เตรียมตัวให้พร้อม...มันกำลังมา! แจ้งข่าวสารการชำระโลก

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย jityim, 23 เมษายน 2018.

  1. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +185
    4b7a014dc4f7faf2bd627ca6654be0b4.png

    จิ พร้อมรับ ช.ช.ใช้
     
  2. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    1571665702612.jpg

    ใครจะเชื่อบ้าง....ว่าตัวจริงดูไม่ได้

    วิบากรรมในปัจจุบันให้ผลแบบคนอื่นมองแล้วพิกรพิการ ไม่น่ามองน่าชม ใครเห็นต้องเบือนหน้าหนีกับแววตาที่ขุ่นมัว แข็งกร้าว อยากจะมีรอยยิ้มในอดีต ก็เหมือนปรุงแต่งให้ไม่น่าดูน่าชม เหมือนมีแรงเงาของกรรมครอบเอาไว้

    ภาพในอีต ถูกลบเลือนจากการกระทำในปัจจุบันค่ะ
     
  3. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    ❤ ภาพในใจ ❤
    จิตภายในสร้างรูป ....
    ภาพหนึ่งภาพ ถ่ายออกมาจากรูปภายใน
    หากสร้างภาพที่ดี...จากภายในจิตได้ตลอดไป
    คงหวังได้เลยค่ะว่า...ชาติถัดไปรูปงามอย่างแน่นอน
     
  4. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    กรรม คือ พลังงานที่เกิดจากคลื่นความคิด และความรู้สึกของมนุษย์ที่เป็นอารมณ์หรือความอยากใด ๆ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าใด ๆ จิตวิญญาณจะขับเคลื่อนพลังงานนั้นออกมา แล้วจับกลุ่มรวมตัวกันคล้ายฟองอากาศหรือเมฆหมอก

    พลังงานกรรมใด ๆ จึงมีคุณสมบัติคงที่ ไมืมีความเป็นอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน คงมีแต่การดำรงอยู่เพื่อรอให้ผู้เป็นเจ้าของชดใช้มันตลอดกาลนาน โดยกรรมเหล่านั้นจะคอยติดตามมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของมันตลอดไป

    พลังงานกรรมที่สร้างขึ้นไม่อาจสูญหายไปไหนได้ กลุ่มพลังงานกรรมเหล่านี้จะไร้พลังอำนาจ ก็ต่อเมื่อเจ้าของมันทำให้แตกสลายกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางแทรกซึมไปทั่วจักรวาลเท่านั้น คุณสมบัติกรรมนั้นจึงจะหมดไป

    ในการเป็นมนุษย์นั้น การแสดงออกทางอารมณ์และการกระทำไม่ถูกต้องต่อผู้อื่น มักจะนำไปสู่การสร้างพลังงานทางอารมณ์ด้านลบ เช่น โกรธ เกลียด เคียดแค้น โมโห ขุ่นเคือง หดหู่ใจ หรืออื่น ๆ ทันทีที่มนุษย์เกิดอารมณ์และความรู้สึกนี้ขึ้นในจิตใจ ก็เท่ากับว่าได้สร้างพลังงานกรรมด้านลบขึ้นนในเวลาเดียวกัน แม้จะยังไม่กระทำสิ่งใดให้ปรากฎเลยก็ตาม

    อำนาจแห่งพลังงานกรรม หรือพลังงานทางอารมณ์ของมนุษย์แต่ละคน นอกจากจะเป็นที่มาในการเกิดภพชาติค่อนข้างยากต่อการเข้าใจ เพราะเป็นเรื่องของอดีตและชาติหน้า

    แต่พอจะเผยได้เพียงแต่ว่า อดีตชาติของมนุษย์จะถูกปกปิดไว้ แต่มันจะเป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นปัจจุบันของมนุษย์ และปัจจุบันก็มีผลต่อพพชาติหน้าอีกด้วย

    แต่...ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดพลังงานกรรม ถ้าจะอธิบายให้ผู้ที่ไม่เชื่อมีสติปัญญาทางจิตวิญญาณเพิ่มขึ้น ก็สามารถบ่งชี้ผลกรรมที่มนุษย์นั้นสามารถรับมันในชาตินี้ได้เช่นกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 พฤศจิกายน 2019
  5. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    ใช่ค่ะ กำลังพูดถึงอารมณ์กรรมในภพชาติปัจจุบัน สามารถเป็นเงากรรมครอบงำในอดีตชาติไว้ได้อย่างมีพลัง...

    เงากรรมใหม่ ที่ถูกสร้างทับเงากรรมเก่าไว้ได้ค่ะ ถ้ากรรมใหม่มีพลังอำนาจมากพอ เมื่อคุณส่องกระจกคุณจะเห็นเงากรรมรูปภายในที่บิดเบี้ยว แม้คุณจะพยามปรุงแต่งให้มันดูดีมากเท่าไหร่ก็ตาม มันก็เหมือนบิดเบี้ยว เพราะกรรมใหม่มีพลังที่ครอบเงาเอาไว้

    นอกจากจะทำให้กรรมนั้นสลายหายไป หรือที่เรียกว่า "การกำจัดกรรม" พลังงานกรรมที่ครอบเอาไว้ มันจะถูกเปลี่ยนใหม่ด้วยการสำนึกผิด และการแก้ไขการกระทำเสียใหม่ให้ถูกต้องค่ะ

    ใครเคยเห็นรูปภายในที่พิกลพิการบิดเบี้ยวบ้างไหมคะ? หากไม่แก้ไขชาตินี้ ชาติหน้ารับคุณสมบัติกรรมนี้ออกมา สร้างรูปใหม่อย่างแน่นอนค่ะ
     
  6. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    ความคิดเป็นเหตุแห่งการสร้างกรรม....

    คัมภีร์จักรวาล ที่ว่าด้วย "อย่าคิดแบบจิตมนุษยฺ" เป็นการกระตุ้นให้นักรบแสงสว่างทั้งหลาย ยกระดับสติปัญญาและจิตสำนึกของตน ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของตนเสียใหม่ให้ถูกต้อง อันที่จะนำไปสู่การกระทำที่ถูกต้อง เพื่อให้ค้นพบพลังอำนาจในตนเอง

    การคิดที่ถูกต้อง ย่อมนำไปสู่การกระทำที่ถูกต้องเสมอ

    การคิดแบบจิตมนุษย์ หมายถึง การคิดด้วยสติปัญญาระดับปกติ ที่ยังไม่สามารถยกระดับกลไกการคิดรู้ทั้งระบบ ซึ่งมนุษย์จะเข้าถึงวิถี่ทางที่ถูกต้องนี้ได้จำเป็นจะต้องยกระดับจิตและกายให้เป็นหนึ่งเดียวกัยให้ได้เสียก่อน
     
  7. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    การยกระดับกลไกในการคิดรู้ทั้งระบบ เข้าสู่กระบวนการคิดที่มีพลังอำนาจสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะเปิดประตูการใช้สมองซีกขวาอันเป็นสติปัญญาของจิตจักรวาล บนพื้นฐานที่เป็นหนึ่งเดียว เพื่อการรู้แจ้งและการหลุดพ้นในที่สุด

    ภาวะการคิดที่กายกับจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน หมายถึง การไม่พิจารณาสิ่งใดภายในกรอบตัวตน โดยยึดติดกับความมีความเป็นในทางภายภาพ แต่ให้คิดด้วยสติปัญญาทางฎณฑ์กายภาพของจักรวาล ด้วยการมองให้เห็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งนั้นให้จงได้ แล้วพยายามทำความเข้าใจมันให้แจ่มแจ้ง ก่อนที่จะนำไปสู่การตัดสินใจใด ๆ ต่อไป
     
  8. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +185


    มาทบทวนกันค่ะ ... การยกจิบ
     
  9. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +185
    จิกยิ้ม เอ้ย....

    เอ้ย....

    ถามไร ตอบได้

    ได้

    รูปที่วางมานี้ ทำไมเรียก ขัน 5 ?

    images?q=tbn%3AANd9GcQvq5nxeI0Ic2L9keA9nAYD15kp0dlsd-uyN5nQm4F6phvJt8c4.jpg

    จิยิ : ................. ( 10 คะแนน )
     
  10. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    ที่เรียกว่าขันธ์ 5 เพราะ...

    ภายในใต้รูปลักษณะที่ปรากฎขึ้น อันล้วนเกิดจากพลังอำนาจอันเกิดจากการสั่นสะเทือนของอนุภาคของคลื่นแต่ละคลื่น จนเกิดเป็นคลื่นความถี่ทางพลังงานขึ้นนั้น และวัตถุประสงค์ของการสั่นสะเทือน มี 3 ประการด้วยกัน

    1.การสั่นสะเทือนเพื่อการสร้างใหม่ (เกิดขึ้น)
    2.การสั่นสะทือนเพื่อการดำรงอยู่ (ตั้งอยู่)
    3.การสั่นสะเทือนเพื่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของตนเอง (ดับไป)

    สิ่งศักดิ์กล่าวไว้ว่า จงเข้าใจคำว่า "เงามายาของแก่นแท้" นี้ให้ดี

    "อย่ายึดติดตัวตนรูปลักษณ์ใด ๆ เพราะมันคือ "มายา" และเหตุที่กล่าวว่ามันเป็นมายาก็เพราะว่ามันเป็น "เงา" หรือเปลือกนอกของแก่นแท้ ที่แสดงให้เห็นว่า มันมีตัวตนแก่นแท้อยู่จริง ๆ ถ้าไม่มีตัวตนแก่นแท้อยู่จริง ๆ แล้ว ทันจะปรากฎเงาหรือมายาของแก่นแท้นั้นให้สัมผัสรู้ดูเห็นไม่ได้

    มันจะเป็นอนุภาคที่มีมวลหรือรูปธรรมที่เล็กละเอียดมากเสียจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะต้องมีการสั่นสะเทือนตนเองอย่างต่อเนื่อง เหตุที่อนุภาคเล็ก ๆ มีการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องนี่เอง มันจึงก่อให้เกิดอำนาจใหม่ หรือพลังงานใหม่ขึ้นซึ่งเป็นอำนาจด้านบวกที่จะใช้เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งอนุภาคของกันและกันดำรงความเป็นหนึ่งเดียวกัน

    แต่ถ้าอนุภาคหยุดสั่นสะเทือนเมื่อใด อำนาจด้านบวกจะหมดไป การเกาะยึดติดกันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ละอนุภาคจะแยกย้ายเป็นอิสระต่อกันไปทันที สิ่งที่เคยและเห็นเป็นตัวตนมายาอยู่แต่เดิมก็จะสูญสลายหายไปด้วย

    ก็เปรียบดั่งรูปขันน้ำที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมามีรูปร่างลักษณะสีสรรต่าง ๆ ภายในรูปลักษณ์ของขันธ์มีรูปธรรมทางพลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่ แต่อาจแตกต่างกันที่รูปลักษณ์ที่เคลื่อนที่ได้ กับเคลื่อนที่ไม่ได้ เพราะเป็นรูปที่มีวิญญาณมาถือครอง กับไม่มีวิญญาณมาถือครองนะค่ะ

    เปรียบเสมือนขันที่เป็นภาชนะรองรับน้ำ....

    "น้ำ"

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า "ฉันต้องการสร้างสรรพสิ่งหนึ่งที่เป็นของเหลวอันใสสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถเปลี่บนแปลงสถานะหรือรูปลักษณ์ตนเองไปได้เรื่อย ๆ ตามสิ่งแวดล้อมนั้น แต่ ในที่สุดแล้วก็จะต้องสามารถกลับคืนสู่สภาวะเดิมแห่งตนในการเป็นของเหลวอันใสสะอาดบริสุทธิ์ดังเดิมได้เสมอ"

    เช่นเดียวกันที่ขันธ์ห้าได้สร้าง "กฎแห่งกรรม" ที่เป็นพลังงานใหม่ขึ้นมา ซึ่งพลังอำนาจกรรมนี้ ก็เปรียบดั่งคล้ายฟองอากาศสีดำ ที่ภายในกึ่งกลางมีแสงสว่างเร้นอยู่


    เมฆหมอกสีดำของพลังงานกรรมด้านลบ คือ คุณสมบัติของสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไขเดิมที่เราต้องฟันฝ่ามันเข้าไปให้ถึงใจกลาง ที่มีคำตอบที่ถูกต้องในการตัดสินใจเร้นอยู่ข้างในอันเป็นรหัสบุรพกรรมของเราในชาติก่อน จะกลายมาเป็นเงื่อนไขใหม่ในชาติดังกล่าว การเผชิญสถานการณ์แบบเดิม ก็คือการที่เราก้าวเดินไปในเมฆหมอกสีดำนั้น ถ้าเราตัดสินใจใหม่ได้อย่างถูกต้อง ก็เท่ากับว่าเราเดินฝ่าเข้าไปตรงจุดศูนย์กลางของเมฆหมอกสีดำนั้น เพื่อสัมผัสกับพลังงานบวกที่ซ่อนเร้นอยู่


    images (21).jpeg


    ทันทีที่มนุษย์สัมผัสมันได้จากการตัดสินใจครั้งใหม่ที่ถูกต้อง เมฆหมอกสีดำนั้นจะสลายหายวับไปทันที กรรมนั้นก็จะสิ้นสุดถือเป็นการหมดกรรม พลังงานกรรมด้านลบถูกทำให้เป็นกลางหมดสิ้นแล้ว


    ถ้ามนุษย์นั้นยังตัดสินใจผิดอีกครั้ง กรรมนั้นก็ยังคงอยู่ ถือว่าเป็นการสอบตกซ้ำชั้น จะต้องกลับมาสู่การเกิดใหม่เพื่อหาหนทางกำจัดมันให้ได้ในภพชาติต่อไปอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะอีกกี่ภพชาติก็ตาม

    พอมองภาพออกไหมคะ จิตยิ้มได้กำลังเรียนรู้เรื่องนี้อยู่ค่ะ อยากจะบอกว่ามี เหตุผลเดียวในหลายเหตุผลที่ตนเองกำลังใช้อยู่คือ

    "ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ คือชนะใจตนเอง" ค่ะ

    น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้


    images (6).jpeg

    เรื่องกรรมทั้งหมดที่นำมาลงโดยสังเขป สิ่งศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า เป็นวิทยาศาสตร์ในแง่คุณสมบัติพลังงาน ล้วนเป็นความจริงที่จริงที่แท้ของหลักพุทธปรัชญาที่เป็นอภิปรัชญาทั้งสิ้น ค่ะ
     
  11. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +185
    ได้ 0 แต้ม

    ก้เหนอยู่ว่า มีหลายใบ มากกว่าห้า

    หากพิจารณา คลื่นความถี่แสง
    ทีหักเห ก้จะ อ๋อ มันเปนเรื่อง

    มี 5 สี

    ตอบ "ขัน 5" สี
     
  12. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +185
  13. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    อ่านต้องหลายรอบเลยค่ะ....

    วลีเด็ดที่ว่า....ขาดความรู้เรื่องอนุตรธรรม ไม่รู้สัจธรรมสูงสุดจากจักรวาล

    ขออนุญาตท่าน supako นำมาอ้างอิงหน่อยนะคะ เห็นว่าเป็นประโยชน์มากค่ะ

    จิตยิ้มกำลังสงสัย! ว่านาง...คนนั้น...ใช่ตนเองหรือเปล่า! แต่ว่าน่าจะใช่ค่ะ เพราะ....

    เราขอถามสั้นๆ 3 ข้อว่า.....

    1.วันๆที่นางปลีกวิเวก
    นั่งปิดหูปิดตาเหมือนคนตาบอดอยู่คนเดียว
    มันช่วยให้จิตนางประภัสสรได้จริงหรือ

    2.วิธีชำระจิตให้สะอาดปราศจากธุลีกิเลส
    ด้วยการปฏิบัติคนเดียว ตามดูจิตอยู่คนเดียว

    ปฏิเสธการถูกทดสอบจิตผ่านกลไกอายตนะ
    จากคนรอบข้าง จากสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว
    ปฏิเสธการเรียนรู้จาก "ครู" คนอื่นๆทั่วๆไป
    มันชำระจิตให้ใสชำระใจให้สวยได้อย่างไร

    3.คำว่า "นิพพาน" ของนาง
    คือ ตายแล้วไม่เกิดใหม่อีกนั้น
    ช่วยตอบหน่อยว่า...อะไรไม่มาเกิดอีก
    ที่ไม่มาเกิดอีกเพราะไปลอยแขวนอยู่ที่ไหน
    ที่ไม่มาเกิดอีกเพราะหายไปไหน


    ใช่ค่ะ....ทั้ง 3 ข้อนั้น...เป็นเรื่องจริง....

    และสภาวะการหยั่งรู้ความลับเบื้องหลังมิติโลกนั้น ยังทำไม่ได้ เพราะสภาวะการหยั่งรู้ต้องนำ กาย จิต และจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถหยั่งรู้ได้ถึงสัจธรรมความจริงในสิ่งเหล่านี้ค่ะ....

    การนิพพานสุกระดับหลุดพ้นของจิตวิญญาณ
    มิใช่มีคุณสมบัติแค่จิตประภัสสรอย่างเดียว
    จำผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณไม่ได้
    จำบ้านเกิดของจิตวิญญาณไม่ได้
    จำหน้าที่ทางจิตวิญญาณไม่ได้
    จำประตูเข้าออกของจิตวิญญาณไม่ได้

    หากขาดคุณสมบัติเหล่านี้เป็นอาทิ
    อย่าฝันเลยว่า...จะหลุดพ้นได้

    ซึ่งจิตยิ้มเข้าใจค่ะว่า...ดั่งคำที่กล่าวว่ การติดทุกข์ ติดสุข..

    วันทั้งวันชีวิตมีแต่ทุกข์กับสุขเท่านั้น
    เมื่อมีการติดทุกข์ ติดสุขเกิดขึ้น
    โดยไม่รู้ว่า ตนเองเกิดมาเป็นมนุษย์กันทำไม
    ปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของตนเอง
    ทำตัวเหมือนไม่รู้ค่าแห่งการเป็นมนุษย์
    พยายามละหน้าที่หลักทางจิตวิญญาณ
    ที่ตนเองขันอาสามาเกิดมาทำบนโลกนี้
    ยังผลให้โลกนี้เสียสมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ
    เพราะโลกขาดพลังงาน
    ที่จะใช้เหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง


    จิตยิ้มเข้าใจค่ะ...หน้าที่ทางจิตวิญญาณ ในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ ธรรมจักร

    ยอมรับค่ะ ว่าตนเองได้แต่เรียนรู้ แต่ไม่รู้กระทำ
    คือยังใช้การหมุนธรรมจักรไม่ได้ เพื่อทำหน้าที่ของมนุษย์ไม่เป็นนั่นเองค่ะ และยอมรับค่ะว่า ตนเองขาดพลังอำนาจในตนเองที่จะนำกายและจิตใจให้เป็นหนี่งเดียวกัน ที่นำออกมาเป็นผลลัพธ์แห่งการกระทำให้ได้อย่างสง่างาม คือ คุณค่าของการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และรู้ด้วยว่าสิ่งนั้นคือ อะไร? สติและสัมปชัญญะ ที่ไม่พรั่งพร้อมจึงทำให้หวาดหวั่นและกลัวในการกระทำที่ต้องเผชิญคือ เหมือนเดิม

    เบื้องบนอาจเตือนจิตยิ้มแล้วค่ะ โดยผ่านครูทางจิตวิญญาณ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
     
  14. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    ทำไม! จิตยิ้มต้องมาเผยความจริงเรื่องนี้ ....

    สิ่งที่ได้รับคือ รู้สึกว่าตนเองปลอดโปร่งโล่งไปจากวิบากกรรมเรืองนี้เลยหล่ะ เพราะการที่เราได้เปิดเผยตนเอง และให้วิทยาทานเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้นั้น แสดงว่า เรายอมรับและสำนึกผิดได้อย่างแท้จริง ไม่ปกปิดบังความเลวของตนเอง พร้อมที่จะแก้ไข ผลบุญจากการแบ่งปันและการให้ธรรมทานนั้นอาจช่วยผ่อนหนักเป็นเบาก็ได้ค่ะ ครูทางจิตวิญญาณท่านหนึ่งก็เลยบอกกล่าวเรื่องนี้ไว้ เพิ่งจะมาประจักษ์แก่ตนเองเหมือนกัน แสดงว่าปัญญาและแสงว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรานั่นเอง

    เคยได้ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ...สัจจะ ความจริงจากใจตนเอง ผิดตามผิด ถูกตามถูก เป็นสัจจะที่แท้จริงที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นได้ และตัวนี้เป็นคุณธรรมขั้นสูงที่ทุกคนต้องมีให้เกิดให้มีขึ้นในตนเองด้วยค่ะ นำคำพูดท่านมาพูดไม่ถูกแต่ประมาณนี้ค่ะ
     
  15. พิฬา

    พิฬา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +185
  16. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    ขอนำข้อมูลที่เคยได้ลงไว้ในกระทู้..... https://palungjit.org/threads/การพิพากษาโลกมนุษย์และมนุษย์.698444/page-12

    มาลงเรื่องราวรายละเอียดไว้ที่นี่อีกครั้งค่ะ ....

    Cr. คุณ คน^-^

    ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะคะ

    หากโลกมนุษย์ หรือ ดาวดวงไหน
    ตามกฎของจักรวาล (เพราะ ดาวโลก ก็คือ ดาวดวงหนึ่งของจักรวาล)

    หาก ดาวดวงไหนที่มีบ่วงกรรมวิบากกรรมชั่วในโลก เกิน ๘๐ % ถือว่า...ต้องถูกระเบิดทิ้งค่ะ

    แต่ตอนนี้ ดาวโลกมนุษย์ สร้างกรรมชั่วมีมากถึง ๘๕% แล้วค่ะ เกินกฎของจักรวาลไปแล้วค่ะ

    ตามกฎของจักรวาล ต้องถูกระเบิดทิ้งไปตั้งนานแล้ว

    แต่เป็นด้วย พระแม่ผู้สร้างโลก เป็นผู้ขอทำการพิพากษามนุษย์เอง

    จึงเปลี่ยนจากการระเบิดดาวโลกมนุษย์ทิ้ง
    เปลี่ยนเป็น...พิพากษาโลกมนุษย์และมนุษย์แทน

    เพื่อที่จะทำการชำระล้าง เครียร์บ่วงกรรมหนัก วิบากกรรมชั่ว ของมนุษย์
    ออกไปจากโลกใบนี้

    ความจริง...ดาวโลกมนุษย์ ใบนี้ปัจจุบัน คือ ดาวโลกใบที่ ๔ แล้วค่ะ
    เพราะที่ผ่าน ดาวโลกมนุษย์ ถูกระเบิดไปแล้วถึง ๓ ใบ...

    -----------------------------

    ขออนุญาตเสริมด้วยนะคะ ด้วยความบังเอิญได้รับข้อมูลนี้มาพอดีค่ะ...

    จงเร่งสร้างความสมดุล กับทุกสรรพสิ่งในระบบโลก...

    มนุษย์พึงรู้ว่า ตั้งแต่กำเนิดโลกถึงปัจจุบัน จักรวาลได้สร้างและแก้ไข เปลี่ยนแปลงอำนาจแม่เหล็กโลก และระบบโครงข่าย เพื่อให้โลกมีความเหมาะสมกับการเป็นโรงเรียนมนุษย์ในจักรวาลนี้มาถึง 3 ครั้งด้วยกัน

    การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 1. ด้วยการจัดระบบองค์กรโลกให้สมดุล เพราะมนุษย์ดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าซึ่งอาศัยตามป่าเขาและเถื่อนถ้ำ ยังใช้สัญชาตญาณดิบแทนสมอง พฤติกรรมไม่แตกต่างไปจากสัตว์ดดรันฉาน เนื่องจาก ดีเอ็นเอ ภายในร่างกายยังไม่สามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นของอำนาจแม่เหล็กโลกได้ จักรวาลต้องการหาทางยกระดับสติปัญญา และพัฒนาสมองของพวกเขาเหล่านั้น ให้มีความเหมาะสมกับโรงเรียนให้จงได้ ซึ่งมีหนทางเดียวเท่านั้นคือ จะต้องทำให้ DNA ในร่างกายพวกเขาโต้ตอบกับจักรวาลให้ได้

    การจัดระบบโลกให้สมดุลของจักรวาล ด้วยการทำลายโลกมนุษย์จึงเกิดขึ้น เพื่อทำให้ชีวิตมนุษย์ทั้งหมดจบสิ้นลง อันเป็นความวินาศของโลกครั้งแรกที่จักรวาลไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โลกวิบัติไประยะหนึ่ง โลกกลับเข้ามาสู่ยุคน้ำแข็ง

    การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 พวกเขามีการพัฒนาทางสติปัญญาและจิตสำนึกสูงขึ้นอีกครั้ง แต่พวกเขากลับคลั่งเทคโนโลยีกันมาก แล้วนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเข่นฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธ์ แบ่งแยกกันเป็นหมู่เหล่า ไม่มีพลังงานความรักแท้จริงให้แก่กันและกัน โลกขาดความสมดุลแทบทุกด้าน พากันขาดความรู้แจ้ง นำเอาเทคโนโลยีใหม่ในการค้นพบ เส้นแสง มาเป็นอาวุธทำงายล้างกัน

    จักรวาลจึงต้องทำลายมนุษย์ส่วนใหญ่เหล่านั้น ด้วยการทำให้โลกวิบัติอีกครั้ง คงเหลือเพียงมนุษย์ที่มีคุณธรรมความดีงามเอาไว้เป็นเชื้อจำนวนหนึ่งเท่านั้น

    การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 3 หลังการเปลี่ยนแปลง ทอดมาได้ระยะหนึ่ง จักรวาลค้นพบโลกกลับต่ำเกินไปกว่าที่คาดคิด ไม่มีมนุษย์รายใดที่สามารถจะบรรลุการรู้แจ้งได้ คนสนใจด้านศาสนาและจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับมิติที่สามน้อยเกินไป จักรวาลจึงแก้ไขใหม่ ด้วยการ ทำให้น้ำท่วมโลก เพื่อให้มนุษย์ส่วนใหญ่จบชีวิตลงอีกครั้ง คงเหลือบางส่วนไว้เท่านั้น มนุษย์ที่เหลือรอดมาได้ จากการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สาม คือ ต้นพันธ์มนุษย์ยุคปัจจุบันนี่เอง

    การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 4 ถึงเวลาแล้วที่จักรวาลจำเป็นต้องจัดการให้โรงเรียนเป็นห้องเรียนที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการมอบรางวัลอำนาจแม่เหล็กโลกให้สูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ให้แก่โลกและมนุษย์ที่ยังขาดการรู้แจ้ง ให้ได้รับโอกาสยิ่งกว่าในมนุษย์ยุคพลังงานเก่า ด้วยเหตุผล 2 ประการ

    1.เพิ่มพลังอำนาจแม่เหล็กโลก เพื่อยกระดับสติปัญญาในการเรียนรู้ และการคิดรู้ ของผู้ที่ด้อยสติปัญญา จนสามารถเข้าถึงมิติที่สามและสูงกว่าได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม และช่วยฟื้นฟูต่อมไร้ท่อทุกต่อมในร่างกายมนุษย์ ใช้เป็นพลังงานชีวิต เอาไว้ใช้ยามต้องการอย่างไม่หมดสิ้น

    2.เปลี่ยนย้ายแนวแม่เหล็กโลกเข้าสู่ระบบใหม่ ให้มีสติทางจิตวิญญาณ เพิ่มพูนสติปัญญา เข้าถึงจิตสำนึกที่สมดุล ได้อย่างทั่วถึงและลงตัวที่สุด มนุษย์จะมีอายุขัยยืนยาวขึ้น และได้เปิดมิติให้มีช่องทางสื่อสารกันระหว่างมิติ

    ถ้ามนุษย์ต้องการช่วยเหลือไม่ให้แกนของโลกเอียงจนพลิกคว่ำเพราะเสียสมดุล จะต้องกระตุ้นที่จิตสำนึกของตนเอง ให้ปลดปล่อยพลังงานความรักแบบรวมหมู่ ไม่มีชนชาติ ไม่มีประเทศ ไม่มีการแบ่งแยกศาสนา มีแต่ความเป็นเผ่าพันธ์มนุษย์โลกให้จงได้ พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจะเป็นพลังงานด้านบวกที่สอดคล้องกับพลังงานใหม่ จะช่วยให้โลกมีแรงเหวี่ยงที่เหมาะสม ถ้าทุกคนให้ความร่วมมือ ความจริงในเรื่องนี้ มนุษย์จะพิสูจน์ได้ทันที

    ถ้ามนุษย์หวั่นกลัวเทหวัตถุไม่พึงประสงค์จากฟากฟ้าจะพุ่งชนโลกด้วยอำนาจของแรงสั่นสะเทือนของจิตสนึกทางด้านบวกของมนุษย์ทุกคน จะช่วยยกระดับคลื่นความถี่สนามแม่เหล็กที่สูงขึ้นให้ไกลออกไปในจักรวาลได้ มันจะเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งที่จะคอยปกป้องโลกให้ปลอดภัยจากพวกนั้นได้เป็นอย่างดี ปลอดภัยแม้กระทั่งยานจานบินจากแดนไกล ก็ไม่อาจแฝงมิติเข้ามารบกวนตัวมนุษย์เอง เหมือนในอดีตได้

    ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นความสมดุลที่เป็นพลังอำนาจของมนุษย์ยุคพลังงานใหม่ ที่ทุกคนต้องมีสติทางจิตวิญญาณกันให้มากขึ้น ซึ่งจักรวาลได้แสดงความรักให้ปรากฎอย่างชัดเจนแล้ว

    ความสมานฉันท์ของหมู่คณะ ที่เกิดจากพลังงานความรักของผู้คนซึ่งมีจิตใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เสมือนมีหัวใจดวงเดียวกัน มันจะนำพา พลังอำนาจ มาสู่ทุกคนได้ตลอดไป
     
  17. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    อันนี้ตรงกับใจตนองค่ะ หากมีสิ่งใดติดขัดมักจะได้รับคำตักเตือนเสมอ...

    ในจักรวาลอันไพศาลนี้ ไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ ดำรงอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวแต่เพียงลำพังโดยไม่มีอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ยกเว้นแม้แต่ในจักรวาลโลก สำหรับมนุษย์แล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าตนเองเลือกจับเอาสิ่งใดมาเป็นคู่ได้อย่างถูกคู่เท่านั้น

    ความโดดเด่น กับ ความเดียวดาย ไม่ใช่กติกาของจักรวาลทั้ง 2 ด้าน ผู้ไม่ปรารถนาความเดียวดายจะต้องละทิ้งความโดดเด่นแต่เพียงลำพังไปเสียด้วย เพราะความโดดเด่น มันจะนำพาความเดียวดายมาสู่ตนเสมอ มันเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสมดุลด้านลบ ซึ่งตรงกันข้ามกับ ความสมานฉันท์ของหมู่คณะ ที่เกิดจากพลังงานความรักของผู้คนที่มีจิตใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เสมือนมีหัวใจดวงเดียวกัน มันจะนำพาพลังอำนาจ มาทุกคนได้ตลอดไป

    จงหยุดยั้งการเห็นแก่ตัว

    จงเลิกกระทำชั่วให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างกัน

    จงยึดมั่นในความดีงาม

    จงหมั่นจดจำในความดีงามของผู้อื่นให้ได้

    จงเป็นคนลืมง่าย ในการกระทำไม่ถูกต้องของคนอื่น

    จงตื่นจากความมืดบอดทางปัญญา

    จงเห็นคุณค่าของเพื่อนมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง

    จงสงบนิ่งกับความไม่รู้ของตนไว้

    จงมุ่งมั่นกับการให้ความรักต่อโลก


    ทั้งหมดนี้คือ แนวทางการสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับทุกสรรพสิ่งด้วยพลังอำนาจแท้จริงที่เกิดจากจิตใจ อันจะช่วยให้จิตสำนึกของตนเกิดการสั่นสะเทือนด้านบวก เพื่อมอบพลังงานในการสั่นสะเทือนพลังชีวิตของสรรพสิ่งไปสู่การปลดปล่อยเพื่อการเปลี่ยนถ่ายสิ่งที่ดีงามให้กันและกัน มันเกิดขึ้นมาได้โดยมนุษย์เองเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการนี้

    นี่คือ ศาสตร์แห่งความสมดุลของจักรวาล
     
  18. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    Cr. คุณไร้กรอบ

    คุณจิตยิ้มนำข้อมูลมาจากใครเหรอ

    --------------------------------


    จากจิตจักรวาลค่ะ ในหนังสือค่ะ มีเหตุให้เปิดไปเจอพอดี ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่นำมาลง แต่ข้อความในหนังสือเป็นเหตุค่ะ เลยขอร่วมแบ่งปันด้วยค่ะ

    คุณไร้กรอบก็คงจะทราบดีแล้วว่า จิตยิ้มเอง เป็นผู้ใช้สมอง คือ จิตสำนึก เพื่อเรียนรู้ภพชาติ หรือ กฏแห่งกรรมในชาตินี้ด้วยกลไกของสมอง หรือจิตสำนึก การได้รับข้อมูลของจิตยิ้ม จึงมาจากสื่อต่าง ๆ หลายสื่อโดยใช้ภายในตรวจสอบอีกที ซึ่งมีระบบปัญญาหลักของเหตุ และผล คือ หลักสัจธรรม นะค่ะ เพราะคำพูดที่ดีที่สุดต้องออกมาจากผู้สื่อค่ะ ถ้าเป็นคำพูดและความรู้ของตนเอง คงทำไม่ได้หรอกค่ะ

    จิตสำนึก.....

    ❤ หัวใจเป็นอวัยวะที่ดื้อที่สุด...เพราะสมองคอยเตือน แต่...หัวใจไม่ยอมจำ ❤
    เมื่อคิดดีแล้ว ย่อมนำไปสู่การทำดีได้อย่างไม่อยากเย็น แต่หัวใจมักจะไถลปล่อยไปตามอารมณ์ใจ ที่พอใจ ไม่พอใจ เป็นเหตุให้เกิดการทำผิดอยู่เป็นประจำ
     
  19. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023
    สาสน์เรื่อง กลุ่มคนผู้รอดที่ถูกเก็บรักษาไว้
    ***********************************************
    .
    ...บุคคลที่เก็บรักษาไว้ เป็นบุคคลที่มีความสามารถมีปัญญา
    กลุ่มที่ ๑. กลุ่มศิลปะกรรมไทยแท้

    กลุ่มที่ ๒. กลุ่มนาฎศิลปไทย ดนตรีไทย

    กลุ่มที่ ๓. วิศกร หรือ หลายๆแขนงหลายศาสตร์ถูกเก็บรักษาไว้

    กลุ่มที่ ๔. แพทย์ ถึงแม้นว่ายุคใหม่ไม่มีแพทย์ แต่ให้ความรู้ของแพทย์เป็นวิวัฒนการใหม่

    กลุ่มที่ ๕. พระศาสนา

    กลุ่มที่ ๖. ประวัติศาสตร์ไทย ผู้ที่มีความรู้เน้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย เก็บไว้

    กลุ่มที่ ๗. ภูมิศาสตร์ ผู้มีความรู้เกี่ยวกับ ภูมิทัศน์ ภูมิประเทศแต่ละประเทศต่างๆ

    กลุ่มที่ ๘. นักประดิษฐ์ ที่มีความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์แปลกๆใหม่ๆ

    กลุ่มที่๙. เทคโนโลยี นวัตกรรมให่มๆ

    กลุ่มที่ ๑๐. โบราณศิลป์ โบราณศาสตร์

    กลุ่มที่ ๑๑. คนที่มีภูมิปัญญาชาวบ้าน วิถึชีวิตดั้งเดิม ของไทย คือ กลุ่มคน
    ที่รู้วิถีชีวิตดั่งเดิมไทย
    .

    ...ทั้ง ๑๑ กลุ่ม คือ เก็บรักษาไว้เป็นเมล็ดพันธ์ดีของเผ่าพันธ์ใหม่
    เพื่อเป็นแนวทางแบบอย่างให้กับคนยุคใหม่ หรือ คงอยู่วิถีชีวิตยุคดั่งเดิม
    ที่ดีตลอดไป
    .
    ...ยุคใหม่เป็นจุดช่วยเหลือตนเองโดยแท้จริงใช้ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ ดำรงชีวิตมีชีวิตร่วมกับผู้อื่น

    ---------------------

    จากกระทู้นี้ค่ะ....

    https://palungjit.org/threads/การพิพากษาโลกมนุษย์และมนุษย์.698444/page-27

    เกี่ยวกับกลุ่มที่ ๔ ซึ่งจิตยิ้มได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้มาได้สักระยะแล้วค่ะ แล้วเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจักรวาล คือ คลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้มารักษาโรค ได้...

    ถามนะคะ...ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นมาจริง ๆ....

    หากวันใดวันหนึ่งได้เกิดภัยพิบัติใหญ่ขึ้นมา แล้วไม่มียารักษาโรค แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถนำมารักษาโรคด้วยตัวมันเองได้ คุณสนใจที่อยากได้มันไหม!

    จากข่าวของวงการแพทย์




    วงการแพทย์ กับการสร้าง stemcell ต้นกำเนิด เพื่อจะมารักษาโรคร้ายแรง หรือ เรื้อรัง ผู้ป่วยในอนาคต
    Stem cell หรือ เซลล์ต้นกำเนิด มีความสามารถที่จะเจริญไปเป็นเซลล์ หรือว่าเนื้อเยื่อ หรือเป็นอวัยวะได้ ทุกชนิด ในร่างกายมนุษย์

    ทางวงการแพทย์ จึงมีความคิดที่จะนำ Stem cell จะผลิตเซลล์ สร้าง stem cell ต้นกำเนิดเพื่อมารักษาโรคร้ายแรง หรือ เรื้อรังผู้ป่วยในอนาคต ที่จะถูกพัฒนา กลายเป็นเนื้อเยื่อของมนุษย์เป็นอวัยวะต่าง ๆ ได้มากมาย ซึ่งต้องอาศัยการปลุกถ่าย โดยการสร้างธนาคาร stem cell และต้องดูการเข้ากันได้ของรหัสยีนส์พันธุกรรมของแต่ละคนที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันไปที่สำคัญต้องเข้ากันได้ มิฉะนั้นจะมีปัญหาในการยอมรับและไม่ยอมรับที่เกี่ยวข้องกับการปลุกถ่าย ธนาคารเซลล์น้นกำเนิดจึงมีความสำคัญมาก

    ทีมงานวิจัยได้คิดค้น stem cell บริสุทธิ์ ขี้นมาแล้วเป็นรายงานครั้งแรกในโลก


    แต่มีสิ่งหนึ่งค่ะที่ตนเองได้รับผลจากการรักษา คือ หายจากโรคมาแล้วโดยไม่ต้องไปพบแพทย์ คือ

    สมาธิ Popatas กับการรักษาโรคในยุคพลังงานใหม่ค่ะ

    ถ้าใครต้องการเป็นแพทย์รักษาตัวเอง สามารถสร้าง stem cell ด้วยสมาธิ Popatas รักษาตนเองโดยไม่ต้องรอ ได้เลยค่ะ

    ข้อมูลที่น่าสนใจค่ะ...




     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤศจิกายน 2019
  20. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,023

แชร์หน้านี้

Loading...