เพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง, 17 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    1f337.png 1f33b.png 1f33a.png การเทียบบารมี ๓ ระดับ โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง 1f33a.png 1f33b.png 1f337.png

    . 1f337.png 1f33b.png .การเทียบบารมี เขาจัดเป็น ๓ ชั้น บารมีต้น ท่านเรียก “บารมี” เฉยๆ บารมีตอนกลางท่านเรียก “อุปบารมี” บารมีสูงสุดท่านเรียก “ปรมัตถบารมี”

    . 1f337.png .ถ้าคนที่มีบารมีต้นในขั้นเต็ม ท่านผู้นี้จะเก่งเฉพาะ “ทานกับศีล” เขาจะทำสะดวกเฉพาะ “การให้ทาน” กับ “การรักษาศีล” แต่การรักษาศีลของบารมีขั้นต้นจะไม่ถึงศีล ๘ อย่างเก่งก็มีกันแค่ศีล ๕ ท่านผู้นี้จะไม่พร้อมในการเจริญพระกรรมฐาน ถ้าชวนในการเจริญสมาธิทำกรรมฐาน ท่านบอกว่าทำไม่ได้ กำลังใจไม่พอ หรือจะพูดให้ดีอีกนิดท่านบอกว่าไม่ว่างพอ เวลาไม่มีนี่สำหรับคนที่มีบุญบารมีขั้นต้นจะอยู่กันแค่นี้

    . 1f337.png .ถ้ามีบารมีเป็น อุปบารมี เขาเรียกว่า บารมีขั้นกลาง อุปบารมี นี่พร้อมที่จะทรงฌานโลกีย์ บารมีนี้พร้อมเรื่องฌานโลกีย์นี่ทรงได้แน่ ท่านพวกนี้จะพอใจในการเจริญพระกรรมฐานแล้วก็พอใจในการทรงฌาน แต่ว่าถ้าจะชวนในขั้นบุกบั่นในวิปัสสนาญาณ ท่านจะบอกว่าไม่ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาธิวิปัสสนาญาณ อาจจะมีบ้างแต่ก็ไม่เข้มแข็งนัก เพราะว่าสมถะกับวิปัสสนานี่แยกกันไม่ได้ ต้องอยู่คู่กัน แต่กำลังด้านวิปัสสนาญาณจะต่ำ จะเข้มแข็งเฉพาะสมถภาวนา แล้วท่านพวกนี้ถึงแม้ว่าจะพอใจในการเจริญกรรมฐาน ถ้าเราบอกว่าหวังนิพพานกันเถอะ ท่านพวกนี้ก็บอกว่าไม่ไหว กำลังใจไม่พอ จะชวนไปนิพพานขนาดไหนก็ตาม เขาจะไม่พร้อมจะไป และก็ไม่พร้อมจะยินดีเรื่องพระนิพพาน พร้อมอยู่แค่ฌานสมาบัติ อันนี้เป็นอุปบารมีนะ

    . 1f337.png .ถ้าเป็นปรมัตถบารมี เราจะเห็นว่าอันดับแรกอาจจะยังไม่มีความเข้าใจเรื่องนิพพาน พอสัมผัสวิปัสสนาญาณขั้นเล็กน้อยพอสมควร อาศัยบารมีเก่าเพิ่มพูนหนุนขึ้นมาก็มีความต้องการเรื่องพระนิพพาน พวกที่มีจิตหวังนิพพานนี่จะไปชาตินี้ได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ เพราะการหวังนิพพานกันจริงๆ ต้องหวังกันหลายชาติจนกว่าบารมีที่เป็นปรมัตถบารมีจะสมบูรณ์แบบ คือต้องหวังหลายๆชาติ ถ้าจิตหวังนิพพานจริงๆพวกนี้ก็มีหวัง ที่เรียกว่ามีบารมีเป็นปรมัตถบารมี

    . 1f337.png .ฉะนั้นคนที่จะมีบารมีเข้าถึงปรมัตถบารมีก็ดี อุปบารมีก็ดี ท่านพวกนี้ต้องผ่านความเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมกันมามาก เพราะว่าบารมีขั้นต้นก็สามารถเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าได้ แต่เป็นพรหมไม่ได้ เพราะบารมีขั้นต้นนี่จะไม่มีฌานโลกีย์ พรหมนี่จะทำบุญแบบไหนก็ตาม ถ้าไม่มีฌานโลกีย์จะไม่สามารถเป็นพรหมได้ สำหรับอุปบารมีนี่เขาพร้อมในการทรงฌาน แต่ว่าเวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย ก็ไปเป็นพรหมไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเวลาจะตายเข้าฌานตายก็ไปเป็นพรหมได้ เขาพร้อมแล้ว

    . 1f337.png .สำหรับท่านที่มีบารมีเป็น ปรมัตถบารมี บางทีก็จะเห็นว่าเรายังบกพร่องในความดีอยู่มาก ศีลก็บกพร่อง สมาธิก็ไม่ทรงตัว ปัญญาก็ไม่แน่นอนนัก ไอ้อย่างนี้มันก็ไม่แน่นอน เพราะคนที่จะไปนิพพานจริงๆ มันอยู่แค่หัวเลี้ยวหัวต่อ อาศัยความเคยชิน อาศัยการฝึกไปบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ทำผิดบ้าง ทำถูกบ้าง แค่ว่าอารมณ์ชินของอารมณ์ดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ “ไม่ต้องการเกิด” มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่าการเกิดขึ้นมามันเต็มไปด้วยความทุกข์ ความเกิดอย่างนี้จะไม่มีกับเราอีก เราจะมีความเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย วันหนึ่งถ้าคิดอย่างนี้สัก ๒ นาที คิดทุกวัน อารมณ์นี้มันจะชิน คำว่าชินก็คือฌาน ฌานก็คือชิน

    . 1f337.png .ในเมื่ออารมณ์คิดจนชินเกิดขึ้นมา แต่มันก็ไม่มากนัก เห็นทุกข์วันละ ๒ – ๓ นาทีนอกจากนั้นก็เผลอเห็นเป็นสุข หรือเมื่อมีงานเข้ามาคั่น เขาไม่ได้นึกถึงตัวทุกข์ ก็จะหาว่าเขาเลวไม่ได้ ต่อเมื่อมีเวลาใกล้จะตายขึ้นมาจริงๆ มันป่วยไข้ไม่สบาย การป่วยไข้ไม่สบายมันบังบคับจิตให้เห็นว่าร่างกายมันเป็นทุกข์ว่า คนป่วยไม่มีส่วนไหนของร่างกายเป็นสุข แม้แต่ลมก็มีการขัดข้องอยู่เสมอ ก็เห็นว่าการเกิดมันไม่ดีแบบนี้ ร่างกายก็ป่วยอารมณ์ก็ขัดข้อง อาศัยที่จิตคิดจนชินว่า ร่างกายเกิดเป็นของไม่ดี เป็นทุกข์อย่างนี้เราไม่ต้องการมัน อารมณ์นี้ก็จะเกิด ถ้าอารมณ์นี้เกิดขึ้นมาจริงๆ ก่อนหน้าจะตาย ถ้าเป็นฆราวาสอารมณ์นี้มันจะหนักแน่นในวันนั้นแล้วก็ตายวันนั้น มันอาจจะเกิดมาตอนก่อนๆ มันอาจจะอ่อนไปหน่อย

    . 1f337.png .ถ้าจิตคิดจริงๆ ว่าการเกิดเป็นของไม่ดี มันเป็นทุกข์อย่างนี้ เราไม่ต้องการมัน อีกจิตหนึ่งวางเฉย เข้าขั้น สังขารุเปกขาญาณ เป็นวิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย สังขารุเปกขาญาณนี่ญาติโยมฟังแล้วเข้าใจด้วยนะ สังขารุเปกขาญาณหมายความว่าวางเฉยในร่างกาย ร่างกายคนอื่นไม่สำคัญ สำคัญร่างกายเรา เรามีความรู้สึกว่าร่างกายของเรานี่มันไม่ดีจริงๆ เวลานี้เราปวดหัวที่โน่นบ้างเสียดที่นี่บ้าง ขัดที่โน่นบ้าง ยอกที่นี่บ้าง มันมีความหิวโหยบ้าง หมดแรงบ้าง จิตใจเพลียไปบ้าง สรุปแล้วร่างกายทั้งร่างกายไม่มีอะไรดี ถ้าความรู้สึกว่าร่างกายไม่ดีเกิดขึ้นในวันนั้น แล้วความจริงใจก็เกิดขึ้นว่าเราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก จิตก็เข้าถึงการวางเฉย ไม่ต้องการอีก มันจะตายก็เชิญตาย เราจะเชิญมันตายหรือไม่เชิญมันตาย มันก็ตาย ใช่ไหม ในเมื่อมันจะตายแต่เราไม่หนักใจในความตาย เราถือว่าถ้ามันตายเมื่อไร เราไปนิพพานเมื่อนั้น แต่วว่าเวลานั้นจะนึกถึงหรือไม่นึกถึงนิพพานก็ไม่สำคัญ ถ้านึกว่าเราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก อารมณ์พระอรหันต์มีแค่นี้นะ วันนั้นท่านจะเป็น พระอรหันต์ จิตใจจะวางเฉยในร่างกาย เห็นร่างกายของเราเราก็เฉย ไม่ต้องการมันอีก เห็นร่างกายคนอื่นเราก็เฉย อย่างนี้เขาเรียก “สังขารุเปกขาญาณ” ถ้าตายเมื่อไรก็ไปนิพพานทันที นี่ว่าถึงพวกปรมัตถบารมีนะ

    . 1f337.png .ถ้าใช้ศัพท์วิปัสสนาญาณถามว่าตัวไหนเป็นตัวสูงสุด ก็ต้องตอบว่าสังขารุเปกขาญาณสูงสุด ในวิปัสสนาญาณ ๙ เขาไปจบที่ สังขารุเปกขาญาณ แล้วก็สังขารุเปกขาญาณนี่ ทำยากหรือง่าย แต่ความจริงถ้าบอกว่ายากก็ยาก สำหรับคนมีบารมีไม่ถึง ถ้ามีบารมีเข้มข้นจริงๆ ก็เป็นของทำไม่ยาก เพราะใช้ปัญญาเข้าใจตามความเป็นจริงเท่านั้น
    . 1f33f.png
    . 1f33f.png
    1f337.png หลวงพ่อพระราชพรหมยาน 1f337.png
    1f339.png วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี 1f339.png
    269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png 269b.png
    1f337.png กราบขอบพระคุณที่มาจาก คอลัมน์ คำสอนที่สายลม ๑๐ ธ.ค. ๓๑ นิตยสารธรรมะปฏิบัติรายเดือน ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๙๕.หน้า ๖๖-๖๘ .รวบรวมจัดพิมพ์โดยคณะเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์วัดท่าซุงอุทัยธานี 1f33b.png
    . 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png

    43385894_1662513860527017_4390227149479477248_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  2. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “ให้ทานตัดกิเลส”..

    .. ความจริงการให้ทานมันมีอยู่
    ๒ อย่าง “ให้ด้วยวัตถุและให้ด้วยกำลังใจ”
    การให้ทานแก่คน การให้ทานแก่สัตว์
    การถวายทานกับพระสงฆ์ในพระพุทธ
    ศาสนา การช่วยกันบำรุงในส่วน
    สาธารณประโยชน์ ทุกคนทำแล้วทั้งหมด

    ทั้งหมดนี่องค์สมเด็จพระบรมสุคต
    ว่าการให้แบบนั้นน่ะดี ไม่ใช่ไม่ดี ถ้าให้
    เพราะเป็นเจตนาทั้ง ๓ กาล ก็มีอานิสงส์
    มาก ถ้ายิ่งให้กับท่านที่มีความบริสุทธิ์
    เป็นแต่เพียงเชื่อว่าผู้รับเป็นพระอริยเจ้า

    เราเองขณะให้มีจิตใจบริสุทธิ์
    วัตถุทานไม่เบียดเบียนมาจากบุคคลอื่น
    ก็มีอานิสงส์ใหญ่ นี่การให้ไปแล้วครั้ง
    หนึ่งหรือหลายครั้งก็ตาม ถ้าจะหวังผล
    ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่งไปกว่านั้น

    นอกจากจะคิดว่าเราให้ทานเพราะ
    ตายไปชาติหน้าเราจะเกิดมาเป็นคน
    ที่จะไม่อดตาย นี่อย่างหนึ่ง แล้วประการ
    ที่สองถือว่า “ทานัง สัคคโส ปาณัง”
    ทานนี่เป็นบันไดให้เกิดบนสวรรค์
    นี่อย่างหนึ่ง

    ท่านบอกว่าให้อย่างนี้ก็มีผลดี
    แต่ว่าผลยังสั้นไป ผลแห่งการให้ทาน
    ยังมีดีกว่านั้นอีก ถ้าเรานึกถึงการให้ทาน
    ไว้เป็นปกติ ก่อนจะหลับคิดน้อมไปว่า
    ตั้งแต่เราเกิดมานี่เราเคยให้อะไร
    เป็นทานไว้บ้าง

    ถ้าเราจะทำได้ การใส่บาตรหน้าบ้าน
    กับพระสงฆ์ก็เป็นการถวายทาน ให้ทาน
    กับคนยากจนเข็ญใจเราก็เคยให้ เมื่อ
    เพื่อนบ้านใกล้เคียงขัดสนยากจนใดๆ
    เกิดขึ้น ถ้าไม่เกินวิสัยเราจะสงเคราะห์
    เราก็เคยให้ ให้ทานกับขอทานเราก็เคยให้

    เป็นอันว่าการให้ประเภทนี้ที่เราให้ไป
    “เราให้แล้วไม่ได้หวังผลตอบแทน” เรามี
    ความตั้งใจอย่างเดียวเพื่อจะเปลื้องให้
    เขาหมดทุกข์ตามกำลังที่เราจะพึงทำได้
    ก่อนจะหลับนึกถึงทานการให้

    อย่างเคยถวายสังฆทานก็ยิ่งไป
    กันใหญ่ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอด
    ผ้าป่า แล้วก็สร้างวิหารทาน อันนี้ยิ่งหนัก
    มาก เป็นอานิสงส์หนักบอกไม่ถูก เรา
    คิดถึงอย่างนี้อยู่เป็นปกติ แล้วเวลาตื่น
    จากที่นอนใหม่ๆ เราน้อมใจนึกถึง
    ทานการให้

    ทำจิตให้ผ่องใส ถ้าหากว่าท่าน
    ทั้งหลายคิดอยู่อย่างนี้เป็นปกติ มีจิต
    พร้อมที่จะบริจาคทานเพื่อเป็นการ
    บรรเทาบำบัดทุกข์บำรุงสุขของบุคคล
    ผู้รับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง
    ให้กันจนหมดตัว

    ให้ในสิ่งที่เราไม่เกินวิสัยให้ แล้ว
    ไม่เดือดร้อน เรามีสิบบาท อาจจะให้ได้
    แค่ห้าบาท ถ้าจิตใจของบรรดาท่าน
    พุทธบริษัทจับอยู่ในอารมณ์ของทาน
    อยู่อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า “เป็นจาคานุสสติ”
    แต่ว่าทานประเภทนี้เป็นขั้นลงทุน

    ถ้าเราไม่ให้เงินเราก็ต้องให้ของ
    ให้วัตถุ แล้วมีทานอีกประเภทหนึ่ง
    มีอานิสงส์สูงมากกว่าวัตถุทาน แต่ว่า
    วัตถุทานนี้ก็ต้องยันไว้ก่อนนะ ประเดี๋ยว
    ไม่ถึงนิพพานมันจะยุ่งทำไมให้วัตถุทาน

    การให้วัตถุทานย่อมเป็นเครื่อง
    ค้ำจุนเราให้มีความสุขในขณะที่มีชีวิต
    ถ้าไม่มีวัตถุทานเสียเลยจะลำบาก ทาน
    อีกประเภทหนึ่งที่มีอานิสงส์สูงกว่านั้น
    ก็คือ “อภัยทาน” ทานตัวนี้มีกำลังใหญ่
    และไม่ต้องให้ด้วยวัตถุ

    แต่ให้ด้วยกำลังใจ คือให้อภัย
    กับคนที่เขามานั่งด่าเรา เขามานินทาเรา
    เขาคิดทรยศ คนเรานี้เคยเกื้อกูลมาแต่
    กลับเนรคุณ ไอ้การที่เขาเนรคุณ เราไม่
    โกรธ นี่ลองน้อมใจพิจารณาดูว่า
    การให้อภัยอย่างนี้มันเป็นอะไร

    “การให้ทานด้วยวัตถุเป็นปัจจัย
    ตัดโลภะ ความโลภที่มีอยู่ในจิต” ให้ไป
    กี่ครั้งไอ้ความโลภมันขาดไปทุกชิ้น
    ครั้งละชิ้นๆ ให้บ่อยๆ ความโลภมันก็
    หมดไป ถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธ
    บริษัทให้อภัยทานมันตัดตัวไหนล่ะ

    “ถ้าเราให้อภัยทานมันก็ตัดโทสะ
    ความโกรธกับพยาบาท การจองล้าง
    จองผลาญ” นี่เป็นทานใหญ่จริงๆ ทั้ง ๒
    ประการนี้ ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท
    มีครบถ้วน กำลังใจของท่านพุทธ
    บริษัทจะมีแต่ความสุข มีแต่ความ
    เยือกเย็น

    ถ้าตัดสองตัวนี้ไปไหน ใกล้นิพพาน
    เต็มที ใกล้จริงๆ เพราะอะไร คนที่จะไป
    นิพพานไม่ได้มันก็มีแก่งอยู่ ๓ แก่ง คือ

    ๑.”โลภะ” ความโลภมันถ่วงใจ
    ๒.”โทสะ” ความโกรธ หรือความ
    จองล้างจองผลาญที่เรียกกันว่า
    พยาบาท อีกตัวหนึ่งมันถ่วงใจ
    ๓.”โมหะ” ความหลง อีกตัวหนึ่ง

    มันมีอยู่ ๓ ตัว ถ้าตัดความโลภไป
    ได้แล้ว ตัดความโกรธเสียได้แล้ว มันก็
    เหลือแต่โมหะตัวเดียว

    ความหลง นี่ไอ้เจ้าโมหะนี่ ถ้ามัน
    ขาดเพื่อนที่รักของมัน คือความโลภกับ
    ความโกรธ มันก็สิ้นกำลังเหมือนกัน
    จะมีกำลังเหลือก็แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    นี่ถ้าเราเชื่อองค์สมเด็จพระจอมไตร
    ท่านบอกว่า

    “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคคติ ปาฏิกังขา”
    ถ้าก่อนจะตาย ใจมีอารมณ์เศร้าหมอง
    ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ

    “จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา”
    เวลาที่ก่อนจะตาย ถ้าจิตใจผ่องใส
    นึกถึงทาน ศีล นึกแต่ผลความดีที่เรา
    เคยทำและเราเคยภาวนา ถ้าอารมณ์จิต
    เป็นอย่างนี้ ตายแล้วไปสู่สุคติโลก
    สวรรค์ เป็นต้น ..

    (พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
    ที่มาจาก.. หนังสือทางสายเอก
    (ลิขสิทธิ์เป็นของ “ทีมงานเว็บวัดท่าซุง”)

    43557808_1665290243582712_2724305473909030912_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    264a.png พระ๕โยมระวังจะลงอเวจีนะ 264a.png
    “อาหารที่เขาถวายบิณฑบาตรมาได้แบ่งเอาเข้าบ้านมีขนมดีๆ กันไว้ให้ลูกเมียที่บ้าน พระ๕โยมน่ะ มีโยมพ่อ โยมแม่ โยมตา โยมยายและโยมเมีย(หัวเราะ)หลวงพ่อปานอธิบาย..ว่าไอ้พวกพระ๕โยมนี่..ระวังจะลงอวจีนะ
    “คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง”

    43629426_1665774973534239_6931211440531439616_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
  5. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “ความรัก”..

    .. “ปิยโต ชายเต โสโก” พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ความเศร้าโศกเสียใจเกิดแก่ความรัก” สิ่งที่เรารัก ทั้งๆ ที่เราทราบอยู่แล้วว่า “มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา”

    เราไม่สามารถจะห้ามปรามมันได้ แต่เรา “ก็ยังฝืนรักมัน” เมื่อเราฝืนรักขึ้นมาแล้ว มันก็ต้อง “พลัดพรากจากกัน” ตามสภาวะของมัน เราก็เกิด “ความเสียใจ”

    ที่เราเสียใจ เราเสียใจเพราะ “ความโง่” ไม่ได้เสียใจเพราะความฉลาด เพราะสภาวะทั้งหลายเหล่านี้ “มันไม่ใช่ของทรงตัว” เป็นของที่มีอันจะต้อง “สลายตัวไป” ในที่สุด ..

    (พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

    44025000_1669573616487708_5428618858602692608_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    พระใหญ่ให้โอวาทแก่ท่านสัมพเกษี

    “สัมพเกษี” เตือนบริษัทและลูกหลานของเธออย่างนี้นะว่า. ให้ทุกคนรู้ตัวแล้วว่ามีวิมานอยู่บนสวรรค์ชั้นกามาวจร เมื่อเวลาเขาทำความชั่วอะไรมาก็ช่างเถิด เวลาก่อนจะนอนให้นึกถึงความดีที่ทำไว้ ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหลายปล่อยมันไป คิดนึกถึงแต่ความดีแล้วเอาใจนี่ จับไว้ว่านี่เรามีวิมานแก้ว 7 ประการ ไว้บนสวรรค์ชั้นกามาวจรแล้ว เวลาเราจะตายเราจะไปอยู่วิมานนั้น ถ้าเวลาป่วยไข้ไม่สบายไม่ต้องเอาอะไรนึกถึงคุณพระรัตนตรัยคือ นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จะนึกถึงพระพุทธก็ได้พระธรรมก็ได้พระสงฆ์ก็ได้ สิ่งก่อสร้างก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ แล้วก็ตั้งใจว่าเราจะไปอยู่วิมานของเราที่มีอยู่แล้ว ตั้งใจเพียงเท่านี้นะถ้าเขาตายจะถึงสวรรค์ชั้นกามาวจรทันที

    จากหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน

    44027516_1670973593014377_7497183899877900288_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
  8. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    “ความสุขหรือความทุกข์นี่มันป็นธรรมดา ธรรมดาของคนที่เกิดมา เราจะไปยอมยึดถือมันเพื่ประโยชน์อะไร อารมณ์ใจที่มีความสุขก็ดี อารมณ์ใจที่มีความทุกข์ก็ดีมันไม่มีสภาวะที่ทรงความแน่นอนได้เลย

    เราจะเอามันสุขจริงๆ ก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันก็กลับทุกข์ เวลามันทุกข์เราก็หนักใจเกือบตาย คิดว่าจะหาความสุข มันก็ไม่แน่นัก เดียวก็กลับมีความสุขใหม่ เป็นอันว่าเอาอะไรแน่นอนไม่ได้

    ฉะนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงเตือนว่า เราพิจารณาแล้ว จงพิจารณาคิดว่าสักแต่เพียงว่ารู้

    ที่เรารู้แล้วน่ะคิดว่าสักแต่เพียงว่ารู้ ก็หมายความว่ารู้แล้ว จงอย่ายึดถือว่านี่มันเป็นความสุขหรือเป็นความทุกข์ ที่เราควรจะยึดถือเข้าไว้
    แล้วเธอทั้งหลาย จงเห็นอาการทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของบุคคลที่เกิดมาแล้ว ย่อมมีอารมณ์อย่างนี้ เมื่อมันหาสภาวะความแน่นอนไม่ได้อย่างนี้ เราก็ไม่ควรยึดถือมันไว้เลย”
    ………………………………………………………………
    จาก รวมคำสอนธรรมปฏิบัติเล่ม ๑๑ หน้า ๓๐
    โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี

    44135721_1672652166179853_4688153530266025984_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  9. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    *ธรรมปกิณกะ เรื่อง : สาเหตุที่พระลงนรกมากกว่าฆราวาส…

    “การที่จะไปนิพพานนี้ พระไปมากกว่าฆราวาสใช่ไหมคะ…?”

    หลวงพ่อ : “ฆราวาสไปมากกว่าพระ”

    “ทำไมค่ะ…?”

    หลวงพ่อ : เพราะฆราวาสมากกว่าพระ (หัวเราะ) อ้าว!…ไปมากจริงๆนะ เวลานี้ไปตั้งเยอะแล้วนะ เพียงแค่ ๑๐ ปีกว่าๆ นี่เยอะแล้ว ไม่ใช่น้อยนะ
    พระเสียอีก ลงล่างบานเลย ไปดิ่งเลย”

    “สาเหตุ เพราะอะไรค่ะ…?”

    หลวงพ่อ : “ประการที่ ๑ ที่ง่ายที่สุด เรื่องเงินที่ถวายเข้ามา นี่ง่ายมาก เงินที่เขาถวายเข้ามาเป็นส่วนกลาง เผลอไปใช้เป็นส่วนตัว นี่ไม่เว้นเลย สตางค์เดียวลงอเวจี

    ประการที่ ๒ เงินที่เขาถวายเป็นส่วนตัว ใช้นอกรีดนอกรอย

    ที่ถวายหลวงพ่อโดยตรง หลวงพ่อใช้ได้แน่ ใช้ในฐานะหลวงพ่อ แต่ว่าใช้ในฐานะเจ้าสัวเมื่อไร ก็เมื่อนั้นแหละ นอกทางพระ ใช่ไหม

    แต่ฉันใช้เงินง่าย เพราะอะไร เพราะใช้ในเรื่องของสงฆ์ ใช้อะไรได้ ทั้งหมดที่ใช้ไป เป็นเรื่องของสงฆ์…”

    * คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    (พระมหาวีระ ถาวโร-หลวงพ่อฤาษีฯ)
    วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

    -ธัมมวิโมกข์ : ปีที่ ๓๗ : ฉบับที่ ๔๑๕
    ตุลาคม ๕๘ : หน้า ๘๖

    44096314_1672654222846314_2899882624572981248_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  10. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
  11. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    1f339.png 1f33b.png 1f337.png หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม เรื่องจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ออกต้องทำอย่างไรขอรับ ..? 1f337.png 1f33b.png 1f339.png

    1f333.png ผู้ถาม :- “หลวงพ่อเจ้าขา ลูกซื้อที่ดินตั้งใจจะปลูกบ้านใหม่ แต่บังเอิญมีต้นก้ามปูใหญ่ต้นหนึ่ง จำเป็นต้องตัดต้นไม้นี้ทิ้ง วิธีที่จะตัดนี้ลูกเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนเทวดา เรามีวิธีจะพูด…จะบน…จะบ่นอย่างไร เพื่อให้เทวดาท่านอโหสิ ไม่มีโทษ ไม่มีเวรมีภัยต่อกัน?”

    1f339.png หลวงพ่อ :- 1f339.png “เอายังงี้ซิ บอกท่านดีๆนะ “เทวดาเจ้าขา…เทวดาเจ้าขา กรุณาฉันเถิด…ตามมีตามเกิด ปลูกศาลให้ ๑ หลังเจ้าค่ะ” ศาลพระภูมิเล็กๆนะ ว่าได้ไหม…(หัวเราะ) จำเป็นต้องปลูกบ้านตรงนี้ ต้นไม้มันขวางที่ใช่ไหม…ในเมื่อเราโค่นลงไปวิมานท่านก็สลายตัว ถ้าเราปักเสา เอาศาลภูมิเทวดา ศาลเล็กๆก็แล้วกัน วิมานแค่แปะได้ ใช้ได้ เป็นการแทนกัน” 1f339.png

    1f333.png ผู้ถาม :- “แล้วในกรณีที่เป็นชาวสวนชาวไร่ล่ะครับ จำเป็นต้องใช้รถแทรกเตอร์ปรับพื้นที่ในที่บางแห่ง อาจจะมีต้นไม้ใหญ่น้อยล้มลงมากมาย อย่างนี้ควรจะตั้งศาลอย่างไรดีครับ?”

    1f339.png หลวงพ่อ :- “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตั้งศาล ๔ เสาเสียเลย…หมดเรื่องกัน ” 1f33b.png 1f339.png
    .
    .
    1f337.png หลวงพ่อพระราชพรหมยาน 1f337.png
    1f337.png วัดจันทารามท่าซุงอุทัยธานี 1f337.png
    1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png
    1f337.png กราบขอบพระคุณที่มาจากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๕ หน้า ๑๓-๑๔
    โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ. อุทัยธานี.,จัดทำโดยคณะเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์ โทร (๐๕๖) ๕๑๑ ๓๖๖
    1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png 1f333.png

    44428304_1677804975664572_5779311085874053120_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  12. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    #คนและสัตว์ประเภทใดที่เกิดแล้วไม่แก่

    ” ค่อยๆรักษาอารมณ์ใจให้เป็นสมาธิ อย่าทำแรง อย่าทำมาก วันหนึ่งใช้เวลา ๑๐ นาที เอาพระพุทธรูปมาตั้งตรงหน้า ยกมือไหว้แล้วก็นั่งดูท่าน นึกถึงเฉพาะรูปพระพุทธ ดูท่านสวย หรือว่าดูท่านเป็นพระสมัยไหนก็ตาม เมื่อครบ ๑๐ นาทีก็พัก เอาพระพุทธรูปเก็บ

    วิปัสสนาก็ทำด้วย ไม่ต้องทำมาก ตั้งอารมณ์สักวันละ ๕ นาที
    คิดว่าอะไรบ้างนะที่มันมีขึ้นแล้วจะไม่เก่าจะไม่พัง #คนและสัตว์ประเภทใดที่เกิดแล้วไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทุกข์ คิดดู หาดู ค้นคว้าตำราเก่าๆ จะเป็นตำราอะไรก็ช่าง หยิบมาดู ไม่ต้องดูหรืออ่านมาก ดูที่ปกหนังสือว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง คนเขียนแต่งเดี๋ยวนี้อยู่หรือตาย
    ทำเท่านี้แหละ ใช้เวลาวันละไม่ต้องมาก
    เท่านี้ก็ขี้เกียจจะได้เกิดทันศาสนาพระศรีอารย์ ฉันรับรองว่าทันแน่ ได้เกิดแน่ สวยแน่ มีความสุขแน่ ใครไม่เชื่อก็เชิญทำ เมื่อทำแล้วถ้าเกิดไม่ทันศาสนาพระศรีอารย์ จะปรับฉันอย่างไรฉันยอมทุกอย่าง ใครจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่ขัดคอใคร แนะให้คนทำดีไม่ตกนรก ”

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

    คัดลอกจากหนังสือ
    คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง ๕๘ หน้า๓๗ – ๓๘

    44606534_1680860678692335_8743221154455486464_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  13. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    1f64f.png พุทธภูมิ 1f64f.png

    ผู้ถาม 1f9d2.png : หลวงพ่อครับ ผมดูหนังทางโทรทัศน์เรื่อง “พระเวสสันดร” ดูแล้วเกิดความเลื่อมใส นั่งดูด้วยความเคารพ โดยคิดว่าเป็นพระเวสสันดรองค์จริง เมื่อท่านให้ทานต่าง ๆ เพื่อปรารถนาพระโพธิญาณ ผมก็ยกมืออนุโมทนาด้วยความยินดี และตั้งจิตอธิษฐานว่า…

    หลวงพ่อ : จะเริ่มเป็นพุทธภูมิทันทีเมื่อตัดสินใจ คือว่าเรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่นะ คนที่ถามนี่ใครนะ เข้มแข็งมากนี่ คือว่าเรื่องความปรารถนาพุทธภูมินี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ ถ้าตั้งใจที่จะปรารถนาพุทธภูมิเป็นพระโพธิสัตว์เดี๋ยวนั้นนะ แล้วก็ถ้าตั้งใจแบบนี้นะ ถ้าคิดว่าจะไปนิพพานชาตินี้ต้องลาพุทธภูมิ ความจริงปรารถนาพุทธภูมิดี…ดีมาก จะเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่งเอาไหม แต่เคยเล่าทีไรมันได้แสนบาทนี่…(หัวเราะ)

    คือว่ามีพระอรหันต์องค์หนึ่ง เป็นปฏิสัมภิทาญาณในสมัยพระพุทธเจ้า ฉันก็จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว ท่านมีสามเณรองค์เล็ก ๆ อายุ ๗ ขวบอยู่องค์หนึ่ง เวลาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าท่านก็เอาสามเณรไปด้วย เวลาไปหาพระพุทธเจ้าท่านก็กราบพระพุทธเจ้าหลายครั้ง

    ต่อมาเวลาขากลับเณรน้อยก็เดินตามหลัง เณรน้อยก็คิดว่าอาจารย์ของเราเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ เป็นอรหันต์อันดับสูงสุด ในด้านของความสามารถอรหันต์อีก ๓ เหล่าสู้ไม่ได้ แต่ทว่าอาจารย์ของเรายังต่ำกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั่งสูงกว่า…สู้ไม่ได้ ต่อไปนี้เราปรารถนาพุทธภูมิดีกว่า เราคิดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป พอแกคิดเสร็จอาจารย์ก็หยุด บอก…”เณร! เดินข้างหน้า”

    เณรก็เดินไปเดินมาแล้วก็นึก เอ…เป็นพระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญบารมีมาก เป็นอรหันต์ปกติสาวกบำเพ็ญบารมีแค่ ๑ อสงไขยกับแสนกัปถึงจะเป็นอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าขั้น ปัญญาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขย กับแสนกัป ศรัทธาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี ๘ อสงไขยกับแสนกัป วิริยาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป จึงเข้านิพพาน เราเป็นอรหันต์ธรรมดาดีกว่า อาจารย์บอก…”เณร! เดินหลัง” อาจารย์ทำแบบนี้ ๓ เที่ยว

    เณรก็ถามว่า “อาจารย์ครับ ประเดี๋ยวให้ผมเดินหน้า ประเดี๋ยวให้ผมเดินหลัง มันเรื่องอะไรกันครับ?”

    อาจารย์ก็ถามว่า “ขณะที่ฉันให้เธอเดินหน้า เธอคิดอะไร?”

    เณรบอก “ผมคิดอยากเป็นพระพุทธเจ้าครับ”

    อาจารย์บอก “นั่นแหละ…มันเป็นกันตั้งแต่ตอนนี้ เริ่มเป็นเมื่อคิด”

    ไป ๆ มา ๆ ไม่เอาดีกว่า เป็นสาวกดีกว่า ก็รวมความว่า…ถ้ามีความตั้งใจปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เริ่มเป็นพระโพธิสัตว์ตั้งแต่เริ่มตัดสินใจ อย่าไปคิดว่ายังไม่เป็นนะ

    copy from : หนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษเล่ม ๒
    (ตอบโดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f48e.png 1f604.png 1f604.png 1f604.png

    44716208_1680903995354670_4316698576387309568_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  14. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    #ปล่อยเต่า

    ผู้ถาม : วันนี้แม่บ้านก็ปล่อยเต่า อุทิศส่วนกุศลให้หลวงพ่อเหมือนกันครับ

    หลวงพ่อ : ขออนุโมทนานะ เต่าก็มีอานิสงส์สำคัญนะ เต่ามีอานิสงส์มาก อานิสงส์ชาติปัจจุบันก็มี อานิสงส์ชาติต่อไปก็มี เมื่อฉันบวชใหม่ๆ พบพระองค์หนึ่ง ตอนนั้นท่านอายุประมาณสัก ๑๐ พรรษา
    ท่านเล่าความเป็นมาถึงการบวชของท่าน ท่านบอกบวชไม่สึก
    ถามว่าเพราะอะไร?
    ท่านบอกว่า
    ก่อนที่จะตายพี่สาวให้ไปซื้อเต่าจากขี้เมา ขี้เมาจับเต่ามาได้ก็จะฆ่าเอามาแกงกิน พี่สาวให้สตางค์ไปซื้อ ท่านก็ไปซื้อมาแล้วให้พี่สาวเขียนชื่อใต้ท้องเต่า

    แล้วต่อมาท่านเองก็เอาปืนลูกซองไปยิงนกได้เยอะแยะ นกกระจาบ และฆ่าไก่ ไก่ ๒ ตัว ไก่น่ะจับเชือดคอไปแล้ว แล้วปล่อยมันวิ่ง จับมาเชือดใหม่อีกที

    ต่อมาใกล้ๆ จะบวชท่านบอกว่าปวดฟัน ปวดฟันมาก ก็ไปหาหมอจะถอนฟัน
    ตอนนั้นหมอเขายังไม่ว่าง รักษาคนอื่นอยู่ ก็ไปนอนคอย นอนคอยก็มีความรู้สึกว่ามีคน ๔ คน เชิญให้ไปคุยด้วย

    ท่านผู้มีเกียรตินะ ผู้เชิญนี่มีผ้าสีเดียว
    ผ้านุ่งก็สีแดง เสื้อก็สีแดง นำไป
    ก็นำไปสู่ สำนักพระยายม
    พอไปถึง สำนักพระยายม ไม่ทันจะสอบสวน นกกระจาบ นกกระยาง นกต่างๆ มันเข้าไปรายงาน มันบินอยู่เยอะเลย

    เขามารายงานว่า
    “คนนี้ใจร้ายมาก เอาปืนยิงพวกผม”
    นกกระจาบบอกเป็นพัน
    นกกระยางบอกเป็นร้อย
    เจ้าไก่ ๒ ตัว เข้าไปบอก
    “เจ้านี่ใจร้ายมาก เชือดคอสองครั้งสองหน” มารายงาน

    พระยายม ก็ถามว่าเป็นความจริงไหม
    แล้วท่านก็บอกว่าเป็นความจริง ที่นั่นโกหกไม่ได้ คือไม่มีใครโกหก

    พระยายม ก็ถามว่า
    “แล้วเธอทำบุญอะไรไว้ล่ะ นึกถึงบุญสักอย่างได้ไหม”

    เธอก็บอกว่า “นึกไม่ออก”
    ถ้านึกไม่ออก ถ้าถาม ๓ ครั้ง ก็ต้องรับผลของกรรม เขากำลังจะนำออกไป

    ก็พอดีเต่าคลานมา บอก
    “ช้าก่อนๆ ความดีเขายังมีอยู่”

    พระยายม ก็ถามเต่าว่า
    “เขามีความดีอะไร?”
    เต่าก็เล่าความเป็นมาให้ฟัง ตามที่เล่าเมื่อกี้นะ
    ที่สุด พระยายม ถามว่า
    “ถ้าเขาปล่อยเธอจริง จะมีอะไรเป็นพยาน?”

    เต่าก็บอกว่า
    “ชื่อเขาอยู่ที่หน้าอก”
    ก็จับหน้าอกพลิกขึ้นมา ปรากฎเป็นชื่อพี่สาว

    พระยายม ก็ยอมรับว่าพี่สาวใช้ให้คนนี้เป็นคนซื้อ ก็ปล่อย
    ปล่อยเขาก็กลับมาส่ง พอส่งโรคปวดฟันมันก็หาย ท่านก็เลยบอก เมื่อครบบวชก็ตั้งใจบวชไม่สึก เพราะเจอะนรกแล้ว
    นี่อานิสงส์ที่ตายไปแล้วนะ

    ส่วนอานิสงส์ในปัจจุบัน คือคุณตาฉันเป็นหมอประจำตัว รัชกาลที่ ๕
    ต่อมาท่านยังไม่มีบรรดาศักดิ์กับเขา ท่านชื่อ “อ่อน”
    รัชกาลที่ ๕ ท่านบอกว่า
    “อ่อนโว้ย! กูจะตั้งบรรดาศักดิ์ให้มึงมานานแล้ว นึกทีไรเห็นหน้ามึงก็ลืมทุกที วันนี้จะขอตั้ง อย่าเป็นขุนเป็นหลวงเลย เป็นพระเลยก็แล้วกัน”
    ก็เลยเป็นพระ “พระทิพโอสถ”

    ตาบอกว่าวันนั้นก่อนจะไปถึง ขี้เมาอีกเหมือนกัน จะเอาเต่าไปแกง ท่านก็เลยซื้อเขา ท่านปล่อยแล้วก็เดินทางไปรับราชการ
    วันนั้นเลยได้บรรดาศักดิ์ เพื่อนๆ เลยเรียก “ไอ้พระเต่า”

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    ________
    จาก “ธัมมวิโมกข์” ฉบับที่ ๔๓๒ มีนาคม ๒๕๖๐ หน้า ๑๐๖ – ๑๐๘

    44677280_1681413095303760_6328697236221853696_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  15. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    .ถ้าหลงระเริงเล่นแต่อารมณ์สมาธิอย่างเดียว จะคิดว่าเราตายคราวนี้หวังได้สวรรค์ พรหมโลก นิพพานนั้น (เอาแน่เอานอนไม่ได้) เพราะถ้าก่อนตายมีทุกขเวทนามาก จิตอาจจะทรงอารมณ์ไม่อยู่ ถ้าจิตเศร้าหมองขุ่นมัวเมื่อก่อนตาย อาจจะไปอบายภูมิ คือนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉานได้ ตัวอย่างพระเทวทัต ท่านได้อภิญญาโลกีย์มีฤทธิ์มาก แต่ก่อนจะตายเกิดมีอารมณ์หลงผิดคิดประทุษร้ายพระพุทธเจ้า เมื่อตายแล้วลงอเวจีมหานรกไป พวกเราเองก็เหมือนกันถ้าหลงทำเฉพาะสมาธิ ไม่หาทางเอาธรรมะอย่างอื่นเข้าประคับประคอง ถ้าเมื่อเวลาตายเกิดมีอารมณ์เศร้าหมองเข้าครองใจ สมาธิก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องใช้ธรรมมะอย่างอื่นเข้าประคองใจด้วย ธรรมะที่ช่วยประคองใจให้เกิดความมั่นคงไม่ต้องลงอบายภูมิ มีนรกเป็นต้นนี้ก็ได้แก่ กรรมบถ ๑๐ ประการ คือ
    1f4a2.png ๑. ไม่ฆ่าสัตว์หรือไม่ทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบาก
    1f4a2.png ๒. ไม่ลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เขาไม่ให้ด้วยความเต็มใจ
    1f4a2.png ๓. ไม่ทำชู้ในบุตรภรรยาและสามีของผู้อื่น (ขอแถมนิดหนึ่ง ไม่ดื่มสุราเมรัยที่ทำให้มึนเมาไร้สติ)
    1f4a2.png ๔. ไม่พูดวาจาที่ไม่ตรงความเป็นจริง
    1f4a2.png ๕. ไม่พูดวาจาหยาบคายให้สะเทือนใจผู้รับฟัง
    1f4a2.png ๖. ไม่พูดส่อเสียดยุให้รำตำให้รั่ว ทำให้ผู้อื่นแตกร้าวกัน
    1f4a2.png ๗. ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล
    1f4a2.png ๘. ไม่คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของเขาไม่ยกให้
    1f4a2.png ๙. ไม่คิดประทุษร้ายใคร คือไม่จองล้างจองผลาญเพื่อทำร้ายใคร
    1f4a2.png ๑๐. เชื่อพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านด้วยดี

    1f6a9.png 1f6a9.png อานิสงส์กรรมบถ ๑๐

    1f50a.png 1f50a.png ท่านที่ปฏิบัติในกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ ท่านเรียกชื่อเป็นกรรมฐานกองหนึ่งเหมือนกันคือ ท่านเรียกว่า “สีลานุสสติกรรมฐาน” หมายความว่าเป็นผู้ทรงสมาธิในศีล

    1f50a.png 1f50a.png ท่านที่ปฏิบัติในกรรมบถ ๑๐ ประการได้นั้น มีอานิสงส์ดังนี้
    23e9.png ๑. อานิสงส์ข้อที่หนึ่ง จะเกิดเป็นคนมีรูปสวย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน มีอายุยืนยาว ไม่อายุสั้นพลันตาย
    23e9.png ๒. อานิสงส์ข้อที่สอง เกิดเป็นคนมีทรัพย์มากทรัพย์ไม่ถูกทำลาย เพราะโจร ไฟไหม้ น้ำท่วม ลมพัด จะมีทรัพย์สมบัติสมบูรณ์บริบูรณ์ขั้นมหาเศรษฐี
    23e9.png ๓. อานิสงส์ข้อที่สาม เมื่อเกิดเป็นคนจะมีคนที่อยู่ในบังคับบัญชาเป็นคนดี ไม่ดื้อด้านอยู่ภายในคำสั่งอย่างเคร่งครัด มีความสุขเพราะบริวาร และการไม่ดื่มสุราเมรัย เมื่อเกิดเป็นคนจะไม่มีโรคปวดศรีษะที่ร้ายแรง ไม่เป็นโรคเส้นประสาท ไม่เป็นคนบ้าคลั่ง จะเป็นคนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด

    1f64a.png 1f64a.png เรื่องของวาจา

    23e9.png ๔. อานิสงส์ข้อที่สี่, ข้อห้า, ข้อหก, และข้อเจ็ด เมื่อเกิดเป็นคนจะเป็นคนปากหอม หรือมีเสียงทิพย์ คนที่ได้ยินเสียงท่านพูดเขาจะไม่อิ่มไม่เบื่อในเสียงของท่าน ถ้าเรียกตามสมัยปัจจุบันเขาเรียกว่าคนมีเสียงเป็นเสน่ห์ก็คงไม่ผิด จะมีความเป็นอยู่ที่เป็นสุขและทรัพย์สินมหาศาลเพราะเสียง

    2764.png เรื่องของใจ 2764.png

    23e9.png ๕. อานิสงส์ข้อที่แปด, ข้อที่เก้า, และข้อสิบ เป็นเรื่องของใจ คืออารมณ์คิด เว้นจากการคิดลักขโมยเป็นต้น ไม่คิดจองล้างจองผลาญใคร เชื่อพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามคำสอนของท่านด้วยความเคารพ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีอารมณ์สงบ มีความสุขสบายทางใจ ความเดือดเนื้อร้อนใจกรณีใดๆทุกประการจะไม่มีเลย มีแต่ความสุขใจอย่างเดียว

    1f4a2.png 1f4a2.png อานิสงส์รวม

    23e9.png เมื่อกล่าวถึงอานิสงส์รวมแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานในขั้นนี้ถึงแม้ว่าจะทรงสมาธิไม่ได้นานตามที่เรียกว่า “ขณิกสมาธิ” นั้น ถ้าสามารถทรงกรรมบถ ๑๐ ประการได้ครบถ้วน ท่านกล่าวว่า เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้วไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิอีกต่อไป บาปที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยใดก็ตาม ไม่มีโอกาสนำไปลงโทษในอบายภูมิมีนรกเป็นต้นอีกต่อไป

    23e9.png ถ้าบุญบารมีไม่มากกว่านี้ ตายจากคนไปเป็นเทวดาหรือพรหมเมื่อหมดบุญแล้วลงมาเกิดเป็นมนุษย์ จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้น แต่ถ้าเร่งรัดการบำเพ็ญเพียรดี รู้จักใช้ปัญญาอย่างมีเหตุผล ก็สมารถบรรลุมรรคผลเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาตินี้

    1f6a9.png 1f6a9.png วิธีรักษากรรมบถ ๑๐

    1f50a.png 1f50a.png การที่จะทรงความดีเต็มระดับตามที่กล่าวมาให้ครบถ้วนให้ปฏิบัติดังนี้

    1f480.png 1f480.png ๑. คิดถึงความตายไว้ในขณะที่สมควร คือไม่ใช่ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อตื่นขึ้นใหม่ๆ อารมณ์ใจยังเป็นสุข ก่อนที่จะเจริญภาวนาอย่างอื่น ให้คิดถึงความตายก่อน คิดว่าความตายอาจจะเข้ามาถึงเราในวันนี้ก็ได้ จะตายเมื่อไรก็ตามเราไม่ขอลงอบายภูมิ ที่เราจะไปคือ อย่างต่ำไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม ถ้าไม่เกินวิสัยแล้วขอไปนิพพานแห่งเดียว คิดว่าไปนิพพานเป็นที่พอใจที่สุดของเรา

    1f480.png 1f480.png ๒. คิดต่อไปว่าเมื่อความตายจะเข้ามาถึงเราจะเป็นเวลาใดก็ตาม เราขอยึดพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิตคือไม่สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า ยอมเคารพด้วยความศรัทธาคือความเชื่อถือในพระองค์ ขอปฏิบัติตามคำสอนคือกรรมบถ ๑๐ ประการโดยเคร่งครัด ถ้าความตายเข้ามาถึงเมื่อไร ขอไปนิพพานแห่งเดียว

    1f480.png 1f480.png เมื่อนึกถึงความตายแล้วตั้งใจเคารพ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์สาวก แล้วตั้งใจนึกถึงกรรมบถ ๑๐ประการว่ามีอะไรบ้าง ตั้งใจจำและพยายามปฏิบัติตามอย่าให้พลั้งพลาดคิดตามข้อปฏิบัติเสมอว่ามีอะไรบ้าง ตั้งใจไว้เลยว่าวันนี้เราจะไม่ยอมละเมิดสิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งเป็นอันขาด เป็นธรรมดาอยู่เองการที่ระมัดระวังใหม่ๆ อาจจะมีการพลั้งพลาด พลั้งเผลอในระยะต้นๆ บ้างเป็นของธรรมดา แต่ถ้าตั้งใจระมัดระวังทุกๆ วันไม่นานนัก อย่างข้าไม่เกิน ๓ เดือน ก็สามารถรักษาได้ครบ มีอาการชินต่อการรักษาทุกสิกขาบทจะไม่มีการผิดพลาดโดยที่เจตนาเลย เมื่อใดท่านทรงอารมณ์กรรมบถ ๑๐ ประการได้ โดยที่ไม่ต้องระวัง ก็ชื่อว่าท่านทรงสมาธิ ขณิกสมาธิได้ครบถ้วน

    1f480.png 1f480.png เมื่อตายท่านไปสวรรค์หรือพรหมโลกได้แน่นอน ถ้าบารมียังอ่อนเกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียวไปนิพพานแน่ ถ้าขยันหมั่นเพียรใช้ปัญญาแบบเบาๆ ไม่เร่งรัดเกินไป รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข ไม่ติดในความโลภ ไม่วุ่นวายในความโกรธ มีการให้อภัยเป็นปกติ ไม่เมาในร่างกายเรา และ ร่างกายเขา ไม่ช้าก็บรรลุพระนิพพานได้แน่นอน

    1f4d6.png 1f4d6.png อ้างอิง – หนังสือวิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายๆ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี หน้า ๑๐ – ๑๗

    44771675_1682187658559637_6718125331154206720_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  16. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    2728.png ขออนุญาตลงบอกบุญใหญ่ค่ะ
    1f64f.png ขอเชิญทุกท่านร่วมบุญปิดทองคำแท้สมเด็จองค์ปฐมบรมจักรพรรดิ3องค์สูงองค์ละ2.09เมตร 2728.png ประดิษฐานที่สวนพุทธธรรมหลวงปู่ใหญ่สุพรรณบุรี
    1f449.png งบประมาณในการปิดทองคำแท้
    องค์ละ35,000บาท 3องค์จำนวน1005,000บาท(หนึ่งแสนห้าพันบาทถ้วน)สามารถร่วมบุญได้ตามกำลังค่ะ
    1f4f2.png โอนร่วมบุญได้ที่ธ.กสิกรไทย023-3-52102-7
    น้ำฝน บุญสิงห์
    2728.png เปิดรับถึงสิ้นปีนี้ค่ะ(31ธันวาคม2561)
    โทรสอบถามรายละเอียดได้ที่091-5145635น้ำฝน
    1f449.png ติดตามงานบุญได้ที่เฟสส่วนตัว
    FB..น้ำฝน เจี๊ยบ บุญสิงห์

    44679976_1682857711825965_8739333998599208960_o.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  17. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    “ใครจะนับถือหรือไม่นับถือ จงอย่าถือเป็นสาระ เรามีนิพพาน
    เป็นที่ไป จงเป็นผู้ว่างจากความยึดถือ คนที่เขายกเราขึ้นได้
    เขาก็เหวี่ยงเราลงได้ ดีแสนดีมันก็ติ ชั่วแสนชั่วมันก็ชม
    จงอย่าสนใจจริยาของชาวบ้าน ถ้าเราดีพระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ ใครจะใส่ร้ายยังไงมันก็ไม่ชั่ว
    แต่ถ้าเราเลวใครสรรเสริญยังไงมันก็ไม่จริง”

    “โอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน”

    44789916_1683340195111050_431320776440807424_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  18. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    ขอแจ้งเรื่องการทำบุญภายในวัดท่าซุงนี้ ที่ได้เปิดบัญชีธนาคารกรุงไทยไว้แล้ว เพื่อให้บรรดาท่านสมาชิก (จะประกาศรายชื่อทุกวันที่ 15 ของเดือน) ได้ทำบุญแบบ online ในนามบัญชีของวัดท่าซุงโดยตรง

    (รับโอนทำบุญเฉพาะวัดท่าซุงหากจะทำบุญวัดอื่นหรือต้องการ “ใบอนุโมทนาบัตร” ขอให้ถวายกับพระเจ้าหน้าที่โดยตรง) ซึ่งขณะนี้ทางวัดกำลังดำเนินงานมีอยู่ดังนี้ คือ….

    1. ทำบุญวันออกพรรษา, ตักบาตรเทโว วันที่ 24-25 ตุลาคม 2561
    2. ร่วมหล่อท้าวมหาราชทั้ง 4 วันที่ 27 ตุลาคม 2561
    3. ทำบุญทอดกฐิน วัดท่าซุง วันที่ 27-28 ตุลาคม 2561
    4. สร้างวิหารหลวงพ่อ 5 พระองค์ (งานเร่งด่วนให้เสร็จทันที)
    5. งานทำบุญครบ 1 ปี ท่านเจ้าคุณ “พระราชภาวนาโกศล” วันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2562
    6. ซ่อมห้องพัก 12 ไร่ (ชั้นบน)
    7. ซ่อมตึกอินทราพงษ์ (ห้องทำงานของหลวงพ่อ), ตึกกองทุน, ห้องทำบายศรี
    8. ซ่อมอาคารเสริมศรี (เคยเป็นที่เจริญกรรมฐาน), อาคารที่พักพระอาคันตุกะ (บนหอฉัน)

    9. ซ่อมหอฉัน, ที่พักพระอาคันตุกะ
    10. ซ่อมศาลาเก่า, หอไตรเก่า
    11. อาคารพิพิธภัณฑ์ “สมบัติพ่อให้”
    12. ชำระหนี้สงฆ์
    13. ค่าน้ำ – ค่าไฟฟ้า
    14. ค่าภัตตาหารพระสงฆ์ (จำพรรษา)
    15. สร้างพระพุทธรูป วิหารทาน สังฆทาน ธรรมทาน

    …..หมายเหตุ : ท่านที่โอนเงินจากการใส่บาตร “วิระทะโย” ทางวัดจะได้นำเงินส่วนนี้ไปเป็น “ค่าน้ำ-ค่าไฟ” และ “ค่าภัตตาหาร” ถวายแด่พระสงฆ์ นับเป็น “สังฆทาน” อีกด้วย ฉะนั้น ผู้ที่ใส่บาตร “วิระทะโย” เป็นประจำ สามารถส่งเงินออนไลน์ได้เป็นประจำทุกเดือน.

    …..สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธาต้องการจะร่วมทำบุญกับทางวัดท่าซุง เพราะในขณะนี้ ท่านพระครูปลัดสมนึก สุธัมมถิรสัทโธ เจ้าอาวาส ได้มีการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ และมีการปฏิสังขรณ์ภายในวัดอีกหลายแห่ง ฉะนั้น ผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมทำบุญตามรายการดังกล่าว สามารถโอนเงิน ONLINE ผ่านทาง..

    ร่วมทำบุญ Online วัดท่าซุง

    ธนาคารกรุงไทย สาขาอุทัยธานี
    ชื่อบัญชี…วัดจันทาราม (วัดท่าซุง)
    เลขที่ 619 – 0 – 18966 – 0

    43747901_1684506794994390_5942646063620947968_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  19. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
    1f64f.png เรืี่อง *พระพุทธเจ้า เสด็จมาเมืองไทย ก่อนนิพพาน* 1f64f.png

    1f607.png * #หลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ~หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เล่าให้ฟัง*

    …” ความจริง ประเทศไทย พระพุทธศาสนาเข้าถึงตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าอยู่นะ ไม่ใช่พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ไม่ใช่หรอก คนละเรื่องกัน นั่นมันพวกเขียนหนังสือ..

    .. คือ หลักฐานที่พระพุทธเจ้า เข้ามานี่มีเยอะ พระองค์เข้ามาครั้งแรก ที่เมือง “อริตถะ” คือ “จอมทอง” ในปัจจุบัน

    * เวลานั้นเขาไม่ได้เรียก “ประเทศไทย” หรือ “ประเทศสยาม” ไทย หรือ สยาม มาเรียกกันตอนหลัง มาเรียก “สยาม” ตอนที่มีฝรั่งเข้ามานี่เอง และตอนระยะนั้น คนไทยก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ.

    .. คือ “พระเจ้าอริตถะ” ทรงทราบข่าวจากพ่อค้าเกวียน เวลานั้น เขามีการค้าติดต่อกัน พ่อค้าเกวียน มาบอกว่า : “เวลานี้ พระพุทธเจ้า ได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก และก็สอนคนให้เป็น “พระอรหันต์” ด้วย.

    * “พระเจ้าอริตถะ” ความจริงท่านไม่รู้เรื่อง “พระพุทธศาสนา” มาก่อน แต่อารมณ์ที่เป็นกุศลมีมาก.. ท่านจะไปยังไง ถ้าไปเกวียน ก็ใช้เวลามาก ต้องข้ามเขาลงห้วยตามลำดับ ท่านก็เลยใช้วิธี “โตแล้วเรียนลัด” จุดธูป อธิษฐาน ว่า : ถ้าพระพุทธเจ้า ทรงเป็นอัจฉริยะจริง ขอพระองค์ทรงเสด็จมาโปรด.

    .. ให้พระพุทธเจ้าเดินมา พระพุทธเจ้าท่านก็ขี้เกียจเดิน ก็ส่ง “พระโมคคัลลาน์” เป็นหัวหน้าคณะ กับพระอีก ๔ องค์ เป็นพระปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมด เหาะมาในอากาศ.

    .. วันนั้นเอง ตอนเช้ามืด “พระเจ้าอริตถะ” นอนฝันว่า มีพญาหงส์ทอง ๕ ตัว บินมาจากทิศตะวันตก มุ่งมาลงที่พระลานหลวง พระองค์ก็สะดุ้งตื่น เวลาฟ้าสางพอดี ก็คิดว่า พระพุทธเจ้าท่านต้องเสด็จแน่.

    .. ด้วยความมั่นใจ จึงเสด็จไปยืนอยู่ที่พระแกล มองไปเห็นพระยืนอยู่ที่พระลานหลวง ก็มั่นใจว่า พระพุทธเจ้าเสด็จแน่ทรงล้างพระพักตร์ แล้วก็เสด็จไป บอกประชาชน ให้ทราบว่า เวลานี้พระพุทธเจ้าเสด็จแล้ว เข้าไปถึงก็กราบ ๆ “พระโมคคัลลาน์” ก็รายงานตัวทันที.

    * พระปฏิสัมภิทาญาณ ท่านทราบความรู้สึกของจิต แสดงตนว่า : “อาตมา ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย มีนามว่า “มหาโมคคัลลาน์” พระพุทธเจ้า ให้มาแทน.

    .. ท่านก็ถวายภัตตาหาร “พระโมคคัลลาน์” พระโมคคัลลาน์ก็เทศน์โปรด พอสมควร เป็นการเจริญศรัทธา.

    ** และหลังจากนั้น ท่านก็ไปพักที่ “ดอยโมคคัลลาน์” เป็นภูเขาลูกย่อม ๆ ข้างดอยอินทนนท์ “พระเจ้าอริตถะ” ก็ไปหา และท่านก็เทศน์เรื่อยๆ.. หลังจากนั้น “พระโมคคัลลาน์” ก็ทรงพยากรณ์ว่า : “ต่อไปดินแดนนี้ จะเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก และจะทรงพระพุทธศาสนาได้ครบ ๕,๐๐๐. ปี”.

    .. ท่านอยู่ประมาณ ๗ วัน แล้วก็กลับ กลับท่านก็ไม่ได้เดินไป ท่านลอยไป ท่านเหาะกลับ.. เมื่อ “พระโมคคัลลาน์” กลับไปแล้ว “พระเจ้าอริตถะ” ท่านก็ไม่ละความพยายาม ในเมื่อต้องการพระพุทธเจ้า ก็ต้องพบพระพุทธเจ้าให้ได้.

    .. จุดธูปใหม่ ขออาราธนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง พอตอนหัวค่ำ จุดธูปแล้ว ก็หลับตามเดิม ตอนเช้ามืด ฝันใหม่ ฝันอีก ฝันแม่นเสียด้วย.. เขาเรียกเป็น “เทพสังหรณ์” เทวดาบอก.

    * ฝันว่า มีพญาช้างเผือกเหาะมาจากทิศตะวันตก นำบรรดาช้างทั้งหลายมา ๕๐๐ เชือก แล้วก็ลงมาที่ พระลานหลวง

    .. ต่อมาก็ตื่น เปิดพระแกล เห็นพระทั้งหลาย เต็มพระลานหลวงไปหมด ๕๐๐ องค์ แต่องค์หนึ่งสูงงามสง่า สวยงามมาก มีฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ ล้อมรอบพระวรกาย ก็มั่นใจว่า องค์นี้พระพุทธเจ้า แน่ ก็ลงไปกราบนมัสการ.

    * พระองค์ ก็ทรงประกาศว่า : “ตถาคต คือ พระสมณโคดม” .. หลังจากนั้น ท่านอาราธนา ให้ฉันข้าว พระพุทธเจ้า ท่านฉัน แล้วก็เทศน์ ท่านอยู่ที่นั่น ๗ วัน เดินบิณฑบาตบ้าง มีพระตัั้ง ๕๐๐ องค์ คอยช่วยกัน แบ่งกันออกไป.

    * ต่อมา ก็เสด็จไปประทับที่ “ดอยโมคคัลลาน์” ตามเดิมอีก แล้วก็ทรงพยากรณ์ว่า : “ดินแดนแห่งนี้ ต่อไปจะมีความรุ่งเรืองมาก และ สามารถทรงพระศาสนา ได้ครบ ๕,๐๐๐ ปี และ “พระธาตุรากขวัญเบื้องซ้าย” ของตถาคต เมื่อนิพพานแล้ว จะมาบรรจุไว้ที่นี่”

    ** ก็เป็นอันว่า เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ตอนเขาแบ่งพระบรมสารีริกธาตุกัน “พระมหากัสสป” ก็คัดเอา “พระธาตุรากขวัญเบื้องซ้าย” วางบนมือ อาราธนา ก็วิ่งปรื๊ดมาในอากาศ ก็มาลงที่นั่น.

    .. พอลงที่นั่น สองตายายที่ปลูกกระท่อมอยู่ ตอนนั้น ตรงนั้นไม่ใช่เป็นเมืองนะ ที่ “จอมทอง” นะ.. เมื่อเห็นเข้า เห็นแสงพุ่งมาในอากาศ ก็ไม่ทราบว่าอะไร เพราะลงไปที่ตรงนั้น ตอนเช้าก็เอะอะโวยวาย.

    * ชาวบ้านสงสัย ก็ขุดดู เจอะ “พระบรมสารีริกธาตุ” ฉะนั้น พระธาตุที่ “พระธาตุจอมทอง” ส่วนจริง ๆ น่ะ ไม่ใช่ปลอม เป็นอันว่า จุดนั้นเป็นจุดแรก ที่พระพุทธเจ้าเข้ามาในเขตนี้ ตอนนั้น เขาไม่เรียก “ประเทศไทย” …”

    ( จากหนังสือ *ธรรมปฏิบัติ* เล่มที่ ๓๔ หน้าที่ ๑๓ – ๑๗ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี..คัดลอก โดย ยุพยง พัฒนเจริญ )
    1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png

    44772654_1684989374946132_2053794309441847296_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  20. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,982
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +52
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...