เพจ บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, 19 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    #ขอน้อมถวายความอาลัยอย่างสูงสุด
    ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล (อนันต์ พทฺธญาโณ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
    ได้มรณภาพ เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑ เวลา ๐๔:๔๙ น.

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  2. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล (อนันต์ พทฺธญาโณ)
    วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ได้มรณภาพ
    เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑ เวลา ๐๔:๔๙ น.
    ประวัติ ท่านพระราชภาวนาโกศลเจ้าอาวาสวัดท่าซุงองค์ปัจจุบัน

    นายรอด มารดา นางจำรัส เสนสกุล มีบุตรธิดารวม ๕ คน ดังนี้

    ๑. พระครูปลัดอนันต์ เสนสกุล
    ๒. นายวิมล เสนสกุล
    ๓. น.ส.ราตรี เสนสกุล
    ๔. นายวิจิตร เสนสกุล
    ๕. นายวิจารณ์ เสนสกุล

    อุปสมบทเมื่อปี ๒๕๑๖ ขณะมีอายุ ๒๕ ปี ณ วัดปากคลองปลากด อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ออกพรรษาแล้วมาอยู่วัดท่าซุง ได้รับตำแหน่ง พระครูปลัด เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2535

    คติธรรมที่ประทับใจเป็นที่สุด
    “สูทั้งหลาย จงมาดูโลกอันตระการดุจราชรถ ที่คนเขลายังหมกอยู่ แต่ท่านผู้รู้หาข้องอยู่ไม่”

    เลื่อมใสปฏิปทาหลวงพ่อเป็นที่สุด
    “ชอบใจว่าท่านเป็นผู้ที่พูดได้ และปฏิบัติของท่านเองได้”

    เสียใจที่สุด
    “คือวันที่หลวงพ่อจากไป เรายังไม่ได้มรรคผลอะไร”

    ระหว่างเป็นเจ้าอาวาส
    “ดีใจที่ได้รับใช้พระพุทธเจ้า รับใช้พระพุทธศาสนา”

    ประวัติจากหนังสือ “ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล”
    ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ เกิดวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีชวด เป็นบุตรคนแรกของ นายรอด และ นางจำรัส เสนสกุล มีน้องชาย ๓ คน และน้องสาว ๑ คน

    ท่านเกิดที่บ้านเลขที่ ๑๐๑ หมู่ ๓ ต.ทับกฤช อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ต่อมาทางกระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำทะเบียนราษฎร์และเขตปกครองขึ้นใหม่ บ้านเดิมที่เกิดจึงเปลี่ยนบ้านเลขที่และเขตปกครองใหม่ เป็นบ้านเลขที่ ๑๓๖ หมู่ ๘ ต.โคกหม้อ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ๖๐๑๒๐ ซึ่งในปัจจุบันโยมแม่จำรัส และน้องสาวของท่านยังอยู่ที่บ้านนี้

    โยมแม่ของท่านเล่าว่า ท่านพระครูฯ เป็นคนขยัน สะอาดเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็ก รู้เรื่องรู้ราว ไม่อ้อน ไม่โกง สมัยอายุ ๕ ขวบ แม่ไปทำนาก็รู้จักหิ้วน้ำหิ้วหมากไปส่ง แล้วบอกว่า “แม่กินหมากกินน้ำหน่อย” งานที่ไม่ชอบคือไกวเปลน้อง

    เริ่มเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดปากคลองปลากดนอก เมื่ออายุ ๗ ขวบ จนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ไปโรงเรียนวัดปากคลองปลากดนอก ก็เดินไปจากบ้าน แล้วไปลงเรือจ้างข้ามฟาก เพราะโรงเรียนอยู่คนละฝั่งกับบ้าน ริมแม่น้ำน่าน คนแจวเรือชื่อ “ตาอ๋อย” นิสัยโอบอ้อมอารีของท่านพระครูฯ มีมาแต่เด็กเหมือนกัน เมื่อลงเรือแล้วก็ช่วยเกาะหัวเรือไม่ให้เรือถอยออกจากฝั่ง คนอื่น ๆ จะได้ลงได้

    ตั้งแต่เล็กจนโต ท่านพระครูฯ ไม่เคยโดนโยมแม่ตี น้อง ๆ โดนตีทุกคน โยมพ่อใจดี ไม่เคยตีใครสักคน อย่างมากก็เสียงดัง ถ้าโยมแม่ตีลูก โยมพ่อจะน้อยใจไม่กินข้าว ถึงรุ่นหลาน โยมพ่อก็ยังห้ามตี ถ้าตีหลานโยมพ่อจะไม่กินข้าวเหมือนกัน

    ท่านพระครูฯ เรียนหนังสือเก่ง โยมแม่เล่าว่า “ทั้งห้องเด่นกว่าเขาหมด น้องชายคนรองและน้องสาวคนที่สามไม่ชอบเรียนหนังสือ พอจบชั้นประถม ๔ ก็ออกไถนากันหมด บอกว่าเลี้ยงควายดีกว่า” ส่วนท่านพระครูฯ เมื่อจบชั้นประถมปีที่ ๔ ก็ย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ ๑ ที่โรงเรียนสหวิทยานุสรณ์ ในอำเภอชุมแสง ซึ่งพึ่งเปิดสอนปีแรกข้างวัดแสงธรรม

    โดยไปอาศัยอยู่กับอาได้ ๒ ปี โยมพ่อก็พาไปฝากไว้กับท่านเจ้าคุณพระชินวงศ์เวที วัดแสงธรรม (ท่านเจ้าคุณพระชินวงศ์เวที อยู่วัดราชบพิธ เป็นครั้งคราว) เป็นลูกศิษย์พระ เย็นก็เล่นฟุตบอลทุกวันจนได้เป็นนักกีฬาฟุตบอลทีมโรงเรียน

    โยมแม่เล่าว่า ท่านพระครูฯ ท่านเด่นเอี่ยมอ่องมาตั้งแต่แรก ไม่เหมือนพี่เหมือนน้อง เสี้อผ้าต้องเอี่ยม ไม่ซื้อเสื้อโหล ต้องตัด มี ๒ ชุด ก็ไม่เป็นไร เหล้ายาไม่กิน ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โยมพ่ออยากให้ลูกเรียนสูง ๆ จะได้ไม่ลำบาก ใน ๓ หมู่บ้าน คือ หมู่ ๑ หมู่ ๒ และหมู่ ๓ มีท่านไปเรียนอยู่คนเดียว

    ท่านพระครูฯ จบชั้นมัธยมปีที่ ๖ (กระทรวงศึกษาธิการเริ่มเปิดมัธยมศึกษา ปีที่ ๓ ปีแรก ) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๖ บ้านถูกโจรปล้นครั้งที่ ๒ ตอนนั้นเริ่มเป็นหนุ่มแล้ว คิดจะยิงสู้กับโจร ค่อย ๆ คลานไปหาโยมพ่อแล้วกระซิบว่า “พ่อ ๆ ส่งปืนมา” โยมพ่อกดหัวให้ติดพื้นไว้ ไม่ให้สู้

    เนื่องจากปู่ย่าตายาย ท่านเป็นคนทำมาหากินสุจริต ขยัน มีที่ทางมากพอสมควร จึงมีฐานะดีกว่าคนอื่น ลูกหลานแต่งงาน ยายจะแจกควาย ๑ ตัว ไถ ๑ งอน จึงเป็นที่หมายตาของโจร (บ้านท่านถูกปล้น ๔ ครั้ง) ลูกหลานเกรงว่ายายจะไม่ปลอดภัย หลังจากถูกปล้นครั้งที่ ๒ จึงให้ย้ายไปอยู่ในตลาดบางปลากด

    เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ แล้ว ท่านพระครูฯ ก็กลับมาอยู่ช่วยบ้าน ช่วยทำไร่ไถนามา ๒ ปี จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ ก็ไปสอบเข้าตำรวจ สอบข้อเขียนได้แต่ไปตกตรวจสุขภาพ เนื่องจากตาบอดสี เพื่อน ๆ ที่เป็นนักฟุตบอลเขตก็มาชวนไปเรียนวิทยาลัยครู ท่านบอกว่าไม่เอาแล้ว เพราะพื้นฐานการศึกษาไม่ได้ และห่างมานาน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากเรียนหนังสืออยู่ เพราะอยากให้พ่อแม่สบาย

    เมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้วเพื่อนฝูงก็มากขึ้น รวมทั้งเพื่อนที่เป็นมือปืนด้วย เมื่อคบมือปืน บ้านก็ปลอดภัย แต่ท่านบอกว่าไม่ได้ไปปล้นกับเขานะ ยังทำนา ทำไร่ ทำสวน ในที่ ๑๐๐ ไร่เศษของโยมพ่อโยมแม่ ความอยากให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้น ให้พ่อแม่ได้สบาย

    ทำให้ท่านครุ่นคิดพิจารณาถึงการพัฒนาชีวิตมาก หน้าน้ำน้ำท่วม สูง ๒ เมตร แทบทุกปี ความอยากจะพัฒนามันสะสมก็ทำไม่ได้ เพราะดินฟ้าอากาศไม่ได้อำนวยอย่างต้องการ ก็ทนกันไป เคยปรารภกับโยมพ่อว่า ถ้าลงทุนทำนาตั้งแต่จ้างรถไถ ๓ รอบ ๔ รอบ ฝนจะตกเมื่อไรก็ไม่รู้ จะหว่านข้าว จะเกี่ยวข้าว ก็ต้องจ้างหมด ทำไปแล้วเงินที่ลงทุนไปกับข้าวที่ขายได้ก็เท่ากัน อย่างนี้ต้องจนทั้งชาติ โยมพ่อก็บอกว่า “ถ้าคิดอย่างมึงก็ไม่ต้องทำมาหากิน”

    พออายุ ๒๑ ปี ก็ไปเกณฑ์ทหาร กำนันมาขูดรีดแต่ก็ไม่ยอมให้ ไปให้เขาคัดเลือกตามระเบียบจนผ่านพ้นมา ก็กลับมาทำนาต่ออีก ๓ – ๔ ปี พอถึงอายุ ๒๔ ปี คืนหนึ่งฝันไม่ดี ฝันว่าไฟไหม้ มีคนบอกว่าให้แก้ฝันกับน้ำ ให้หนักเป็นเบา ท่านตัดสินใจว่า ๒ เดือนนี้จะไม่ไปไหน กำลังทำนาอยู่ เพื่อนก็มาเรียกชวนไปเที่ยว เขาทำบุญ ๑๐๐ วันงานศพ ก็บอกว่าไม่ไป เพื่อนก็คะยั้นคะยอว่า ไปเถอะ ไปเอาเสื้อบ้านกู ก็ไปกับเขา ไปเอาเสื้อใส่ไปเที่ยว

    ที่งานนั้นมือปืนมารวมญาติกันเลย มีการละเล่น มีรำวง พวกเราคนหนึ่งเรียกให้คนที่นั่นไปซื้อเหล้า แล้วเอามีดแทงเลย ตอนนี้ชุลมุนไปหมด ยิงกันอย่างในหนัง พวกถูกแทงไส้ไหลตายไป ๓ ศพ ท่านรีบไปบอกกับพ่อคนตายว่า “อย่าเอาผมไปเข้ากับพวกหาเรื่องนั่นนะ เดี๋ยวประวัติผมเสีย” เขาก็รับปาก

    แต่พอกำนันมา กำนันจดชื่อทุกคนไปบอกตำรวจหมด ตอนนี้ก็มีการขู่จากพวกที่ตาย 3 ศพว่า ถ้าใครถูกจับ บ้านต้องถูกระเบิดหมด ท่านก็หนีเข้าป่า โยมพ่อตามไปส่งข้าวอยู่ ๒ วัน หลักจากนั้นก็หนีไปอยู่กับญาติที่โคกสำโรง จ.ลพบุรี อยู่ไม่ถึง ๒๐ วัน ก็ขึ้นรถ บขส.กลับบ้าน พบพวกมือปืนอีก ก็ชวนกันไปอีก เสื้อผ้าหายหมด ก็ไปกับเขา

    หลังจากนั้นก็กลับมาบ้านทำมาหากิน ไม่มีเรื่องอะไร คุยกับบ้านคนตายก็ไม่มีปัญหาอะไร เราหากินโดยสุจริต แต่ความคิดอยากมีฐานะตั้งตัวได้ อยากพัฒนายังฝังใจอยู่ ท่านเล่าว่า “จะไปชอบผู้หญิงก็ไม่มีสวรรค์จะให้เขา ไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน” ตอนนั้นอายุ ๒๕ ปี เห็นเข้าบวชกันมาก กลัวแม่จะเสียใจก็บอกแม่ว่า “บวชแล้วผมไม่สึกนะแม่” โยมแม่ก็โมทนา เมื่อถูกน้องสาวแซวเรื่องบวช ท่านก็บอกว่า “ถ้ากูบวช มีงอย่ามาแค่นให้กูสึกเชียวนะ กูบวชแล้วกูไม่สึก”

    ความเข้าใจก่อนบวช

    ท่านเล่าว่า มันเป็นบุพกรรมหรือไงไม่ทราบ เพราะเป็นคนเกลียดพระมาก่อน เกลียดเข้ากระดูก ถือว่าเป็นมารสังคม เป็นมิจฉาทิฎฐิมาเต็มขั้นเลย อยู่บ้านนอกนี้ เวลาแม่ให้ไปทำบุญ ให้เอาปิ่นโตไปวัด เราก็ไปแต่ไม่ถึงวัดหรอก กินเสียเองกลางทาง

    เพราะเราเจอสิ่งที่ไม่ดีมาก่อน นักบวชบางคนก็กินเหล้า บางคนก็ดูดกัญชา ก็คิดว่าไม่เห็นมันดีกว่าเราเลยนี่ เป็นมารศาสนาจริง ๆ ก็เลยไม่นับถือมาโดยตลอด พออายุ ๒๕ บวช คือบวชตามใจพ่อแม่ ตอนบวชก็ยังไม่ศรัทธา เอาผ้าเหลืองหุ้มไว้เฉย ๆ แต่ความที่เป็นมิจฉาทิฎฐิแรง ๆ ทำให้ค้นคว้ามาก เขาคุยเรื่องกรรมฐาน เราก็ค้านเขาตลอด

    เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

    ท่านพระครูฯ อุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๑๖ ณ วัดปากคลองปลากดนอก มี พระอธิการทองหยด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ชุบ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูนิยุตฺตธัมมสาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การบวชตอนสงกรานต์ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างหนึ่งเฉพาะท่านพระครู เนื่องจากช่วงสงกรานต์เป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของจุลศักราช ชาวบ้านนิยมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ พระทั้งวัดจึงต้องสวดมาติกาบังสุกุลทุกวัน ท่านนั่งอยู่ท้ายอาสน์สงฆ์ สวดไม่ได้ หน้าชาอยู่ ๕ วัน

    บวชแล้วก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร ท่านเล่าว่า “ไอ้เราก็อยู่วัดบ้านนอกใช่ไหม เช้าก็เอน เพลก็นอน ตอนนั้นไม่มีทีวี บ่ายก็พักผ่อน เย็นก็ทำวัตรนิดหน่อยก็นอนอีก “โยมแม่ท่านเล่าว่า “สมัยอยู่วัดปากคลองปลากดนอก ท่านพระครูฯ อ้วน นอนกระดานตัวเหลือง ขาก็อ้วน”

    แต่แท้จริงแล้ว นับแต่วันที่บวช ท่านพระครูฯ ท่านเล่าว่า ท่านพบว่า “สวรรค์อยู่ที่นี่เอง การคิดถึงอนาคตไม่ต้องมี อนาคตแค่นี้พอแล้ว ที่เราทุกข์ทุกอย่างแค่นี้พอแล้ว พ่อแม่ให้เรา ๒๕ ปีพอแล้ว ต่อแต่นี้ไปชีวิตเป็นของเรา สมองโปร่งโล่งเบาไปหมด มีความสุข”

    และจากความอายที่สวดมนต์ไม่ได้ ทำให้ท่านเร่งรัดท่องบทสวดมนต์ ทั้งพระอภิธรรม มาติกา ทำวัตรเช้า วัตรเย็น อนุโมทนาวิธี และเจ็ดตำนาน จนคล่อง ที่นอนคือ นอนท่องบทสวดมนต์ และเรียนนักธรรมตรีด้วยตนเอง ก่อนออกพรรษาก็ไปสอบที่สนามสอบวัดแสงสวรรค์ อ.ชุมแสง ก็สอบได้นักธรรมตรี

    ต่อมามีพ่อค้าเอาหนังสือมาแลกของที่วัด ท่านก็เอาของไม่ใช้ไปแลกได้หนังสือมาหนึ่งเล่มชื่อ “ลีลาวดี” แต่งโดย “ธรรมโฆษ” (อาจารย์แสง จันทร์งาม หรืออดีตท่านเจ้าคุณพระภัทรมุนี วัดแก้วแจ่มฟ้า) อ่านแล้วติดใจเพราะถูกจริตท่าน หลังจากนั้นท่านพระครูสุรินทร์ (ท่านพระครูวิจารณ์วิหารกิจ แห่งวัดสุขุมราม) ชวนมาปฏิบัติธรรม ท่านก็กลัวจะบ้า ท่านพระครูสุรินทร์บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่บ้าหรอก แล้วท่านพระครูสุรินทร์เอาหนังสือประวัติหลวงพ่อปานให้อ่าน ท่านเล่าว่า “แต่เรายังไม่อ่านหรอก”

    ถามพระครูสุรินทร์ว่า นรกสวรรค์มีจริงหรือ
    ท่านบอกว่า มี
    แล้วพระครูเห็นไหม
    บอก ไม่เห็นหรอก แล้วท่านก็โยนหนังสือให้อ่าน
    ถามว่า หนังสือนี่ใครเขียนล่ะ คนเขียนตายหรือยัง
    บอกว่า ยังไม่ตาย แล้วท่านก็ให้อ่าน

    พออ่านประวัติหลวงปู่ปาน โอ้โฮ..ในนั้นหลวงพ่อจวกพระไว้เยอะนี่ “พระแบบนี้ไม่ใช่พระหรอก” ก็นึก เออ…ถูกคอกับเรา “พวกนี้พวกเดียรถีย์” ท่านก็บอกไปเรื่อย ๆ
    พออ่านพรรษานั้นก็วางไม่ลง อ่านเร็วกลัวจะหมดก่อนออกพรรษา เปิดนิดหน่อยแล้วก็วาง เปิดไม่ให้หน้ามันติดต่อกัน อ่านรูดเดียวเดี๋ยวไม่มีอ่านอีก เหมือนกับกินขนม กินนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็เก็บไว้ กลัวจะหมด

    พออ่านแล้วก็เร่าร้อนใจมาก อยากจะมาหาหลวงพ่อ ก็เตรียมการบอกให้น้องชาย (ชื่อวิจิตร) มาขอเงินแม่ ๕๐๐ บาท บอกว่าจะไปเที่ยว พ่อไม่ให้ บอกให้มาเอาเอง จะสึกก็ให้มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน

    ท่านก็มาบ้าน บอกทางบ้านว่า ไม่สึกหรอก จะไปวัดท่าซุง เมื่อได้เงินมาแล้วก็ไปขอร้องให้ท่านพระครูสุรินทร์พามาวัดท่าซุง ท่านพระครูสุรินทร์ก็บอกว่า มาแล้วจะกลับวันเดียวไม่ได้นะ ไว้ออกพรรษาก่อน สมัยนั้นจะมาวัดท่าซุงต้องนั่งเรือจากวัดปากคลองปลากดนอก มาขึ้นที่นครสวรรค์ จากนครสวรรค์ก็นั่งรถบขส. มาอุทัยธานี แล้วต่อรถสองแถวมาวัดท่าซุง

    พอออกพรรษา พระครูขึ้นไปชวนท่านพระครูสุรินทร์ พระครูสุรินทร์ก็กลัวหลวงพ่อดุ รีบมากันแต่เช้า มาถึงก่อนเพล ท่านคุยอยู่กับมหาเปีย วัดปากคลองมะขามเฒ่า ในกุฎิริมน้ำ (กุฎิที่คุณครูนนทา อนันตวงษ์ สร้างถวาย) เรื่องงานกฐินอยู่ ท่านบอกให้ไปฉันข้าวที่โรงครัวก่อน พอท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านมาเลี้ยงหมาของท่าน ข้าวเป็นกะละมัง ๆ เลย มาตักทำเองเลย ท่านบอกให้พระเลี้ยง นี่หมามันจะติดสีเหลือง อย่างน้อยก็เป็นเทวดา เสร็จแล้วก็ไปล้างชามท่าน้ำนั่นนะ เลี้ยงปลาอีกที เรียกว่าปลาตะเพียนทอง มันก็มากิน ล้างกะละมัง เสร็จก็กลับ

    เราไปใหม่ก็ไปนั่งรับท่านข้างใน โอ้โห ตาท่านคมกริบ มองเพ่ง… “ไอ้คนสมัยนี้มันบวชเป็นพิธีกรรมเท่านั้นแหละ มันบวชมันกลัวมีเมียไม่ได้มันถึงบวช” ว่าเราหรือเปล่าวะเนี่ย ว่าเราหรือเปล่า แข็งปั๊กลงมาถึงใจเลยนะ ตอนหลังนี่บอกไม่ได้ เป็นความลับ พูดเป็นสาธารณะไม่ได้ โอ้…ท่านจวกปั๋ง ๆ ๆ มาเลย

    1518317104_458_ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    1f52f.png พระราชภาวนาโกศล ช่วยหลวงพ่อสร้างวัด 1f52f.png

    1f6a9.png เมื่อผ่าน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาแล้ว หลวงพ่อก็ดำริกับอาตมาว่า “นันต์ ต่อไปนี้เราก็ควรจะหยุดสร้างกันแล้ว เบากัน ที่เหนื่อยพักผ่อนไว้ ไปช่วยเยี่ยมเขาวัดโน่นวัดนี่ที่เขาเคารพนับถือดีกว่า ไม่เหนื่อย” การก่อสร้างของเราจึงทุเลาลง ท่านจึงให้อาตมา เอากระเบื้องที่โรงงานสระบุรีถวายมาจำนวนมาก ให้เอาไปถวายวัดสุขุมาราม ที่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร จำนวน ๑ คันรถหกล้อ เพราะว่าวัดเราหมดความจำเป็นที่จะสร้างแล้ว

    1f33b.png เมื่ออาตมาเอาสิ่งก่อสร้างบางส่วน ไปถวายวัดอื่นเสร็จไม่กี่เดือน หลวงพ่อก็มีดำริว่า พระพุทธเจ้าท่านให้ลงมือสร้างต่อไป โดยขยายที่ไปทางข้างโรงพยาบาล ซื้อที่ข้างนั้นกว่า ๓๐ กว่าไร่ และซื้อที่รอบศาลา ๓ ไร่ปัจจุบัน ศาลา ๒ ไร่ ชื้อที่ครบไปเลย ตอนนี้เองเมื่อลงมือก่อสร้างรุ่นหลังนี้ ท่านสร้างคราวเดียวพร้อมกัน ใช้ช่างหรือคนงานประมาณ ๓๐๐ คนเห็นจะได้ เพราะขึ้นทีเดียวพร้อม ๆ กัน

    1f339.png ท่านเล่าว่า สมเด็จ คือ พระพุทธเจ้าให้ท่านสร้างให้ลุยงานไปเลย ท่านบอกเรื่องเงินท่านจะหาให้ หลวงพ่อก็สั่งเกรดที่ ปรับที่ คือตัดต้นไม้ที่ไม่มีความจำเป็นออก ใช้รถแทรกเตอร์ไถลุยสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้แต่ต้นไม้ใหญ่ ๆ ตรงที่ศาลา ๓ ไร่ ปัจจุบันก็ดี ตึกอำนวยการและพระจุฬามณีก็ดี ตึกกลางน้ำก็ดี แถวนั้นเป็นที่ลุ่มบ้าง ท่านก็สั่งแทรกเตอร์ขุดลานดินไปถมเป็นเนิน ทำเป็นสระแล้วปลูกอาคารในสระที่ท่านเรียกว่า ตึกกลางน้ำก็ดี ตึกธัมมวิโมกข์ก็ดี ตึกอำนวยการก็ดี พระจุฬามณีก็ดี ศาลาพระนอนก็ดี ขึ้นพร้อมกันเลย ใช้คนงานมากหลายช่าง ท่านลุยงานใหญ่ทำพร้อมกันเลยทีเดียว เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก

    1f343.png เมื่อทำงานอย่างนั้นแล้ว ลูกศิษย์เข้ามารายงานตัวก็มาก คนเริ่มสนใจพระกรรมฐานเพิ่มขึ้น คนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพิ่มขึ้น จนการทำงานกฐินแต่ละคราว ที่พระพินิจอักษรปัจจุบันนั้นเต็ม ไม่พอต้อนรับญาติโยม ท่านเลยดำริสร้างศาลา ๒ ไร่ขึ้นอีก ๑ หลัง คือใช้เนื้อที่ ๒ ไร่เพิ่มขึ้น เมื่อการก่อสร้างเพิ่มขึ้นคนปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องก่อสร้างสาธารณประโยชน์ ห้องพักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหลวงพ่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างนั้น ก็เริ่มสร้างพระขึ้นมา เรียกว่า “พระชำระหนี้สงฆ์” คือสร้างไว้ตามกำแพงที่วัด เริ่มแรกข้างศาลา ๓ ไร่ก่อน เรื่องพระชำระหนี้สงฆ์นั้น เป็นพระที่สร้างชำระหนี้สงฆ์ในอดีตทั้งหมดของตัวเอง คือคนเราเกิดมานั้น ไม่ทราบว่าจะมีกรรมอะไรมาบดบัง ทำให้เกิดความขัดข้องหมองใจ ความขัดข้องในการทำธุรกิจ ความขัดข้องใจอยู่ไม่เป็นสุขก็ดี อาจเนื่องมาจากเคยหยิบเอาของสงฆ์มาใช้ในอดีต องค์สมเด็จพระบรมครูจึงแนะนำหลวงพ่อให้สอนวิธีชำระหนี้สงฆ์ให้แก่ลูกศิษย์

    1f33f.png เมื่อท่านสร้างศาลา ๒ ไร่เสร็จ ก็มาสร้างศาลา ๓ ไร่ เมื่อสร้างศาลา ๓ ไร่เสร็จก็มาจบที่ป่าไผ่ เป็นที่โรงอาหารแถวนั้น ให้สร้างกุฏิรอบนอกเสร็จ ก็ซื้อที่หลังวัดไปอีกเป็น ๑๐๐ ไร่ เรียกว่าเป็นป่า ๑๐๐ ไร่ ท่านก็สั่งให้สร้างหอไตร มีพระยืน ๓๐ ศอก เมื่อช่างสร้างผนังแล้ว ก็ให้สร้างอาคารใช้พื้นที่ ๒๕ ไร่ ๓ แถวขึ้น และสั่งทำกำแพงล้อมรอบวัด การสร้างกำแพงวัดมีประวัติว่า รอบวัดด้านนอกนี่ยาวประมาณร่วม ๒ กิโลเมตรละมัง ประมาณนั้น เพราะที่คด ๆ เคี้ยว ๆ ที่ซื้อหลายเจ้าของไม่ติดไม่ต่อกัน แต่เมื่อติดต่อกันแล้วก็เป็นที่คด ๆ เคี้ยว ๆ ก็สร้างกำแพงรอบนอก

    หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ที่สร้างกำแพงรอบนอกเป็นเขตของวัดนั้น ท่านว่าภายภาคหน้าจะมีปัญหา พระท่านมาสั่งให้สร้าง เมื่อสร้างเสร็จ ก็สร้างรอบนอกชั้นเดียวไปก่อน ก็ให้สร้างเลาะพื้นที่ไปเลย เทลาดยาวรอบนอก รอบที่รอบรั้วกำแพงวัด ท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่า เมื่อสร้างเสร็จ เทวดาที่ปกปักรักษาสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ จะขนสมบัติเข้ามาในพื้นที่วัดทั้งหมด เพื่อจะให้ฝากไว้ในเขตของสงฆ์ จะได้ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลว่าใครจะมาเอาสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิไปใช้ ท่านจะช่วยหาเงินด้วย

    1f384.png เมื่อท่านทำกำแพงรอบนอกเสร็จชั้นเดียว คือสูงประมาณ ๒-๓ เมตร เสร็จแถวเดียวก่อน หลวงพ่อท่านบอกว่า พระมาบอกให้สร้าง ๒ ชั้น ให้ทำทางเดินรอบ หลวงพ่อท่านก็บอกว่า เหนื่อย ไม่อยากทำ ท่านก็ทำชั้นเดียวไปก่อน เมื่อทำช่วงนั้นเสร็จ ท่านก็มาเทพื้นคอนกรีตทั้งหมดในวัดที่มีส่วนอยู่ สร้างศาลา ๑๒ ไร่ขึ้นมา สร้างศาลา ๔ ไร่ ติดกับ ๒ ไร่ เพิ่มขึ้นมา สร้างอาคารรอบ สร้างรั้ว สร้างรอบหมด

    1f33e.png เมื่อหลวงพ่อท่านสร้าง ส่วนศาลา ๒๕ ไร่ยังไม่สร้าง ท่านก็สร้างโรงเรียนฝั่งตรงข้ามพระจุฬามณี มีหอพักรับนักเรียนมาอยู่ประจำ มีการให้ทุนการศึกษา เมื่อจบมัธยม ๖ แล้ว ถ้าเด็กสอบติดมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะให้ทุนเด็กนั้นคนละ ๗ หมื่น ๒ พันบาท จนจบปริญญาตรี ๔ ปี แต่ทยอยให้เดือนละ ๑,๕๐๐ ตลอดไป แต่เด็กนั้นจะต้องประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตั้งใจเล่าเรียน

    1f338.png เมื่อสร้างโรงเรียนยังไม่ทันเสร็จ ก็ซื้อที่หลังโรงพยาบาลประมาณ ๒๗ ไร่ สร้างมหาวิหาร ๑๐๐ เมตรขึ้นปัจจุบันนี้ โดยสร้างใช้เวลา ๒ ปีเสร็จ มีกำแพงล้อมรอบ มีพระพุทธรูป มีวิหาร มีมณฑปแก้วหน้าพระวิหาร ๒ หลัง เทพื้นคอนกรีตทั้งหมดหน้าพระวิหารใช้เวลา ๒ ปี โดยช่าง ๓ ช่างรวมกัน ใช้คนงานประมาณ ๑๐๐ คน

    ⚛เมื่อสร้างมหาวิหาร ๑๐๐ เมตรเสร็จ ก็มีดำริจะสร้างมณฑปวิหารสมเด็จองค์ปฐม มีการหล่อรูปสมเด็จองค์ปฐม⚛

    1f33a.png มีอยู่คราวหนึ่ง อยู่ตึกกลางน้ำกันก็จะไปทำบุญ หลวงพ่อท่านลงฉันแล้ว เราก็ต้องออกผ่านท่าน ไปถึงบอก “หลวงพ่อครับ เขานิมนต์ผมเปิดร้าน เขาเจิมกันยังไงครับ” เราไม่รู้เรื่องเลยนี่ ถามอีก “หลวงพ่อครับ เจิมกี่จุดครับ เห็นเขาเจิมกันหลายจุด ใช่ไหม…” ท่านบอก “เออ…เจิม ๓ จุดเท่านั้นนะ นึกถึง พระรัตนตรัยมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” ถามอีก “แล้วไอ้ที่ขมวด ๆ ข้างบนน่ะอะไรครับ” ท่านก็บอก “พอจุด ๓ จุดแล้วเขียนอุณาโลม ก็ว่า อุณาโลมา ปะชานะเต แล้วว่าคาถา สัมปจิตฉามิ” จะถามอีกว่า แล้วจะม้วนข้างหน้า หรือม้วนข้างหลังครับ ก็กลัวโดนดุเลยไม่ถาม “นะโมพุทธายะ” ตอนครูบาอาจารย์อยู่ไม่เคยสนใจพวกนี้ เพราะไม่คิดจะเลียนแบบครูบาอาจารย์ ใช่ไหม…

    ✴พระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ) วัดท่าซุง อุทัยธานี

    -ช่วยหลว.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    การวัดบารมีของตนเอง

    เราก็มาวัดถึง บารมีของพวกเรา.. บารมี พระพุทธเจ้าทรงจัดไว้เป็น ๓ ระดับ คือ
    ๑. บารมีต้น ท่านเรียกว่า บารมี เฉย ๆ

    .. คนที่มีบารมีต้น เต็มบ้าง ไม่เต็มบ้าง เต็มก็ดี ถ้าไม่เต็ม พร่องมากเกินไป คนประเภทนี้ เขาจะเจริญกรรมฐานไม่ได้

    .. บารมี แปลว่า เต็ม แต่ว่า พระพุทธเจ้า ให้แปลว่า กำลังใจเต็ม บารมี ก็คือ กำลังใจมันเต็มพร้อมในขั้นไหน ถ้าเต็มพร้อม ในขั้นต้น หรือ ไม่เต็มในขั้นต้น พวกนี้ ยังเจริญพระกรรมฐานไม่ได้ กำลังใจไม่พอ.

    .. ถ้าเราไปชวนเขาเจริญพระกรรมฐาน เขาจะบอกว่า ไม่ว่างละ จิตไม่สงบบ้าง ใช่ไหม.

    ๒. ทีนี้ อุปบารมี

    .. อุป แปลว่า เข้าไป หรือ ใกล้ ใกล้จะเต็ม หรือ เข้าไปเพื่อเต็ม เป็นบารมีขั้นกลาง

    .. คนที่มีบารมีขั้นกลาง เวลาถ้าชวนเจริญกรรมฐาน เขาสามารถเจริญได้ แต่ว่า เขาฝึกฝนจริง ๆ

    .. ถ้าเราชวนไปนิพพาน เขาจะบอกว่า เขายังไม่พร้อมไปพระนิพพาน จำให้ดีนะ ทุกคนนะ ลองไปถามใครดูบ้างก็ได้ เขายังไม่พร้อมที่จะไปพระนิพพาน.

    * โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเขาจะฝึก มโนมยิทธิ อย่างพวกเรา เขาจะไม่สามารถเข้าเขตนิพพานได้ ใช่ไหม

    * พวกไปถึงนิพพานไม่ได้ มีเยอะนะ พวกนี้จะเข้านิพพานไม่ได้ เพราะ บารมีไม่ถึง ถึงแม้จะใช้กำลังหนักแน่น ขนาดไหนก็ตาม เขาจะใช้อารมณ์ผิด มันจะพลาด จะไปแค่สวรรค์ แค่พรหมโลก อันนี้ เขาอาจจะไปได้ แต่ว่า ชวนไปพระนิพพาน เขาขึ้นไม่ถึง มันมืด.

    ๓. ทีนี้ พวกที่มีบารมีเป็น ปรมัตถบารมี

    .. ปรมัตถบารมี นี่ พร้อม หรือ ใกล้ หรือ มีโอกาสเข้าพระนิพพานได้ พวกนี้จะเข้าเขต นิพพาน ได้.

    .. ถ้าเข้าเขตนิพพานได้ แต่ก็ต้องสังเกต ในเขตนิพพาน เรามีวิมานไหม

    * ถ้าเรามีวิมานอยู่ที่นิพพานแน่นอนแล้ว มาดูที่พรหม วิมานเรามีไหม มาดูที่สวรรค์ วิมานเรามีไหม ถ้าวิมานที่สวรรค์ไม่มี วิมานที่พรหมโลกไม่มี มีแต่ที่นิพพานอย่างเดียว อันนี้ ชาตินี้เรามีโอกาส ไปนิพพานได้แน่นอน…”

    จากหนังสือ “คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง” เล่มที่ ๔๙ หน้าที่ ๓๑
    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1518706866_612_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  5. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “…เคยปรากฏมาในเรื่องหนึ่งว่า ภิกษุชาวเมืองปาฐา เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเณรองค์หนึ่งอายุ ๗ ปี นั่งอยู่หน้าวิหาร พระพวกนั้นเวลาจะเข้าไปก็จับหัวเณรถามว่า “เณรน้อย พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่หรือเปล่า” สามเณรก็กราบเรียนว่า “อยู่ขอรับ” ท่านก็เข้าไป องค์สมเด็จพระจอมไตรเห็นพระทั้งหลายเหล่านั้นจะมีโทษหนัก เพราะว่าสามเณรองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ จึงได้ถามภิกษุชาวปาฐาว่า”ท่านเข้ามานี่ เห็นพระมหาเถระนั่งอยู่หน้าวิหารหรือเปล่า” พระทั้งหลายเหล่านั้นก็กราบทูลองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ไม่เห็นพระพุทธเจ้าข้า” แล้วก็บอกว่านั่งอยู่ที่หน้าประตูเห็นแต่เณรตัวเล็กๆ อายุประมาณ ๗ ปี องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงได้ตรัสว่า “นั่นคือ พระมหาเถระ เพราะเป็นพระอรหันต์แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายจงไปขอขมาโทษเสีย เพราะการทำล่วงเกินพระอรหันต์มีโทษหนัก”

    จาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๖๙ หน้า ๒๕
    โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1519131846_571_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นอนิจจัง
    มันเป็นของไม่เที่ยง มีสภาวะไม่ทรงตัว
    ถ้าเราไปยึดถือมันเข้า มันก็เป็นทุกขัง คือเป็น
    อาการของความทุกข์ เนื้อแท้ของมันจริงๆ ต้อง
    สลายตัวหมด ที่เรียกว่า อนัตตา

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1519137064_941_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    1f52f.png คำไว้อาลัยพระครูใบฏีกาสมพงษ์ สมจิตฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดท่าซุง
    ของท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล 1f52f.png

    1f4a5.png ความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอดทน ของพระครูใบฏีกาสมพงษ์ สมจิตฺโต 1f4a5.png

    1f6a9.png อาตมาจะกล่าวถึงพระครูใบฏีกาสมพงษ์ สมจิตฺโต เพื่อนภิกษุรุ่นน้องของอาตมา ได้ถึงการมรณภาพลง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ท่านเป็นพระที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนามั่นคง ได้อุทิศตนบวชด้วยความเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และครูบาอาจารย์ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความจริงใจ

    1f31f.png การที่ท่านได้มาอยู่วัดท่าซุงนั้น อาตมากับพระครูใบฏีกาสมพงษ์ฯ เคยอยู่ร่วมใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ สมัยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ อาตมาอยู่ตึกเดียวกับหลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ ที่ตึกกลางนํ้า ส่วนท่านพระครูใบฏีกาสมพงษ์ฯ นั้น พักอาคารติดกันที่ตึกธัมมวิโมกข์ ตอนเช้าเราก็ฉันภัตตาหารเช้าร่วมกันที่ตึกธัมมวิโมกข์

    1f33f.png พระครูใบฎีกาสมพงษ์ฯ มีความรู้ดี และมีความสนใจในธรรมะดี ก็มาทำหนังสือธัมมวิโมกข์ ทำต้นฉบับอาร์ตเวิร์ค เข้ารูปเล่มกันที่ตึกนี้ หูของท่านจะต้องเสียบหูฟัง ฟังเทปของหลวงพ่อตลอด มีความรู้แน่น มีความเข้าใจในธรรมะดี ท่านก็จะมีโอกาสรับใช้หลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ ทุกวาระ แม้จะอยู่เมืองไทย อยู่ที่ต่างประเทศ หรืออยู่สถานที่ต่าง ๆ ก็ดี หลวงพ่อก็จะนำท่านไปด้วยเสมอ ๆ

    1f340.png มีการเล่าสู่กันเป็นการภายในคณะศิษย์ของหลวงพ่อว่า “ท่านเคยเกิดในสมัยฮิตเลอร์ เป็นทหารคนสำคัญในการจัดการรบสมัยนั้น” โดยหลวงพ่อเป็นผู้เล่าให้ฟัง ท่านจึงเป็นคนที่มีระเบียบวินัยเข้มแข็ง ทำงานแล้วต้องทำงานอย่างดี

    1f343.png สมัยท่านสอนลูกศิษย์ของท่านที่อยู่โรงเรียนพระสุธรรมฯนั้น ท่านมีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอดทน มีความจริงใจต่อลูกศิษย์ มีความปรารถนาดี จิตใจกว้างขวางกับลูกศิษย์ทุกคน ถ้ามีสิ่งใดที่เป็นความรู้เป็นประโยชน์กับลูกศิษย์ ท่านจะให้หมดเลย อุทิศทั้งตัวทั้งใจทั้งกายทั้งทรัพย์ทั้งสิน จะสงเคราะห์ด้วยให้ด้วยความจริงใจ

    1f384.png ฉะนั้น ก็จะถือว่าทางวัดท่าซุง ได้ขาดพระที่มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาไปอีกหนึ่งองค์ ส่วนตัวแล้วอาตมากับท่านคุยกันเสมอ บ้านเกิดท่านอยู่ที่ตำบลทองเอน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ท่านมีพี่น้องหลายคนอาตมารู้แต่คร่าว ๆ ว่าท่านมีพี่ชาย เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นนายอำเภออยู่ท่านหนึ่ง

    1f38b.png ท่านเล่าให้ฟังว่า พี่ชายนั้นไปเรียนหนังสือที่ในกรุงเทพฯ เรียนหนังสือนั้นไม่ไหวกลับมาอยู่บ้าน คุณพ่อท่านเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เรียกพี่ชายว่า “ลูกเรียนหนังสือไม่ไหวหรือ ลูกก็บอกว่าไม่ไหว เมื่อไม่ไหวก็ดีแล้วลูกเอาควายไปเลี้ยง” เพราะสมัยโบราณเมื่อ ๖๐ – ๗๐ ปีก่อนนั้น เครื่องยนต์กลไกไม่ค่อยมี เอาควายไปเลี้ยง เมื่อเอาควายไปเลี้ยงแล้ว ร้อนหนักๆ เข้า ก็เอาควายเข้าร่ม ทำๆ อย่างนี้หลายๆ วัน

    1f386.png พ่อก็รู้แล้วว่าลูกให้เรียนหนังสือก็ไม่เอา เลี้ยงควายก็ไม่เอา จับลูกชายคนโตมัดมือแล้วเอากิ่งมะขามเฆี่ยน แล้วสั่งสอนไปด้วยว่า “กูให้มึงไปเรียนหนังสือ ให้มีความรู้ จะได้ไม่ต้องมาลำบากเหมือนกู แต่มึงก็ไม่เอา” ตีไปสั่งสอนไป ลูกชายก็รับปากว่าต่อไปจะไปเรียนหนังสือ ผลสุดท้ายก็ต้องไปเรียน จบเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

    ✨ก็ได้ส่งเสียน้อง ๆ ให้มีการศึกษาดีทุกคน เป็นครูบาอาจารย์ เป็นวิศวกร และอีกหลาย ๆ คนมีอาชีพที่มั่นคง มีฐานะ มีความเป็นอยู่ดี มีความรู้ในหมู่ชน ท่านพระครูใบฎีกาสมพงษ์ฯ ก็เล่าให้ฟังอยู่

    1f387.png อาตมากับท่านพระครูใบฎีกาสมพงษ์ฯ สนิทกัน ปัญหาส่วนตัวหรือเรื่องต่างๆ ก็ถือว่าเราได้คุยกันอย่างใกล้ชิดเสมอมา ในขณะนี้ท่านถึงกาลมรณภาพลง ทำให้อาตมาเศร้าใจว่าคนที่ใกล้ชิดสนิท ได้จากเราไปอีกท่านหนึ่ง ปีนี้ที่วัดท่าซุงเป็นปีที่เศร้าพอสมควร เพราะว่าเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ พระใบฏีกาประทีป อตฺถทสฺสี มรณภาพ และฌาปนกิจวันเสาร์ที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๔

    ❄มาวันนี้วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ เป็นวันที่พระครูใบฏีกาสมพงษ์ฯ มรณภาพลง ในเดือนเดียวกับพระใบฏีกาประทีปฯ ทำให้อาตมาเศร้าใจ นึกถึงตัวเองว่า “ก็วันหนึ่งก็คงจะได้เป็นงานของตัวเองบ้าง” ก็หวังว่าญาติโยมทั้งหลายที่อ่านบ้าง หรืออ่านแล้วก็คงสะดุดนึกถึงตัวเองบ้าง เพื่อจะได้ไม่ประมาทในชีวิต เตรียมความตายได้มากันทุกคน

    1f397.png ฉะนั้น เมื่อมีสติดี ๆ มีปัญญาดี ๆ มีสมองดี ๆ ก็ควรขวนขวายทำความดีเสียให้ทรงตัว เมื่อความดีทรงตัว เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะไปสู่สุคติ ถ้าเราไม่เตรียมตัวไว้ปัญหาภายภาคหน้าเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ก็จะเป็นที่ไม่แน่นอน หวังว่าญาติโยมและเพื่อนพระภิกษุก็คงจะมีสติ ไม่ประมาทในชีวิต ก็ขออำนวยพรให้แก่ทุกท่านจงประสพแต่สุข พ้นทุกข์ในวัฏสงสารทุกท่านทุกคน เทอญฯ

    ✴พระครูปลัดสุวัฒนสมาธิคุณ (อนันต์ พทฺธญาโณ)
    เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง)
    ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  8. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
  9. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
  10. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “การเจริญกรรมฐานนี่เป็นปรมัตถปฏิบัติ ถ้าคนที่มีบารมีความดีต่ำ เขาไม่มาหรอก ต้องเป็นคนมีบารมีสูงเขาถึงจะมานะ เพราะ
    ว่าคนเดินทางเข้าใกล้นิพพานน่ะ เขาจะมากัน”

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1519915022_699_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  11. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “…การขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัยนี่ มีความสำคัญมากเพราะว่าเรารู้ไม่ได้ว่าพระก็ดีหรือคนก็ดีที่เราไปพบเข้าไม่ทราบว่าเขาจะเป็นพระอริยเจ้าหรือเปล่า ถ้าหากเราไปล่วงเกินกับพระอริยเจ้าเอง ไปขอขมาเป็นส่วนตัวไม่ได้ การขอขมาเป็นส่วนตัวไม่มีผล ต้องขอขมาตรงต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะมีผล..”

    จาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๒๗๕ หน้า ๕๔ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  12. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
  13. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “…จงอย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น เขาจะดีเขาจะเลวอย่างไร มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน ชาวเมืองเขา อย่าใช้อารมณ์เข้าไปยุ่งไปเกี่ยว เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือ อัตตนา โจทยัตตานัง
    จงกล่าวโทษโจทความผิดตัวเองไว้เสมอนั่นก็หมายความว่า ดูความดีหรือความชั่วของตัวเอง ความดีไม่ต้องไปดู ดูแต่ความชั่ว
    ในเมื่อชั่วมันไม่มีมันก็เหลือแต่ดี…”

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1520520005_984_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  14. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “…บรรดาลูกหลานที่รักที่ไม่ควรจะห่วงใยขันธ์ ๕ จนเกินไป งานทุกอย่างที่เรามีอยู่ถือว่าทำตามหน้าที่ แต่อีกส่วนหนึ่งของกำลังใจก็คือความดี เราต้องรักษาไว้ เป็นอันว่าเรารักษาความดีทั้งสองอย่าง คือโลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย…”

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1520525164_803_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  15. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “ชาตินี้พวกเราควรจะพอกันเสียที เกิดทุกชาติ ก็ตายทุกชาติ เคยเป็นใหญ่ เคยเป็นกษัตริย์ มีทรัพย์สมบัติมากมายเอาติดมาไม่ได้เลย” พระหรือคนก็ตาม ถ้าทำอารมณ์จิตถึงที่สุดได้ ก็อย่าลืมว่า ถ้าขันธ์ ๕ มันยังอยู่ ภาระก็ยังมี นี่เราไม่ห่วงจริง แต่เราก็ต้องทำงานตามหน้าที่ ฉะนั้น ความหนักในขณะที่ยังทรงขันธ์ ๕ มันจึงยังมีอยู่ แต่ทว่าจิตที่ยังทรงขันธ์ ๕ อยู่ควรจะทำอารมณ์ให้เบา เหมือนกับที่มาอยู่นิพพาน ให้พยายามรักษากำลังใจว่า ที่เราทรงขันธ์ ๕ อยู่ ให้เหมือนกับว่าเราละขันธ์ ๕ ไปอยู่ที่นิพพาน คือ อย่าให้มีอารมณ์ยุ่ง หน้าที่ก็ให้มันเป็นหน้าที่ จิตจงอย่ายุ่ง ทำทุกอย่างเพื่อเราละโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก ซึ่งเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่คอยทำอันตรายเรา เราต้องการอย่างเดียว คือ พระนิพพาน ข้อสำคัญจงจำไว้ว่า จงอย่าคิดว่าเราดีไว้เสมอ มองดูความบกพร่องของจิตว่าจิตเราบกพร่องตรงไหน พยายามแก้ไขให้สู่ระดับความดี อย่างนี้เป็นความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงต้องการ จำไว้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง ถ้าเราเกาะความไม่เที่ยง มันก็ทุกข์ แต่ทว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม อนัตตามันก็เข้ามาถึง อย่ายึดอย่าถือว่า มันเป็นเรา เป็นของเรา คิดไว้เสมอว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่เราจะอยู่กับมัน

    จากหนังสือเรื่องจริงอิงนิทาน (พิเศษ) โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1521123665_523_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  16. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    อานิสงส์การสวดมนต์
    ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ สวดมนต์แบบในใจ กับ สวดมนต์แบบออกเสียง อานิสงส์เท่ากันไหมคะ…?”

    หลวงพ่อ :- “ไม่เท่าหรอก เพราะมันเหนื่อยไม่เท่ากัน…อานิสงส์ ถ้าแปลตามความหมายแปลว่า ผลที่จะพึงได้รับ ลีลาการสวดมนต์ในใจก็ไม่แน่ สุดแท้แต่คน บางคนนึกในใจ จิตเขาฟุ้งซ่าน ใช่ไหม…บางคนออกเสียงเหนื่อยเกินไป ในใจดีกว่า

    ก็รวมความว่า สุดแล้วแต่ ทำอย่างไหนจิตจะมีสมาธิดีกว่ากัน บางคนนึกในใจไม่ได้หรอก จิตฟุ้งซ่าน ต้องว่าออกเสียงดังๆ

    ถ้าอย่างหลวงพ่อออกเสียงดังไม่ดี นึกในใจดีกว่า ก็สุดแล้วแต่คนนี่ ผลก็ต้องอยู่ที่ว่าคนใดจิตมีสมาธิดีกว่า และสวดมนต์ได้ดีกว่ากัน ต้องถือตามนั้นนะ

    การสวดมนต์มีอานิสงส์ใหญ่ สวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ อานิสงส์ใหญ่จริงๆ อยู่ที่เจตนา จิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง และเวลาสวด สวดด้วยความเคารพจริง ถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ ถ้าสวดว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจ ว่าส่งเดช อย่างนี้ว่ามากก็มีอานิสงส์น้อย

    ทีนี้ถ้าจะถามว่า สวดมนต์ กับ ภาวนา อย่างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่ากัน?

    ถ้า สวดมนต์ อย่างเก่งก็แค่อุปจารสมาธิ ถ้า ภาวนา สั้นๆ จิตเป็นฌานได้ ต่างกัน ทีนี้ถ้าคนภาวนาส่งเดชก็ไม่เป็นเรื่องเหมือนกัน แต่ภาวนาส่งเดชก็ดีกว่าไม่ภาวนาเลย ใช่ไหม…”

    ชอบสวดมนต์

    ผู้ถาม :- “หลวงพ่อเจ้าขา คนที่ชอบสวดมนต์ แต่ไม่เคยเจริญพระกรรมฐานเลย แต่อธิษฐานว่า ตายเมื่อไรขอไปนิพพานทันที อย่างนี้เขาจะไปได้หรือเปล่าเจ้าคะ…?”

    หลวงพ่อ :- “ถ้าเขากำลังใจดี เขาไปได้นะ ถ้านั่งสวดมนต์ก็กรรมฐานนี่ สวดมนต์อย่างต่ำเป็นอุปจารสมาธินะ ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิเราสวดไม่ได้ กรรมฐานไม่ใช่ว่าต้องนั่งหลับตาเสมอไป

    ที่เขาอธิษฐานจิตว่า ถ้าเขาต้องการไปนิพพานชาตินี้ การสวดมนต์ถือว่าเป็นสมถภาวนาด้วยนะ ถ้าเขาเกิดมีปัญญา คิดว่าการเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ไม่สบายก็ทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็ทุกข์ ความตายก็ทุกข์ ความทุกข์อย่างนี้ไม่ต้องการมีต่อไปอีกในชาติต่อไป อย่างนี้ตายแล้วไปนิพพานได้แน่ ปัญญาถึง”

    วิ่งสวดมนต์

    ผู้ถาม :- “เวลาประมาณตี ๕ ลูกได้ออกมาวิ่งออกกำลังกาย ในขณะที่วิ่งลูกก็สวดมนต์ไปด้วย ตัดขันธ์ ๕ ไปด้วย มาวันหนึ่งคิดว่า ทำไปทำมา เอ…สติจะเสียหรือเปล่า ชักไม่ไว้ใจตัวเอง”

    หลวงพ่อ :- “เขาทำถูกแล้วไม่เสีย นั่นสติดี นั่นดีมากจริงๆ แบบจงกรม เขาวิ่งนี่ฉันเคยใช้นะ ใช้ก็สะดวกดี เมื่อก่อนก็เดิน เดินช้าหน่อย ต่อมาก็เร็ว หนักๆ เข้าในป่าไผ่ ล่อกันครึ่บๆ วิ่ง…วิ่งแบบกวดหมานะ วิ่งกวดวัวแต่หนีหมา

    ปรากฏว่ามีท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งย่องแอบไปเห็นเข้า ก็ฟ้องหลวงพ่อปาน “พระ ๓ องค์ วิ่งกันพรึ่บๆ ไม่เป็นพระเป็นเจ้า”

    หลวงพ่อปานเลยสวดเอาว่า เขาทำในป่าแล้วเสือกเห็นทำไม…ท่านบอกว่าปากหมา นั่นเขาทำกรรมฐานกัน สังเกตไหม…เขาวิ่งเขาไม่ได้วิ่งส่งเดช เขาวิ่งภาวนาไปด้วย

    นี่เหมาะสำหรับพระที่ไปธุดงค์หรือคนเดินป่า เพราะอะไรรู้ไหม…เวลาเสือกวดเรา เราวิ่งหนีเป็นตัวคุมสติให้อยู่ นี่ทำถูกต้องแล้วนะ สังเกตไหม…แค่จงกรมธรรมดา สมาธิยังไม่เสื่อมเลย ต้องถือว่าเก่งมาก น่าจะฝึกอภิญญา”

    ผู้ถาม :- “อย่างนี้ฝึกได้จริงๆหรือครับ?”

    หลวงพ่อ :- “ฝึกได้ จะได้หรือไม่ได้ไม่รู้ เอางี้ซิ ว่างๆ ก็ตั้งเวลาไว้โก้ๆ สัก ๑ ชั่วโมง นั่งบ้าง นอนบ้าง ภาวนาว่า สัมปจิตฉามิ เป็นอภิญญาตรง”

    จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๔ หน้า ๕๘-๖๑ โดย หลวพ่อพระราชพรหมยาน

    1521128944_116_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  17. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    กรรมฐาน อย่าทำเพื่ออวด

    การเจริญพระกรรมฐาน อย่าทำเพื่ออวด ถ้าไม่มีความจำเป็นอย่า แสดงตนให้เขารู้ว่าเราเป็นนักเจริญพระกรรมฐาน เวลาที่ทำจิตสงบสงัด หาที่ลับเป็นเครื่องกำบังบุคคลไม่ให้เห็น ถ้าหากว่าเราเห็นว่ามันมิดชิดแล้ว นั่นเขาจะมาเป็นเรื่องของเขา ถ้าทำให้ชาวบ้านเขาเห็น บางวาระจิตมันคิดจะอวดเป็นมานะเป็นกิเลสหนัก ไม่สมควร นักเจริญพระกรรมฐานจงอย่าเป็นผู้มีกังวล คือในขณะที่ทรงจิตเพื่อสมาธิ อย่ามีความห่วงใยใด ๆ ทั้งหมด กิจการงานที่จะพึงทำประตูหน้าต่างที่จะพึงปิด ก็ปิดเสียให้เรียบร้อย อย่าเปิดไว้ จะได้ไม่มีการระแวงสงสัยฟืนไฟที่มันจะไหม้ได้ ก็พยายามดับเสียให้หมดจะได้ไม่สงสัยในกิจการงาน จิตไม่ห่วงงาน จิตจะได้มีความสุข

    จากหนังสือโอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 หน้า 9 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1521471186_960_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  18. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    เรื่อง “พิจารณาก่อนปฏิบัติ”..

    .. การปฏิบัติเพื่อเอาดีจริงๆ การ
    เริ่มต้นของการปฏิบัตินอกจากศีล
    บริสุทธิ์แล้ว ก่อนที่จะภาวนา “ให้ใช้
    ปัญญาพิจารณาความเป็นจริงของ
    ร่างกายเสียก่อน” คิดว่า

    การเกิดของเราแต่ละชาติเป็นทุกข์
    เรื่องทุกข์นี่ให้มองดูกันเองนะ เพราะ
    เห็นทุกข์กันอยู่ทุกวัน “คนไม่เห็นทุกข์
    นั่นหมายถึงว่าตั้งหน้าตั้งตาลงนรก”
    เพราะ “จิตมันไม่ยอมรับนับถือกฎ
    ของความเป็นจริง”

    เราต้องมองเห็นและพิจารณาว่า
    “การเกิดนี่มันเป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์
    ป่วยไข้ไม่สบายก็ทุกข์ พลัดพราก
    จากของรักของชอบใจก็เป็นทุกข์
    ตายก็ทุกข์”

    เวลานี้เราพบพระพุทธเจ้าแล้ว
    พระพุทธเจ้า คือคำสอนขององค์
    สมเด็จพระชินวรก็ไปนิพพาน พระ
    อรหันต์ทั้งหลายไปนิพพานนับ
    ไม่ถ้วนก็เคยปฏิบัติอย่างนี้

    ฉะนั้น นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
    “เราจะไม่มีความอาลัยในชีวิตและ
    ร่างกายของเรา เราจะไม่สนใจร่าง
    กายของบุคคลอื่น เราจะไม่สนใจใน
    วัตถุธาตุใดๆ เราจะทำจิตของเรา
    ให้ผ่องใส มีพระนิพพานเป็นอารมณ์”

    ถ้าบังเอิญมันจะตายในขณะ
    ที่เรานั่งนี่ก็เชิญ ร่างกายตายแต่ใจ
    เราไปพระนิพพานตัดสินใจอย่างนี้
    ไว้ก่อน หลังจากนั้นก็ภาวนา ..

    พระราชพรหมยาน

    1521476344_673_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  19. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    คนถึงแม้ว่าจะทำบุญหนัก แต่ว่าเวลาจะตาย
    บังเอิญจิตไปนึกถึงอกุศลเข้าอย่างใดอย่างหนึ่ง
    อกุศลก็จะพาลงไปอบายภูมิก่อน ฉะนั้นจึงมีความจำเป็น
    จะต้องเจริญสมาธิ คำว่าสมาธินี่แปลว่าการตั้งใจ

    … อย่างที่ท่านทั้งหลายทำบุญกันนี่ก็จะบอกว่า
    อุ้ย…หลวงพ่อมาทีไร ฉันก็ถวายสังฆทานทุกที
    การถวายสังฆทานแต่ละครั้งมีสิทธิไปเกิดบนสวรรค์ชั้นที่ ๕
    เรียกว่า นิมมานรดี หรือถ้าจะไม่ไปก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี
    บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เราอาจจะเผลอได้
    ตามบาลีว่า “เอกะ จะรัง จิตตัง” จิตดวงเดียวเที่ยวไป

    จิตน่ะมันรับอารมณ์เดียว เวลาที่เรารัก คนที่เรารัก
    สัตว์ที่เรารัก เขาจะทำเลวขนาดไหนก็ตาม เราก็ยังรัก
    ถึงเวลาโกรธขึ้นมา ทำดีขนาดไหน มันก็เกลียดใช่ไหม
    ไม่นึกถึงความดีของเขา ก็รวมความว่าจิตมันรับอารมณ์เฉพาะ
    ฉะนั้น ถ้าหากว่าถ้าจิตออกจากร่าง
    ถ้าบังเอิญไปพบอกุศลเข้าก็ไปอบายภูมิได้

    ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ฝึกจิตให้มีอารมณ์ทรงตัว
    อันดับแรก ก็กำหนดรู้จับลมหายใจเข้าออก
    หายใจเข้านึกว่าพุท หายใจออกนึกว่าโธ
    แต่ว่าคำภาวนานี่ไม่จำกัดนะ จะนึกพุทโธก็ได้
    นะมะ พะธะ ก็ได้ หรืออะไรก็ได้
    นึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วก็ภาวนา
    เป็นเครื่องโยงใจให้จิตมีงาน
    จิตมีงานในด้านบุญละบาป

    ขณะใดที่จิตรู้ลมหายใจเข้าออก
    จิตไม่คิดถึงเรื่องอื่น เวลานั้นจิตเป็นสมาธิ
    จิตว่างจากกิเลส ขณะใดจิตรู้คำภาวนาอยู่
    อารมณ์อื่นไม่เข้ามาแทรก
    เวลานั้นจิตว่างจากกิเลส มีความดี

    ฉะนั้นขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
    ให้ถือว่าการเจริญสมาธิมีความจำเป็น
    ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
    จงอย่านึกถึงความชั่วที่ผ่านมาแล้ว
    อะไรก็ตามที่มันเป็นบาปอย่านึกถึงมัน
    คิดอย่างเดียวด้านของความดี

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1522409945_82_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  20. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,905
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    พรหมวิหาร ๔

    พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม คำว่าพรหม แปลว่าประเสริฐ เป็นอันได้ความว่า คุณธรรม ๔ อย่างนี้ เป็นคุณธรรมที่ทำผู้ประพฤติปฏิบัติให้เป็นผู้ประเสริฐ คือเป็นมนุษย์ประพฤติธรรม ๔ ประการนี้ ก็เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐโดยคุณธรรม ถ้าตายจากมนุษย์ก็เป็นเทวดาผู้ประเสริฐโดยบุญญาธิการ คือไปเกิดบนชั้นพรหม นอกจากความประเสริฐโดยธรรมในสมัยที่เป็นมนุษย์แล้ว ท่านว่าคุณธรรม ๔ ประการนี้ยังให้อานิสงส์เป็นความสุขแก่ผู้ปฏิบัติถึง ๑๑ ประการ ตามที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค ดังต่อไปนี้

    ๑. สุขัง สุปฏิ นอนหลับเป็นสุข เหมือนนอนหลับในสมาบัติ
    ๒. ตื่นขึ้นก็มีความสุข มีอารมณ์แช่มชื่นหรรษา ไม่มีความขุ่นมัวในใจ
    ๓. นอนฝัน ก็ฝันเป็นมงคล
    ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูติผีทั้งปวง
    ๕. เทวดาและพรหมจะรักษา ให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
    ๖. จะไม่มีอันตรายจากเพลิง ไม่มีอันตรายจากสรรพาวุธและยาพิษ
    ๗. จิตจะตั้งมั่นในอารมณ์สมาธิเป็นปกติ สมาธิที่ได้ไว้แล้วจะไม่เสื่อม จะเจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น
    ๘. มีดวงหน้าผุดผ่องเป็นปกติ
    ๙. เมื่อจะตาย จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สติฟั่นเฟือน
    ๑๐. ถ้ามิได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ ผลแห่งการเจริญพรหมวิหาร ๔ ก็จะส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลก
    ๑๑. มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง ทรงสมาธิ วิปัสสนา และทรงศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นปกติ

    หัวข้อพรหมวิหาร ๔

    ๑ . เมตตา แปลว่าความรัก หมายถึงความรักที่มุ่งเพื่อปรารถนาดี แต่ต้องไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จะเป็นผลตอบแทนทางกำลังใจ หรือวัตถุก็ตาม จึงจะตรงกับคำว่าเมตตาในที่นี้ ถ้าทำไปแล้วหวังตอบแทนบุญคุณด้วย ด้วยการแสดงออกของผู้รับเมตตาหรือหวังตอบแทนด้วยวัตถุ ความต้องการอย่างนั้นถ้าปรากฏในความรู้สึกเป็นเมตตาที่เจือด้วยอารมณ์กิเลส ไม่ตรงต่อเมตตาในพรหมวิหารนี้

    ลักษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึกคุมอารมณ์ไว้ตลอดวันว่า เราจะหวังสร้างความเมตตาสงเคราะห์ เพื่อนที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มีในโลกนี้ทั้งมวล เราจะไม่สร้างความสะเทือนใจ ความลำบากกายให้เกิดมีขึ้นแก่คนและสัตว์ เพราะความสุขความทุกข์ของคนและสัตว์ทั้งมวล เราถือว่าเป็นภาระของเราที่จะต้องสงเคราะห์หรือสนับสนุน ความทุกข์มีขึ้น เราจะมีทุกข์เสมอด้วยเขา ถ้าเขามีสุข เราจะสบายใจด้วยกับเขา มีความรู้สึกรักคนและสัตว์ทั่วโลก เสมอด้วยรักตนเอง

    ๒. กรุณา แปลตามศัพท์ว่า ความสงสาร หมายถึงความปรานี ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ ความสงสารปรานีนี้ ก็มีอาการที่ไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกับเมตตา มุ่งหน้าสงเคราะห์คนและสัตว์ที่มีความทุกข์อยู่ให้หมดทุกข์ตามกำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์เท่าที่จะทำได้ ลักษณะของกรุณา ก็คือการสงเคราะห์ในการให้ปันด้วยวัตถุ ตามกำลังที่พอจะช่วยได้ ถ้าวัตถุของเรามีไม่พอ ก็พยายามแสวงหามาสงเคราะห์โดยธรรม คือหามาโดยชอบธรรม

    ทั้งนี้หมายความว่า ถ้าผู้ที่จะสงเคราะห์ขัดข้องทางวัตถุ ถ้าตนเองแสวงหามาได้ไม่พอเหมาะพอดี ก็แนะนำให้ผู้หวังสงเคราะห์ไปหาใครคนใดคนหนึ่งที่คิดว่าเขาจะสงเคราะห์ เป็นการชี้ช่องบอกทาง ถ้าเขาขัดข้องด้วยวิชา ก็สงเคราะห์บอกกล่าวให้รู้ตามความรู้ ถ้าตนเองรู้ไม่ถึงก็แนะนำให้ไปหาผู้ที่เราคิดว่ามีความรู้พอบอกได้

    ๓. มุทิตา แปลตามศัพท์ว่า มีจิตอ่อนโยน หมายถึงจิตที่ไม่มีความอิจฉาริษยาเจือปน มีอารมณ์แจ่มใสแช่มชื่นตลอดกาลเวลา เห็นใครได้ดีก็ผ่องใส ชื่นอกชื่นใจ มีอาการคล้ายกับตนพลอยได้ด้วย ทั้งนี้อารมณ์ของท่านที่มีมุทิตาประจำใจนั้น คิดอยู่เสมอว่า ถ้าคนทั้งโลกมีโชคดีด้วยทรัพย์ และมีความเฉลียวฉลาดเหมือนกันทุกคนแล้ว โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุขและเยือกเย็น ปราศจากภยันตรายทั้งมวล คิดยินดี ให้ชาวโลกทั้งมวลเป็นผู้มีโชคดีตลอดวันและคืน อารมณ์พลอยยินดีนี้ ต้องไม่เนื่องเพื่อผลตอบแทน ถ้าหวังการตอบแทนแม้แต่เพียงคำว่าขอบใจ อย่างนี้เป็นมุทิตาที่อิงกิเลส ไม่ตรงต่อมุทิตาในพรหมวิหารนี้ ความแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหาร ไม่หวังผลตอบแทนด้วยกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

    ๔. อุเบกขา แปลว่าความวางเฉย ไม่ใช่เฉยตลอดกาล ใครจะเป็นอย่างไรก็เฉย ความวางเฉยในพรหมวิหารนี้ หมายถึงเฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรมไม่ลำเอียงต่อผู้ใดผู้หนึ่ง ที่จะต้องได้รับทุกข์หรือรับสุข พร้อมกันนั้นก็มีอารมณ์ประกอบด้วยความเมตตาปรานี พร้อมที่จะสงเคราะห์ในเมื่อมีโอกาส

    จาก หนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

    1522415104_198_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...