เทียนพรรษา

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 7 กรกฎาคม 2006.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>
    [​IMG]
    </TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- [​IMG] -->เทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธจะยึดถือเป็นประเพณี นำเทียนไปถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา โดยมีคติความเชื่อว่า เพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจแสงสว่างของดวงเทียน

    การทำเทียนพรรษา มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จากการนำรังผึ้งมาต้มเอาขี้ผึ้งไปฟั่นเป็นเทียนนำไปถวายพระภิกษุ เอาเทียนเล่มเล็กๆ หลายๆ เล่ม มามัดรวมกันเป็นลำต้นคล้ายกับต้นกล้วย หรือลำไม้ไผ่ แล้วนำไปติดกับฐาน ซึ่งการมัดรวมกันแบบนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่นิยมเรียกว่า ต้นเทียน หรือต้นเทียนพรรษา
    ในขณะที่ประเพณีแห่เทียนพรรษาก็มีการพัฒนาไม่น้อยหน้ากว่ากัน เดิมทีนั้นมีเฉพาะที่ จ.อุบลราชธานี แต่ปัจจุบัน ที่ จ.นครราชสีมา ก็จัดประเพณีนี้เช่นกัน แม้จะเป็นงานประเพณีที่รวมความผูกพันของชุมชนท้องถิ่น โดยเริ่มตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะไปในตัว การสรรหาภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีฝีมือทางช่าง มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการทำลวดลายไทย การแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียน การทำเทียนให้เป็นลายไทย
    ความอลังการของขบวนแห่เทียนพรรษาของ จ.อุบลราชธานี และ จ.นครราชสีมา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อย แต่จะมีใครสักกี่คนจะคิดได้ว่า ขบวนแห่เทียนพรรษาที่ต้องใช้ทุนตกแต่งริ้วขบวนนับแสนบาท แต่เมื่องานแห่เทียนสิ้นสุดลง เทียนพรรษาไม่ได้ถูกนำไปจุดเพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจแสงสว่างของดวงเทียน
    เช่นเดียวกับเทียนพรรษาเล่มละหลายร้อยบาท ไปจนถึงหลักพัน ถูกวางกองหลังวันออกพรรษา รอเวลาให้โรงงานเทียนซื้อไปหลอมเอามาขายใหม่อีกรอบ เพราะทุกวันนี้แสงสว่างที่เกิดขึ้นภายในวัดล้วนมาจากไฟฟ้าทั้งสิ้น
    นางวันเพ็ญ วงศาโรจน์ เจ้าของร้านสังฆภัณฑ์ ศิริภัณฑ์พานิช ย่านเสาชิงช้า กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้จำนวนประชาชนทำบุญซื้อเทียนพรรษาลดน้อยลง โดยขนาดเทียนพรรษาปีนี้ ต้นใหญ่จะมีราคาประมาณพันกว่าบาท ราคาต่ำสุดอยู่ที่ ๕๐-๖๐ บาท ขนาดเทียนพรรษาราคาถูกสุดๆ แบบนี้ยังขายไม่ค่อยได้เลย ซึ่งมีคนเคยซื้อต้นเทียนพรรษาต้นใหญ่ ต่างก็ลดขนาดลงเป็นเท่าตัว
    หากเป็นเรื่องของการซื้อหลอดไฟถวายวัดในปีนี้ก็ยังมีจำนวนลดน้อยลงเป็นเท่าตัว แต่ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยต่างหันมาซื้อเทียนพรรษามากกว่าหลอดไฟ เพราะเขามองว่าการถวายเทียนพรรษามีเพียงปีละครั้งที่จะปฏิบัติกันตามประเพณีโบราณของชาวพุทธ ส่วนหลอดไฟสามารถถวายเมื่อไรก็ได้ และเทียนน่าจะจำเป็นมากกว่า อย่างน้อยก็ช่วยในการประหยัดไฟให้กับวัด
    "ถ้าให้มองถึงการขายเทียนพรรษาไม่ดี เหตุผลง่ายๆ เศรษฐกิจปีนี้แย่มากๆ ตอนแรกคิดว่าปีที่แล้วแย่มากๆ แล้ว พอมาถึงปีนี้ การขายเทียนพรรษายิ่งแย่กว่าเดิมเป็นเท่าตัว คนมีรายจ่ายมาก แต่รายได้ไม่เพิ่ม ทำให้คนทำบุญกันแบบประหยัด คนส่วนใหญ่ยังคงซื้อเทียนพรรษาขนาดราคาที่ถูกลง และเมื่อเศรษฐกิจเป็นแบบนี้เราจึงเห็นคนไทยทำบุญน้อยลง หลายคนก็ห่วงชีวิตตัวเองด้วย"
    ด้านนางสุภาณี เพชรกล้า เจ้าของร้านสังฆภัณฑ์ จูกิมฮง ตลาดท่าเรือ จ.กาญจนบุรี กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ปีนี้ประชาชนที่มาซื้อเทียนเพื่อใช้ในเทศกาลเข้าพรรษาเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จะพบว่าประชาชนซื้อเทียนถวายวัดน้อยลง ส่วนหนึ่งน่าจะมีที่มาของเศรษฐกิจที่เป็นขาลง สินค้าต่างๆ มีราคาสูงขึ้น ค่าครองชีพก็มีราคาสูงเป็นเงาตามตัว ทำให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายในการทำบุญ ส่วนถ้าถามว่า ระหว่างซื้อเทียนถวายวัด กับหลอดไฟถวายวัด ตัวเลขการซื้อจะใกล้เคียงกัน
    "ซื้อเทียนกับหลอดไฟคิดว่าจำนวนซื้อพอๆ กัน เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ทำให้ประชาชนหันมาซื้อเทียนพรรษาที่เล็กลงเป็นขนาดเบอร์ ๕ เพราะราคาไม่แพง และไม่เป็นการเบียดเบียนตัวเองในการทำบุญ แล้วถ้าพูดจริงๆ แล้ว ปีนี้มีคนมาสั่งซื้อเทียนพรรษาลดน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา วันนี้ทำให้ตลาดสังฆภัณฑ์น่าจะซบเซา"
    สอดคล้องกับเจ้าของร้านสังฆภัณฑ์ จุตติพานิช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การซื้อเทียนพรรษาปีนี้ยังคงไม่ดีนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจประเทศเรายังไม่ดี สินค้าทุกอย่างแพงหมด ยิ่งเป็นเทียนพรรษาแล้วคนซื้อลดลง บางคนเคยซื้อต้นเทียนขนาดใหญ่ ก็ลดลงเหลือขนาดกลาง หรือลดมาเป็นขนาดสูง ๑ เมตร ราคาอยู่ประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ บาท ยิ่งถ้าเป็นเทียนพรรษาที่มีลวดลายราคาก็จะสูงขึ้นอีก ๑ เท่าตัว
    "วันนี้อะไรๆ แพงไปหมด ยิ่งเศรษฐกิจเป็นแบบนี้แต่คนไทยยังต้องการทำบุญ แต่ทำบุญก็จะลดปริมาณลง ส่วนถามว่า ระหว่างเทียนพรรษากับหลอดไฟอย่างไหนขายดีกว่ากัน คงตอบได้ว่า อยู่ที่ความชอบของแต่ละคน ส่วนคนโบราณก็ยังซื้อเทียนพรรษาถวายวัดเหมือนเดิม คิดว่าเทียนหรือหลอดไฟก็ให้ความสว่างเหมือนกัน"

    ทำบุญด้วยปัญญา
    พระอาจารย์สุขเกษม เขมสุโข วัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ กทม. พระนักจัดรายการวิทยุ และพระนักแต่งเทศน์เพลง บอกว่า ตั้งแต่พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว และพระพรหมมังคลาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญา เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ ออกมาเทศน์เรื่องการทำบุญอย่างฉลาด การทำบุญด้วยปัญญา ซึ่งจะเน้นเรื่องการถวายหลอดไฟ หรือค่าไฟให้วัดแทนเทียนพรรษาเล่มโตๆ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาเมื่อหลายปีที่แล้ว ทำให้พุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยปฏิบัติตามคำเทศน์ของท่าน โดยเปลี่ยนมาถายหลอดไฟมากขึ้นตามลำดับ
    การถวายหลอดไฟแทนเทียนพรรษานั้นถือเป็นการทำบุญที่ฉลาดจริงๆ เพราะจุดมุ่งหมายของการถวายเทียนก็เพื่อให้แสงส่วางเช่นเดียวกับหลอดไฟ ที่สำคัญคือทั้งพระและวัดต่างก็ได้ใช้ประโยชน์จากหลอดไฟจริงๆ ส่วนเทียนพรรษานั้นเชื่อว่าทุกวัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่ได้จุดตามวัตถุประสงค์ของคนทำบุญ
    "ทุกวันนี้ทั้งเทียนพรรษาและหลอดไฟคนถวายวัดจำนวนมาก โดยเฉพาะหลอดไฟอายุการใช้งานนานนับปี ทำให้หลอดไฟไม่ได้ใช้เช่นเดียวกับเทียนพรรษา แต่สิ่งที่ทุกวัดต้องใช้และนับวันจะมากขึ้นคือค่าไฟฟ้า ถ้าจะให้เป็นการทำบุญที่ฉลาดมากขึ้น น่าจะทำบุญค่าไฟให้กับวัด เพราะทุกวันนี้วัดแต่ละแห่งต้องจ่ายค่าไฟฟ้า เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วๆ ไป" พระอาจารย์สุขเกษม กล่าว
    พร้อมกันนี้ พระอาจารย์สุขเกษม ยังพูดถึงคำถวายเทียนพรรษาด้วยว่า อิมานิ มะยัง ภันเต ปะทีปะยุคัง สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปะทีปะยุคัง สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
    ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย เทียนพรรษา กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ เทียนพรรษา กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย ตลอดกาลนาน เทอญ
    ส่วนคำถวายหลอดไฟ พระอาจารย์สุขเกษม บอกว่า เทียนพรรษา ในภาษาบาลีใช้คำว่า ปะทีปะยุคัง ส่วน หลอดไฟ ใช้คำว่า วิชชุปะทีเปยยานิ ดังนั้น คำถวายหลอดไฟ ก็คือ อิมานิ มะยัง ภันเต วิชชุปะทีเปยยานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ วิชชุปะทีเปยยานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย หลอดไฟ กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ หลอดไฟ กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย ตลอดกาลนาน เทอญ



    </TD></TR></TBODY></TABLE>

    ที่มา : [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 กรกฎาคม 2006

แชร์หน้านี้

Loading...