เพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง, 17 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    1f337.png 1f33b.png 1f33a.png การเทียบบารมี ๓ ระดับ โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง 1f33a.png 1f33b.png 1f337.png

    . 1f337.png 1f33b.png .การเทียบบารมี เขาจัดเป็น ๓ ชั้น บารมีต้น ท่านเรียก “บารมี” เฉยๆ บารมีตอนกลางท่านเรียก “อุปบารมี” บารมีสูงสุดท่านเรียก “ปรมัตถบารมี”

    . 1f337.png .ถ้าคนที่มีบารมีต้นในขั้นเต็ม ท่านผู้นี้จะเก่งเฉพาะ “ทานกับศีล” เขาจะทำสะดวกเฉพาะ “การให้ทาน” กับ “การรักษาศีล” แต่การรักษาศีลของบารมีขั้นต้นจะไม่ถึงศีล ๘ อย่างเก่งก็มีกันแค่ศีล ๕ ท่านผู้นี้จะไม่พร้อมในการเจริญพระกรรมฐาน ถ้าชวนในการเจริญสมาธิทำกรรมฐาน ท่านบอกว่าทำไม่ได้ กำลังใจไม่พอ หรือจะพูดให้ดีอีกนิดท่านบอกว่าไม่ว่างพอ เวลาไม่มีนี่สำหรับคนที่มีบุญบารมีขั้นต้นจะอยู่กันแค่นี้

    . 1f337.png .ถ้ามีบารมีเป็น อุปบารมี เขาเรียกว่า บารมีขั้นกลาง อุปบารมี นี่พร้อมที่จะทรงฌานโลกีย์ บารมีนี้พร้อมเรื่องฌานโลกีย์นี่ทรงได้แน่ ท่านพวกนี้จะพอใจในการเจริญพระกรรมฐานแล้วก็พอใจในการทรงฌาน แต่ว่าถ้าจะชวนในขั้นบุกบั่นในวิปัสสนาญาณ ท่านจะบอกว่าไม่ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาธิวิปัสสนาญาณ อาจจะมีบ้างแต่ก็ไม่เข้มแข็งนัก เพราะว่าสมถะกับวิปัสสนานี่แยกกันไม่ได้ ต้องอยู่คู่กัน แต่กำลังด้านวิปัสสนาญาณจะต่ำ จะเข้มแข็งเฉพาะสมถภาวนา แล้วท่านพวกนี้ถึงแม้ว่าจะพอใจในการเจริญกรรมฐาน ถ้าเราบอกว่าหวังนิพพานกันเถอะ ท่านพวกนี้ก็บอกว่าไม่ไหว กำลังใจไม่พอ จะชวนไปนิพพานขนาดไหนก็ตาม เขาจะไม่พร้อมจะไป และก็ไม่พร้อมจะยินดีเรื่องพระนิพพาน พร้อมอยู่แค่ฌานสมาบัติ อันนี้เป็นอุปบารมีนะ

    . 1f337.png .ถ้าเป็นปรมัตถบารมี เราจะเห็นว่าอันดับแรกอาจจะยังไม่มีความเข้าใจเรื่องนิพพาน พอสัมผัสวิปัสสนาญาณขั้นเล็กน้อยพอสมควร อาศัยบารมีเก่าเพิ่มพูนหนุนขึ้นมาก็มีความต้องการเรื่องพระนิพพาน พวกที่มีจิตหวังนิพพานนี่จะไปชาตินี้ได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ เพราะการหวังนิพพานกันจริงๆ ต้องหวังกันหลายชาติจนกว่าบารมีที่เป็นปรมัตถบารมีจะสมบูรณ์แบบ คือต้องหวังหลายๆชาติ ถ้าจิตหวังนิพพานจริงๆพวกนี้ก็มีหวัง ที่เรียกว่ามีบารมีเป็นปรมัตถบารมี

    . 1f337.png .ฉะนั้นคนที่จะมีบารมีเข้าถึงปรมัตถบารมีก็ดี อุปบารมีก็ดี ท่านพวกนี้ต้องผ่านความเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมกันมามาก เพราะว่าบารมีขั้นต้นก็สามารถเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าได้ แต่เป็นพรหมไม่ได้ เพราะบารมีขั้นต้นนี่จะไม่มีฌานโลกีย์ พรหมนี่จะทำบุญแบบไหนก็ตาม ถ้าไม่มีฌานโลกีย์จะไม่สามารถเป็นพรหมได้ สำหรับอุปบารมีนี่เขาพร้อมในการทรงฌาน แต่ว่าเวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย ก็ไปเป็นพรหมไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเวลาจะตายเข้าฌานตายก็ไปเป็นพรหมได้ เขาพร้อมแล้ว

    . 1f337.png .สำหรับท่านที่มีบารมีเป็น ปรมัตถบารมี บางทีก็จะเห็นว่าเรายังบกพร่องในความดีอยู่มาก ศีลก็บกพร่อง สมาธิก็ไม่ทรงตัว ปัญญาก็ไม่แน่นอนนัก ไอ้อย่างนี้มันก็ไม่แน่นอน เพราะคนที่จะไปนิพพานจริงๆ มันอยู่แค่หัวเลี้ยวหัวต่อ อาศัยความเคยชิน อาศัยการฝึกไปบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ทำผิดบ้าง ทำถูกบ้าง แค่ว่าอารมณ์ชินของอารมณ์ดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ “ไม่ต้องการเกิด” มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่าการเกิดขึ้นมามันเต็มไปด้วยความทุกข์ ความเกิดอย่างนี้จะไม่มีกับเราอีก เราจะมีความเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย วันหนึ่งถ้าคิดอย่างนี้สัก ๒ นาที คิดทุกวัน อารมณ์นี้มันจะชิน คำว่าชินก็คือฌาน ฌานก็คือชิน

    . 1f337.png .ในเมื่ออารมณ์คิดจนชินเกิดขึ้นมา แต่มันก็ไม่มากนัก เห็นทุกข์วันละ ๒ – ๓ นาทีนอกจากนั้นก็เผลอเห็นเป็นสุข หรือเมื่อมีงานเข้ามาคั่น เขาไม่ได้นึกถึงตัวทุกข์ ก็จะหาว่าเขาเลวไม่ได้ ต่อเมื่อมีเวลาใกล้จะตายขึ้นมาจริงๆ มันป่วยไข้ไม่สบาย การป่วยไข้ไม่สบายมันบังบคับจิตให้เห็นว่าร่างกายมันเป็นทุกข์ว่า คนป่วยไม่มีส่วนไหนของร่างกายเป็นสุข แม้แต่ลมก็มีการขัดข้องอยู่เสมอ ก็เห็นว่าการเกิดมันไม่ดีแบบนี้ ร่างกายก็ป่วยอารมณ์ก็ขัดข้อง อาศัยที่จิตคิดจนชินว่า ร่างกายเกิดเป็นของไม่ดี เป็นทุกข์อย่างนี้เราไม่ต้องการมัน อารมณ์นี้ก็จะเกิด ถ้าอารมณ์นี้เกิดขึ้นมาจริงๆ ก่อนหน้าจะตาย ถ้าเป็นฆราวาสอารมณ์นี้มันจะหนักแน่นในวันนั้นแล้วก็ตายวันนั้น มันอาจจะเกิดมาตอนก่อนๆ มันอาจจะอ่อนไปหน่อย

    . 1f337.png .ถ้าจิตคิดจริงๆ ว่าการเกิดเป็นของไม่ดี มันเป็นทุกข์อย่างนี้ เราไม่ต้องการมัน อีกจิตหนึ่งวางเฉย เข้าขั้น สังขารุเปกขาญาณ เป็นวิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย สังขารุเปกขาญาณนี่ญาติโยมฟังแล้วเข้าใจด้วยนะ สังขารุเปกขาญาณหมายความว่าวางเฉยในร่างกาย ร่างกายคนอื่นไม่สำคัญ สำคัญร่างกายเรา เรามีความรู้สึกว่าร่างกายของเรานี่มันไม่ดีจริงๆ เวลานี้เราปวดหัวที่โน่นบ้างเสียดที่นี่บ้าง ขัดที่โน่นบ้าง ยอกที่นี่บ้าง มันมีความหิวโหยบ้าง หมดแรงบ้าง จิตใจเพลียไปบ้าง สรุปแล้วร่างกายทั้งร่างกายไม่มีอะไรดี ถ้าความรู้สึกว่าร่างกายไม่ดีเกิดขึ้นในวันนั้น แล้วความจริงใจก็เกิดขึ้นว่าเราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก จิตก็เข้าถึงการวางเฉย ไม่ต้องการอีก มันจะตายก็เชิญตาย เราจะเชิญมันตายหรือไม่เชิญมันตาย มันก็ตาย ใช่ไหม ในเมื่อมันจะตายแต่เราไม่หนักใจในความตาย เราถือว่าถ้ามันตายเมื่อไร เราไปนิพพานเมื่อนั้น แต่วว่าเวลานั้นจะนึกถึงหรือไม่นึกถึงนิพพานก็ไม่สำคัญ ถ้านึกว่าเราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก อารมณ์พระอรหันต์มีแค่นี้นะ วันนั้นท่านจะเป็น พระอรหันต์ จิตใจจะวางเฉยในร่างกาย เห็นร่างกายของเราเราก็เฉย ไม่ต้องการมันอีก เห็นร่างกายคนอื่นเราก็เฉย อย่างนี้เขาเรียก “สังขารุเปกขาญาณ” ถ้าตายเมื่อไรก็ไปนิพพานทันที นี่ว่าถึงพวกปรมัตถบารมีนะ

    . 1f337.png .ถ้าใช้ศัพท์วิปัสสนาญาณถามว่าตัวไหนเป็นตัวสูงสุด ก็ต้องตอบว่าสังขารุเปกขาญาณสูงสุด ในวิปัสสนาญาณ ๙ เขาไปจบที่ สังขารุเปกขาญาณ แล้วก็สังขารุเปกขาญาณนี่ ทำยากหรือง่าย แต่ความจริงถ้าบอกว่ายากก็ยาก สำหรับคนมีบารมีไม่ถึง ถ้ามีบารมีเข้มข้นจริงๆ ก็เป็นของทำไม่ยาก เพราะใช้ปัญญาเข้าใจตามความเป็นจริงเท่านั้น
    . 1f33f.png
    . 1f33f.png
    1f337.png หลวงพ่อพระราชพรหมยาน 1f337.png
    1f339.png วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี 1f339.png
    269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png
    1f337.png กราบขอบพระคุณที่มาจาก คอลัมน์ คำสอนที่สายลม ๑๐ ธ.ค. ๓๑ นิตยสารธรรมะปฏิบัติรายเดือน ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๙๕.หน้า ๖๖-๖๘ .รวบรวมจัดพิมพ์โดยคณะเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์วัดท่าซุงอุทัยธานี 1f33b.png
    . 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png

    43385894_1662513860527017_4390227149479477248_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  2. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “ให้ทานตัดกิเลส”..

    .. ความจริงการให้ทานมันมีอยู่
    ๒ อย่าง “ให้ด้วยวัตถุและให้ด้วยกำลังใจ”
    การให้ทานแก่คน การให้ทานแก่สัตว์
    การถวายทานกับพระสงฆ์ในพระพุทธ
    ศาสนา การช่วยกันบำรุงในส่วน
    สาธารณประโยชน์ ทุกคนทำแล้วทั้งหมด

    ทั้งหมดนี่องค์สมเด็จพระบรมสุคต
    ว่าการให้แบบนั้นน่ะดี ไม่ใช่ไม่ดี ถ้าให้
    เพราะเป็นเจตนาทั้ง ๓ กาล ก็มีอานิสงส์
    มาก ถ้ายิ่งให้กับท่านที่มีความบริสุทธิ์
    เป็นแต่เพียงเชื่อว่าผู้รับเป็นพระอริยเจ้า

    เราเองขณะให้มีจิตใจบริสุทธิ์
    วัตถุทานไม่เบียดเบียนมาจากบุคคลอื่น
    ก็มีอานิสงส์ใหญ่ นี่การให้ไปแล้วครั้ง
    หนึ่งหรือหลายครั้งก็ตาม ถ้าจะหวังผล
    ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่งไปกว่านั้น

    นอกจากจะคิดว่าเราให้ทานเพราะ
    ตายไปชาติหน้าเราจะเกิดมาเป็นคน
    ที่จะไม่อดตาย นี่อย่างหนึ่ง แล้วประการ
    ที่สองถือว่า “ทานัง สัคคโส ปาณัง”
    ทานนี่เป็นบันไดให้เกิดบนสวรรค์
    นี่อย่างหนึ่ง

    ท่านบอกว่าให้อย่างนี้ก็มีผลดี
    แต่ว่าผลยังสั้นไป ผลแห่งการให้ทาน
    ยังมีดีกว่านั้นอีก ถ้าเรานึกถึงการให้ทาน
    ไว้เป็นปกติ ก่อนจะหลับคิดน้อมไปว่า
    ตั้งแต่เราเกิดมานี่เราเคยให้อะไร
    เป็นทานไว้บ้าง

    ถ้าเราจะทำได้ การใส่บาตรหน้าบ้าน
    กับพระสงฆ์ก็เป็นการถวายทาน ให้ทาน
    กับคนยากจนเข็ญใจเราก็เคยให้ เมื่อ
    เพื่อนบ้านใกล้เคียงขัดสนยากจนใดๆ
    เกิดขึ้น ถ้าไม่เกินวิสัยเราจะสงเคราะห์
    เราก็เคยให้ ให้ทานกับขอทานเราก็เคยให้

    เป็นอันว่าการให้ประเภทนี้ที่เราให้ไป
    “เราให้แล้วไม่ได้หวังผลตอบแทน” เรามี
    ความตั้งใจอย่างเดียวเพื่อจะเปลื้องให้
    เขาหมดทุกข์ตามกำลังที่เราจะพึงทำได้
    ก่อนจะหลับนึกถึงทานการให้

    อย่างเคยถวายสังฆทานก็ยิ่งไป
    กันใหญ่ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอด
    ผ้าป่า แล้วก็สร้างวิหารทาน อันนี้ยิ่งหนัก
    มาก เป็นอานิสงส์หนักบอกไม่ถูก เรา
    คิดถึงอย่างนี้อยู่เป็นปกติ แล้วเวลาตื่น
    จากที่นอนใหม่ๆ เราน้อมใจนึกถึง
    ทานการให้

    ทำจิตให้ผ่องใส ถ้าหากว่าท่าน
    ทั้งหลายคิดอยู่อย่างนี้เป็นปกติ มีจิต
    พร้อมที่จะบริจาคทานเพื่อเป็นการ
    บรรเทาบำบัดทุกข์บำรุงสุขของบุคคล
    ผู้รับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง
    ให้กันจนหมดตัว

    ให้ในสิ่งที่เราไม่เกินวิสัยให้ แล้ว
    ไม่เดือดร้อน เรามีสิบบาท อาจจะให้ได้
    แค่ห้าบาท ถ้าจิตใจของบรรดาท่าน
    พุทธบริษัทจับอยู่ในอารมณ์ของทาน
    อยู่อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า “เป็นจาคานุสสติ”
    แต่ว่าทานประเภทนี้เป็นขั้นลงทุน

    ถ้าเราไม่ให้เงินเราก็ต้องให้ของ
    ให้วัตถุ แล้วมีทานอีกประเภทหนึ่ง
    มีอานิสงส์สูงมากกว่าวัตถุทาน แต่ว่า
    วัตถุทานนี้ก็ต้องยันไว้ก่อนนะ ประเดี๋ยว
    ไม่ถึงนิพพานมันจะยุ่งทำไมให้วัตถุทาน

    การให้วัตถุทานย่อมเป็นเครื่อง
    ค้ำจุนเราให้มีความสุขในขณะที่มีชีวิต
    ถ้าไม่มีวัตถุทานเสียเลยจะลำบาก ทาน
    อีกประเภทหนึ่งที่มีอานิสงส์สูงกว่านั้น
    ก็คือ “อภัยทาน” ทานตัวนี้มีกำลังใหญ่
    และไม่ต้องให้ด้วยวัตถุ

    แต่ให้ด้วยกำลังใจ คือให้อภัย
    กับคนที่เขามานั่งด่าเรา เขามานินทาเรา
    เขาคิดทรยศ คนเรานี้เคยเกื้อกูลมาแต่
    กลับเนรคุณ ไอ้การที่เขาเนรคุณ เราไม่
    โกรธ นี่ลองน้อมใจพิจารณาดูว่า
    การให้อภัยอย่างนี้มันเป็นอะไร

    “การให้ทานด้วยวัตถุเป็นปัจจัย
    ตัดโลภะ ความโลภที่มีอยู่ในจิต” ให้ไป
    กี่ครั้งไอ้ความโลภมันขาดไปทุกชิ้น
    ครั้งละชิ้นๆ ให้บ่อยๆ ความโลภมันก็
    หมดไป ถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธ
    บริษัทให้อภัยทานมันตัดตัวไหนล่ะ

    “ถ้าเราให้อภัยทานมันก็ตัดโทสะ
    ความโกรธกับพยาบาท การจองล้าง
    จองผลาญ” นี่เป็นทานใหญ่จริงๆ ทั้ง ๒
    ประการนี้ ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท
    มีครบถ้วน กำลังใจของท่านพุทธ
    บริษัทจะมีแต่ความสุข มีแต่ความ
    เยือกเย็น

    ถ้าตัดสองตัวนี้ไปไหน ใกล้นิพพาน
    เต็มที ใกล้จริงๆ เพราะอะไร คนที่จะไป
    นิพพานไม่ได้มันก็มีแก่งอยู่ ๓ แก่ง คือ

    ๑.”โลภะ” ความโลภมันถ่วงใจ
    ๒.”โทสะ” ความโกรธ หรือความ
    จองล้างจองผลาญที่เรียกกันว่า
    พยาบาท อีกตัวหนึ่งมันถ่วงใจ
    ๓.”โมหะ” ความหลง อีกตัวหนึ่ง

    มันมีอยู่ ๓ ตัว ถ้าตัดความโลภไป
    ได้แล้ว ตัดความโกรธเสียได้แล้ว มันก็
    เหลือแต่โมหะตัวเดียว

    ความหลง นี่ไอ้เจ้าโมหะนี่ ถ้ามัน
    ขาดเพื่อนที่รักของมัน คือความโลภกับ
    ความโกรธ มันก็สิ้นกำลังเหมือนกัน
    จะมีกำลังเหลือก็แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    นี่ถ้าเราเชื่อองค์สมเด็จพระจอมไตร
    ท่านบอกว่า

    “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคคติ ปาฏิกังขา”
    ถ้าก่อนจะตาย ใจมีอารมณ์เศร้าหมอง
    ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ

    “จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา”
    เวลาที่ก่อนจะตาย ถ้าจิตใจผ่องใส
    นึกถึงทาน ศีล นึกแต่ผลความดีที่เรา
    เคยทำและเราเคยภาวนา ถ้าอารมณ์จิต
    เป็นอย่างนี้ ตายแล้วไปสู่สุคติโลก
    สวรรค์ เป็นต้น ..

    (พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
    ที่มาจาก.. หนังสือทางสายเอก
    (ลิขสิทธิ์เป็นของ “ทีมงานเว็บวัดท่าซุง”)

    43557808_1665290243582712_2724305473909030912_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    264a.png พระ๕โยมระวังจะลงอเวจีนะ 264a.png
    “อาหารที่เขาถวายบิณฑบาตรมาได้แบ่งเอาเข้าบ้านมีขนมดีๆ กันไว้ให้ลูกเมียที่บ้าน พระ๕โยมน่ะ มีโยมพ่อ โยมแม่ โยมตา โยมยายและโยมเมีย(หัวเราะ)หลวงพ่อปานอธิบาย..ว่าไอ้พวกพระ๕โยมนี่..ระวังจะลงอวจีนะ
    “คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง”

    43629426_1665774973534239_6931211440531439616_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  5. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “ความรัก”..

    .. “ปิยโต ชายเต โสโก” พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ความเศร้าโศกเสียใจเกิดแก่ความรัก” สิ่งที่เรารัก ทั้งๆ ที่เราทราบอยู่แล้วว่า “มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา”

    เราไม่สามารถจะห้ามปรามมันได้ แต่เรา “ก็ยังฝืนรักมัน” เมื่อเราฝืนรักขึ้นมาแล้ว มันก็ต้อง “พลัดพรากจากกัน” ตามสภาวะของมัน เราก็เกิด “ความเสียใจ”

    ที่เราเสียใจ เราเสียใจเพราะ “ความโง่” ไม่ได้เสียใจเพราะความฉลาด เพราะสภาวะทั้งหลายเหล่านี้ “มันไม่ใช่ของทรงตัว” เป็นของที่มีอันจะต้อง “สลายตัวไป” ในที่สุด ..

    (พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

    44025000_1669573616487708_5428618858602692608_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    พระใหญ่ให้โอวาทแก่ท่านสัมพเกษี

    “สัมพเกษี” เตือนบริษัทและลูกหลานของเธออย่างนี้นะว่า. ให้ทุกคนรู้ตัวแล้วว่ามีวิมานอยู่บนสวรรค์ชั้นกามาวจร เมื่อเวลาเขาทำความชั่วอะไรมาก็ช่างเถิด เวลาก่อนจะนอนให้นึกถึงความดีที่ทำไว้ ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหลายปล่อยมันไป คิดนึกถึงแต่ความดีแล้วเอาใจนี่ จับไว้ว่านี่เรามีวิมานแก้ว 7 ประการ ไว้บนสวรรค์ชั้นกามาวจรแล้ว เวลาเราจะตายเราจะไปอยู่วิมานนั้น ถ้าเวลาป่วยไข้ไม่สบายไม่ต้องเอาอะไรนึกถึงคุณพระรัตนตรัยคือ นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จะนึกถึงพระพุทธก็ได้พระธรรมก็ได้พระสงฆ์ก็ได้ สิ่งก่อสร้างก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ แล้วก็ตั้งใจว่าเราจะไปอยู่วิมานของเราที่มีอยู่แล้ว ตั้งใจเพียงเท่านี้นะถ้าเขาตายจะถึงสวรรค์ชั้นกามาวจรทันที

    จากหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน

    44027516_1670973593014377_7497183899877900288_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  8. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    “ความสุขหรือความทุกข์นี่มันป็นธรรมดา ธรรมดาของคนที่เกิดมา เราจะไปยอมยึดถือมันเพื่ประโยชน์อะไร อารมณ์ใจที่มีความสุขก็ดี อารมณ์ใจที่มีความทุกข์ก็ดีมันไม่มีสภาวะที่ทรงความแน่นอนได้เลย

    เราจะเอามันสุขจริงๆ ก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันก็กลับทุกข์ เวลามันทุกข์เราก็หนักใจเกือบตาย คิดว่าจะหาความสุข มันก็ไม่แน่นัก เดียวก็กลับมีความสุขใหม่ เป็นอันว่าเอาอะไรแน่นอนไม่ได้

    ฉะนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงเตือนว่า เราพิจารณาแล้ว จงพิจารณาคิดว่าสักแต่เพียงว่ารู้

    ที่เรารู้แล้วน่ะคิดว่าสักแต่เพียงว่ารู้ ก็หมายความว่ารู้แล้ว จงอย่ายึดถือว่านี่มันเป็นความสุขหรือเป็นความทุกข์ ที่เราควรจะยึดถือเข้าไว้
    แล้วเธอทั้งหลาย จงเห็นอาการทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของบุคคลที่เกิดมาแล้ว ย่อมมีอารมณ์อย่างนี้ เมื่อมันหาสภาวะความแน่นอนไม่ได้อย่างนี้ เราก็ไม่ควรยึดถือมันไว้เลย”
    ………………………………………………………………
    จาก รวมคำสอนธรรมปฏิบัติเล่ม ๑๑ หน้า ๓๐
    โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี

    44135721_1672652166179853_4688153530266025984_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  9. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    *ธรรมปกิณกะ เรื่อง : สาเหตุที่พระลงนรกมากกว่าฆราวาส…

    “การที่จะไปนิพพานนี้ พระไปมากกว่าฆราวาสใช่ไหมคะ…?”

    หลวงพ่อ : “ฆราวาสไปมากกว่าพระ”

    “ทำไมค่ะ…?”

    หลวงพ่อ : เพราะฆราวาสมากกว่าพระ (หัวเราะ) อ้าว!…ไปมากจริงๆนะ เวลานี้ไปตั้งเยอะแล้วนะ เพียงแค่ ๑๐ ปีกว่าๆ นี่เยอะแล้ว ไม่ใช่น้อยนะ
    พระเสียอีก ลงล่างบานเลย ไปดิ่งเลย”

    “สาเหตุ เพราะอะไรค่ะ…?”

    หลวงพ่อ : “ประการที่ ๑ ที่ง่ายที่สุด เรื่องเงินที่ถวายเข้ามา นี่ง่ายมาก เงินที่เขาถวายเข้ามาเป็นส่วนกลาง เผลอไปใช้เป็นส่วนตัว นี่ไม่เว้นเลย สตางค์เดียวลงอเวจี

    ประการที่ ๒ เงินที่เขาถวายเป็นส่วนตัว ใช้นอกรีดนอกรอย

    ที่ถวายหลวงพ่อโดยตรง หลวงพ่อใช้ได้แน่ ใช้ในฐานะหลวงพ่อ แต่ว่าใช้ในฐานะเจ้าสัวเมื่อไร ก็เมื่อนั้นแหละ นอกทางพระ ใช่ไหม

    แต่ฉันใช้เงินง่าย เพราะอะไร เพราะใช้ในเรื่องของสงฆ์ ใช้อะไรได้ ทั้งหมดที่ใช้ไป เป็นเรื่องของสงฆ์…”

    * คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    (พระมหาวีระ ถาวโร-หลวงพ่อฤาษีฯ)
    วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

    -ธัมมวิโมกข์ : ปีที่ ๓๗ : ฉบับที่ ๔๑๕
    ตุลาคม ๕๘ : หน้า ๘๖

    44096314_1672654222846314_2899882624572981248_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  10. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  11. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    1f339.png 1f33b.png 1f337.png หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม เรื่องจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ออกต้องทำอย่างไรขอรับ ..? 1f337.png 1f33b.png 1f339.png

    1f333.png ผู้ถาม :- “หลวงพ่อเจ้าขา ลูกซื้อที่ดินตั้งใจจะปลูกบ้านใหม่ แต่บังเอิญมีต้นก้ามปูใหญ่ต้นหนึ่ง จำเป็นต้องตัดต้นไม้นี้ทิ้ง วิธีที่จะตัดนี้ลูกเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนเทวดา เรามีวิธีจะพูด…จะบน…จะบ่นอย่างไร เพื่อให้เทวดาท่านอโหสิ ไม่มีโทษ ไม่มีเวรมีภัยต่อกัน?”

    1f339.png หลวงพ่อ :- 1f339.png “เอายังงี้ซิ บอกท่านดีๆนะ “เทวดาเจ้าขา…เทวดาเจ้าขา กรุณาฉันเถิด…ตามมีตามเกิด ปลูกศาลให้ ๑ หลังเจ้าค่ะ” ศาลพระภูมิเล็กๆนะ ว่าได้ไหม…(หัวเราะ) จำเป็นต้องปลูกบ้านตรงนี้ ต้นไม้มันขวางที่ใช่ไหม…ในเมื่อเราโค่นลงไปวิมานท่านก็สลายตัว ถ้าเราปักเสา เอาศาลภูมิเทวดา ศาลเล็กๆก็แล้วกัน วิมานแค่แปะได้ ใช้ได้ เป็นการแทนกัน” 1f339.png

    1f333.png ผู้ถาม :- “แล้วในกรณีที่เป็นชาวสวนชาวไร่ล่ะครับ จำเป็นต้องใช้รถแทรกเตอร์ปรับพื้นที่ในที่บางแห่ง อาจจะมีต้นไม้ใหญ่น้อยล้มลงมากมาย อย่างนี้ควรจะตั้งศาลอย่างไรดีครับ?”

    1f339.png หลวงพ่อ :- “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตั้งศาล ๔ เสาเสียเลย…หมดเรื่องกัน ” 1f33b.png 1f339.png
    .
    .
    1f337.png หลวงพ่อพระราชพรหมยาน 1f337.png
    1f337.png วัดจันทารามท่าซุงอุทัยธานี 1f337.png
    1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png
    1f337.png กราบขอบพระคุณที่มาจากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๕ หน้า ๑๓-๑๔
    โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ. อุทัยธานี.,จัดทำโดยคณะเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์ โทร (๐๕๖) ๕๑๑ ๓๖๖
    1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png

    44428304_1677804975664572_5779311085874053120_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...