เพจ บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, 19 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
    เรื่องพระศรีอาริยเมตไตรย

    “..ถามท่านว่า ทำไมจึงให้สร้างรูปพระศรีอาริย์ฯ ท่านบอกว่า คนจำนวนมากที่มีบารมียังไม่เข้มข้น และคนจำนวนแสน ที่ติดตามพระศรีอาริย์ฯ ต้องการเป็นสาวกของท่านก็มาเกิดสมัยนี้เป็นแสน ทั้งพระศรีอาริย์ฯ ก็ฝากเธอไว้ว่า ให้ช่วยแนะนำให้เขาเข้าใจตามเกณฑ์ที่เขาเหล่านั้นจะเกิดทันท่าน

    ในขณะนั้น ท่านเรียกพระศรีอาริย์ฯมา พระศรีอาริย์ฯท่านมีความต้องการให้คนที่มีความต้องการที่จะเกิดในสมัยท่าน ได้ฟังเทศน์จบเดียวก็เป็นพระอรหันต์

    พระศรีอาริย์ฯท่านตรัสว่า คนที่ต้องการไปเกิดในสมัยผม ขอให้ปฏิบัติตามนี้ คือ

    (๑) ตั้งใจรักษาศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ให้ครบถ้วนเสมอ ถ้ารักษาครบทุกวันไม่ได้ วันอื่นอาจจะบกพร่องบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่ทุกวันพระต้องรักษาให้ครบ ทั้งศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐

    (๒) จงหมั่นให้ทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสังฆทาน ถ้าจนมาก ทรัพย์มีน้อย ก็จัดหาอาหาร หรือผลไม้ ผล ๒ ผล ถวายพระที่มีตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ก็เป็นสังฆทาน มีอานิสงส์มาก

    (๓) จงเจริญภาวนาเสมอๆ ถ้าทำไม่ได้มาก เมื่อศีรษะถึงหมอน ก็ให้ภาวนาเล็กน้อยแล้วหลับไป

    เพียงเท่านี้ เขาจะเกิดในสมัยผมตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

    ถามท่านว่า จะให้หล่อรูปแบบไหน เป็นรูปพระหรือเทวดา ท่านบอกว่า เวลานี้ผมเป็นเทวด ก็หล่อรูปเทวดา อย่าเพิ่งหล่อรูปเป็นพระ ถามท่านว่า ให้หล่อแบบไหน ท่านก็ยืนตรง มือขวาถือกงจักร มือซ้ายถือพระขรรค์ ใส่ชฎา

    ปัญหามีอยู่ว่า ผิวท่านขาวมาก เหมือนพ่นด้วยสีเงิน และเครื่องแต่งกายท่านเป็นแก้ว จะให้ทำอย่างไร ถ้าเอาแก้วติดเหมือนกันจะดูไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะเนื้อท่านไม่เป็นแก้ว ท่านบอกว่า ตอนที่เป็นเนื้อ ให้เอาแผ่นเงินปิด ตอนที่เป็นเครื่องแต่งกาย ให้ใช้กระจกเงาใส

    เรื่องรูปผ่านไป ต่อมาก็ถามความหมายกับสมเด็จองค์ปฐมว่า ทำไมจึงต้องหล่อรูปพระศรีอาริย์ฯ มีความสำคัญอย่างไร
    สมเด็จองค์ปฐมท่านตรัสว่า เป็นอนุสติ คนจะได้จับรูปนี้เป็นนิมิต และความมั่นใจที่พระศรีอาริย์ฯแนะนำให้ปฏิบัติก็จะมีมากขึ้น จะเป็นการช่วยให้เขาเหล่านั้นไม่ตกนรก และเกิดทันสมัยท่าน …”
    .
    .
    จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๔๕ หน้า ๕๙ – โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  2. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
    เรื่อง ” เคราะห์ ”

    …คำว่า เคราะห์ คือ บาป เราล้างไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าทำความดีให้มีกำลังสูงกว่า
    คำว่า เคราะห์จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับคนยืนอยู่กลางแดดจัดๆ เวลานี้อยู่ในร่มมันก็ร้อน ถ้ายืนกลางแดดมันก็ร้อน ถ้าทำบุญน้อยๆ ก็เหมือนกับมีร่มเล็กๆ ไปกางบังอยู่มันก็เย็นไปหน่อยหนึ่ง ทำบุญที่มีอานิสงส์มากๆ ก็เหมือนกับมีคนเอาน้ำไปราดให้ ก็มีความเย็น
    “ถ้าทำบุญที่มีกำลังสูงใหญ่อย่างเราเจริญกรรมฐาน เหมือนกับเราแช่ในอ่างนำ้ ถึงเราจะอยู่กลางแจ้งกลางแดด ความร้อนมันก็น้อยไป” …

    หนังสือสมบัติพ่อให้หน้า ๒๔๓
    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -วัดท่าซุง-เร.jpg

    เสียงตามสาย วัดท่าซุง เรื่อง สาตกีเทพธิดา B ช่วงเวลา ๒๑.๐๐ น. – ๒๑.๓๐ น. วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๒ –โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ #แชร์_เป็นธรรมทาน ได้บุญทุกท่าน
    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    …ให้ลูกหลานทั้งหลายจงจดจำคิดว่า “โลกนี้เป็นอนิจจังทุกอย่างไม่มีอะไรเที่ยงมันไม่มี การทรงตัวโลกนี้ถ้า เราเอาจิตเข้าไป ยึดถือมันก็เป็นทุกข์” ให้ทุกคนทำกำลังใจแข็งไว้ว่า เราจะไม่ยอมแพ้ความชั่ว จะไม่ยอมให้ความชั่วเข้ามาเป็นเจ้านายหัวใจ เราจะทรงกำลังใจ ไว้แต่เพียงความดี เมื่อจิตใจมันเข้มแข็งอย่างนี้ ความชั่วมันเป็นเจ้านายไม่ได้”…

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  5. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    การปฏิบัติพระกรรมฐานนี้ มีความสำคัญมากเพราะว่า เราทุกคน ถ้าก่อนจะตาย ถ้าจิตจับอารมณ์ที่เป็นบาป อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะนั้นแล้วก็ตาย อย่างนี้ตายไปอบายภูมิแน่ ถึงแม้จะทำบุญไว้มากสักเพียงไรก็ตาม ต้องไปนรกก่อน เราจะไปสวรรค์ก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีชีวิตอยู่ ถ้ามีความฉลาด ถึงแม้ว่าเราจะบาปมากจะมีบุญน้อย ก็ควบคุมอารมณ์ ที่เป็นบุญไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าทุกคนตั้งใจ ไว้เฉพาะพระนิพพาน ถึงแม้เราจะมีบุญน้อย เราก็สามารถไป พระนิพพานได้

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    การอุทิศส่วนกุศล

    “หลวงพ่อคะ…ลูกทำสังฆทานให้สัมภเวสี ถ้ากลับไปแล้ว
    จะกรวดน้ำได้ไหมคะ…?”

    การอุทิศส่วนกุศลในพระพุทธศาสนานี่ไม่มีน้ำ
    แต่ที่พระเจ้าพิมพิสารทำเป็นองค์แรก
    เพราะว่าศาสนาพราหมณ์เขาถือว่า ถ้าจะให้อะไรกับใคร
    ต้องให้คนนั้นแบมือแล้วเอาน้ำราดลงไป

    และตอนที่พระเจ้าพิมพิสารทำ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ห้าม
    เวลาที่พระเจ้าพิมพิสารอุทิศส่วนกุศลต้องใช้น้ำ
    เพราะว่าท่านเพิ่งพบพระพุทธเจ้า
    ประเพณีของพราหมณ์ยังชินอยู่ แต่ว่าใจท่านตั้งตรง

    เวลาอุทิศส่วนกุศลจริงๆ ในพระพุทธศาสนาไม่ต้องใ้ช้น้ำ
    ผีกับเปรตต้องรีบวิ่งกลับเพราะไม่ได้กินแน่ เพราะฉันเคยพบมาแล้ว
    แต่ไม่มีน้ำนะ ว่า “อิมินาฯ” เพลินไป
    ยังไม่ถึงครึ่งก็มีคน ๒ คนถือโซ่คล้องคอปั๊บลากไปเลย

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -พ-ค-๖๒-เวลา-๐๘-๐๐-น-พระครู.jpg

    ๑๙ พ.ค.๖๒ เวลา ๐๘.๐๐ น. พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ (เจ้าอาวาส) ทำพิธีบวงสรวง และยกฉัตร จำนวน ๓๗ ฉัตร ที่วิหารหลวงพ่อ ๕ พระองค์
    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  8. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    กรวดน้ำแบบแห้ง

    “มีบางคนเขาบอกว่า กรวดน้ำแบบแห้ง
    ตายไปชาติหน้าจะแห้งแล้งเพราะไม่มีน้ำ
    โบราณพูดอย่างนี้จะจริงหรือเปล่าคะ…?”

    เขาพูดได้ยินหรือเปล่า ? คนที่พูดมาได้ยินหรือเปล่า ?
    คนโบราณพูดอย่างนี้ คนโบราณพูดหรือเปล่า ?
    ถ้าได้ยินแสดงว่า เขาพูดจริงแต่ก็ไม่ได้แห้งแล้งจริง

    การอุทิศส่วนกุศล พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใช้น้ำ
    ฉันใช้น้ำวันเดียว วันบวช ว่าไม่ถูกเลย
    ต้องระวังน้ำหยดอีก ผีไม่ได้กินน้ำ
    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันไม่เคยใช้น้ำเลยก็เห็นผีได้รับ
    แต่ชาติหน้าถ้าจะทำอย่างนั้น ถ้าฉันยังไม่ตายก็ไม่ได้เหมือนกัน
    แต่ไม่เป็นไรนะ กินน้ำเกลือเผื่ออยู่แล้ว เผื่อชาติหน้าจะอด

    “อ๋อ…มิน่าล่ะ…หลวงพ่อถึงให้น้ำเกลือบ่อยๆ”
    ใช่…มีทั้งน้ำสะอาด น้ำเกลือ น้ำหวาน เผื่อไว้ตลอด

    รวมความว่า เวลาจะอุทิศส่วนกุศล ให้ใช้ภาษาไทยสั้นๆ
    อย่างทำบุญสังฆทาน เราก็ตั้งใจว่า
    “การบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ผลจะมีแก่ข้าพเจ้าเพียงใด
    ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่…(บอกชื่อ)
    ขอให้มาโมทนารับผลเช่นเดียวกับข้าพเจ้า”

    และตอนที่พระสงฆ์ให้พรนี้
    ก็ขอเจ้าภาพและทุกท่านที่บำเพ็ญกุศลแล้ว
    ตั้งจิตปรารถนาเอาตามประสงค์

    สมมติว่า ท่านทั้งหลายตั้งใจเพื่อ “พระนิพพาน”
    อันนี้ก็ต้องเผื่อด้วยว่า หากสมมติว่าเราตายจากชาตินี้แล้ว
    ยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานเพียงไร
    สมมติว่าเราตาย…ถ้าไม่เผื่อไว้ละก็มันจะขลุกขลัก

    ฉะนั้น การอธิษฐานจิต คือตั้งอธิษฐาน เขาเรียกว่า อธิษฐานบารมี
    เจริญพระกรรมฐานก็ดี ถวายสังฆทานก็ดี อธิษฐานว่า
    “ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าถึพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้
    แต่ทว่าถ้าหากข้าพเจ้าไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด
    จะเกิดใหม่ไปในชาติใดก็ตาม ขอคำว่าไม่มี…จงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า”

    ถ้าเราต้องการอะไรให้มันมีทุกอย่าง
    จะไม่รวยมากก็ช่าง เท่านี้ก็พอแล้ว

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  9. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    ลืมอุทิศส่วนกุศล

    “เมื่อทำบุญแล้วถ้าจะอุทิศส่วนกุศลภายหลังจะได้ไหมคะ…?”

    การทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งสักกี่ปีๆ บุญก็ยังอยู่ถ้าทำไปแล้วสัก ๓๐ ปีก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญมันไม่หาย
    ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวมันก็หาย ไม่ใช่อย่างนั้นนะ

    “แล้วถ้าเผื่อทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศลจะได้บุญเต็มที่ไหมคะ…?”

    ก็ได้เต็มที่อยู่แล้ว เราเป็นผู้ได้สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่ว่า เราจะให้เขาหรือไม่ให้การอุทิศส่วนกุศลนี่ถ้าเราไม่ให้เราก็กินคนเดียว ใช่ไหม
    ทีนี้ถ้าเราให้เขา ของเราก็ไม่หมด
    อีกส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม

    อย่างเรื่องของพระอนุรุทธะสมัยที่ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวหญ้าให้ช้างของมหาเศรษฐีเวลาที่ทำบุญแล้ว เจ้านายขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่า การแบ่งบุญน่ะจะแบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านรับบาตรนะ

    ท่านก็เปรียบเทียบให้ฟังว่าสมมติว่าโยมมีคบ แล้วก็มีไฟด้วยคนอื่นเขามีแต่คบ ไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่างก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบทุกคนก็สว่างไสวหมด
    อยากทราบว่า ไฟของคุณโยมจะยุบไปไหม ? ท่านอนุรุทธก็บอกว่า ไม่ยุบ

    แล้วท่านก็บอกว่า การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกันให้เขาอนุโมทนา แต่บุญของเราเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  10. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    การเลี้ยงสุนัขและแมว

    สุนัขและแมวที่ท่านเลี้ยงไว้นั้น ท่านคุยกับมันรู้เรื่องทุกตัว ดังนั้นการดูแลทุกข์สุขและอาหารการกินจึงสมบูรณ์ พอหน้าหนาวหลวงพ่อจะให้พระก่อไฟเป็นกองๆตามลานซีเมนต์เพื่อให้สุนัขได้ผิงไฟแก้หนาวเสมอมา

    ครั้งหนึ่งหลวงพ่อลงมาสอนกรรมฐานที่กรุงเทพฯ พอกลับไปถึงกุฏิที่วัด คุณเอี่ยมคนเลี้ยงแมวก็มารายงานว่า “พอหลวงพ่อไปกรุงเทพฯ แมวก็ไม่กินข้าว”

    หลวงพ่อก็ย้อนทันที่ว่า “แกเรียกมันว่าอีใช่ไหมล่ะ”

    คุณเอี่ยมถามว่า “หลวงพ่อรู้ได้ไง”

    ท่านตอบว่า “ก็มันฟ้องข้าอยู่นี่ไง”

    กลางปี 2526 คุณฉวีวรรณ สรรพกิจ ได้ถวายสุนัขพันธ์ไทยหลังอานเพศเมีย 1 ตัวและพันธ์ไทยธรรมดา 1 ตัว ตัวผู้มาจากโคราชหลวงพ่อตั้งชื่อว่า “นิล” เพราะเธอมีสีดำตลอดตัวอกขาวเล็กน้อย เพศเมียตัวเล็กเป็นลูกสุนัข ขณะที่ถวายไปมีหลังอานสีน้ำตาลเรียกว่าหลังอานไวโอลิน เธอมาจากจังหวัดตราด หลวงพ่อตั้งชื่อว่า “นาก”

    โดยปกติหลวงพ่อท่านก็เลี้ยงสุนัขและแมวเป็นประจำอยู่แล้วหลายสิบตัว ทุกกุฏิที่ท่านอยู่จะต้องมีสัตว์ 2 ประเภทนี้ประจำการเสมอ เท่าที่สำคัญก็มี สิงห์ดอก โคล่า เจ้าอ้วน เจ้าดม ฯลฯ รวมทั้งสุนัขเดินหลงทาง สุนัขจรจัด ขาดที่พึ่งก็มีมาก คนไปปล่อยวัดก็มีมาก พระในวัดท่าซุงเกือบทุกองค์มีสุนัขอาศัยอยู่ด้วยทั้งสิ้น

    หลวงพ่อเลี้ยงเธออย่างอิสระไม่ขังกรง แต่มีอาณาเขตกว้างขวางในรั้วรอบขอบชิด ไม่ปนกับสุนัขภายนอก สุนัขทั้งคู่นี้เธอแสนรู้มาก หลวงพ่อพูดภาษาไทยกับเธอ เธอรู้เรื่องทุกคำและปฏิบัติตามตลอดไม่เคยลืม คนเราเสียอีกยังมีลืมบ้าง แต่สุนัขไม่ลืม

    จาก 2 ชีวิตขยายพันธ์กันในพวกเดียวกันนี่แหละ มิได้ปนกับสุนัขภายนอกเลย เวลานี้ถ้าไม่ตายเสียบ้างก็นับไม่ถ้วน เอาเฉพาะที่ยังอยู่ก็เกือบ 300 ชีวิต ปี 2532 หลวงพ่อย้ายที่พักจากตึกกลางน้ำไปอยู่ข้างวิหารแก้ว 100 เมตร และอยู่ที่นี่จนวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน

    หลวงพ่อท่านบอกเสมอทุกครั้งที่สุนัขคลอดลูกออกมาใหม่ ท่านตั้งชื่อให้แล้วบอกว่าตัวนี้เป็นใครมาจากไหน เดิมชื่ออะไรตายเพราะอะไร ลงมาเกิดเป็นสุนัขของหลวงพ่อเพราะอะไร และวันไหนที่สุนัขตาย หลวงพ่อจะบอกว่าเธอไปอยู่ที่ไหน มารายงานตัวแล้วก่อนตายเธอคิดอย่างไร

    ผลสรุปก็คือสุนัขทุกตัว เธอมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 90 เปอร์เซนต์ นอกนั้นก็มาจากพรหมและจาตุมหาราช ไม่มีมาจากอบายภูมิเลย

    ยามเย็นหลวงพ่อกลับจากทำงาน ลงจากตึกรับแขกกลับที่พัก หลวงพ่อจะลงนั่งกับพื้นปล่อยให้สุนัขเล็ก-ใหญ่ทั้งหลายรุมเล่นท่าน งับแขน เลียมือ ดึงสายรัดเอว งับนิ้ว ดึงกุญแจ ดึงอังสะตามแต่เธอจะทำด้วยความคิดถึง แล้วหลวงพ่อก็ไปเยี่ยมสุนัขแม่ลูกอ่อนทีละห้องจนครบทุกแม่ บางแม่ก็มาตามหลวงพ่อเพราะยังไม่ถึงห้องเขาก็มาคอยรับหลวงพ่อแล้วพาไปดูลูกเขา หลวงพ่อจะเข้าไปในห้องเขา จัดที่นอนปูให้เรียบร้อย จับลูกเขามานอนตักท่าน สุนัขทุกตัวผ่านการนอนตักหลวงพ่อทั้งนั้น หลวงพ่อท่านทำประดุจเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอทุกตัว ดังนั้นสุนัขทุกตัวจึงรักหลวงพ่อ แม้เพียงได้ยินเสียงหลวงพ่อเขาก็เห่าหอนต้อนรับเกรียวกราว หลวงพ่อบอกว่าให้หมาติดผ้าเหลืองไว้ ตายแล้วไปสวรรค์ทุกตัว

    ยามค่ำคืนเมื่อเกิดฝนตกฟ้าร้องน่ากลัว สุนัขกลัวเสียงฟ้าร้องมาก เขาจะพากันวิ่งไปรอบหน้ากุฏิหลวงพ่อ ฝ่าฝนเปียกปอนไปให้ถึงหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อก็ออกมานั่งกับพื้นเป็นเพื่อนปลอบใจเขามิให้กลัว จนกว่าฝนฟ้าคะนองจะหมดไป

    (จากหนังสือ “ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน” หน้า 427)

    เครดิต FB วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  11. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    หลวงพ่อไปแล้วทำให้เราไปนิพพานง่าย

    อันที่จริงหลวงพ่อไปนิพพานแล้ว เอาพูดเข้าข้างตัวเรานะ ก็จะทำให้พวกเราไปนิพพานง่ายเข้า มันเหมือนกับคนที่รักไปรออยู่ข้างหน้าเรา เมื่อเราจะตาย ถ้านึกถึงท่านนิดเดียวเท่านั้นเอง ท่านจะมาปรากฏให้เราเห็นตรงหน้า มันเหมือนคนที่รักกันมากแล้วจากกันไปนาน เมื่อเห็นภาพแจ่มชัดมันจะเกาะทันที หลวงพ่อท่านสอนวิปัสสนาญาณให้เราเต็มที่แล้วนี่ จิตจะจับท่านไม่ปล่อยเลย

    เหมือนครั้งหนึ่งท่านเล่าถึงจ่าพัว จ่าพัวคนนี้เคยพิมพ์หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรถวายหลวงพ่อสมัยก่อน ตอนหลังป่วยมากก็ไม่นึกว่าตัวเองจะไปไหนได้หรอกก็ภาวนา พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาพอดี จ่าพัวก็ไปกอดที่เท้า ตรัสว่า “พัวไปนิพพานกับพ่อไหมลูก” “ไปครับ แต่ผมกลัวไปไม่ได้”

    ท่านก็ชี้มาดูข้างล่างให้จ่าพัวดูร่างกาย “เป็นทุกข์ไหม” “ทุกข์ครับ” “ร่างกายไม่ดีอย่างนี้ยังรักอยู่เหรอ” “ไม่รักครับ” “งั้นก็ไปนิพพานกับพ่อ” เท่านี้เอง จ่าพัวไปหลังจากตายแล้วหลวงพ่อก็คุยกับจ่าพัว ถามว่าไปยังไง บอกว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาก็เกาะที่เท้าท่านแน่นเลย

    อย่างพวกเราหายใจเป็นหลวงพ่อ พอจากกันไปนานๆเช่นนี้ พอเจอครั้งเดียวเท่านั้นก็เกาะแน่น ถึงว่าจะไปนิพพานง่ายนะ นี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะ เพราะมีตัวอย่างเช่นจ่าพัว ถ้าได้มโนมยิทธิยิ่งดีใหญ่

    ถ้าจิตขึ้นไปปุ๊บอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าแล้วมองมาข้างล่างก็จะพิจารณาเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา มันจะเห็นเป็นตัวสองตัว ตัวที่นั่งอยู่ข้างบนอยู่กับพระพุทธเจ้าผ่องใส ตัวข้างล่างเป็นยังไงก็พิจารณาดู ต้องอาบน้ำเพราะสกปรกใช่ไหม ไม่อยากแก่มันก็แก่ใช่ไหม ไม่อยากตายมันก็ตายใช่ไหม ฉะนั้นได้มโนมยิทธิมันเห็นง่าย

    อันที่จริงพูดง่ายนะแต่เวลาวาง วางยากเหมือนกัน แต่ที่จริงท่านก็สอนให้ยอมรับความเป็นจริงเท่านั้นนะ

    ท่านทั้งหลายที่สนใจปฏิบัติความดีนั้น ครูบาอาจารย์หรือหลวงพ่อพระราชพรหมยานนั้นได้ทำคำสอนไว้ครบถ้วนทุกอย่าง ถ้าท่านต้องการทำความดีก็มาหาได้ที่วัดท่าซุงหรือวัดจันทาราม จังหวัดอุทัยธานี มีตำรับตำราให้ท่านทุกอย่างให้ท่านครบทุกจริต ทุกนิสัย ทุกความต้องการ ดังที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ รับรองว่า หนังสือของท่านเจ้าคุณถือเป็นตำราแบบแผนได้ทุกประการ

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้า 72-74)

    Cr. FB.วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  12. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
  13. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    สมาธิ มี 2 แบบ

    เอ้อ…สมาธินี่มันมี 2 แบบ พระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ 2 แบบ คือ

    “แบบทรงอารมณ์” กับ “แบบคิด”

    บางครั้งถ้าจิตมัน “ต้องการทรงอารมณ์ ต้องการสงัดก็ต้องภาวนา” ท่านจะสบาย

    บางครั้งมันซ่าน “ต้องการคิด เราก็คิดอยู่ในขอบเขต” ไอ้คิดในขอบเขตมันคิดว่า “ร่างกายนี่มันก็เป็นทุกข์ทุกอย่าง” เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจ การทำมาหากินก็เป็นทุกข์ทั้งหมด ความเป็นมนุษย์นี่มันเป็นทุกข์ ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมมันก็สุขชั่วคราว ไม่ช้าก็จุติอีก สู้เราไปนิพพานไม่ได้

    ก็คิดกันแบบนี้ง่ายๆแบบนี้ ที่ว่าการปฏิบัติจริงๆเขาไม่ใช่ยาว เขาสั้นๆแบบแม่ครัวทำกับข้าว ถ้าไปดูตำราชั่งโน้นชั่งนี่ ยังไม่ได้กินกันเลย ใช่ไหม สู้เอามือหยิบๆใส่ไม่ได้ อร่อยกว่าใช่ไหม ก็แบบเดียวกัน

    (จากธัมมวิโมกข์ พฤษภาคม 2548 หน้า 18-19)

    Cr.Fb.วัดท่าซุง

    -มี-2-แบบเอ้อ-สมาธินี.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  14. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    เรื่อง สมาธิ

    มีคำถามว่า สมาธิแบ่งออกได้หลายแบบหลายวิธีการ แต่ละวิธีมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าให้ถือกำหนดลมหายใจ บ้างก็ว่าให้คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บ้างก็ว่าคือการมองเข้าไปในสิ่งที่เป็นอยู่จริง อยากทราบว่าแท้ที่จริงแล้วสมาธิคืออะไร และมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร และจะถือหลักใดในการปฏิบัติ

    เอ้อ สมาธิยกไปก่อน คุยถึงเรื่องกินก่อน คือคนกินข้าวนี่ กินข้าวก็อิ่มใช่ไหม กินก๋วยเตี๋ยวก็อิ่ม กินขนมปังก็อิ่ม กินกาแฟก็อิ่ม กินให้อิ่มเพื่อต้องการไม่ให้ร่างกายหิว ร่างกายมันหิวถึงกินใช่ไหม สมาธิก็เหมือนกัน ทำเพื่อต้องการให้จิตสงบ เพราะฉะนั้นจะจับภาพพระก็ดี จะภาวนานะมะ พะธะก็ดี จะรู้ลมหายใจเข้าออกก็ดี เป็นอุบายอย่างหนึ่งให้จิตสงบ ฉะนั้นคนทุกคนนี่จริตไม่เหมือนกัน คือนิสัยของคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ชอบสีเขียว บางคนก็ชอบสีแดง ใครพอใจสีไหนก็เอาสีนั้น ทีนี้การภาวนาใครชอบอย่างใดก็เอาอย่างนั้น

    พระพุทธเจ้าจึงสอนกับคนทุกคนที่มีจริตทุกจริตได้หมด ฉะนั้นถึงแยกแยะการภาวนาให้ตรงกับนิสัยกับจริตของคน ภาวนาแบบไหนก็ไม่ผิด ขอให้จิตเป็นสมาธิก็แล้วกัน ถ้าภาวนาแบบไหนถ้าไม่มีสมาธิก็แสดงว่าผิดแล้ว ผิดทางเพราะสมาธินี่มีแค่ขณิกสมาธินี่จิตก็เริ่มสุขแล้ว ถ้าภาวนาไปจิตฟุ้งซ่านต้องหยุดหรือเครียดต้องหยุด แสดงว่าผิดทาง แค่เข้าไปถึงประตูนี่มันยังไม่เข้าทาง เข้าไปชิมหน่อยเดียวมันยังไม่สุข นี่แสดงว่าผิดแล้ว ผิดทางต้องหยุด กลับมาตั้งหลักใหม่

    อย่างอานาปานุสสติอย่างนี้เป็นต้น อานาปาฯคือรู้ลมหายใจเข้าออก รู้ลมหายใจนะ แต่เรากลัวมันจะไม่รู้ เอ๊ะ มันไม่รู้สักทีวะ สูดซะแรงๆบางทีก็เกร็งลม คือรินลมน่ะ กลัวลมจะออกไม่เป็นธรรมชาติ รินออกรินเข้า หนักเข้าเหนื่อย เหนื่อยก็เครียด แสดงว่าผิดแล้ว พระพุทธเจ้าให้รู้ลมหายใจเข้าออกเฉยๆ หรือภาวนาควบไปด้วย

    แต่คนเราถ้าฝึกใหม่ๆคล้ายกับมันจะแน่นหน้าอกไปหมด ตึงประสาทไปหมด แสดงว่าผิด ค่อยๆรู้เข้ารู้ออกก่อน หยาบสุดต้องรู้เข้ารู้ออกเฉยๆ ก่อน ถ้าต่อไปถึงจะรู้อ้อมันเข้าไปถึงไหนแล้ว มันออกไปถึงไหนแล้ว ต่อไปมันจะรู้ มันเข้าไปถึงนั่นมันละเอียด อ้อ เห็นสายลมแล้ว จิตก็จะเริ่มเบา จิตก็จะสุขขึ้น สุขแสดงว่าถูกทางแล้ว ถ้าเครียดต้องหยุด

    การปฏิบัติธรรมนี่จะยากอยู่ช่วงสมาธิต้นๆเท่านั้นเอง ฉะนั้นที่ถามว่า ภาวนาอย่างไร อะไรอย่างไร คือว่าให้พอกับจริตของคน ใครชอบอย่างไรให้เอาอย่างนั้นนะ หลวงพ่อสอนนะ แต่สำนักบางสำนักอื่นเขาสอนให้ภาวนาพุทโธก็ดี หรือภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ก็ภาวนาก็ไม่ผิด แต่ว่ามันเหมือนกับอะไรล่ะ อย่างวัดท่าซุงหรือหลวงพ่อของเรานี่มีแกง 40 หม้อ เลือกกินเอา แต่วัดอื่นมีแกงหม้อเดียว เราจะเลือกกินเอาร้านไหนก็แล้วแต่ กินอิ่มเหมือนกันนี่ แต่เราไปเลือกเอา กรรมฐานคือกรรมฐาน 40 ข้อ ชอบใจตัวไหนก็เอา

    “เอาเป็นว่าตอบข้อหนึ่งก็คือ สมาธิคืออุบาย เครื่องสงบใจ ทำให้ให้สงบ ควรจะปฏิบัติอย่างไร ก็บอกว่ากรรมฐาน 40 น่ะ ไปเลือกเอาเถอะ ทีนี้เขาถามว่า แล้วจะยึดหลักใดในการปฏิบัติ หรือว่าต้องให้ไปอ่านกรรมฐาน 40 เสียก่อน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่”

    คือพื้นฐานจริงๆแล้วนี่ท่านให้เอาอานาปาฯเป็นหลักไว้ อานาปาฯนี่เป็นต้น ตัวนี้ทำให้สงบง่ายขึ้น ถ้าได้ตัวนี้แล้วตัวอื่นจะง่ายขึ้น อานาปาฯนี่เป็นกรรมฐานที่ละเอียด แล้วก็เป็นหลักใหญ่ ถ้าจับกสิณแล้วอานาปาฯไม่ทรง ก็จะทรงตัวยาก ถ้าได้อานาปาฯเสียแล้วตัวอื่นจะง่ายหมด

    ไอ้ตัวอานาปาฯมันตัวลบคลื่น จะจับกสิณสีแดงก็ต้องมาลงที่ศูนย์อานาปาฯนี่ จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวสีอะไรได้ อานาปาฯคล่องเสียมันก็เปลี่ยนง่าย อานาปาฯคือลบอารมณ์ฟุ้งซ่าน

    “ทีนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยปรารภว่าในกรรมฐาน 40 หรือว่า ถ้ารวมมหาสติปัฏฐานสูตรเป็น 41 นี่ เป็นกรรมฐานพิจารณาเสียตั้ง 29 เป็นกรรมฐานภาวนาแค่ 11 คือ อานาปาฯ กับกสิณ 10 เป็นกรรมฐานภาวนา ในขณะที่อื่นๆนี่ไม่ว่าจะเป็นอนุสสติก็ดี จะเป็นพรหมวิหาร 4 จะเป็นอะไรก็ตามแต่เถิด เป็นกรรมฐานพิจารณา ทีนี้แม้แต่กรรมฐานพิจารณาก็ต้องตั้งต้นที่อานาปาฯใช่ไหมครับ หรือว่าอย่างไรครับ”

    ใช่ๆท่านบอกว่าถ้าไม่มีอานาปาฯอย่างอื่นไม่ทรงตัว

    “อย่างเช่นว่าจะเอาตัวเมตตาเป็นบทกรรมฐานอย่างนี้ จะพิจารณาเมตตาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องตั้งต้นที่อานาปาฯเสียก่อน พอกำลังใจนิ่งดีแล้ว ทีนี้ก็จะพิจารณาได้ทะลุปรุโปร่งใช่ไหมครับ”

    แต่บางอย่างท่านก็ให้คิดพิจารณาเสียก่อน พิจารณาจนจิตเย็นแล้ว อ่อนดีแล้ว อย่างเช่นหลวงปู่ปานสอนให้หลวงพ่อใช่ไหม หลวงพ่อชอบอิทธิฤทธิ์นี่ ชอบฤทธิ์ชอบเดช โอ๊ย…แกจะให้มีอภิญญาทรงตัวแกต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเออ…ร่างกายนี่มันไม่เที่ยงนะ มันต้องตายนะ พิจารณาให้จิตยอมรับ หลวงพ่อก็เออ…จะให้มีฤทธิ์มีเดชใช่ไหม ก็ต้องพิจารณาตรงนี้ ที่แท้หลวงปู่ปานสอนวิปัสสนาญาณให้เสียจนชุ่มหมดแล้ว พอสมาธิทรงตัวมันก็ง่าย หลวงปู่ปานฉลาดกว่าหลวงพ่อ

    “เอ๊ะ แต่ได้ข่าวว่าท่านพระครูปลัดฯ ท่านเจ้าอาวาสนี่ท่านก็ชอบฤทธิ์ชอบเดชอยู่ไม่ใช่หรือครับ”

    ชอบ…โอ้โห ชอบจังเลย ชอบจนเขี้ยวเหี้ยนหมดเลย ไม่ได้สักอย่าง มันเป็นบุพกรรมต้องชอบสุกขวิปัสสโก คือตัวเองมันเกี่ยวกับกลัวจะตายเสียก่อน กลัวจะไม่ได้อะไรสักอย่างเลย คือมันเป็นคนคิดมากอยู่อย่างว่าไอ้ที่เรารู้มันจริงหรือเปล่า บางทีมันก็จริงมั่ง บางทีก็ไม่จริงมั่ง เราก็เอ๊ มันจะเสียเวลาเสียแล้ว

    “ชักจะมีมรณานุสสติ ว่าอย่างนั้นเถอะ”

    ใช่ กลัวจะเสียเวลาเกินไป สอง กลัวเราจะเสียพระเสียก่อน เลยต้องตัดออกไปให้หมด

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือ “ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล” หน้า 128-131)
    Cr. FB watthasung.thailand

    -สมาธิมีคำถามว่า.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  15. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -วัดท่าซุง-ช่.jpg

    เสียงตามสาย วัดท่าซุง ช่วงเวลา ๒๑.๐๐ น. – ๒๑.๓๐ น.
    วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เรื่องอุทุมพริกสูตร6A ปฏิปทาพระอนาคามี –โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ
    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  16. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    เรื่องศพหลวงพ่อ

    เรื่องศพของหลวงพ่อนี่ เมื่อสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเคยบอกกับเราว่า เมื่อข้าตายแล้วให้ดูศพข้า ใน 7 วัน 15 วัน ท่านบอกว่าท่านขอพรข้างบนไว้แล้ว แต่ไม่บอกว่าใคร

    ทีนี้เมื่อท่านมรณะภาพแล้ว เราไม่ให้ฉีดฟอร์มาลีน ปล่อยให้ศพเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น แต่ศพของหลวงพ่อ 7 วันแล้วก็ยังไม่มีกลิ่นเลย ยังไม่มีน้ำเหลืองออกจากร่างกายเหมือนคนนอนหลับธรรมดา เราก็นึกว่า เออ… หลวงพ่อคงจะกลับ เพราะว่าปรกติพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ 7 วัน หรือ 15 วัน โดยไม่ต้องฉันอาหารเลย เมื่อ 7 วันแล้วร่างกายของหลวงพ่อก็ยังงอแขนได้ ยกได้เป็นปรกติ เราก็นึกว่าหลวงพ่อคงจะกลับ พอ 7 วันแล้วไม่กลับแต่ร่างกายก็ยังปรกติอยู่ ก็คิดว่า เอ..พระอรหันต์ในสมยพุทธกาล ยังเข้านิโรธสมาบัติได้ถึง 15 วัน ก็ยังมั่นใจว่าหลวงพ่อจะกลับใน 15 วันอีก เมื่อเรามั่นใจอย่างนี้แล้ว เราก็ไปดูศพท่าน ศพท่านก็ยังปรกติอยู่ ไม่มีน้ำเหลืองออกใน 15 วันนี้ ผิดปรกติทุกอย่าง

    หลัง 15 วันแล้วศพของท่านยุบลงหน่อย มีสีขาวขึ้น บางคนก็ว่าเชื้อรา หมอที่อยู่ที่วัดบอกไม่ใช่เชื้อรา เพราะบางครั้งก็หายไป แล้วก็ปรากฏขึ้นอีก แต่เดี๊ยวนี้ถึงแม้ศพหลวงพ่อยุบลง แต่ก็ยังมีกล้ามเนื้ออยู่ แต่มีท่อนแขนเท่านั้นที่แข็งขึ้น แต่คนก็ยังลุ้นว่าหลวงพ่อจะกลับ แต่ท่านคงไม่กลับแล้วละ

    แต่มีส่วนที่ว่า จะเป็นมงคลกับเรา คือมีคนไปทำความสะอาดใบหน้า คือโกน แล้วเอาเซลผิวหนังเอาไปแจกกัน เดี๊ยวนี้ขาวเป็นแก้วแล้ว เขาเอาไปให้กันทางสุพรรณฯ

    เมื่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านบอกว่า พระมหากัสสปที่อยู่เชียงตุง จะมาช่วยดูแลเกี่ยวกับศพท่าน ท่านบอกว่าถ้าใครไปกราบศพท่านจะเป็นมงคล เหมือนกับที่ท่านมีชีวิตอยู่เพราะพระมหากัสสปจะมาช่วยเกี่ยวกับศพท่าน ยังหาเทปอันนี้ไม่เจอ แต่ท่านเคยพูดไว้

    (จากคอลัมภ์ “จากคำบอกเล่า” ธัมมวิโมกข์ มีนาคม 2536)

    Cr.FB.วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  17. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
  18. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
  19. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -28-กรกฎาคม-พ.jpg

    วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2562
    พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล
    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
    เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา
    และถวายพระพรชัยมงคล
    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
    และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  20. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...