อความส่วนหนึ่ง บทใดบทหนึ่งที่พูดกับกลุ่มบุคลหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง มาใช้นั้นไม่ถูกต้อง
    บทเดียวกันคนเดียวกันอ่าน ต่างเวลา ต่างระดับคุณธรรมเพราะได้พัฒนาขึ้นกว่าเดิม ยังอาจเข้าใจไม่เหมือนเดิมเลย

    ไม่ให้ยึดติดในรูป ไม่ได้แปลว่าไม่ไหว้พระพุทธรูปอย่างพุทธเดียว

    โพสข้างบนมีท่านหนึ่งกล่าวว่าให้ มองมุมกว้าง
    มองเผื่อผู้อื่นด้วย

    <O:p</O:p
    ปฏิบัติมากๆ (ตรงทาง โดยเทียบกับพระไตรปิฎก) เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะคลายความยึดติด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 สิงหาคม 2008
  5. PrasertN

    PrasertN เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    104
    ค่าพลัง:
    +195
    โค้ชทุกคนเคยลงสนามมาทุกคน
    มีโค้ชคนไหนเปิดตำรา อ้างตำรา แล้ว ประสบผลสำเร็จบ้าง

    คนรู้ไม่พูดไม่ได้หมายความว่า คนไม่พูดนั้นคือผู้รู้ ผู้รู้และไม่พูดเป็นแค่สับเซ็ทของคนไม่พูด

    ...............................................

    เรื่องอัตตาผมก็มี
    ไม่ได้กล่าวหาแต่พูดตามที่เห็น
    และกำลังปฏิบัติอยู่
    ถ้าคุณมีอะไรจะแนะนำผมบ้าง ผมไม่ขัดข้อง ทุกคนในเว็ปนี้ล้วนเป็นกัลยาณมิตรกันทั้งสิ้น

    ขอแสดงความนับถือ
     
  6. paranyu

    paranyu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    259
    ค่าพลัง:
    +122
    ........................
     
  7. paranyu

    paranyu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    259
    ค่าพลัง:
    +122
    เรื่องราวใกล้สรุปแล้วครับ...........

    อัตตาที่ผมใช้ตอนแรก เพราะส่วนใหญ่มีแต่ผู้คัดค้านและกล่าวว่าว่า ท่านทำผิด
    คำพูดที่ออกมาตอบโต้จากความรู้หรือความคิดผมมันก็ต้องเต็มไปด้วย อัตตาและ ทิฐิ
    เป็นธรรมดา เพราะเป็นการถกในเรื่องของธรรม
    ระหว่าง สัมมาทิฐิ กับ มิจฉาทิฐิ ผมไม่ได้ถกในเรื่อง เหมาะสม หรือ ไม่เหมาะสม
    หรือ สมควร หรือ ไม่สมควร

    แต่ถึงผมจะเต็มไปด้วยอัตตาผมก็ยังสุภาพกว่าผู้โพสต์คัดค้านความคิดเห็นของผมตั้งหลาย
    คน ผมก็ไม่เห็นท่านจะไปกล่าวหาหรือตักเตือนท่านเหล่านั้นเลย
    หรืออาจเป็นเพราะว่าท่านเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นที่ตรงกับ ธง ที่ท่านตั้งไว้ในในใจตั้งแต่ตอนแรก
     
  8. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,253
    เรื่องราวใกล้ สรุป จริงๆ แล้วมันสรุปได้ง่ายมาตั้งแต่ มีคำสั่งให้เอาป้ายลบหลู่ออก เท่านั้นก็จบ แต่มันไม่จบเพราะมานะทิฎฐิ ของคนที่ไม่ยอมฟังใคร และดื้อรั้นอวดดี นั้นแหละมันเลยไม่จบ ซึ่งภายหลังมา พระผู้ใหญ่จึงต้องเป็นฝ่ายยอม เพราะเมตตา
     
  9. paranyu

    paranyu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    259
    ค่าพลัง:
    +122
    เหตุใด คุณขันธ์ไปตีความเรื่องราวเหล่านี้แบบนั้นล่ะ ครับ

    เหตุใด ถ้าหลวงปู่เกษมท่านทำผิด พระผู้ใหญ่ถึงต้องไปเมตตาท่านล่ะครับ
    ทั้งๆที่คณะสงฆ์(บางส่วน) ต้องการจะหาข้อเอาผิดกับท่านให้ได้

    เหตุที่ท่านไม่นำป้ายออกเพราะท่านเข้าใจว่า ไม่ผิดกับธรรม
    (ถึงแม้มันจะผิดในความรู้สึกของสังคมส่วนใหญ่หรือตัวคุณขันธ์ก็แล้วแต่)

    และถึงแม้พระผู้ใหญ่ท่านจะเมตตาตามความเข้าใจของคุณขันธ์
    คุณขันธ์และคนที่รู้สึกว่าท่านผิดก็สามารถดำเนินการเองต่อก็ได้ครับ.......
    เอาเรื่องที่กล่าวหาท่านหลายๆเรื่องดำเนินการจนท่านต้องโดนสึกให้ได้ครับ
    (เพราะในเมื่อเข้าใจว่าท่านผิด ท่านทำผิด)

    เพื่อ ความจริงจะได้ปรากฏยิ่งๆขึ้นไปครับ
     
  10. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,253
    ก็ใครว่าผมตีความหละครับ ผมยกพระไตรปิฎกมาให้ดูแล้ว ในข้อปาราชิก

    ผมว่า ข้อนี้คุณต่างหากที่ตีความว่า คณะสงฆ์บางส่วนต้องการจะหาข้อเอาผิดกับท่านให้ได้

    เรื่องของเรื่องคุณต้องยอมรับความจริงหน่อยครับว่า พระเกษม ไม่ฟังใครและไม่ยอมรับมติ ของพระอาวุโสกว่า จริงหรือไม่
    การไม่ยอมกราบพระพุทธรูป ไม่ได้มีประโยชน์อันใด ถึงกับต้องแสดงจุดยืนขนาดนั้นของพระเกษม จริงหรือไม่
    แค่สองข้อนี้ก็พิสูจน์คนแล้วนะครับ เพราะจุดยืนของพระเกษมนั้น ไม่ใช่ธรรมเลย ไม่มีประเด็นที่เลวร้ายจนถึงต้องห้ามกราบพระพุทธรูป หรือ ทำลายพระพุทธรูป

    ข้อนี้ คุณ paranyu ควรยอมรับความจริงได้แล้ว และอีกประการหนึ่งคือ ถึงแม้ว่า พุทธศาสนิกชนส่วนมากจะไม่เห็นด้วย แต่ก็คงไม่มีใครอยากจะทำอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ เพราะมีเมตตากันทั้งนั้น แต่คนที่ดื้อดึงไม่ยอมฟังอะไรนี่สิครับ มองไม่เห็นว่าใครเขาดีเลย เอาแต่จุดยืนตนเอง และ ทำลายความรู้สึกดีๆ ทำลายที่พึ่งพิงทางใจของใครหลายๆคน
    ทำลาย สิ่งที่เป็นสิ่งที่ดีงามคู่สังคมมา

    ผมว่าเรื่องนี้อาจจะจบด้วย การที่ แม้พระเกษมจะดื้ออยู่วัดต่อ แต่ก็คงไม่มีใครใส่บาตรให้ เพราะญาตโยมเขาเอือมระอา ในความดื้อรั้น มานะทิฎฐิ อย่างน่ารังเกียจ พูดง่ายๆที่สุดคือ ตั้งแต่มีพระมา ก็ยังไม่มีใครอุตริทำแบบนี้ นอกจากพวกฝรั่งที่มันไม่สนใจพระพุทธรูป หรือ รูปเคารพของ บรมครู
     
  11. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,253
    คำถามเดียว ที่ผมอยากจะถามคนที่สนับสนุนการกระทำในครั้งนี้ของพระเกษมว่า

    เมื่อครั้ง ฝรั่ง เอารูปพระพุทธรูปไว้ที่รองเท้าแตะ หรือ เอาไว้ในเสื้อสายเดี่ยว หรือ ทำอะไรก็ตามเกี่ยวกับพระพุทธรูป อันไม่เหมาะควร

    พวกท่านเดือดร้อนกันหรือไม่ ให้ถามใจตัวเองอย่างซื่อสัตย์ หากการกระทำเหล่านั้นของพวกฝรั่ง ท่านเห็นแล้วไม่พอใจ
    แสดงว่า ครั้งนี้ ท่านกำลังถือ สองมาตรฐาน หรือ double standard ซึ่ง ท่านไม่มีจุดยืน
    แต่อาศัย ความศรัทธาบังตา แล้วเลี่ยงความรู้สึกตนเอง ด้วยการเอาพระไตรปิฎกมาอ้าง อย่างข้างๆคูๆ
     
  12. paranyu

    paranyu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    259
    ค่าพลัง:
    +122
    ตอบครับ...........เรื่องพระพุทธรูปที่ต่างชาติกระทำ

    เมื่อก่อนกระผมรู้สึกครับ ก็เป็นอย่างทุกๆท่านที่ไม่เห็นด้วยกับหลวงปู่เกษมนี่แหละครับ เพราะผมยังไม่ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง
    ปัจจุบัน ตอบด้วยความสัตย์จริงครับไม่รู้สึกครับ......

    และ
    ต่อให้คุณหรือใครๆนำภาพหลวงปู่เกษมไปเหยียบย่ำ ไปทำลายกระผมก็ไม่รู้สึกครับ
    แต่คุณอาจจะสงสัยว่า ถ้าไม่รู้สึกแล้วมีคนมาตำหนิหรือกล่าวหาหลวงปู่เกษมทำไมต้องมาตอบหรือเดือดร้อนแทน
    ที่ต้องตอบเพราะมีคนเข้าใจในคุณธรรมท่านผิดก็ต้องมาบอกกล่าวกัน ถกกันในเรื่อง ธรรมครับ
    ส่วนรูปภาพหลวงปู่ หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่สมมติ ว่าเป็นหลวงปู่ เชิญกระทำตามสบายครับ
    ยืนยันอีกครั้งไม่เดือดร้อนครับจากใจจริงๆ ไม่เถียงข้างๆคู ไม่เลี่ยงบาลีด้วยครับ

    ทดลองได้ง่ายๆ โดยการนำใครก็ได้มาเหยียบและเผารูปหลวงปู่ นำรูปการกระทำนั้นมาโพสต์ลงในเว็บ กระผมรับรองว่าจะไม่มีความเห็นของผมมาติติงหรือว่ากล่าวผู้ที่นำรูปนั้นมาโพสต์เลย

    แต่มีข้อแม้ว่าลงแค่รูปการกระทำนั้นนะครับ ถ้าใต้รูปมีความเห็นส่วนตัวที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง กระผมก็ต้องมาถกในเรื่องข้อความเหตุผลของผู้ที่กระทำในข้อความใต้รูปมิได้มาถกเรื่องรูปที่นำมาโพสต์ เด็ดขาดครับ ลองดูได้นิครับ ในเมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วยกับหลวงปู่และคิดว่าเป็นการปกป้องพระศาสนา
     
  13. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,253
    ถ้าเช่นนั้นแล้วคุณตอบคำถามผมสองข้อนี้
     
  14. paranyu

    paranyu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    259
    ค่าพลัง:
    +122
    ผมถือว่าถามสองข้อนะครับ

    เรื่องของเรื่องคุณต้องยอมรับความจริงหน่อยครับว่า พระเกษม ไม่ฟังใครและไม่ยอมรับมติ ของพระอาวุโสกว่า จริงหรือไม่

    ข้อแรกผมตอบว่า จริงครับ.....(แต่ไม่ทั้งหมด)
    พระเกษม ไม่ฟังใครและไม่ยอมรับมติของพระอาวุโสกว่า หรือมติของคณะใดๆๆก็แล้วแต่ที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักธรรมครับและท่านก็ไม่กลัวโทษที่จะมีจากการฝ่าฝืนมติที่ไม่ชอบธรรมทั้งหลายด้วย


    การไม่ยอมกราบพระพุทธรูป ไม่ได้มีประโยชน์อันใด ถึงกับต้องแสดงจุดยืนขนาดนั้นของพระเกษม จริงหรือไม่

    ไม่ครับ........มีประโยชน์สิครับ ท่านไม่ได้ห้าม กราบ หรือ ท่านไม่ได้ห้าม ไหว้ ครับ
    เพราะเรื่องนี้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงมีประเด็นอย่างที่เป็นข่าวและสุดท้าย พระผู้ใหญ่ถึงกล่าวหาข้อผิดท่านไม่ได้ ท่านไม่ยอมให้กราบพระพุทธรูป หรือ วัตถุที่สมมติว่าเป็นพระพุทธเจ้า

    เพราะ ผู้กราบวัตถุจะไปยึดจะไปพึ่งรูปนั้น จะไปหวังเป็นที่พึ่งทางใจจากรูปนั้น จะหวังพึ่งฤทธิ์จากวัตถุนั้นๆฯลฯโดยสุดท้ายก็ละเลย(ผมไม้ได้ใช้คำว่าละทิ้งนะครับเดี๋ยวไปแตกประเด็นอีก) ธรรม ที่พระองค์ท่านตรัสบอกว่าเป็น ตัวแทน ของพระองค์ท่าน

    แต่ผู้กราบวัตถุ หรือ ผู้ที่ไปยึดหรือโน้มไปในวัตถุนั้นๆ ก็จะไปยึดว่าวัตถุนั้นเป็นตัวแทนของพระบรมศาสดา
     
  15. paranyu

    paranyu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    259
    ค่าพลัง:
    +122
    เล่ม 13 หน้า 320

    ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า

    ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี

    ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น

    ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ

    ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
     
  16. paranyu

    paranyu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    259
    ค่าพลัง:
    +122
    คนรู้ไม่พูดไม่ได้หมายความว่า คนไม่พูดนั้นคือผู้รู้ ผู้รู้และไม่พูดเป็นแค่สับเซ็ทของคนไม่พูด

    เรื่องที่เป็นแค่หลักการผมไม่เชื่อว่าถูกต้องทั้งหมด ไม่เหมือนหลักธรรม ครับ
    แล้วจะยกตัวอย่างมาเปรียบในกรณีผมเพื่ออะไรครับ

    ประเภท คำว่า
    คนฉลาดแกล้งโง่ คนโง่ชอบอวดฉลาด
    คนรู้จริงไม่พูด คนพูดมักไม่รู้

    ฯลฯ

    ถ้ามองมิติเดียวก็ใช้ได้อยู่เพราะส่วนใหญ่ยังถูกมากกว่าผิดแต่
    ถ้าลองมองหลายมิติ คำพูดนี้ต้องถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะความจริง มันมีมากกว่านั้นเยอะ

    คนฉลาดแล้วอวดฉลาดก็มี
    คนฉลาดแล้วแกล้งโง่ก็มี
    คนโง่แล้วอวดฉลาดก็มี
    คนโง่แล้วอวดโง่ก็มี
    แต่ถ้าพิจารณาให้แยบคายกว่านั้น
    คนฉลาดแล้วอวดฉลาดเพื่อให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจว่า เราเป็นคนฉลาดก็มี
    คนฉลาดแล้วแกล้งโง่เพื่อให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจว่าเราเป็นคนฉลาดก็มี

    คนโง่แล้วแกล้งโง่เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าเราฉลาดก็มี(เพราะทำตามหลักการข้างต้น)
    คนโง่แต่แสดงความฉลาดเพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าเราฉลาดก็มี แต่จริงๆแล้วก็โง่อยู่ดี
    ฯลฯ (ขี้เกียจพิมพ์เยอะ คิดว่าน่าจะเข้าใจ)




    ครับ........เช่นกัน ครับ ยินดี รับคำติ คำกล่าวหาที่ถูกต้องและเป็นธรรมทุกรูปแบบครับ
    เพื่อจะนำไปปรับปรุงตนเอง ครับ
     
  17. เมทิกา

    เมทิกา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    946
    ค่าพลัง:
    +2,384
    อ่านแล้วเป็นแบบฝึกหัดการพิจารณาอย่างดี
    เพราะสิ่งที่แต่ละท่านโพสต์ออกมานั้น สะท้อนภูมิธรรมของแต่ละท่านได้ดีทีเดียว

    เราไม่อ้างอะไร จากที่ใดๆแล้ว อ้างแล้วต่างคนก็อ้างมาทับถมกันไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่เราอ้างธรรมวินัยหรือพระไตรปิฎกแล้วก็ตาม

    เราเข้ามาพิจารณาเฉยๆแล้วแหละ ปล่อยให้สภาวะธรรมนั้นดำเนินไปเองตามเหตุปัจจัยดีกว่า


    ปล แนวคิดนี้ทำให้ดิฉันสบายใจดี คล้ายๆกับคุณ paranyu ที่กล่าวว่า



    "ตอบครับ...........เรื่องพระพุทธรูปที่ต่างชาติกระทำ

    เมื่อก่อนกระผมรู้สึกครับ ก็เป็นอย่างทุกๆท่านที่ไม่เห็นด้วยกับหลวงปู่เกษมนี่แหละครับ เพราะผมยังไม่ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง
    ปัจจุบัน ตอบด้วยความสัตย์จริงครับไม่รู้สึกครับ......
    ทดลองได้ง่ายๆ โดยการนำใครก็ได้มาเหยียบและเผารูปหลวงปู่ นำรูปการกระทำนั้นมาโพสต์ลงในเว็บ กระผมรับรองว่าจะไม่มีความเห็นของผมมาติติงหรือว่ากล่าวผู้ที่นำรูปนั้นมาโพสต์เลย"
     
  18. คนตาบอด

    คนตาบอด Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2008
    โพสต์:
    51
    ค่าพลัง:
    +42
    เมื่อสิ่งใด เกิดขึ้น สิ่งนั้น ย่อมดับไปเป็นธรรมดา หามีสาระแก่นแท้ยั่งยืนไม่

    เข้าพรรษากันแล้ว พวกท่านสวดมนต์ ไหว้พระกันหรือเปล่า (สำหรับท่านใด ไม่สวดมนต์ ไม่ไหว้พระก็ไม่เป็นไร ตามความเชื่อ ของแต่ละบุคคล ความเข้าใจของแต่ละบุคคล ห้ามกันไม่ได้ จิตหรือใจ ของใครของมัน แต่สุดท้ายแล้ว จิตก็ไม่มีตัวตน มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป หาเป็นตัวตนแท้จริงของเราไม่) เข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีลอุโบสถกันไหม มีการทำบุญตักบาตร กรวดน้ำให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ หรือเปล่า ..นั่งสมาธิทำความสงบให้จิตใจกันไหม..

    ตัวผมเอง จะซื้อพวงมาลัยให้พ่อกับแม่ทุกวันพระ ถ้าวันไหนซื้อไม่ทันก็ไม่ได้ซื้อ ผมอยากให้พ่อกับแม่ ท่านได้ไหว้พระสวดมนต์ ผมเห็นท่านไหว้พระสวดมนต์แล้ว ท่านรู้สึกอิ่มเอิบ และตัวผมที่เป็นคนซื้อให้ก็รู้สึกอิ่มเอิบตามไปด้วย ผมเชื่อในอานิสงส์ของการไหว้พระสวดมนต์ แต่ผมไม่รู้หรอกครับ ว่าอานิสงส์นั้น มีรูปร่างตัวตน อย่างไร มีสีมีกลิ่นอย่างไร แต่ผมเองก็มีความเชื่ออย่างนั้น ซึ่งเป็นความเชื่อของผม

    แต่ท่านใดไม่เชื่อว่า มีอานิสงส์ อานิสงส์ของการไหว้พระสวดมนต์ไม่มี ก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครบังคับ ความเชื่อนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีใครขู่เข็นให้ท่านเชื่อได้ ความเชื่อนั้นจะเกิดจากตัวเราเองเป็นหลัก แต่สุดท้ายแล้วแม้ตัวเราก็ไม่มี

    มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า...

    ผมว่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นได้ เพราะเรามีความเชื่อที่แตกต่างกัน ไม่ลงรอยกัน ทุกฝ่ายที่มีความเชื่อว่าสมควรเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น ต่างก็แสดงเหตุและผล ให้อีกฝ่ายเข้าใจ รวมทั้งตัวผมด้วย (แต่ตัวผมที่แท้จริงก็ไม่มี) ได้แสดงเหตุผล ต่างๆนานา มีถูกบ้าง มีผิดบ้าง

    แต่ขอให้ทุกท่านเข้าใจเถิด การแสดงเหตุและผล ตามความเข้าใจของผมนะ เป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างมาก อย่างน้อยๆเลย เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราเป็นสัตว์ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ มีสังคม มีบ้านมีครอบครัว มีศาสนา มีความเชื่อเป็นของตัวเอง การตอบโต้กันไปกันมานั้น แสดงถึงปัญญาของแต่ละท่าน เพื่ออะไร ก็เพื่อหาเหตุผลที่สมควรกับทุกฝ่าย หาข้อเท็จจริง สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นคุณเป็นโทษ สิ่งที่สมควร ไม่สมควร โดยที่เราไม่ได้เอาตัวเราเองเป็นหลัก เป็นฐานอ้างอิง.

    ที่นี้เรามาว่าในส่วนของการทำผิด ซึ่งทุกคนยอมรับ กันหมด สังคมยอมรับ เป็นความเห็นชอบของสังคมที่ยอมให้กระทำแก่บุคคลที่กระทำผิดได้ทั้งในส่วนของฆราวาสและพระภิกษุ (ตามความเข้าใจของผม)

    บทลงโทษในสังคม ถ้าไม่ได้บวชหรือเป็นคฤหัสถ์ การทำผิดอย่างร้ายแรง เช่น มีเจตนาฆ่าคนอื่น อย่างโหดเหี้ยม ลักทรัพย์ หรืออื่นๆอีกมากมายซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดต่อสังคมจำเป็นต้องทำโทษ เดี้ยวนี้ มีการประหาร ในกรณีที่ทำผิดอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นโทษที่สังคมมนุษย์เรายอมรับให้สามารถกระทำได้ โดยที่เป็นความเห็นชอบจากหลายๆฝ่ายที่พิจารณาแล้ว เพื่อบุคคลเหล่านั้นจะได้ไม่กลับไปเบียดเบียนผู้อื่นต่อไปอีก..


    บทลงโทษในส่วนวินัยของสงฆ์ ตามที่ผมได้เคยเล่าเรียนศึกษามา มีโทษเล็กน้อย ก็ว่ากล่าวตักเตือน ให้ปรับปรุงตัวเอง เป็นต้น แต่จะว่าการลงโทษที่ร้ายแรงของสงฆ์ก็มีอยู่ คืออะไร.....ก็คือการงดซึ่งคำ ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ชี้โทษ ไม่บอกว่าทำถูกหรือทำผิด ท่านอยากทำอะไรก็ทำไป ไม่มีใครยุ่งกับท่าน ท่านว่าถูกก็ถูก ท่านว่าผิดก็ผิด รวมแล้ว เป็นการลงโทษที่หนักที่สุด เปรียบเสมือนการที่พ่อและแม่ไม่คิดว่าลูกที่ทำผิดแล้วนั้น เป็นลูกอีกต่อไป ไม่มีการตักเตือน ไม่สนใจอีกแล้วกับคนคนนี้. นี้ละครับการลงโทษของอริยะ ในแบบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

    สำหรับเรื่องนี้ ปล่อยไปตามกรรมเถอะครับ ผมเองก็คงจะแสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้มาก ตามสติปัญญาของผมที่มีอยู่ อาจจะผิดบ้างถูกบ้างก็ขออภัยมานะโอกาสนี้

    เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ ก็ย่อมดับได้เป็นธรรมดา สาระที่แท้จริง ก็คือการเรียนรู้ กิเลสความเศร้าหมองในจิตนี้ แล้วละ มันเสีย..ละชั่วทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

    อย่าประมาท..... ทางเดียวที่เดินตามกันไป ทางเดียวที่บังคับให้สิ่งต่างๆ ที่เป็นสังขารปรุงแต่งขึ้น ดำเนินตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ การแตกสะลาย ลงในที่สุด.

    ขออนุโมทนาสาธุกับทุกท่านครับ หาตัวเองให้เจอ แล้วละมันเสีย....สาธุ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 สิงหาคม 2008
  19. slamb

    slamb เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กันยายน 2007
    โพสต์:
    1,021
    ค่าพลัง:
    +537
    ทางลวง มารล่อให้ ทุกข์ทน

    ชีวิตว่าย เวียนวน นรกร้อน

    ทางรอด รอดด้วยกมล คงมั่น....ธรรมเฮย

    สลัดกิเลสซ่อนซ้อน ชืพพ้น ทุกข์ระทม

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 สิงหาคม 2008
  20. อรมณีจันทร์

    อรมณีจันทร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    993
    ค่าพลัง:
    +491
    คิดเหมือนกันเลยอ่ะ เพราะหลักการเบิกบุญน่าสนใจดี

    แต่เรื่องเบิกบุญตอนมีเซ็กส์ก็ได้ กับ เบิกบุญให้เชื้อโรคเราไม่เชื่อนะ
    ยิ่งบอกว่า ยิ่งเบิกบุญให้เจ้ากรรมนายเวรมากๆ แล้วบุญยิ่งงอก
    เรายิ่งไม่เชื่อเลย เราเชื่อว่าเบิกบุญเก่าหน่ะทำได้จริงแต่บางอย่างที่สอนออกมามันไม่น่าจะจริงเลย

    คนเราคิดต่างกันไปแล้วกรรมมันจะโน้มให้คิด บางคนที่คิดไม่เหมือนเราเอาพระพุทธรูปไปทิ้งคลองด้วยนี่สิ

    นึกจะทำอะไรก็ทำ มันไม่ได้หรอกคนเรามันต้องแคร์สายตาชาวบ้านบ้าง
    ถ้าดื้อรั้นมากๆมันจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ
     

แชร์หน้านี้

Loading...