เปรต เทพ พรหม ที่คนปัจจุบันเห็นด้วยตาเนื้อ

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 31 กรกฎาคม 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    <!--WapAllow0=Yes--><!--pda content="begin"--><big><big> <!--Topic-->เปรต เทพ พรหม ที่คนปัจจุบันเห็นด้วยตาเนื้อ </big></big> <!--MsgIDBody=0-->เนื่องจากมีกระทู้เรื่องการไล่ผีในhttp://www.pantip.com/cafe/religious/
    จึงขอเล่า เรื่องเปรต เทวดา ที่ ม.ล.เนื่องเขียนในนิตสารพลอยแกมเพชร และเรื่องพรหม ที่คุณหญิงสุรีพันธ์เขียนในฐานสโมสอน มาให้ทราบทั่วกัน ว่าเปรต เทวดา พรหม คนยุคเรายังเห็นอยู่ ไม่ใช่เป็นเรื่องเล่าโบราณ

    "เรื่องเปรต"
    ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ นักเขียนเรืองนามแห่งนิตยสารพลอยแกมเพชรเห็น และเทวดาที่เพื่อนท่านเห็นมาเล่าให้ฟังจะดีกว่า ท่านเล่าว่าหลังเปลี่ยนการปกครอง ท่านย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี ‘ค่ำวันนั้น เพ็ญกลางเดือน ๑๕ ค่ำ แสงจันทร์สว่างไสวกราดไปทั่ว ข้าพเจ้านั่งดูทีวีอยู่ในห้อง ละครกำลังสนุก แสดงเรื่อง ‘นางกีสาโคตมี’ ซึ่งภายหลังสำเร็จพระอรหันต์
    ฟังเสียงละครไม่ค่อยรู้เรื่อง หนวกหูหมาหมู่ใหญ่เห่าหอนวิเวกวังเวงจับใจตลอดเวลา หอนไม่หยุด สักครู่ เสียงนายเปาะลูกชายข้าพเจ้าเรียกน้ำเสียงดูตกอกตกใจ ให้ข้าพเจ้ารีบออกจากห้องมาดูอะไรก็ไม่รู้
    ข้าพเจ้าก็ลุกออกไปยังห้องหน้ามุข เปาะชี้ให้ดู มองดูออกไปนอกหน้าต่าง เป็นครั้งแรกที่เห็น สัญชาตญาณบอกให้รู้ทีเดียวว่าอ้ายภาพสูงใหญ่ดำทะมึนราวกับเอาต้นตาลมาต่อกัน ๓ –๔ ต้น สูงเยี่ยมเทียมฟ้านี้ คือร่างของพวกเปรต
    พอแน่ใจเช่นนั้น เหงื่อเย็นออกมาชุ่มตัว กระซิบบอกเปาะว่า “นี่คือเปรต ต้องท่องคาถาไล่มันไป” แล้วข้าพเจ้าก็เรียกสามีข้าพเจ้ากับพี่หละให้ออกมาช่วยกันดู ไปเรียกบุตรบุญธรรมคือ น.ส.นิจมาดู ต่างคนต่างเห็นกันทั่ว แต่ไม่รู้จะทำยังไงกัน
    ข้าพเจ้ารีบท่องคาถาไล่ผี ซึ่งเคยจำมาได้จากท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ ท่านสอนให้ ด้วยความกลัวอย่างสุดขีด ตั้งสติไม่อยู่ ท่องได้หน้าลืมหลัง กลางขาด ท่องเท่าใดเปรตไม่ไป
    เมื่อไม่ไป คณะเราก็กลับเข้ามาดูละครต่อ ดูไปจนละครเลิก ลุกออกไปดูเปรตยังอยู่ ผมสยายยาวลงมาเกือบถึงหัวเข่า หน้าตามัวไป แลหน้าไม่ชัด แต่ที่ช่วงท้องแห้งไปติดกระดูกเชิงกราน ซึ่งโกงก็อยู่สองข้าง ท้องแห้งแป๋เช่นนี้ ต้องแสดงว่าอดอาหารหิวโหย
    แล้วเปรตตัวนี้ไม่มีผ้านุ่ง มองเห็นกระดูกโคนขายาวลงไปจดเท้า หมาแหนหน้าหอนอยู่เรื่อย ไม่ยอมหยุด เดือนหงายมาก มองเห็นก้อนเมฆลอยผ่านตัวเปรตไปตลอดเวลา ข้าพเจ้าชักกล้าขึ้นมานิด ๆ ตะโกนเสียงดังบอกเปรตไปว่า “เธอทำไมถึงยังไม่ไป มาคอยเอาอะไร” ว่าไปนึกขึ้นได้ว่า เราเอาแต่ไล่ ไล่เขาท่าเดียว ทำไมเราไม่คิดให้อาหารและเสื้อผ้าเขาบ้าง
    “เธอจะเคยเป็นญาติกับฉันหรือไม่ก็ตาม การที่เธอมาสำแดงตัวให้เห็น แสดงว่าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจะช่วยเธอตามกำลัง เธอไม่ต้องลำบากเช่นนี้ เพราะเมื่อเธอเป็นมนุษย์อยู่ไม่เคยทำบุญเสื้อผ้าอาหาร เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก ห่วงกังวลแต่ทรัพย์สมบัติ มุ่งหน้าแต่สะสมท่าเดียว ไม่ยอมบริจาค พระท่านว่าตายแล้วจะต้องไปเกิดเป็นเปรต ด้วยจิตโลภของตัวเอง
    “นี่ก็ดึกแล้ว กลับไปเสียเถอะ พรุ่งนี้คอยรับส่วนกุศล จะทำบุญอาหารและเสื้อผ้าส่งไปให้ จะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เธอคนเดียว พรุ่งนี้เพลแล้วคอยรับเอา”
    ว่าแล้วเท่านั้น เปรตค่อย ๆ ยืดตัวยาวออก ๆ บ่ายหัวหายไปทางทิศตะวันตก ทุกคนโล่งใจ หายกลัวพากันเข้านอน
    รุ่งเช้า นิจรีบตื่นขึ้นมาทำอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายพระทั้งคาวหวานและผลไม้ ข้าพเจ้าเตรียมเครื่องข้าวของที่จะไปทอดกฐินที่วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง กองอยู่ในห้องพระ ก็เลยยืมสบงอย่างดีของเครื่องกฐินมา ๑ ตัว รวมไปกับอาหาร ให้สามีข้าพเจ้าเอาไปถวายพระวัดลานบุญที่จังหวัดนนทบุรี
    พอเที่ยง กะว่าฉันเพลเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็อุทิศส่วนกุศลไปให้เปรต แล้วยังแถมบอกไปกับน้ำกรวดว่า “ตุลาคม ข้าพเจ้าจะไปทอดกฐินที่อ่างทอง จะอุทิศส่วนกุศลไปให้อีก แล้วก็ขอบริจาคเสื้อผ้าใช้แล้วของทุกคนในบ้านทั้งของข้าพเจ้าด้วย เอาไปแจกชาวบ้านที่ยากจน แถวบ้านข้าพเจ้ามีคนจนเยอะ ดีใจกันทั่วหน้า”
    ค่ำลง ก็อุทิศส่วนกุศลไปให้เปรตอีก’ (ม.ล.เนื่อง, ๒๕๔๔, หน้า๑๙๓-๑๙๗ )


    "เรื่องเทวดา" ม.ล.เนื่อง ท่านเล่าว่าเพื่อนท่านคนหนึ่งชื่อคุณพิมพ์ มาเล่าให้ฟังว่ามีต้นประดูโตใหญ่เก่าแก่ โคนต้น ๒ คนโอบไม่รอบ อยู่นอกรั้วบ้าน มีกิ่งใหญ่แผ่กลุ่มหลังคาบ้าน พอฝนตกกลัวมันตีหลังคาแตก จะโค่นก็ไม่ได้เป็นของหลวง บัดนี้มีผึ้งมาทำรังอยู่ที่ต้นประดู่ ทำนานเป็นเดือนเข้ารังใหญ่ห้อยลงปลายแหลมยาว

    คนรับจ้างมาตัดกิ่งเดียว เขาขอ ๑,๕๐๐ บาท เขาทำพิธีจุดธูปเทียนถวายพวงมาลัยบอกกล่าวมา ๓ วันแล้ว กองไฟโคนต้นไม้ยังลุกอยู่ แต่มีคนคุม คอยเติมกาบมะพร้าวด้วยผึ้งยังไปไม่หมด เหลืออีกเล็กน้อย กำลังขนลูกอ่อนไป

    “คุณพิมพ์ก็ยังกลัวผึ้ง หลบมานั่งปิดประตูกระจก มองกองไฟอยู่ในห้องตาจับอยู่ที่รังผึ้ง ควันจากกองไฟกระจายเป็นควันบางไปทั่วบริเวณ เห็นชัดทีเดียวเป็นเทวดาผู้ชายแต่งองค์เหมือนเทวดาในรูปเขียนลอยออกจากกิ่งประดู่ที่ถูกตัดแล้ว แล้วเลือนหายไปพร้อมควันไฟ
    คุณพิมพ์บอกว่า ไม่ได้ตาฝาด เห็นชัด ๆ เลยรีบทรุดตัวลงกราบ แล้วขอให้ท่านย้ายไปอยู่กิ่งอื่น ด้วยมีความจำเป็นจริง ๆ

    ไม่เคยรู้ว่าเทวดาสิงอยู่ที่ต้นไม้ ต่อไปวันสงกรานต์จะถวายเครื่องสังเวยไปให้” (ม.ล.เนื่อง, ๒๕๔๖, หน้า๓๑๐-๓๑๒)

    "เรื่องพญานาค" หลวงปู่ชอบเล่าว่า พญานาค เป็นเทวดาจำพวกหนึ่ง เขาสามารถเนรมิตกายได้ต่าง ๆ เช่นเป็นงูตัวน้อย ๆ ผ้าขาว ผู้หญิง เสือ มนุษย์ กษัตริย์ ...สารพัด ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีพญานาคตัวหนึ่งชื่อเทพนาคา มาโผล่หัวขึ้นที่ทางจงกรมแล้วก็เอาหัวพาดเขาอีกฟากหนึ่งให้ท่านดู รู้สึกว่าตัวยาวมาก หลวงปู่ชอบท่านเล่าว่าว่า พญานาคตัวนี้มาแสดงให้ท่านดูในลักษณะของพญานาคเต็มตัว คือมีหงอนสีแดง และมีแผงเหมือนกับของม้าเช่นกัน ลำตัวยาว เกล็ดสีดำเป็นมันเลื่อม(คุณหญิง สุรีพันธุ์ มณีวัต, ๒๕๓๙, ฐานสโมบูชา, กรุงเทพฯ : ป.สัมพันธ์พานิชย์, หน้า ๑๑๗)

    "เรื่องพรหม"
    คุณหญิงสุรีพันธ์เล่าว่า "เรื่อง 'ไม่ธรรมดา' นี้คงจะไม่เป็นที่ทราบกัน ถ้าหากหลังจากนั้นเป็นเวลาร่วมเดือน ที่ผู้เขียน(คุณหญิงสุรีพันธ์) จะไม่เผอิญไปพบเพื่อนรุ่นน้องกลุ่มหนึ่งเข้า เธอเหล่านั้นมาทักทายคุยด้วยความสนิทสนม เล่าว่าวันนั้นเป็นบุญเหลือเกินที่ได้ไปร่วมงานที่บ้านเรือนไทยด้วย..ได้กราบหลวงปู่ทั้งสององค์ ...ได้กราบพระอีกมากมายจนลานตาไปหมด

    เธอคนหนึ่งคุยว่า เธออยู่ลาดพร้าวมานาน ไม่เคยเห็นพระมากเท่านี้ พระก็มาก แม่ชีก็มาก ฟังเธอคุย ผู้เขียน(คุณหญิงสุรีพันธ์)ไม่ทันคิดอะไร เธอเล่าไปเรื่อย ๆ
    “พระเป็นสีเหลืองไปหมด แม่ชีก็สีขาวบริสุทธิ์ สวยงามจริง ๆ ปลื้มจนน้ำตาคลอ รู้สึกว่าเขาจะถวายเงินพระกันมากนะคะ หนูอยากให้แม่ชี สงสารไม่ค่อยมีใครทำบุญกับแม่ชี อยากถวายองค์ละร้อย... แต่เงินไม่พอ เสียดายจริง ๆ”

    พอเธอพูดถึงตอนนี้ คุณหญิงสุรีพันธ์ชักเฉลียวใจ มองหน้าผู้พูด .......... ........

    เพราะว่าวันนั้นมีแม่ชีเพียง ๒-๓ รูป คุณหญิงสุรีพันธ์ถามว่าแม่ชีนั่งตรงไหนเพราะไม่เห็น เธอบอกว่านั่งตรงระเบียงหน้าหลวงปู่ชอบ เธอเล่าต่อ “แม่ชีนั่งกันเต็มระเบียง เห็นขาวจนลานตา หนูอยู่ข้างล่าง ชะเง้อขึ้นไปดู คงจะกระทบแสงแดดด้วย ดูผ้าขาวแม่ชีเป็นประกายระยิบระยับเชียวคะ ไม่รู้ท่านมาจากวัดไหน งามเหลือเกิน”
    ครั้นคุณหญิง ร้อง “ฮ้า...” ถามว่า เห็นจริง ๆ หรือ เธอยืนยัน แล้วหันไปพยักพะเยิดกับเพื่อน ๆ “ใช่ไหมที่เราชี้ให้ดู” เพื่อนคนอื่นรับเป็นเสียงเดียวกัน

    รวมความแล้ว เธอและเพื่อนสี่ห้าคน ‘เห็น’ เหมือนกัน ....! และเชื่อว่าเห็นแม่ชีจริง ๆ อยากตามไปกราบที่วัดด้วย....!

    ในภายหลัง เมื่อมีโอกาสกราบหลวงปู่ ท่านถามว่าเห็นกันหรือ คุณหญิงบอกว่าไม่เห็น แต่เพื่อนรุ่นน้องเห็น แล้วกราบเรียนถามท่านว่า “พวกนั้นใครกันเจ้าคะหลวงปู่ ที่มางานฉลองอายุหลวงปู่...มากราบหลวงปู่ในวันนั้น ท่านตอบว่าเป็น “พวกพรหม” (คุณหญิง สุรีพันธุ์ มณีวัต, ๒๕๓๙, ฐานสโมบูชา, กรุงเทพฯ : ป.สัมพันธ์พานิชย์, หน้า ๑๘๐-๑๘๑)

    เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในยุคปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับศาสนา ใครจะเป็นอะไร ขึ้นอยู่กับการกระทำของบุคคลผู้นั้น เพราะเป็นหลักสากล เป็นความจริงแท้

    ขอให้เจริญในธรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...