เพจ บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, 19 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    .jpg
    1526977505_306_สงเคราะห์เด็กนักเรียน.jpg
    สงเคราะห์เด็กนักเรียน

    หลวงพ่อก็ทำเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน ต้องใช้เงินทุนมาก ท่านก็หาเงินไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ เด็กนี่เราสงเคราะห์ไปแล้ว เขายังคิดอะไรไม่ได้ อาจจะมีเกบ้างอะไรบ้าง ท่านก็พูดตัดบทไปเลย

    พวกแกนี่นะ ทำงานอย่าหวังให้เด็กมาสงเคราะห์ หรือหวังว่าจะให้มาชมจะมาติ อย่าสนใจ ทำงานทุกอย่างขอให้นึกว่า ทำงานเพื่อพระนิพพาน อย่าหวังให้คนมาตอบสนอง ถ้าคิดว่าให้เขามาตอบสนอง ถ้าคิดอย่างนี้ เด็กมันเกสักคน มันกตัญญูสักคน การทำงานจะเสียกำลังใจ คิดว่าเราทำดีอย่างนี้มันยังอกตัญญู เราจะหมดแรงทำ บอกว่า อย่าไปสนใจตรงนี้ สนใจอย่างเดียว ทำงานเพื่อพระนิพพาน ทำทิ้งไปเลย

    (สนทนาสายลม 05.04.36)

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  2. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “…ถ้าเกิดมาแล้วพบพระพุทธศาสนายังบอกว่าบารมีอ่อนอีก ก็แสดงว่าขี้เกียจมากเกินไป ไม่รู้จักควบคุมกำลังใจ ปล่อยไปตามสภาวะของกิเลส มันจะมีผลอะไร ชาวบ้านเขาทำได้ เราทำไม่ได้จะมานั่งบ่นว่าทำไม่ได้ ก็เพราะว่าเรามันดีไม่พอใช้ กำลังใจเป็นสำคัญ…”

    หนังสือคำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ 59 โดย พระราชพรหมยาน

    1527091398_345_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “….การจดจำคำแนะนำสั่งสอน การมีวิริยะอุตสาหะ มีสติ มีปัญญาควบคุมอันนี้เป็นของสำคัญ การเจริญสมถภาวนาตอนต้นหรือตอนปลายมีสภาวะเหมือนกัน นั่นคือ
    ๑. ทรงศีลบริสุทธิ์
    ๒. ระงับนิวรณ์ ๕ ประการได้เด็ดขาดในขณะที่ทรงสมาธิ
    ๓. ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้….”

    จากหนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ 5 หน้าที่ 41 โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1527096665_358_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    คำว่า พระโสดาบัน แปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน

    ฉะนั้นพระโสดาบันก็ยังตัดอะไรไม่ได้หมด เป็นแต่เพียงว่ามีอารมณ์ชนะสังโยชน์ 3 ประการเบื้องต้น แต่เพียงอย่างอยาบเท่านั้น อารมณ์ชนะสังโยชน์ 3 ประการเบื้องต้นก็คือ 1. สักกายทิฏฐิ ที่มีความรู้สึกว่าสภาพร่างกายหรือว่าขันธ์ 5 เป็นเรา เป็นของเรา เรามีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 มีในเรา เฉพาะอย่างยิ่งในด้านสักกายทิฏฐินี้ พระโสดาบันลดลงมาได้เพียงเล็กน้อย ยังมีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเราอยู่ แต่ทว่ามีอารมณ์ไม่ประมาท มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย ที่ท่านกล่าวว่าบรรดาพระโสดาบันกับพระสกิทาคามี เป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิเล็กน้อย คำว่าสมาธิเล็กน้อย คือ อารมณ์สมาธิของท่านผู้เจริญฌานสมาบัติ มีอารมณ์ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป ยังไม่ถึงฌาน 4 ก็สามารถจะเป็นพระโสดาบันได้

    จากหนังสือ อริยบุคคล ตอนที่ ๒ อารมณ์พระโสดาบันโดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    -พระโสดาบัน-แปลว่า.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  5. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    พระเจ้าตากสินลาพุทธภูมิ

    วันพระเจ้าตากสิน วันที่ ๒๘ ธันวาคม เราก็ไหว้ ไหว้พระเจ้าตากสินที่เป็นกษัตริย์ด้วย ไหว้พระเจ้าตากสินที่เป็นพระด้วย อันนี้เป็นการยืนยันว่าพระเจ้าตากสินก่อนจะสวรรคตเป็นพระ แล้วก็ไม่ได้ถูกฆ่าตาย สวรรคตที่นครศรีธรรมราช ถ้ำของท่านยังอยู่ใครอยากจะไปดู ก็ไปดู กุฏิหลังนั้นเขาทำเลียนแบบไว้

    แต่ความจริงกุฏิที่ท่านอยู่จริงๆ ดีกว่านั้น เขาทำมีความผาสุกกว่านั้น เวลาท่านออกมาจากถ้ำ ท่านก็มีที่พัก มีห้องพัก ห้องร้อน ห้องเย็นของท่านตามสบายๆ แต่ความจริงไม่ได้สั่งลูกชายเป็นคนสร้าง ท่านอยู่ด้วยความสงบ คนที่เป็นกษัตริย์มาแล้ว เป็นทุกอย่างมาแล้วมันก็หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วก็คนแก่ด้วย ก็หมดความรัก

    ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมของท่าน ก็เป็นด้วยความเคร่งครัด คือไม่ได้เคร่งเครียด คำว่า “เคร่งครัด” คือปฏิบัติตรงไปตรงมาใน “มัชฌิมาปฏิปทา” แต่ทว่า พระเจ้าตากสิน เป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็น “พระโพธิสัตว์” แล้วต่อมาภายหลัง ถามภาพนิมิต ระยะเวลาใกล้ๆประมาณ มกราคม ๒๕๓๓ เอากันแค่ วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๓๓

    วันนั้นพบ พระเจ้าตากสินอีกครั้งหนึ่ง คือว่า พ.อ.สถาพรนำดาบเล่มหนึ่ง มาจากเมืองตาก เขาบอกว่า ดาบของพระเจ้าตากสิน เพื่อมาให้เจ้ากรมการสัตว์ทหารบกที่นครปฐม ซึ่งเป็นนายทหารม้ารุ่นพี่ของ พ.อ.สถาพรเมื่อคืนวันที่ ๒๙ เขามาให้ไว้ คืนนั้นก็ปรากฏว่า ตั้งไว้ในที่มีเครื่องสักการะตั้งไว้บนเตียงที่สมควร

    พอตอนดึกเวลาประมาณสักหกทุ่ม เวลาจะนอนลงก็ทำจิตเป็นสมาธิตามปกติของพระ ก็เห็นภาพพระเจ้าตากสิน สวยงามมาก มาที่ดาบ

    ถามว่า “มาทำไม?”
    ท่านบอกว่า “ก็เขาว่าดาบของผมนี่ครับ ผมก็ทำให้มันหน่อย”

    ถามว่า “ทำแล้วจะมีประโยชน์อะไรบ้าง?”
    ท่านก็บอกว่า “ประโยชน์มี” ท่านอธิบายให้ฟัง แต่ขอปิด ไม่ใช่ปิด แต่ไม่บอกให้ทราบหลังจากนั้นก็คุยกัน

    ถามว่า “เวลานี้ลาจากพุทธภูมิหรือยัง?”
    ท่านบอกว่า “ยังไม่ได้ลา”

    ก็ถามว่า “ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ หรือ..?”
    ท่านบอกว่า “เวลานี้ปรากฏว่าพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเต็ม รอคิวกันยาวเหยียด ผมก็อยากจะลาจากพุทธภูมิเหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าลาแล้วจะมีผลเป็นประการใด?”

    ก็เลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็ไปคุยกับพระกันดีกว่า ไปด้วยกันไหมล่ะ?”
    ท่านบอกว่า “ไปซิ! ที่มานี่ก็จะมาชวนไปด้วยกัน” ไปด้วยกัน ไปหาพระท่าน ไปถึงเมื่อกราบท่านแล้วก็ถามว่า…

    “เวลานี้ พระสิน เทวดาสินนี่ เวลานี้เป็นพระโพธิสัตว์ ก็ชักเอือมๆ อยากจะทราบว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่เท่าไหร หลังจากพระศรีอาริย์ไปแล้ว…?”

    พระท่านก็บอกว่า “จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓๐ หลังจากพระศรีอาริย์นิพพานแล้ว”

    ก็เล่นเอาเทวดาสินหน้าซีดเซียว…ต้องไปนั่งยิ้มที่ชั้นดุสิตอีกถึง ๓๐ พระพุทธเจ้า ๓๐ พุทธสมัย ก็เลยถามพระท่านบอกว่า (พระอะไรน่ะห้ามถามนะ! ถ้าจะถามว่า ถามพระอะไร ก็บอกว่าพระก็แล้วกัน)

    “ถ้าเทวดาสินจะลาพุทธภูมิ เมื่อไรจะไปนิพพาน”

    ท่านบอกว่า “เทวดาสินนี่ ถ้าหากลาจากพุทธภูมิเป็นสาวกภูมิ กำลังเต็มมานานแล้วกำลังเหลือ ก็เหลือแค่ “เอหิภิกขุ” เท่านั้นก็พอแล้ว ถ้าตรัสว่า “เอหิภิกขุ” เทวดาสินก็เป็นพระสมบูรณ์แบบ”

    ท่านก็เลยเข้าไปกราบพระ พระท่านก็บอกว่า “เอหิภิกขุ เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด” เพียงเท่านี้ เทวดาสินก็กลับสภาพจากเทวดาเป็นเทวดาต่อไป
    คำว่า “เทวดาต่อไป” ก็หมายถึงว่าเป็น “วิสุทธิเทพ” นี่เป็นเรื่องของนิมิตลืมตา ไม่ใช่นิมิตหลับตา ไม่ได้เข้าฌานสมาบัติ ถ้าถามว่า ถ้าไม่เข้าฌานสมาบัติรู้ได้อย่างไร ก็บอกว่า ท่านแสดงภาพให้รู้ มันก็รู้ด้วยกันทุกคนแหละ ไม่ว่าใคร ไม่มีความจำเป็น

    คนที่เห็นผีน่ะเข้าฌานหรือเปล่าล่ะ เดินไปแล้วก็ถูกผีหลอก ต้องเข้าฌานหรือเปล่า มันก็เปล่า สภาพนี่ก็เหมือนกัน ผีไม่ได้หลอก แต่ว่าผีมาชวนคุย ผีมาบอกตามความเป็นจริง ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าฌานสมาบัติ มันเรื่องง่ายๆ

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    ถวายข้าวพระพุทธรูป ถวายข้าวต่อหน้ารูปพระสงฆ์ อย่างเลวที่สุดไปสวรรค์ชั้นสูง

    “ถวายข้าวพระพุทธรูป ถวายข้าวต่อหน้ารูปพระสงฆ์ อย่างเลวที่สุดไปสวรรค์ชั้นสูง ไม่งั้นก็เป็นพรหมเลย ถ้าบังเอิญคนที่ถวายประเภทนั้นเขาเกิดไม่นิยมร่างกาย เมื่อใกล้จะตาย พอป่วยแล้ว

    เจ็บโน่น ปวดนี่รำคาญ ขึ้นมา เอ๊ะ..นี่ร่างกายเลวๆ อย่างนี้เราไม่ต้องการอีก ไปนิพพานทันทีเหมือนกัน นิพพานนี่ไปไม่ยาก ถ้าฉลาดนี่ไปไม่ยาก”

    หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม
    ผู้ถาม : โดยปกติหนูต้องถวายอาหารรูปเหมือนหลวงพ่อเป็นประจำ บางครั้งต้องไปค้างที่อื่น จึงบอกกับรูปเหมือนหลวงพ่อว่า พรุ่งนี้ไม่อยู่นิมนต์หลวงพ่อไปฉันที่บ้านอื่นก่อนนะ ขอถามว่าที่

    หนูพูดอย่างนี้ จะผิดหรือเปล่าเจ้าคะ?

    หลวงพ่อ : มิน่าเล่าบางวันท้องกิ่วหิว ไม่ผิดล่ะ ถูก ก็มีอะไรผิดบ้าง ก็พูดตัวเอง ได้ยินฟังรู้เรื่องก็ถูก

    ผู้ถาม : หลวงพ่อได้ยินหรือเปล่าไม่รู้?

    หลวงพ่อ : อ้าว…ไอ้นั่นไม่ใช่ทานนะ มันเป็นการบูชา คำว่าบูชาเป็นการยอมรับนับถือ ถวายข้าวกับพระพุทธรูปนี่ไม่ใช่ถวายทาน เป็นการบูชาพระพุทธรูปใช่ไหม ถวายข้าวต่อหน้ารูปพระ

    สงฆ์ ก็เป็นการบูชาพระสงฆ์ บูชา นี่แปลว่า การยอมรับนับถือ เป็นความดีของเขาเป็นอนุสสติ ถ้าประเภทนี้ตายแล้วลงนรกยาก โอกาสลงนรกนี่ยากจริงๆ เพราะว่าจิตไปจับทุกวันจิตเกาะอยู่

    จิตต้องเกาะอยู่ ที่นี่เขาถือว่าเป็นฌาน ถวายข้าวพระพุทธรูปพอถึงเวลา เราจะให้อะไรนะ หาอะไรไปถวายใช่ไหม ถวายข้าวพระพุทธรูป พระสงฆ์ถึงเวลาเราจะถวาย จิตมันคิดเสมอ นึกถึงพระ

    สงฆ์ที่เราจะถวาย เป็นสังฆานุสสติกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธรูป เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน และนึกไว้เป็นประจำวันนี่ก็เป็นฌานด้วย นี่อย่างเลวที่สุดไปสวรรค์ชั้นสูง ไม่งั้นก็เป็นพรหมเลย ถ้า

    บังเอิญคนที่ถวายประเภทนั้นเขาเกิดไม่นิยมร่างกาย เมื่อใกล้จะตาย พอป่วยแล้วเจ็บโน่น ปวดนี่รำคาญ ขึ้นมา เอ๊ะ..นี่ร่างกายเลวๆ อย่างนี้เราไม่ต้องการอีก ไปนิพพานทันทีเหมือนกัน

    นิพพานนี่ไปไม่ยาก ถ้าฉลาดนี่ไปไม่ยาก

    ผู้ถาม : แค่เบื่อร่างกายตัวเดียวหรือครับ?

    หลวงพ่อ : ก็เขาตัดตัวเดียวคือ สักกายทิฏฐิไง

    ผู้ถาม : อ๋อ…ไม่ต้องไปไล่ตัวอื่นหรือครับ?

    หลวงพ่อ : โอ้ย…ไปไล่นะซวย มันเหนื่อย การบรรลุมรรคผลน่ะเขาไม่ได้ไล่ตามลำดับหรอก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า พระอริยเจ้านะมี ๔ อันดับ พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ส่วนใหญ่

    จริงๆ ฟังเทศน์ พระพุทธเจ้าจบเดียวเป็นอรหันต์ทันทีเยอะแยะ เห็นไหมล่ะ ตามพระสูตรที่เรียนมานะ บางท่านก็ติด แหงแก๋แค่พระโสดาบัน อย่างพระอานนท์นี่ ล่อพระโสดาบันซะเกือบ ๔๐ ปี

    ปี้ดป๊าดทีเดียวไปเป็นปฏิสัมภิทาญาณเลย และเก่งมากด้วย ใช่ไหม ก็มีหลายท่านอยู่ปุ๊บปั๊บเป็นอรหันต์ กันเป็นแถวๆ อย่างลูกศิษย์ของพระสารีบุตร เป็นอรหันต์หมดใช่ไหม ก็เยอะแยะไป ไม่

    จำเป็นต้องบรรลุตามลำดับ ชื่อของพระอริยะ ขั้นของพระอริยะมี ๔ ขั้นจริง แต่ไม่จำเป็นต้องบรรลุตามขั้น นี่การปฏิบัติพระกรรมฐานขอทุกคน ถ้าหวังตามขั้นก็โง่เต็มที นี่การปฏิบัติจริงเขา

    ไม่หวังตาม ขั้นหรอก อันดับแรกสุด ถ้ากำลังเราไม่มั่นใจแน่นอนต้องยึดอารมณ์พระโสดาบันก่อน ถ้าได้ไอ้นี่แล้วก็จับพระอรหันต์ทันที

    ผู้ถาม : อ๋อ…ตีข้ามกระโดดไปเลย

    หลวงพ่อ : ไม่กระโดด นั่งเฉยๆ ตามแบบจริงๆ ท่านก็แนะนำแบบนั้น อย่างท่านพุทธโฆษาจารย์ ที่รจนาวิสุทธิมรรค ท่านก็บอกไว้ตรงว่า “บุคคลใดถ้าถึงพระโสดาบันในที่นั่งใด ให้ทำจิตเข้า

    ถึงอรหันต์ใน ที่นั่งนั้นทันที” คือว่าไม่ยากอรหันต์นี่ แค่ไม่ต้องการร่างกายเท่านั้นล่ะ ถ้าไม่ต้องการจริงๆ ก็เป็นอรหันต์ ตัดตัวเดียวคือการตัดกิเลสจริง เขาตัดสักกายทิฏฐิ ที่พระไปถามพระ

    สารีบุตรว่า “ผมเป็นปุถุชน จะเป็นพระโสดาบันเป็น อย่างไร” ก็พิจารณาร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ใช่ไหม เป็นสกิทาคามีล่ะ ก็ไอ้ตัวนี้ถ้าละเอียด ก็เป็นสกิทาคามี ถ้าผมจะเป็นอนาคามี

    ก็ปฏิบัติไอ้ตัวนี้จิตละเอียดลงไปอีก เบื่อหน่ายร่างกายก็เป็นอนาคามี ต้องการเป็นอรหันต์ก็ไอ้ตัวนี้ ถ้าจิตวางเฉยได้ก็เป็นอรหันต์ พระองค์นั้นก็แน่เหมือนกัน ถามอีกว่าเป็นอรหันต์แล้วไม่ต้อง

    ทำอะไรเลยใช่ไหม พระขี้เกียจนี่ พระสารีบุตรบอก ไม่ใช่ คือพระอรหันต์ทำเป็นปกติเพื่อความเป็นอยู่เป็นสุข..

    จาก หนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม (การปฏิบัติธรรม) โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1528995123_987_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
  8. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    ไปพระนิพพานแบบง่ายๆ ธรรมโอวาท หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

    ถ้าหากเราไม่สนใจทุกอย่างในโลกไม่สนใจกายของเราด้วย ไม่สนใจกายของบุคคลอื่นด้วย ไม่สนใจวัตถุธาตุใด ๆ ด้วย คำว่าไม่สนใจในที่นี้จงอย่าไปคิดว่าเราไม่สนใจในร่างกาย เราไม่กินข้าว หิวก็ไม่กิน ร้อนก็ไม่อาบน้ำ หนาวก็ไม่ห่มผ้า อันนี้ไม่ถูกคำว่าไม่สนใจคือ ไม่ติดใจในมัน ให้มีความเข้าใจตามความเป็นจริง ว่าร่างกายมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้วก็มีความแปรปรวนเสื่อมไปในท่ามกลาง แล้วก็แตกสลายไปในที่สุด ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็มีอารมณ์คิดต่อไปว่าร่างกายนี้พัง เราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก ร่างกายแห่งความเป็นคนก็ดี เทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี ไม่มีความสุขจริง เราไม่ต้องการ เราต้องการจริง ๆ คือ พระนิพพานถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททำอารมณ์ใจของท่านก่อนหลับก็ดี หรือว่าตื่นใหม่ ๆ ก็ตาม ไม่ต้องลุกขึ้นมานั่ง นอนแบบนั้น ตื่นใหม่ ๆใจกำลังสบาย สร้างความรู้สึกว่าร่างกายมันเสื่อมร่างกายเป็นของน่าเบื่อ ร่างกายต้องตายในที่สุด เราไม่ต้องการร่างกายแบบนี้อีกเราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน จิตหวังจริง ๆ ถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทชายหญิงทำได้อย่างนี้ก่อนหลับหรือตื่นใหม่ ๆไม่ต้องนั่งนอนคิดใช้ปัญญา เวลานี้เกิดอารมณ์เบื่อ ชั่วขณะจิตเดียว ไม่หวังร่างกายเพียงแค่ขณะจิตเดียว จิตก็กลับฟื้นคืนสภาพคงที่ตามเดิม เพียงเท่านี้บรรดาท่านพุทธบริษัทขอยืนยันว่าชาตินี้ก่อนท่านจะตาย ท่านจะเป็นพระอรหันต์ไปนิพพานแน่

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    .jpg
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    ไปพระนิพพานแบบง่ายๆ ธรรมโอวาท หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

    ถ้าหากเราไม่สนใจทุกอย่างในโลกไม่สนใจกายของเราด้วย ไม่สนใจกายของบุคคลอื่นด้วย ไม่สนใจวัตถุธาตุใด ๆ ด้วย คำว่าไม่สนใจในที่นี้จงอย่าไปคิดว่าเราไม่สนใจในร่างกาย เราไม่กินข้าว หิวก็ไม่กิน ร้อนก็ไม่อาบน้ำ หนาวก็ไม่ห่มผ้า อันนี้ไม่ถูกคำว่าไม่สนใจคือ ไม่ติดใจในมัน ให้มีความเข้าใจตามความเป็นจริง ว่าร่างกายมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้วก็มีความแปรปรวนเสื่อมไปในท่ามกลาง แล้วก็แตกสลายไปในที่สุด ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็มีอารมณ์คิดต่อไปว่าร่างกายนี้พัง เราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก ร่างกายแห่งความเป็นคนก็ดี เทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี ไม่มีความสุขจริง เราไม่ต้องการ เราต้องการจริง ๆ คือ พระนิพพานถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททำอารมณ์ใจของท่านก่อนหลับก็ดี หรือว่าตื่นใหม่ ๆ ก็ตาม ไม่ต้องลุกขึ้นมานั่ง นอนแบบนั้น ตื่นใหม่ ๆใจกำลังสบาย สร้างความรู้สึกว่าร่างกายมันเสื่อมร่างกายเป็นของน่าเบื่อ ร่างกายต้องตายในที่สุด เราไม่ต้องการร่างกายแบบนี้อีกเราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน จิตหวังจริง ๆ ถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทชายหญิงทำได้อย่างนี้ก่อนหลับหรือตื่นใหม่ ๆไม่ต้องนั่งนอนคิดใช้ปัญญา เวลานี้เกิดอารมณ์เบื่อ ชั่วขณะจิตเดียว ไม่หวังร่างกายเพียงแค่ขณะจิตเดียว จิตก็กลับฟื้นคืนสภาพคงที่ตามเดิม เพียงเท่านี้บรรดาท่านพุทธบริษัทขอยืนยันว่าชาตินี้ก่อนท่านจะตาย ท่านจะเป็นพระอรหันต์ไปนิพพานแน่

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  9. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    การปฏิบัติมุ่งสมาธิอย่างเดียว ทำไป 100 ปีก็ไม่ได้ผล

    ผู้ถาม : หลวงพ่อขอรับ ผมทำสมาธิทุกวัน ๆ ละ หนึ่ง ชั่วโมง มาเป็นเวลา ๒๐ ปีแล้วครับ มันไม่ไปเหนือไปไม่ไปใต้เลย ไม่ทราบว่าติดขัดอะไร หรือมีกรรมเวรประเภทไหนมาปิดบัง ขอบารมีหลวงพ่อ ช่วยแก้ไขหน่อยเถิดขอรับ?

    หลวงพ่อ : สมาธินี่ถ้าทำเฉย ๆ ก็ไม่ไปไหนนะ มันก็อยู่แค่ ฌาน ถึงฌานหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่ากลัวจะไม่ถึงฌาน น่ากลัว ตะเกียกตะกายอยู่ข้างฌาน มันขึ้นฌานไม่ไหว ไต่บันไดแกร๊ก ๆ แต่ความจริงถ้าเรื่องสมาธิจริง ๆ นะ ถ้าหากว่าได้จริง ๆ ก็อยู่แค่ฌาน ๔ ฌาน ๔ แล้วก็ไม่ไปไหนละ ก็ทรงตัวบ้างเดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ไปข้างหน้า ๑ ก้าว ถอยหลัง ๕ ก้าว ทีนี้ผลการปฏิบัติจริง ๆ เขาไม่ได้มุ่งสมาธิ ต้องหวังตัด สังโยชน์ ถ้าจะบอกว่า วิปัสสนาญาณก็จะมากเกินไป ความจริงถ้ามุ่งตัดสังโยชน์ ก็ต้องดูอารมณ์ใจตัวตัด ไม่ใช่ดูสมาธิ อันดับแรก ความโลภ อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมีในเราหรือเปล่า เบาลงไปไหม ประการที่ ๒ ความโกรธ เบาไหม ประการที่ ๓ ความหลง เบาลงไหม สิ่งที่มีความสำคัญคือ
    1. ลืมความตายหรือเปล่า
    2. เคารพพระไตรสรณคมน์จริงจังไหม
    3. มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม
    4. หวังพระนิพพานจริงจังหรือเปล่า…?
    เขาดูตรงนี้นะ มุ่งเอาสมาธิกลุ้มใจตาย มันไม่มีการทรงตัว เวลาใดร่างกายดีไม่มีอารมณ์กลุ้ม สมาธิก็ทรงตัวใช่ไหม… ร่างกายอ่อนเพลียหน่อย สมาธิก็ทรุดตัว เอาแต่สมาธิไปไม่รอด

    ผู้ถาม : เมื่อภาวนาไปไม่ได้ อย่างนี้จะมีโอกาสบรรลุธรรมเบื้องสูงหรือเปล่าครับ?

    หลวงพ่อ ทะลุธรรมแน่ จุดหมายปลายทางเขาคือสังโยชน์

    ผู้ถาม : ทีนี้ถ้าหากว่าไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าตั้งใจว่าตายเมื่อไหร่ไปนิพพานเมื่อนั้น พอจะไปได้ไหมครับ…หลวงพ่อ?

    หลวงพ่อ : พอเห็นทาง…แต่ไม่เข้าทาง

    ผู้ถาม ๒๐ ปีแล้วนะครับ

    หลวงพ่อ ๑๐๐ ปีก็ไม่ได้ ถ้าเข้าทางจริงต้องคิดว่า
    ๑.ชีวิตนี้จะต้องตาย ตัวสักกายทิฏฐินะ
    ๒.วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
    ๓.มีศีล ๕ บริสุทธิ์ และก็
    ๔.มีจิตมุ่งเฉพาะพระนิพพาน อันนี้ถึงจะได้ อันนี้ถึงจะเข้าทางหรือเข้าเขตเลย

    1529330282_923_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  10. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    เรื่อง ตัดกรรม

    ผู้ถาม:- หลวงพ่อ ตัดกรรมได้ไหมคะ…?

    หลวงพ่อ:- ตัดกรรมนี่มันตัดไม่ได้หรอก กรรมที่เป็นกุศลก็ตัดไม่ได้ กรรมที่เป็นอกุศลก็ตัดไม่ได้ นี่พูดตามพระพุทธเจ้านะแต่ว่าที่เราทำดีนี่ คือ สร้างกรรมดีที่เป็นกุศลมากขึ้น หนีกรรมที่เป็นอกุศล คือ กรรมที่เป็นอกุศลมันมีอยู่ แต่เราสร้างกรรมดีที่เป็นกุศล กรรมที่เป็นอกุศลก็ตามช้าลง เราฝึกวิ่งหนีให้มันเร็วเข้า ใช่ไหม…

    ผู้ถาม:- อย่างนี้ก็ไม่มีทางหมดบาปนะซิคะ…?

    หลวงพ่อ:- การจะทำให้หมดบาปนะไม่มีทางหรอก ในทางพระพุทธศาสนามีอยู่ทางเดียวคือ ทำบุญหนีบาป ใช้กำลังบุญให้สูงขึ้น ความชั่วที่มันเป็นบาปกรรมอยู่มันก็ตามทันยากหน่อย ใช่ไหม…แต่ถ้าเป็นพระโสดาบันก็สบาย ตัดกรรมจริงๆ แต่ว่าเศษของกรรมยังมีอยู่บ้าง แต่กรรมไม่สามารถจะดึงให้เราลงนรก เป็นเปรตเป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานได้แต่ถ้ามาเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีโทษปาณาติบาต มันก็ทำให้เราป่วยบ้าง… ถ้ามีโทษอทินนาทานอยู่ ก็ทำให้ของหาย ไฟไหม้ ขโมยลัก น้ำท่วม ลมพัด … ถ้าเราเคยมีโทษกาเมสุมิจฉาจาร คนใต้บังคับบัญชาเราก็หัวดื้อไม่เชื่อฟัง … ถ้าเราเคยมีโทษมุสาวาทพูดโกหกเขาเราพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ … ถ้ากินเหล้าเมายามาก่อน ก็เป็นโรคประสาทบ้าง เป็นคนบ้าบ้าง มันก็แค่นี้แต่ว่าถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว มันไม่ถึงบ้าแค่มึนๆ ไปหน่อย นี่เป็นโทษจากเศษของกรรม

    หลวงพ่อพระราชพรหมยานตอบปัญหาธรรม

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  11. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    ถูกหวย 9 ล้านบาท เขาทำบุญอย่างไร?

    ผู้ถาม : พอดีพูดถึงเรื่องถูกหวยไป เมื่อเดือนที่แล้วมีคนถูกถึง 9 ล้านบาท ลูกหลานถามมาว่า ทำบุญอะไรนะ ถูกตั้ง 9 ล้านบาท ทำบุญกับหลวงพ่อเยอะแยะไม่ถูกสักล้าน

    หลวงพ่อ : ก็ทำไม่ถึง 9 ล้านนี่

    ผู้ถาม : โอ้โฮ ! ยังงั้นต้องเริ่มตั้งต้นใหม่แล้ว

    หลวงพ่อ : นั่นหมายถึงชาติก่อนของเขา การถูกหวยรวยโป อ้อ รวยโปไม่เกี่ยวนะ การพนันทุกอย่างไม่เป็น ยอมรับว่าโง่ การพนันกับน้ำเมา 2 อย่างนี่โง่แน่ โง่ 100 เปอร์เซ็นต์

    ผู้ถาม : แล้วก็เรื่องผู้หญิงก็โง่หรือเปล่าครับ ?

    หลวงพ่อ : เรื่องผู้หญิงก็โง่ เวลานี้ไม่รู้เรื่องเลย

    ผู้ถาม : แหม…….หลวงพ่อเข้าใจเลี่ยง

    หลวงพ่อ : ไม่ใช่เลี่ยง อย่าลืมนะ ฉันเป็นพระ ต้องพูดตรงไปตรงมานะ ” เวลานี้ ” นะ ไปทำอะไรเขาได้ละเป็นอันว่าคนที่พูดเมื่อกี้นี้เมื่อชาติก่อนเขาทำบุญโดยไม่ตั้งใจ ทำบุญไม่ได้เตรียมการไว้ก่อน จึงถูกหวย เรียกว่า ” ลาภลอย ” คือว่าเรื่องนี้ก็เคยคิดเมื่อตอนหนุ่มๆว่าการร่ำรวยอย่างอื่นพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ แต่ว่าการถูกหวยทำไมไม่ตรัสไว้ ก็พอดีวันหนึ่งนั่งกรรมฐาน ไปพบท่าน
    ท่านถามว่า ” สงสัยเรื่องนั้นหรือ ” ก็บอกท่านว่า ” สงสัยครับ ”
    ท่านบอกว่า ” พวกนี้ทำบุญไม่มีการเตรียมการ เจอะปุ๊บปั้บก็ทำเลย ” ทำแล้วถูกมากแบบนี้เขาอาจจะไม่ทำมากก็ได้ อย่างสมมุติว่าไปเจอะเขาถวายสังฆทาน เรามีสลึงเดียวก็ร่วมถวายกับเขา อย่างพระสิวลี ผึ้งรวงเดียว เกิดมาชาติหลังลาภมหาศาล ต้องดูเขตของบุญ การลงทุนมากแต่ได้อานิสงส์น้อยก็มีอยู่ ให้ทานหรือทำทานแจกคนที่ไร้ศีลไร้ธรรม หรือบกพร่องในศึลในธรรม อย่างนี้ลงทุนมากแต่แต่ได้อานิสงส์น้อย ถ้าลงทุนน้อยแต่ได้อานิสงส์มาก เช่น ให้ทานกับคนที่มีศีลบริสุทธิ์บ้าง ทรงฌานบ้าง เป็นพระอริยเจ้าบ้าง เป็นพระพุทธเจ้าบ้าง โดยเฉพาะสังฆทานยอดอย่างยิ่ง สูงมาก ฉะนั้นเวลาไปเจอะเขาถวายสังฆทานที่ไหนควักเลย บาทครึ่งบาท ทำเลย อย่างนี้ก็รอชาติหน้า แต่ถ้าทำบ่อยๆ ชาตินี้ก็ได้นะ แต่ไม่ต้องทำมาก อย่าให้เดือดร้อนนะ แค่นิดหน่อยพอที่เราไม่เดือดร้อน ถ้าเจอะเมื่อไรทำเมื่อนั้น ถ้าทำบ่อยๆ ได้ผลชาตินี้

    ผู้ถาม : แหม…ถ้างวดหน้าก็ดีแน่เลย

    หลวงพ่อ : ขอยืนยันว่างวดหน้าดีแน่ แต่ใครจะถูกหวยหรือไม่ถูกหวย ฉันไม่ทราบ

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  12. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    การวางกำลังใจเมื่อถูกนินทา

    “…ท่านสัญชัยปริพาชกด่านินทาพระพุทธเจ้า จนกระทั่งลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเกือบจะทนไม่ไหว องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงทราบขณะนั้นอยู่ห่างกันพระพุทธองค์ทรงดำริว่า ถ้าเราไม่กำจัดเรื่องนี้ ต่อไปสัญชัยปริพาชกจะต้องถูกกรรมหนัก ดีไม่ดีก็จะถูกลูกศิษย์ของพระองค์ทุบตีเอาก็ได้ฉะนั้น สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดา จึงเสด็จไปหาสัญชัยปริพาชก พอถึงท่านสัญชัยปริพาชกก็ปูอาสนะให้นั่ง เอาน้ำใช้น้ำบริโภคมาถวายพระองค์ เอาเภสัชมาให้ฉัน องค์สมเด็จพระภควันต์ก็ไม่ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปู ไม่รับประเคนน้ำใช้ น้ำฉัน ที่ทำแบบนั้น ไม่ใช่ทำด้วยอาการโกรธ แต่พระพุทธองค์ทำเป็นปัญหาแล้วต่อมาสมเด็จพระบรมศาสดาจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า “สัญชัย ท่านด่าตถาคตรึ”ท่านสัญชัยไปไหนไม่รอดก็ยอมรับ สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า “สัญชัย คำสาปแช่งของท่าน คำด่าของท่านน่ะ ฉันไม่ได้รับหรอกนะ” แล้วพระพุทธองค์ก็ตรัสต่อไปอีกว่า “สัญชัย อาสนะก็ดี น้ำใช้ บริโภคก็ดี ที่ท่านส่งให้ตถาคต แต่ตถาคตไม่รับ เวลาที่ตถาคตกลับ ของเหล่านี้จะตกอยู่กับใคร” ท่านสัญชัยก็ตอบว่า “ก็ตกอยู่กับข้าพระพุทธเจ้าสิ พระพุทธเจ้าข้า” องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “สัญชัย คำสาปแช่งของท่านก็เหมือนกัน ที่ท่านสาปแช่งไปน่ะ ตถาคตไม่ได้รับหรอก เมื่อตถาคตไปแล้ว ของเหล่านั้นคือคำสาปแช่งน่ะ มันจะตกอยู่กับใคร” ท่านสัญชัยก็ตอบว่า “ก็ตกอยู่กับข้าพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับวัตถุต่าง ๆ ที่นำมาถวายพระองค์ แล้วพระองค์ไม่รับ เวลาเสด็จกลับแล้วไม่เอาไปมันอยู่ที่นี่ก็ต้องตกเป็นของข้าพระพุทธเจ้า” สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็ท่านจะด่าตถาคตไปทำไมเล่า เมื่อด่าแล้วก็เป็นการด่าตัวเอง ก็ไม่ควรจะด่า” เป็นอันว่า ท่านสัญชัยก็เลิกด่าพระพุทธเจ้าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา…”

    1530477663_516_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  13. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บุญสังฆทานช่วยคนตาย..

    เรื่อง เผาตามประเพณีจีน(กงเต็ก)

    มีหมอที่จังหวัดพิจิตรหมอผู้หญิงนะ แกเคยไปเจริญพระกรรมฐานที่วัด พ่อเป็นจีน เวลาพ่อแกตาย แกทำบุญเต็มที่ทั้งประเพณีไทย และประเพณีจีน ปรากฎว่าวันหนึ่งแกนั่งเจริญพระกรรมฐานอยู่ เตี่ยก็มาบอกว่า “อีหนู! ตึกขี้เถ้า รถยนต์หรือแบงค์ขี้เถ้าที่มึงเผาไปกูไม่ได้รับเลย ผีเขาไม่ใช้ขี้เถ้า” แกก็ถามว่า “จะให้ทำยังไงล่ะ” เตี่ยบอกว่า “ถวาย สังฆทานให้กูก็แล้วกัน ที่เอ็งทำบุญไปครั้งนั้น เตี่ยไม่ได้รับเลย และเอ็งก็ไม่ได้บุญด้วย แต่ที่เตี่ยไม่ตกนรกเพราะเตี่ยนึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่” ลูกสาวถามว่า “จะเอาอะไรบ้าง” เตี่ยบอกว่า “ถ้า มีพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 5 นิ้วขึ้นไป เตี่ยจะมีรัศมีกายสว่างมาก เพราะเทวดาหรือพรหมเขาถือความสว่างของร่างกาย ไม่ได้ดูที่เครื่องแต่งตัว ถ้ามีผ้าจีวรด้วยเครื่องประดับของเตี่ยจะสวยขึ้นกว่าเดิม และถ้ามีอาหารด้วยความเป็นทิพย์ของร่างกายจะดีกว่าเก่า”

    แล้วแกขึ้น รถมาที่นี่มาขอถวายสังฆทาน ก็บอกแกว่าจะถวายสังฆทานที่ไหนก็ได้ แกก็ไม่ยอม ถามว่าทำไมไม่ถวายวัดใกล้ๆ แกตอบว่าไม่ไว้ใจ กลัวเขาจะเอาพระพุทธรูปไปขาย ก็เลยมาถวายที่นี่ แกถามว่า เตี่ยดีขึ้นหรือไม่ ก็ตอบว่า เป็นเรื่องของคุณ ต้องสัมผัสกันเอง เวลาทำสมาธิให้ทำใจปกติ อย่างไปนึกถึงเตี่ย จิตฟุ้งซ่านมันจะไม่เห็น แกก็พยายามทำใจแบบนั้น

    ตอนเช้าแกก็มาบอกว่า แกดีใจนอนไม่หลับ เตี่ย แกมาแพรวพราวสวยระยับกว่าเก่า และเห็นตัวเองว่าออกไปคุยกับเตี่ย ก็สวยคล้ายเตี่ย เพราะว่าการถวายสังฆทานให้คนตายนั้นเราเองก็ต้องได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ และผีต้องโมทนาจึงจะได้ บุญก็ยังอยู่ที่เราเต็มที่

    ในเมื่อแกทำเอง อานิสงส์สูง เพราะ กังวลน้อย บุญมาก กังวลมากบุญน้อย ถ้าจัดงานเป็นพิเศษจะไม่ได้บุญเลย งานยิ่งใหญ่เท่าไร บุญยิ่งหดมากเท่านั้น พอเริ่มงานก็ฆ่าปลา ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ บาปเข้ามาก่อน บุญมันเข้าไม่ได้มันไม่ถูกกัน

    บุญเหมือนแสงสว่าง บาปเหมือนกับความมืด ที่ไหนมืดที่นั้นต้องไม่มีสว่าง ถ้ามีสว่างมันจะมืดหรือ ถ้าเขาฆ่าไว้เยอะแยะแล้วเราไม่ได้สั่งมันไม่มีอะไรมัน จำเป็นนักหรือว่าเวลาทำบุญต้อง เลี้ยงเหล้ากันด้วย จะต้องฆ่าสัตว์ พระองค์ไหนเขาสั่ง ลงทุนทำบุญทำศพหมดไป 5-6 หมื่น พระได้ไปกี่สตางค์ ค่าอาหารพระกินไปสักกี่ช้อน มันเป็นหมื่นหรือเปล่า เงินหมื่นจ่ายอะไรกันแน่ บางทีหมดค่าเหล้าไปกี่พันก็ไม่รู้ หมดค่าเชือดไก่เชือดปลาเท่าไร อันนี้ตัวบาปทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องบุญแล้วอ้างว่าทำบุญ ใช่ไหม

    การถวายสังฆทานนี่ดีที่สุด สังฆทานนี่บุญใหญ่ด้วย กังวลน้อยด้วย ไปซื้อพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง ซื้อไม่ต้องโมโหอย่าไปต่อขอลดเขามากนักก็แล้วกัน และก็มีอะไร เขาไม่จำกัด ข้าวถ้วย แกงถ้วย ขนมถ้วย น้ำสักแก้ว เขาก็ไม่ว่าอะไร

    เราคนเดียวทำ ได้เลยเรียบร้อย นี่บาปนิดเดียวก็ไม่มี ตัวกังวลก็ไม่มี บุญก็บริสุทธิ์ และบุญสังฆทานเป็นบุญใหญ่มาก ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ทำบุญกับท่าน 100 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายสังฆทาน 1 ครั้ง แล้วลงทุนก็ไม่มาก กังวลก็ไม่มี

    ส่วน การอุทิศ ส่วนกุศล เคยถามพระยายมท่านว่าแม้แต่พระที่อยู่นิพพานยังทราบการทำบุญของคน คนทำความดีนี่ พระนิพานทราบ แล้วท่านก็โมทนา นิพพานอยู่อันดับสูงสุดมาก ก็นรกนี่แค่ตูดหมาจะโมทนาไม่ได้หรือพระยายมบอกว่า จะเปรียบเทียบให้ฟัง สมมุติว่าตัวท่านนี่นะ ผมเอาไฟเผาด้วย เอาหอกดาบขวานมาฟันมาแทงด้วย เจ็บอยู่แบบนั้น ร้อนก็ร้อน ใครเขาส่งขนมให้กิน ท่านจะกินได้ไหม ท่านเปรียบเทียบง่ายจริง ๆ กินไม่ได้ ร้อนท่านก็บอกว่า ทุกขเวทนามันมาก ไม่มีโอกาสโมทนานรกมี 2 อันดับ ขุมใหญ่กับบริวาร กับยมโลกียนรก ถ้ายมโลกียนรกต้องแบ่งขั้น ถ้าหนักเกินไปก็ไม่มีสิทธิ์โมทนา ถ้าปานกลางไม่หนักมากอาจจะโมทนาได้เลย โดยเฉพาะถ้าเป็นบุญสังฆทานเห็นจะสู้ไม่ไหว ถ้าถามว่าสังฆทานดึงคนตกนรกได้ไหม ควรจะตอบว่ายังดึงไม่ได้ดีกว่า

    จากหนังสือ อุทิศส่วนกุศล โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

    -เร.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  14. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    ทำบุญด้วยเงินน้อยๆ

    “หลวงพ่อครับ การทำบุญวิหารทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เคยร่วมกุศลไปกับวิหารแก้ว 100 เมตรของวัดท่าซุง ที่กระผมสงสัยก็คือว่า ทำน้อยเกินไปไม่ถึงหมื่นบาท คนอื่นเขาทำเป็นแสนๆแสดงว่าอานิสงส์ที่ผมได้ก็จะน้อยกว่าเขามากไหมขอรับ..ผมเสียใจอยากจะทำต่อไปอีก แต่ว่าการเงินไม่สะดวกเลยขอรับ..?

    เอางี้ก็แล้วกัน ตายไปก็มีวิมานแก้วเหมือนกัน แต่หลังเล็กหน่อย “มีวิมานเหมือนกันแต่ว่าเล็กไปหน่อย”

    ใช่ๆมีวิมานเหมือนกัน ถ้าตายไปเกิดเป็นคนก็จะมี ปราสาทแก้วเจ็ดประการอย่างโชติกเศรษฐี หลังนั้นสร้างแบบ โชติกเศรษฐีเขาสร้าง

    “รูปแปลนแผนผังนี่หลวงพ่อคิดเองหรือไปไงมาไงครับ…?

    ก็คิดเองแต่ไม่ได้ทำเองช่างเขาทำ คือว่าพระพุทธเจ้าท่านสั่งนะ ส่วนสัดต่างๆนี่สั่งหมด ฉันไม่ต้องคิดอะไรเลย จะเอาแบบไหนท่าสั่งแต่ผู้เดียว

    ” เวลาสั่งมีภาพแสดงให้เห็น ”

    ใช่มีภาพให้ดู
    “มิน่าเล่าดีไซน์พุทธแบบ ถึงได้สวยใหญ่”

    ใช่ ที่วัดท่าซุงนี่ส่วนมากจะเป็บแบบพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ปี 21 พุทธแบบ เพราะตอนนั้นฉันจะเลิกสร้าง แต่ท่านให้สร้างต่อ บอกท่านว่าเงินไม่มี ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ฉันจะหาเอง ตั้งแต่ปี 21 เป็นต้นมาใครทำบุญถือว่าทำบุญตรงพระพุทธเจ้า

    “เพราะว่าเป็นงานของพระองค์ท่าน”

    ใช่ ท่านหาสตางค์ด้วย จะโกงก็ไม่ได้นะ รู้ด้วย อย่างมาที่นี่ (บ้านสายลม)จะได้เท่าไหร่บอกมาเสร็จ .

    จากหนังสือธรรมปฏิบัติ 26 รวมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน(พระมหาวีระ ถาวโร)

    1531494485_954_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  15. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    อทิสมานกาย

    เรา คือ จิตที่สิงในกายหรือที่เรียกว่า อทิสมานกาย เราจริง ๆ คือ จิต ร่างกายเป็นแต่เพียงเรือนร่างมีอาศัยชั่วคราว เมื่อเรานึกถึงอารมณ์ของจิต คำว่า เรา คือ จิต เราไม่เคยคิดเลยว่า ต้องการให้ร่างกายของเราแก่ ไม่ต้องการให้หิว ไม่ต้องการให้ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ต้องการให้ป่วยไข้ไม่สบาย ไม่ต้องการให้มีทุกข์อย่างอื่น ไม่ต้องการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ไม่ต้องการในที่สุด แล้วร่างกายมันตามใจเราไหม เรา คือ จิต ร่างกายมันเป็นร่างที่อาศัย อารมณ์ที่เราต้องการแบบนี้ มีความปรารถนาเหมือนกันหมดทุกคน แล้วก็ร่างกาย มันตามใจเราไหม
    ลองนึกดู เวลานี้ เราอายุเท่าไรแล้ว ถ้าร่างกายมันเป็นของเราจริง เราพอใจอยู่แค่ไหน ถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายสมบูรณ์บริบูรณ์ก็เพราะว่าเราไม่อยากจะไม่แก่แล้วมันเชื่อไหมละ อยากจะกินอาหารอย่างไหนที่ว่ามันดีที่สุดที่มันมี ประโยชน์แก่ร่างกายที่สุด ร่างกายจะได้ไม่ทรุดโทรม แต่กินเข้าไปเท่าไรก็โทรม ก็แก่ ยาขนาดไหนดีที่สุดกินแล้วไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย กินเข้าไปเถอะ ไม่ช้ามันก็ตาย มันก็แก่ นี่เป็นอันว่าเราห้ามร่างกายไม่ได้
    ในเมื่อร่างกายเราห้ามมันไม่ได้แล้ว เราก็ต้องรู้ว่าร่างกาย ความจริงมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เรา คือ จิต ที่เรียกว่า อทิสมานกาย ที่เข้ามาอาศัยร่างกายเป็นเรือนร่างที่อาศัย อันนี้ ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็ไม่อยู่ ในอำนาจของเรา เราจะปรนเปรอบังคับบัญชามันอย่างไรก็ตาม มันจะไม่ยอมปฏิบัติตามด้วยประการทั้งปวง ถึงเวลาที่มันจะแก่ มันก็ต้องแก่ ถึงเวลาที่มันจะป่วยก็ต้องป่วย ถึงเวลาเวทนาต่าง ๆ เวทนาจะเกิดขึ้นมันก็เกิด ถึงเวลามันจะตาย จ้างมันเท่าไรมันก็ไม่เอา
    แต่พอตายแล้ว ไปสวรรค์บ้าง ไปนรกบ้าง ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานบ้าง ไปเป็นพรหมบ้าง ไปนิพพานกันบ้าง ไอ้ที่ไปจริง ๆ ร่างกายมันไปด้วยรึเปล่า มันก็เปล่า ร่างกายเน่าทับถมพื้นแผ่นดินอยู่ บางทีเขาก็เผา บางรายไม่ได้เผาก็จะเละกระจาย เป็นกรวด เป็นดิน อันนี้ ร่างกายไม่ได้ไป ผู้ที่ตกนรก ไปสู่สวรรค์ มันเป็นใคร นั่นแหละ คือ เราที่เรียกกันว่า อทิสมานกาย หรือจิตที่สิงในกายนี่มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ทันที
    ถ้าไม่โง่เกินไป หรือว่าไม่ฉลาดเกินพอดีก็จะเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ในเมื่อมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ จะไปนั่ง เมาเพื่อประโยชน์อะไร ต้องการมันหรือเกิดมา ชาตินี้ความทุกข์ถมเต็มกำลังอยู่แล้ว เกิดในชาติ ต่อ ๆ ไปมันก็เป็นรูปนี้ ไม่ว่าชาติไหน แต่เกิดเป็นคนมันก็ยังดี แต่ถ้าเป็นคนเลวลงนรกไป มันก็นานนักถึงจะกลับมา นี่พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นว่าร่างกาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราก็จงวางภาระเสีย ทำใจให้สบาย ว่าร่างกายนี้เกิดขึ้นมาในเบื้องต้น แล้วมีความเสื่อมโทรมไปในท่ามกลาง มีการแตกสลายไปในที่สุดเป็นของธรรมดา เอาใจเข้าไปรับตัวธรรมดาเข้าไว้
    ตนของตนเองก็ยังไม่มี ทรัพย์หรือบุตรตะมีแต่ไหน
    “เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สิน ก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระ คือ ร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ ปรากฏจงดีใจว่า วาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวันจิตจะชินจะเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายดีแล้วก็จะเข้านิพพานได้ทันที”

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1531513814_288_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    อทิสมานกาย

    เรา คือ จิตที่สิงในกายหรือที่เรียกว่า อทิสมานกาย เราจริง ๆ คือ จิต ร่างกายเป็นแต่เพียงเรือนร่างมีอาศัยชั่วคราว เมื่อเรานึกถึงอารมณ์ของจิต คำว่า เรา คือ จิต เราไม่เคยคิดเลยว่า ต้องการให้ร่างกายของเราแก่ ไม่ต้องการให้หิว ไม่ต้องการให้ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ต้องการให้ป่วยไข้ไม่สบาย ไม่ต้องการให้มีทุกข์อย่างอื่น ไม่ต้องการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ไม่ต้องการในที่สุด แล้วร่างกายมันตามใจเราไหม เรา คือ จิต ร่างกายมันเป็นร่างที่อาศัย อารมณ์ที่เราต้องการแบบนี้ มีความปรารถนาเหมือนกันหมดทุกคน แล้วก็ร่างกาย มันตามใจเราไหม
    ลองนึกดู เวลานี้ เราอายุเท่าไรแล้ว ถ้าร่างกายมันเป็นของเราจริง เราพอใจอยู่แค่ไหน ถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายสมบูรณ์บริบูรณ์ก็เพราะว่าเราไม่อยากจะไม่แก่แล้วมันเชื่อไหมละ อยากจะกินอาหารอย่างไหนที่ว่ามันดีที่สุดที่มันมี ประโยชน์แก่ร่างกายที่สุด ร่างกายจะได้ไม่ทรุดโทรม แต่กินเข้าไปเท่าไรก็โทรม ก็แก่ ยาขนาดไหนดีที่สุดกินแล้วไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย กินเข้าไปเถอะ ไม่ช้ามันก็ตาย มันก็แก่ นี่เป็นอันว่าเราห้ามร่างกายไม่ได้
    ในเมื่อร่างกายเราห้ามมันไม่ได้แล้ว เราก็ต้องรู้ว่าร่างกาย ความจริงมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เรา คือ จิต ที่เรียกว่า อทิสมานกาย ที่เข้ามาอาศัยร่างกายเป็นเรือนร่างที่อาศัย อันนี้ ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็ไม่อยู่ ในอำนาจของเรา เราจะปรนเปรอบังคับบัญชามันอย่างไรก็ตาม มันจะไม่ยอมปฏิบัติตามด้วยประการทั้งปวง ถึงเวลาที่มันจะแก่ มันก็ต้องแก่ ถึงเวลาที่มันจะป่วยก็ต้องป่วย ถึงเวลาเวทนาต่าง ๆ เวทนาจะเกิดขึ้นมันก็เกิด ถึงเวลามันจะตาย จ้างมันเท่าไรมันก็ไม่เอา
    แต่พอตายแล้ว ไปสวรรค์บ้าง ไปนรกบ้าง ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานบ้าง ไปเป็นพรหมบ้าง ไปนิพพานกันบ้าง ไอ้ที่ไปจริง ๆ ร่างกายมันไปด้วยรึเปล่า มันก็เปล่า ร่างกายเน่าทับถมพื้นแผ่นดินอยู่ บางทีเขาก็เผา บางรายไม่ได้เผาก็จะเละกระจาย เป็นกรวด เป็นดิน อันนี้ ร่างกายไม่ได้ไป ผู้ที่ตกนรก ไปสู่สวรรค์ มันเป็นใคร นั่นแหละ คือ เราที่เรียกกันว่า อทิสมานกาย หรือจิตที่สิงในกายนี่มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ทันที
    ถ้าไม่โง่เกินไป หรือว่าไม่ฉลาดเกินพอดีก็จะเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ในเมื่อมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ จะไปนั่ง เมาเพื่อประโยชน์อะไร ต้องการมันหรือเกิดมา ชาตินี้ความทุกข์ถมเต็มกำลังอยู่แล้ว เกิดในชาติ ต่อ ๆ ไปมันก็เป็นรูปนี้ ไม่ว่าชาติไหน แต่เกิดเป็นคนมันก็ยังดี แต่ถ้าเป็นคนเลวลงนรกไป มันก็นานนักถึงจะกลับมา นี่พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นว่าร่างกาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราก็จงวางภาระเสีย ทำใจให้สบาย ว่าร่างกายนี้เกิดขึ้นมาในเบื้องต้น แล้วมีความเสื่อมโทรมไปในท่ามกลาง มีการแตกสลายไปในที่สุดเป็นของธรรมดา เอาใจเข้าไปรับตัวธรรมดาเข้าไว้
    ตนของตนเองก็ยังไม่มี ทรัพย์หรือบุตรตะมีแต่ไหน
    “เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สิน ก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระ คือ ร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ ปรากฏจงดีใจว่า วาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวันจิตจะชินจะเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายดีแล้วก็จะเข้านิพพานได้ทันที”

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  16. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    ขับรถมักเกิดอุบัติเหตุ

    ยกทรง : เอ่อ..เขาบอกว่าเขาขับรถแท็กซี่หรือไงนี่เดี๊ยวชนเขา เขาชนเราตลอดเวลาครับ คันอื่นก็ไม่ชน ชนเฉพาะของเขานี่ ไม่รู้มีวาสนาบารมีอย่างไร จะแก้ไขอย่างไรหลวงพ่อ

    หลวงพ่อ : ชาติก่อนเคยเล่นชนไก่ (หัวเราะ) กรรมชนไก่มันสนอง

    ยกทรง : เขาเลยให้เรียนถามว่า จะมีวิธีอะไรผ่อนหนักให้เป็นเบา

    หลวงพ่อ : จะไม่ให้ชน ใช่ไหม

    ยกทรง : ครับ ครับ

    หลวงพ่อ : ก็ไม่ขับรถมันเสียเลย (หัวเราะ) ก็หมดเรื่อง

    ถ้าจับพวงมาลัยแล้วภาวนาว่า “สัมปติจฉามิ” นึกถึงพระพุทธเจ้านะ นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนนะของท่านนะ

    หนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติ เล่ม 15 หน้า 413

    1531566605_428_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  17. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “…จงอย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น เขาจะดีเขาจะเลวอย่างไร มันเป็นเรื่องของชาวบ้านชาวเมืองเขา อย่าใช้อารมณ์เข้าไปยุ่งไปเกี่ยว เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือ อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดตัวเองไว้เสมอ…”

    จาก โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๒๒ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1531626129_914_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  18. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

    “…จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดตัวเองไว้เสมอ

    นั่นก็หมายความว่า ดูความดีหรือความชั่วของตัวเอง ความดีไม่ต้องดู ดูแต่ความชั่ว ในเมื่อชั่วมันไม่มี มันก็เหลือแต่ดี ไม่เป็นไร คือระวัง อย่าให้มันชั่วซ้ายชั่วขวา ชั่วหน้าชั่วหลัง ชั่วล่างชั่วบน อย่าให้มันชั่ว แม้แต่นิดหนึ่งอย่าให้มันมี…”

    จาก โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๒๒ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    1531625884_424_บันทึกธรรมพระราชพรหมยา.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  19. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    พรหมวิหาร ๔
    คนผู้มีอารมณ์วุ่นวายนี้มีร่างกายเศร้าหมอง หน้าตาเศร้าหมองก็แก่เร็ว และที่ท่านบอกว่า การสละความห่วงใยไม่ให้จิตเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ที่ยังมาไม่ถึง หรือว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว เพราะว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้วนั้น ถึงแม้ว่าเราไปย้อนคิดถึงมันยังไง ๆ มันก็มาไม่ได้ มันไร้ประโยชน์สิ่งที่ยังมาไม่ถึงเราจะดึงให้มันมา มันก็มาไม่ได้ ถ้าเราทุกคนรักษาจิตใจในปัจจุบันนี้ให้มีความสุข ความสุขที่จะพึงมีในปัจจุบันที่มันสุขจริงนั้นก็คือ

    ๑. อารมณ์ความรัก คำว่ารักอยู่ที่ไหนจิตใจสบายที่นั่น ให้จิตใจของเรารักอยู่เสมอ รักคนรักสัตว์ โลกนี้ทั้งหมดเสมอกัน
    เราไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใคร จิตใจมันก็ชุ่มชื่น

    ๒. มีจิตกรุณา สงสาร ปรารถนาที่จะเกื้อกูลบุคคลอื่นให้มีความสุข ถ้าสิ่งนั้นไม่เกินวิสัย สำหรับเรา
    กำลังใจแบบนี้เป็นกำลังใจที่ผ่องใสทำให้ใจสบาย

    ๓. ถ้าจิตใจของเราไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นใครได้ดี พลอยยินดีกับความดีของเขาแล้ว ก็ลอกแบบลอกแผนของเขา
    มาประพฤติปฏิบัติใจเราก็เป็นสุข

    ๔. มีอุเบกขา อย่างที่พระเตมีย์ว่าสิ่งใดที่ผ่านไป แม้ว่าจะเป็นวิสัยทำให้ใจเราเศร้าโศก เราก็ไม่เศร้าโศกเพราะว่านั่นมันเป็นเรื่องผ่านไปแล้วและสิ่งใดที่เราคิดไว้ว่าอยากจะได้ มันยังมาไม่ถึง เราก็ไม่สนใจในมันเพราะถือว่าสนใจก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะยังมาไม่ถึง ทรงอารมณ์วางเฉยไว้ในปัจจุบันคิดว่าสิ่งใดที่ผ่านไปแล้วก็ช่างมัน ที่ยังมาไม่ถึงก็ไม่สนใจรักษากำลังใจในปัจจุบัน คือเวลานี้ให้มันดีไว้ถ้าทุกคนทำใจอย่างนี้ อารมณ์ใจไม่เศร้าหมอง ผิวพรรณจะผ่องใสเพราะอำนาจของธรรมปีติ
    นี่เราจะเห็นกันได้ว่าผู้จะเดินสายสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้ากำลังใจของบุคคลเข้าถึงธรรมปีติหน้าตาของบุคคลนั้นก็จะมีแต่ความแช่มชื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดกันอย่างชาวบ้านคนนั้นแก่ยาก บางทีอายุเกือบจะ ๗๐ ปี ชาวบ้านบอก แหม คิดว่าอายุ ๔๐ หรือว่าอายุ ๕๐ ที่เป็นอย่างนี้เพราะกำลังใจของเขามีความสุข

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    -๔คนผู้มีอารมณ.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  20. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,909
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +264
    เรื่อง ตายแล้วไปไหน
    ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ ทหารที่ต้องไปรบกับข้าศึก ถ้าทุกคนตายแล้วจะตกนรก หรือว่าได้ขึ้นสวรรค์ครับ…?

    หลวงพ่อ : จะเล่าเรื่องอะไรให้ฟังสักเรื่องหนึ่งนะ จำบาลีไว้ให้ดีนะ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคคติ ปาฏิกังขา” ถ้าเวลาก่อนจะตาย ถ้าอารมณ์ใจเศร้าหมอง มีความกลุ้ม มีความเสียใจ มีจิตกระวนกระวาย อย่างนี้ตายไปแล้วสู่ทุคติ
    “จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา” เมื่อขณะที่ก่อนจะตาย มีอารมณ์ผ่องใส ย่อมไปสู่สุคติ ทีนี้สำหรับทหารทุกคนตายแล้วตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เราก็ต้องตอบได้เป็น ๒ นัยว่า ทหารคนใดที่มีอารมณ์กลุ้ม มีอารมณ์เสียใจ มีความเร่าร้อน ไร้สติ สัมปชัญญะในด้านของความดี พวกนี้ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ ถ้าหากว่าทหารคนใดที่ไปรบกับข้าศึก ก่อนจะตายมีอารมณ์ผ่องใสก็จะต้องไปสู่สุคติ คือไปสวรรค์ก่อน ทีนี้วิธีจะไปสวรรค์เขาทำยังไง จะเล่าเรื่องให้ฟังเรื่องหนึ่ง เรื่องมันเกิดขึ้น ตอนที่ญวณเหนือกับญวณใต้ตีกัน ตอนนั้นญาณใต้ใกล้จะแตกรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายตายกันมาก มีวาระหนึ่งรู้สึกว่า ผู้ที่ได้อภิญญาสมาบัติต่างคนต่างไปนั่งดักผีที่ทางสี่แพร่ง จุดนั้นถ้าถึงแล้ว ทางซ้ายไปสวรรค์ ทางขวาไปพรหม เดินตรงไปนรก คนที่ตายทั้งหมดเขาทราบจำนวน แต่ทว่าจำนวนที่ผ่านไปมันไม่ครบ พวกที่ได้อภิญญาสมาบัติพวกนั้นจึงไปสำนักพระยายม ไปถามพระยายมว่า วันนี้คนตายมากและตายด้วยการรบ ทำไมจึงมาสำนักของท่านน้อย มันน้อยเกินกว่าที่เราคิดว่ามันจะน้อย
    พระยายมท่านก็เลยบอกว่า ทำไมไม่ดูต่อไปว่า ก่อนที่มันจะตายมันทำอะไร พวกนั้นก็บอกว่า ก่อนที่มันจะตายมันรบกัน มันยิงกัน ท่านก็ถามต่อไปอีกว่า ไอ้ตอนก่อนที่มันจะยิงกัน มันทำอะไร พวกที่ได้อภิญญาย่อมมีจิตเป็นทิพย์ ก็ทราบว่า พวกที่ไม่มานั้น ก่อนที่จะไปยิงกัน เขาปลุกพระก่อน การที่เอาพระห้อยคอ เพราะต้องเข้าไปยิงกันก็กลัวตายเป็นธรรมดา ยึดถือพระเป็นที่พึ่งเพื่อให้คุ้มครองชีวิต แต่ทว่าในเมื่อชีวิตของเขาจะต้องถึงอายุขัยพระก็ช่วยไม่ได้ แม้พระเองถ้าถึงอายุขัยก็ช่วยตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
    ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่า ก่อนที่มันจะยิงกันมันปลุกพระก่อน จิตมันนึกถึงพระ นี่เป็นมหากุศล คนพวกนี้จึงไม่ไปสู่อบายภูมิ นี่เป็นอันว่า เหตุที่เล่ามานี่ก็เพื่อให้ทราบว่า ท่านทั้งหลายที่เป็นทหารคิดว่าจะต้องฆ่าคน และทางคติของพระพุทธศาสนานี่ ไอ้คนฆ่าคนไม่ใช่ว่าจะเลวไปทุกๆคน พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวอย่างนั้น พระองค์กล่าวว่าอาศัย “จิต” เป็นสำคัญ ถ้าเราจะทำความชั่ว
    ใดๆ ก็ตามที ในเวลาที่ก่อนจะตาย บังเอิญจิตไปยึดความดีเข้าก่อน เราก็สามารถไปสวรรค์ได้

    ผู้ถาม : เมื่อไปสวรรค์ได้ก็ไม่ต้องตกนรกอีกใช่ไหมครับ…?

    หลวงพ่อ : ถ้าเราไปสวรรค์ก่อน ถ้าเราเป็นเทวดาแล้ว ทะนงตนว่า เป็นเทวดามีความสุข มีร่างกายเป็นทิพย์ มีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทิพย์หมด แต่ประมาทไม่ปฏิบัติความดีต่อ อย่างนี้ถ้าหมดบุญบารมีก็ต้องลงนรก

    ผู้ถาม : แล้วจะทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องลงนรกล่ะครับ…?

    หลวงพ่อ : ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว อดีตเราจะมีความชั่วอย่างไรก็ตาม พระโสดาบันจะไม่ตกนรก จะไม่เกิดเป็นเปรต จะไม่เกิดเป็นอสุรกาย ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ก็มีมากท่านด้วยกันที่สร้างความชั่วไว้ในสมัยเป็นมนุษย์ แต่ก่อนจะตายสร้างความดีนิดหน่อยไปสวรรค์

    ผู้ถาม : จะรู้ได้อย่างไรว่าตายแล้วเกิดใหม่ครับ…?

    หลวงพ่อ : อ้าว…คุณยังไม่มั่นใจเหรอ เอาอย่างนี้นะ ใครมีมีดไหม มาเชือดคอคนคนนี้เหอะ จะได้รู้กันเดี๋ยวนี้

    ผู้ถาม : (หัวเราะ) “ไม่เอาครับ

    หลวงพ่อ : ไม่เอา…จะรู้ได้อย่างไรล่ะ ต้องเอาซี
    ใช่…ตายแล้วเกิดใหม่ ฉันขอยืนยัน จะเกิดเป็นคน เป็นสัตว์นรก เกิดเป็นเปรตเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือจะเกิดเป็นเทวดา พรหมหรือไปนิพพานย่อมได้ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ความดีความชั่ว

    ผู้ถาม : เมื่อคนตายแล้ว ก็ไปเกิดทั้งในนรกและสวรรค์ แต่มีบ้างไหมครับที่ตายไปแล้วไม่เกิดทั้งในนรกและสวรรค์

    หลวงพ่อ : มี…มีเยอะ ตายแล้วไปสวรรค์ก็ไม่ไป พรหมก็ไม่ไป ไปนิพพานเลย

    ผู้ถาม : และอีกอย่างครับ คนตายแล้วต้องมาเกิดอีก และมีไหมครับ ที่ตายแล้วไม่ต้องเกิด…?

    หลวงพ่อ : ก็พระอรหันต์ไงล่ะ ตายแล้วไปนิพพานเลย ไม่ต้องมาเกิดอีก

    ผู้ถาม : ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ถ้าตายไปแล้วจะไปนรกหรือสวรรค์หรือเปล่าครับ…?

    หลวงพ่อ : ไปทุกศาสนานะคุณ คือว่าสวรรค์หรือนรกนี่ก็มีเหมือนกัน เรือนจำนี่เขาขังเฉพาะผู้ที่นับถือพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นด้วยล่ะ เขาขังทุกศาสนาใช่ไหม…นั่นฉันใด นรกหรือสวรรค์ก็เหมือนกัน ถ้าทำความชั่วก็ไปนรกแห่งเดียวกัน

    ผู้ถาม : ถ้าผมทำความดี ผมจะได้เกิดมาในศาสนาพุทธไหมครับ…?

    หลวงพ่อ : ถ้าคุณทำความดี อีกกี่ชาติๆ คุณก็พบศาสนาพุทธตลอด

    ผู้ถาม : อย่างนี้ก็หมายความว่า ศาสนาอื่นไม่ดีเท่าศาสนาพุทธซิครับ…?

    หลวงพ่อ : เราจะว่าเขาไม่ดีก็ไม่ได้ ศาสนาทุกศาสนาเขาดีเหมือนกันแหละ แต่ว่าคุณปฏิบัติตามแนวทางศาสนาพุทธคุณก็เกิดในเขตของศาสนาพุทธ ถ้าคุณปฏิบัติในเขตของศาสนาอื่น เพราะจิตใจมันจับอยู่ในศาสดาองค์นั้น ก็ต้องไปเกิดในศาสนานั้น นี่เราจะไปถือว่าศาสนาอื่นไม่ดีไม่ได้ ศาสดาทุกองค์เขาต้องการให้คนเป็นคนดีทั้งหมด เขาจึงได้บัญญัติกฎปฏิบัติขึ้นมา แต่ว่าถ้าจะถือคุณธรรมของศาสนากันจริงๆ แล้วละก็ของเรามีต่างกับเขาอยู่นิดหนึ่ง ที่เรามีอริยสัจ ศาสนาอื่นเขาไม่สอนด้านอริยสัจ ของเรามากกว่าเขาหน่อย จะดีกว่าหรือไม่ดีกว่า ก็เป็นเรื่องของการพิจารณาของคนนะ อาตมาเป็นพระในศาสนาพุทธ จะมายกย่องศาสนาพุทธมากเกินไปมันก็ไม่ดี ดีหรือไม่ดี พระพุทธเจ้าบอกว่า เชิญมาพิสูจน์เอง

    -ตายแล้วไปไหนผู้ถ.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...