เพจ บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, 19 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
  2. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    เรื่อง การห่มจีวรของพระวัดท่าซุง

    “การห่มจีวรนี่ ที่วัดท่าซุงทำไมไม่ห่มกลัก ทำไมต้องห่มเหลือง กลักไม่มีเลย ทำไมเรื่องราวมันเป็นยังไงมายังไง มีอะไรเล่าให้ลูกหลานฟังไหมครับ”

    เรื่องห่มจีวรเหมือนกัน สมัยก่อนนี่ก็มีสีกลักมั่ง สีแก่นขนุน สีกลักดำ กลักแดง กลักแก่นขนุน สีเหลือง อะไรอย่างนี้ ใครพอใจอย่างไหนก็ไปห่มกันเอา มีจีวรอะไรก็ไปห่มกัน ก็มีอยู่วันหนึ่ง เราก็ไปช่วยหลวงพ่อห่มจีวร ก็ห่มจีวร จับจีวรให้ท่าน สำหรับผ้ารัดอกอะไร จะไปรับแขก เวลามีงานน่ะ ท่านก็บอกกับเรา ท่านก็ติงมา

    ท่านบอก เราเป็นพระอยู่ในบ้านในเมือง ไม่ต้องไปห่มสีกลักกับเขานะ ไม่ต้องไปแสดงตัวว่าเป็นพระกรรมฐาน อยู่ในเมืองให้ใช้สีนี้ มันกลืนกับนักเรียนไป มันกลืนกับพระในเมืองไป

    แต่จริงๆคนเขามองก็มองกันแค่ภายนอก ตัวนี้มันเป็นมายาอีกตัวหนึ่ง เหมือนทำให้เขารู้ว่าเราเป็นพระกรรมฐาน มองละเอียดจะรู้ว่านี่มันเป็นมายาอีกตัวหนึ่ง

    อย่างเราแต่งสีสารพัดสีนี่ แต่จริงๆเรารักษาศีล 8 ก็ได้ รักษาศีล 5 ศีล 8 นี่ก็ได้ หลวงพ่อท่านเอาผลของจิตจริงๆ ผลของตัวจิตของเราจริงๆ ไม่ใช่ว่าสีลาย สีเขียว สีแดง แล้วจะไม่มีศีล 8 ศีล 8 ไม่ใช่อยู่ที่ตัวนี้อยู่ที่การงดเว้น เราทำได้หรือเปล่า เขาจะยกย่องว่าเราดีไม่ดี แต่เรานี่จะดีหรือไม่ดี อยู่ที่จิตของตัวของเราเองนี่แหละ ท่านหวังผลตัวนี้ ท่านไม่ได้หวังเปลือกอะไร มันก็ลึกซึ้งละเอียดไปอีกนะ

    ทีนี้คุยให้พระฟังพระก็ยอมรับว่า เออ ไม่ต้องสร้างมายาให้คน ไม่ต้องสร้างเรื่องลวงโลกเปลือกนอกให้คนเขาเห็น ไม่ต้องไปใส่มายาให้คนอื่นเขามองเรา ให้เขาเกิดศรัทธาแค่เปลือกนอกหรืออะไรก็ช่าง ที่วัดเลยปฏิวัติหมดเลย พระก็ยอมรับว่าเออ จริง ทุกองค์ก็เลยห่มสีเดียวกันหมดเลย

    เรามาสังเกตุพระไปธุดงค์กัน พระไม่ได้ไปธุดงค์ก็ห่มสีเหลืองๆ อย่างนี้ไป อีกองค์ก็ห่มสีกลักไป สีกลักเอาไปกินหมด (หัวเราะ) สีเหลืองอดอยาก

    “หมายความว่าคนใส่บาตรทำบุญ”

    คนใส่บาตรอะไรต่ออะไรอย่างนี้ มันก็ เออ มีส่วนเหมือนกัน สู้สีกลักไม่ได้ เรารู้มีประการณ์นี่

    อุปกิเลส

    มายาตัวนี้มันเป็นอุปกิเลส ถ้าเราเจตนาจะทำตัวนี้ มันเป็นอุปกิเลสเสียแล้ว ความดีจะไม่เข้าถึง

    อย่างนั่งกรรมฐานโชว์อีกอย่าง หลวงพ่อท่านสอนมาเยอะเลยละ เห็นคนเขามานี่ เดินจงกรมเสียหน่อย เขาจะได้รู้ว่าเคร่ง พวกนี้ก็ไม่ได้ ถ้ารู้ปุ๊บต้องหลบเลย ก็หลวงพ่อเองท่านเป็นถึงขนาดนั้นแล้ว ฉันอยู่ห้องเทปตรงกัน เราก็เปิดไฟทำงาน พอเปิดไฟปั๊บ หลวงพ่อรูดม่านเลย ม่านตรงที่ท่านเดินจงกรมอยู่น่ะ ท่านรูดท่านปิด ท่านเป็นพระขนาดนั้น ท่านยังปิดเราเลย เราอยากจะเปิด (หัวเราะ) มันเป็นอย่างนั้นน่ะสิ กิเลสมันมี มันจะเป็นอย่างนั้น ท่านสอนในเรื่องอุปกิเลสเยอะ ท่านสอนแล้วท่านก็ต้องระวัง

    ทีนี้ถ้าเราเอาไปใช้ก็ได้ประโยชน์กับเรา ใคร่ครวญติตัวเองอยู่เสมอ ไปถึงไหนแล้ว ขึ้เกียจ ขยัน กิเลสตัวไหนมันงอก เราจะเคาะมันตรงไหนนี่ ไม่มีใครมาเคาะให้เราหรอก เราต้องเคาะเอง จิตเรานี่ ถ้าเราไม่เคาะเอง เสร็จ มันเหมือนโกหกตัวเอง อยากจะเป็นพระอรหันต์โดยไม่ต้องออกแรง ส่วนมากคนเรามันจะอย่างนี้ อยากจะเป็นผู้หมดกิเลสโดยไม่ต้องออกแรง นึกว่าวันหนึ่งมันจะพั๊วะ อย่างสมัยพุทธกาล (หัวเราะ)

    ที่จริงแล้วต้องทำ ต้องเคาะ ตรวจดูจิตเราเสมอ ต้องเคาะกิเลสเราอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่ากิเลสมันพอกมาแล้ว อีก 7 วันถึงนึกได้มาเคาะมัน มันเกาะลงกระดูกแล้ว ถ้าเคาะได้ไว มันก็ละได้ไว

    แต่จริงๆ ของหลวงพ่อนี่ท่านสอนทุกอย่าง ทั้งกรรมฐาน 40 มหาสติปัฏฐานสูตร นี่ละเอียดหมด ละเอียดจริงๆ สอนแบบแนวปฏิบัติเลยนะของหลวงพ่อจากแนวปฏิบัติโดยตรงเลย

    ” อย่างนี้ก็แสดงว่าเจ้าอาวาสก็ได้เปรียบสิ รู้หมดเลยนะ ”

    ในหนังสือพ่อเก็บไว้หมดเลย เจ้าอาวาสเก็บหมดเก็บใส่ตู้ไว้เยอะ (หัวเราะ) ไม่ค่อยได้เอามาใช้ เขาบอกว่าใกล้เกลือกินด่างนี่จริง เพราะหนังสือนี่ตั้งกี่เล่มไม่อ่านจบสักเล่มเลยนี่

    สมัยก่อนท่านจะเปิดเสียงตามสาย ท่านบอกว่าไม่ใช่สอนทั้งหมดแต่ว่าให้มันผ่านหูจะได้ไม่ทะเลาะกับคนอื่นเขา ให้รู้ไว้บ้าง

    (จากคอลัมภ์ จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ เมษายน 2538)

    Cr. เฟชบุ๊กวัดท่าซุง

    -การห่มจีวรของพระ.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -วัดท่าซุง-เร.jpg

    เสียงตามสาย วัดท่าซุง เรื่องปฎิปทาท่านผู้เฒ่า 7A ช่วงเวลา ๒๑.๐๐ น. – ๒๑.๓๐ น. วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ –โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ #แชร์_เป็นธรรมทาน ได้กุศลทุกท่าน
    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
  5. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -วัดท่าซุง-เร.jpg

    เสียงตามสาย วัดท่าซุง เรื่องปฏิปทาท่านผู้เฒ่า11A ช่วงเวลา ๒๑.๐๐ น. – ๒๑.๓๐ น. วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ –โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ
    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -๑๓-ฉัต.jpg

    พิธีบวงสรวงยกฉัตร ๑๓ ฉัตร ซุ้มประตูวัดท่าซุง
    คุณจิรนัน เนื่องจำนงค์ ถวายสร้างฉัตร ๑ ฉัตร ๓๐๐,๐๐๐ บาท

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    อานิสงส์ของการทำบุญ
    โยมผู้หญิงคนหนึ่งได้ทราบว่า พระที่โยมใส่บาตรทุกวันนั้น ไม่ได้มุ่งมาบวชเพื่อตัดกิเลส แต่บวชมาเพื่อกวดวิชาเข้า ม.ศ. 5 โยมจึงบอกกับพระองค์นั้นว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาบิณฑบาตอีกนะคะ” โยมพูดไปแล้วก็ไม่สบายใจ เมื่อมีโอกาศได้มาพบหลวงพ่อ จึงเรียนถามว่า “พูดอย่างนี้จะบาปไหมคะ…?”
    หลวงพ่อได้เมตตาตอบว่า
    หลวงพ่อ : ไม่บาปหรอกโยม เพราะเราไม่ได้เอาของเขาใช้ นี่เป็นของของเรา เรามีสิทธิ์ คำว่าบาป แปลว่า ชั่ว ของของเรา เราไม่ให้เขา ไม่ถือว่าชั่ว
    ผู้ถาม : คนจนอยากทำบุญ แต่ไม่มีเงินจะทำ อย่างนี้ควรจะทำด้วยอะไรคะ ?
    หลวงพ่อ : เอ…อย่างนี้ต้องแก้ผ้าทำนะ
    ผู้ถาม : (หัวเราะ)
    หลวงพ่อ : อย่าง มหาทุคคตะ แกผ้าทำจนต้องนุ่งใบไม้ และมีตัวอย่างอีกคนหนึ่ง คือ ท่าน มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ท่านเป็นลูกของพราหมณ์ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ พ่อแม่ไม่เคารพพระในพระพุทธศาสนา และท่านก็ไม่มีโอกาสจะใส่บาตร ไม่มีโอกาสจะรักษาศีล ไม่มีโอกาสจะได้ฟังเทศน์ แย่เลย….

    เวลาตายปรากฏว่า พ่อก็ไม่เป็นที่พึ่ง แม่ก็ไม่เป็นที่พึ่ง ทรัพย์สมบัติก็ไม่เป็นที่พึ่ง เขาลือกันว่าพระพุทธเจ้านั้นใจดี เป็นที่พึ่งของคนทุกคน ท่านก็นึกถึงพระพุทธเจ้า พอตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

    นี่เป็นอันว่า คนที่ทำบุญ ไม่ต้องลงทุนด้วยทรัยพ์สิน แต่ว่าใช้จิตภาวนาหรือพิจารณาถึงความดีส่วนใดส่วนหนึ่ง มันก็เป็นบุญ

    เราทำแบบนี้ อย่าทำบ่อยนะ พระไม่ค่อยชอบ

    ผู้ถาม : ถ้าหากว่าทำบุญแบบนี้ ตายแล้วเป็นเทวดา ไม่จนแย่หรือคะ ?

    หลวงพ่อ : ก็บอกแล้วอย่าทำบ่อยนัก พระไม่ค่อยชอบ ไม่จนหรอก ดูตัวอย่าง ท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ท่านนึกถึงพระพุทธเจ้าหน่อยเดียว ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา มีวิมานทองคำ มีเครื่องประดับสวย แจ๋ว แต่พระไม่ชอบเทศน์ แต่ว่าทำได้นะโยม มีอานิสงส์ใหญ่นะ

    ผู้ถาม : อย่างที่เห็นเขาทำบุญ แล้วยกมือ อนุโมทนา สาธุ อย่างนี้จะได้ไหมคะ ?

    หลวงพ่อ : ยกมือดีใจ หรือยกมือแช่งเขาล่ะ ?

    ผู้ถาม : สาธุ ดีใจค่ะ

    หลวงพ่อ : โมทนา แปลว่า ยินดีด้วยนะ ไม่สาธุนึกว่า ไอ้บ้าทำบุญเสือกมาอวดกูด้วย

    ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ การทำบุญทุกอย่าง แต่ไม่ได้ปราถนาอะไรเลย จะได้ไหมคะ ?

    หลวงพ่อ : ได้โยม ทำไมจะไม่ได้ คือถ้าไม่ตั้งมโนปณิธานปราถนา บุญมันก็ต้องเป็นบุญ แต่ว่าอานิสงส์เบื้องปลายมันไม่เหมือนกัน

    ผู้ถาม : เป็นไงคะ ?
    หลวงพ่อ : การปราถนาจัดเป็นอธิษฐานบารมีนะ ตั้งใจว่าการทำบุญอย่างนี้เพื่อผลอะไร อย่างที่ไม่ปราถนาพุทธภูมิ ไม่ปราถนาเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ปราถนาเป็นพระอัครสาวก แต่ปราถนาเพื่อการหมดกิเลส ก็ชื่อว่า ยังปราถนา อยู่

    ผู้ถาม : ถ้าหากว่า ทำเฉยๆ เล่าคะ ?

    หลวงพ่อ : ถ้าหากว่าทำเฉยๆ ไม่ปราถนาอะไรเลย ตัวอย่างก็มีท่าน อาฬวีเศรษฐี จะฟังนิทานไหม ฉันจะเล่าให้ฟัง

    ผู้ถาม : ฟังค่ะ

    หลวงพ่อ : จะให้เท่าไรล่ะ ?

    ผู้ถาม : (หัวเราะ)

    หลวงพ่อ : คือว่า ท่านอาฬวีเศรษฐี พ่อท่านเป็นมหาเศรษฐี พอพ่อท่านตายลง ท่านก็เป็นเศรษฐีแทน เศรษฐีสมัยนั้นพระราชาต้องแต่งตั้ง แล้วต่อมา พวกขี้เมา ก็ชวนกินเหล้าเมายา ในที่สุดทรัพย์สินก็หมดไป จนกระทั่งกลายเป็นขอทาน

    วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์เสด็จไปที่เมือง อาฬวี เห็นอาฬวีเศรษฐีนั่งขอทานอยู่ข้างฝาเรือนชาวบ้าน พระพุทธเจ้าก็ทรงแย้มพระโอษฐ์

    พระพุทธเจ้าตามปรกติจะไม่แย้มพระโอษฐ์ ถ้ายิ้มแล้วต้องมีเรื่อง

    พระอานนท์จึงทูลถามว่า “พระองค์ยิ้มด้วยเรื่องอะไร พระพุทธเจ้าข้า ?”

    พระพุทธเจ้าถามว่า “อานนท์ เธอเห็นอาฬวีเศรษฐีไหม ?”

    พระอานนท์มองไปมองมาไม่เห็น เห็นแต่ขอทาน พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ” ขอทานนั่นแหละ คือ อาฬวีเศรษฐี ”

    แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า “ถ้าอาฬวีเศรษฐี สมัยเมื่อเป็นเศรษฐี ถ้าฟังเทศน์ของเราเพียงจบเดียว จะได้บรรลุพระอนาคามี เมื่อเงินน้อยลงมาเป็นอนุเศรษฐี ถ้าฟังเทศน์จากเราเพียงจบเดียว จะได้เป็นพระสกิทาคามี เมื่อมีฐานะเป็นคหบดี ถ้าฟังเทศน์จากเราเพียงจบเดียว จะได้เป็นพระโสดาบัน

    แต่ว่านี่อาฬวีเศรษฐี เป็นขอทานเสียแล้ว เราเทศน์จึงไม่มีผล”

    ตอนนี้ พระอานนท์ทูลถามว่า “ตามธรรมดาคนจะบรรลุมรรคผล องค์สมเด็จพระทศพลเคยตรัสว่า จะตายก่อนก็ยังไม่ได้ ต้องบรรลุมรรคผลก่อนนี่ พระพุทธเจ้าข้า ?”

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นั่นเขามีอธิษฐานบารมี”

    เป็นอันว่าอาฬวีเศรษฐี ไม่มีอธิษฐานบารมี ใช่ไหม..โยม ?

    ผู้ถาม : ใช่ค่ะ

    หลวงพ่อ : คนจะได้ดี เลยไม่ได้ดี ต่อไปอธิษฐานเสียนะ

    ผู้ถาม : ค่ะ ต่อไปจะอธิษฐานเสมอค่ะ

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ มกราคม 2540)

    Cr.Fb watthasung thailand

    -โยม.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  8. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    อานิสงส์นอนฟังเทปธรรมะ

    ผู้ถาม : ผมอยู่บ้านเปิดเทปธรรมะของหลวงพ่อฟัง แต่เวลาฟังนั้นนอนฟัง อย่างนี้จะเกิดโทษหรือเปล่าครับ

    หลวงพ่อ : เดี๋ยวก่อนต้องถามก่อน ผมอยู่บ้าน แล้วตัวไปไหน

    ผู้ถาม : ?…?…?…

    หลวงพ่อ : ผมเปิดเทปฟังได้เรอะ

    ผู้ถาม : (หัวเราะ) อ้อ..จริงแฮะ…คือตัวอยู่ด้วยครับ

    หลวงพ่อ : เกิดแน่ มีโทษมหันต์เลย ถ้าฟังเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งตาย จะไม่รู้จักนรกเป็นยังไงเลย กลายเป็นคนโงเง่าเต่าตุ่น นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะไม่รู้จักเลย ขาดความฉลาดในเรื่องนี้

    ผู้ถาม : ถ้าโง่ไม่ลงข้างล่างก็ยอมครับ

    หลวงพ่อ : เอาเรอะ…ชอบโง่เรอะ ใช้ได้ ๆ คือว่าฟังเสียงฉัน แต่อย่าลืมว่านั่นเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า นั่ง นอน ยืน เดิน เขาไม่ได้ห้าม นอนฟังปล่อยให้หลับไปเลยยิ่งดีใหญ่ ฟังเทปไม่ทันจบก็หลับไป เทปก็ว่าไปตามเรื่องตามราว นั่นแหละจิตเป็นฌาน ถ้าฟังแล้วรำคาญมันจะหลับไม่ได้ ถ้าเกิดความเพลิดเพลิน จิตจะสบายเรื่อยไป พอถึงฌานปั๊บตัดหลับเลย อันนี้มีประโยชน์ใหญ่

    ผู้ถาม : แล้วบังเอิญตอนนั้นต้องเข้าห้องส้วม เลยไปฟังต่อในส้วม ตอนนี้จะบาปไหมครับ

    หลวงพ่อ : อาจารย์เอาอะไรฟัง เอาหูฟังหรือเอาทวารฟัง

    ผู้ถาม : เอาหูครับ

    หลวงพ่อ : เอาหูฟังไม่เป็นไร

    ผู้ถาม : แหมถ้าคนช่างคิดก็คิดจริง ๆ นะเวลาปล่อยอึก็กลัวกลิ่นจะเหม็นออกมารบกวน

    หลวงพ่อ : ไม่เป็นไร

    ผู้ถาม : หลวงพ่ออโหสิเลยนะ

    หลวงพ่อ : ไม่ใช่อโหสิ การปวดอุจจาระปัสสาวะนี่ไม่มีใครต้องการ แต่มันปวดตามเรื่องตามราวของมันใช่ไหม แต่ในขณะนั้นจิตยังเป็นกุศลอยู่ พอใจในธรรมะยังเป็นบุญอยู่เท่าเดิม ไอ้เรื่องนี้เมื่อฉันเจริญกรรมฐานใหม่ ๆ รุ่นพี่บอกว่าเวลาที่ถ่ายปัสสาวะก็ดี ถ่ายอุจจาระก็ดี อย่าภาวนานะ บาป

    พอไปถามหลวงพ่อปาน ท่านบอกว่า “แกไปเชื่อไอ้ควาย ภาวนานี่จิตเป็นกุศล”

    ท่านเลยถามว่า “ถ้าเวลาท้องถ่าย แล้วตายเวลานั้นจะว่ายังไง”

    พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามใช่ไหม การภาวนามันอยู่ที่จิตไอ้ตัวภาวนาไม่ได้อยู่ที่ส้วมทำได้ตลอดเวลาอย่าให้มันขาด อันนี้ดีมากถ้าทางที่ดีก็ควรจะมีสายสะพาย

    พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่าง ท่านสะพายเวลาท่านจะเดินเล่น ท่านเดินเล่นหนึ่งชั่วโมงฟังเทป 2 หน้า ถ้าจะเดินเล่นสองชั่วโมง ก็ฟัง 4 หน้า เวลาท่านบรรทมท่านฟังจนหลับ ท่านทำเป็นปกติเลย

    ผู้ถาม : ท่านสนพระทัยด้วยหรือครับ

    หลวงพ่อ : เรื่องนี้หนักมากเรื่องกรรมฐานนี่นะ อย่าว่าแต่สนพระทัยเฉย ๆไม่ได้ เข้าฌานออกฌานได้ตามเวลาเก่งมาก ฉันไม่กล้าปะทะกับท่านนะ

    ผู้ถาม : ท่านสนพระทัยด้วยหรือครับ

    หลวงพ่อ : อันนี้แหละ เราจะเห็นว่าท่านน่ะมีเวลาน้อยนะ และความเข้าใจในธรรมะนี่ลึกซึ้งมากเหลือเกิน ละเอียดละออมาก ฉันนึกสงสัยเหมือนกันว่าท่านเอาเวลาไหนไปวิจัยธรรมะ เพราะวันทั้งวันท่านเกือบไม่มีเวลาว่าง ถึงเวลาสองยาม ท่านจะทรงเซ็นหนังสือ ถ้าไม่มีแขกนะ บางทีก็มีงานเลี้ยงจนถึงตี 1 ถึงตี 1 ท่านก็เริ่มเซ็นหนังสือ ถึงตี 2 ท่านก็เริ่มฟังเทปแล้ว ท่านทำกรรมฐานหรือฟังเทปตอนตี 2 เวลาแน่นอนของท่าน

    หลวงพ่อ : ฉันเคยเทศน์มาตั้งเยอะ คำถามด้านธรรมะไม่ละเอียดเหมือนพระเจ้าอยู่หัว รู้สึกว่าต้องระวังมาก เวลาคุยกับท่านด้านธรรมะ ต้องระวังหนักจริง ๆและต้องฟังทุกคำไม่พลาด บางทีก็ถามยาว ก็ต้องพยายามฟังทุกคำ เรื่องธรรมะนี่พลาดหน่อยเราเจ๊งเลย บางทีถามเรื่องเดียว 3 รอบก็มี แล้วสำนวนจะไม่ซ้ำกันเลย สำนวนนี่สำคัญมากต้องฟังทุกคำ

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 213 ธันวาคม 2541 หน้า 62-63)

    Cr.fb watthasung thailand

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  9. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    -๑๗-สิงหาคม-พ.jpg

    วันเสาร์ที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒
    พิธีทำบุญฉลองศูนย์ปฏิบัติธรรมศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ต(วัดท่าซุง) จังหวัดนครราชสีมาครบรอบปีที่ ๑๒
    ๐๗.๐๐น. -ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์
    ๐๗.๕๐น. -พิธีบวงสรวง โดยท่านพระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง)
    ๐๘.๐๐น. -พิธีรำถวายของคณะต่างๆ
    ๑๐.๐๐น. -พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัด นครราชสีมา ประธานพระมหาเถรานุเถระ เดินทางมาถึงศูนย์ปฏิบัติฯ-เจ้าหน้าที่เตรียมให้การต้อนรับ
    ๑๐.๓๐น. -เจริญพระพุทธมนต์โดย พระมหาเถรานุเถระที่รับอาราธนา ทั้งหมด ๙ รูป –จบแล้วเจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรม –อุทิศส่วนกุศล –พระมหาเถรานุเถระให้พร -เสร็จพิธี
    ๑๑.๐๐น. -ถวายภัตตาหารเพลแด่พระมหาเถรานุเถระและพระภิกษุ สงฆ์ที่เดินทางมาร่วมงาน
    ๑๒.๐๐น. -คณะพระสงฆ์ร่วมกันกราบทำวัตรขอขมา ท่านพระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ
    เวลา ๑๗.๓๐ น. ทำวัตรเย็น ,รับสังฆทาน
    เวลา ๑๘.๐๐ น. เปิดลงทะเบียนสำหรับผู้เข้าฝึกมโนมยิทธิ
    เวลา ๑๘.๓๐- ๒๐.๐๐ น. ฝึกมโนมยิทธิ ,รับสังฆทาน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๑
    เวลา ๐๙.๐๐ น. เปิดลงทะเบียนสำหรับผู้เข้าฝึกมโนมยิทธิ
    เวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๕๐ น.ฝึกพระกรรมฐานมโนมยิทธิ ,รับสังฆทาน
    เวลา ๑๑.๐๐ น. คณะสงฆ์ฉันภัตตาหารเพล ,หลังฉันเพลเสร็จแล้ว ท่านพระครูปลัดสมนึก จะรับสังฆทานก่อนที่จะเดินทางกลับวัดท่าซุง

    สำหรับผู้ที่มีบ้านหรือที่พักอยู่ไกล และมีความประสงค์จะมาทำบุญหรือต้องการมาฝึกกรรมฐานแบบวิชามโนมยิทธิ ทางศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ มีห้องพัก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะพักค้างคืนครับ(เฉพาะช่วงวันงานเท่านั้น) โดยใช้เพียง “บัตรประชาชน” เป็นหลักฐานในการเข้าพัก

    สามารถสอบถามเส้นทางหรือสอบถามข้อมูลอื่นๆได้ที่เบอร์โทร ๐๘๔-๗๖๑๑๔๘๗

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  10. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    การส่งจิต

    ผู้ถาม : ในเรื่อง “มโนมยิทธิ” คือวันนี้ผมคิดว่าจะส่งจิตไปถึงเขา แต่ว่ายังไม่ส่ง จะส่งอีก 3 อาทิตย์ แต่ทำไมเขาถึงรับได้ครับ

    หลวงพ่อ : คือว่าเรื่องของจิต มันทำงานเอง ไม่ต้องคุมหรอก ถ้าการควรเกิดขึ้นมันทำเลย ความรู้สึกทางร่างกายนี้หยาบกว่า ความเป็นทิพย์ของจิตเขาทำงานตามหน้าที่ ไม่ต้องใช้เวลาหรอก

    เอาอย่างนี้ก็แล้วกันอย่างไป “จุฬามณี” ต้องใช้เวลาหรือเปล่า นึกปั๊บก็ถึงเลย มันมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง บางคนเขาไม่ได้ทำกรรมฐาน บางทีเราไปถึงเทวดาก็ดี พรหมก็ดี นิพพานก็ดี เราเจอะภาพเขาได้ ตัวเองเขาไม่รู้ ตัวนอกเขาไม่รู้ แต่ตัวในเขาทำงาน

    (จากธัมมวิโมกข์ พฤศจิกายน 2544 หน้า 60)

    cr. FB วัดท่าซุง

    -ในเรื่.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  11. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    คนขี้โมโห

    ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ หนูเป็นคนขี้โมโหค่ะ

    หลวงพ่อ : ถ้า “ขี้” โมโหดี เพราะเราไม่ได้โมโห

    ผู้ถาม : (หัวเราะ) โมโหร้ายมากค่ะ แต่ว่าแป๊ปเดียวหาย

    หลวงพ่อ : โมโหร้าย ดี ! แต่ว่าอย่าร้ายตามโมโห ให้โมโหมันร้ายอย่างเดียว ถ้าโมโหแป๊ปเดียวหาย เช้ามืดเราก็รีบโมโหเลย บอก “เอ็งโมโหเฉพาะเวลานี้นะ เวลาอื่นห้ามโมโห”

    ถ้าแป๊ปเดียวหายเขาเรียกว่า “โทสจริต” เกิดโมโหไวหายเร็ว ที่หายเร็วแสดงว่าตัวยับยั้งมันมาก เราก็ต้องพยายาม พอตื่นมาตอนเช้าคิดว่าวันนี้เราจะไม่โมโหใคร ตั้งใจไว้เลยแต่มันอดเผลอไม่ได้นะ มันเป็นของธรรมดา ทีนี้ถ้าเผลอ พอจะหลับเราก็นั่งนึกวันนี้เราโมโหใครบ้างหรือเปล่า บังเอิญถ้าโมโห เราก็คิดใหม่ว่าจะไม่โมโหอีก อย่างนี้ไม่ช้าก็หาย

    ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ถ้าแกล้งทำเป็นโมโหแล้วพูดคำหยาบออกไปอย่างนี้จะเป็นไรไหมคะ ?

    หลวงพ่อ : ไอ้แกล้งทำเป็นโมโหนี่ เป็นลีลาแม้กระทั่งพระอรหันต์ท่านก็ทำเพื่อประโยชน์ของคนอื่น

    พระพุทธเจ้ามีลีลาว่า นิคคหะ ปัคคหะ

    “ถ้าดีเราก็ยกย่องสรรเสริญ ถ้าไม่ดีก็ถูกขับออกไป”

    ท่านทำก็เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของคนอื่น อันนี้ไม่ใช่โทสะแท้ เขาไม่ถือว่าเป็นเรื่องโทสะ เป็นลีลาของการปกครอง ก็เหมือนกับการแสดงละคร

    คนนี่มีนิสัย 2 ประเภทคือ

    คนที่มีนิสัยหยาบต้องขู่บังคับ
    ถ้าคนที่มีนิสัยละเอียดต้องปลอบ

    แบบนี้แสดงว่าคนนั้นเขามีนิสัยหยาบ เราแสดงออกแบบนั้น ความจริงเนื้อแท้เราไม่มีอะไร แต่เราทำเพื่อผลงาน อันนี้ไม่เสียหาย

    ถ้าเข้าไปในสมาคมขี้เมา เรากินโซดาเราก็เมาเท่าเขาทำเสียงเป็นเมา อาจจะเมากว่าคนกินเหล้าอีกนะ ทำเสียงดังกว่า เขาเรียกว่าต้องทำตามเขาไป แต่เนื้อแท้จริงๆเราไม่เมา แต่เราก็ไม่ขัดกับสังคม ใช่ไหม

    (จากธัมมวิโมกข์ ตุลาคม 2544 หน้า 76-77)

    Cr.fb.วัดท่าซุง

    -หลวงพ่.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  12. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6,569
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +362
    ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่วัดจะเป็นอย่างไร

    ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ตอนหลวงพ่ออยู่วัดท่าซุงก็เจริญรุ่งเรืองกระเดื่องไปทั่วประเทศจนถึงต่างประเทศ ถ้าหากว่าหลวงพ่อตายไปจริงๆแล้ว หลวงพ่อจะมีโอกาสมาช่วยวัดได้หรือเปล่าเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : ผีต้องแบกวัดอีกหรือ ก็สุดแล้วแต่คนอยู่ ถ้าคนอยู่เขารู้จักก็กลับมาช่วยได้อย่างหลวงพ่อปาน ท่านตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าก็นิพพานไปแล้ว เวลาที่ฉันสร้างวัดสร้างวา ฉันก็นึกถึงพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ทั้งหมด เทวดาพรหมทั้งหมด ท่านผู้มีคุณทุกท่าน แล้วท่านก็มาช่วยกัน ถ้าฉันตายไปแล้ว คนที่อยู่เขารู้จักฉัน ฉันก็มาช่วยได้

    ผู้ถาม : แล้วถ้าลูกหลานเป็นแสน คนโน้นก็เรียก คนนี้ก็เรียก หลวงพ่อจะไปอย่างไรครับ ?

    หลวงพ่อ : ฉันก็ถืออุเบกขา ถ้าไปบ้านนี้บ้านโน้นไม่ไป มันก็หาว่าหลวงพ่ออคติ ใช่ไหม แต่ความจริงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ฉันก็นึกถึงหลวงพ่อปาน ฉันอยู่กับหลวงพ่อปานไม่กี่เดือน ตอนนั้นฉันเจริญพระกรรมฐานก็จะไม่ค่อยดีนัก พอคลานได้ต้วมเตี้ยมๆ วันหนึ่งก็นึกถึงหลวงพ่อปานขึ้นมา ก็ขึ้นไปหาท่านที่ชั้นดุสิต ก็ไปกราบๆท่าน

    ก็ถามท่านว่า “หลวงพ่อครับ เมื่อหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ลมฝนมาชาวบ้านเขาจุดธูปบอกหลวงพ่อ และบ้านเขาก็ปลอดภัย เวลาหลวงพ่อตาย เขาจุดธูปหลวงพ่อจะทำอย่างไร หลวงพ่อคงสบายนะ หลวงพ่อไม่เห็นธูป”

    ท่านบอก “สบายที่ไหนล่ะ หนักกว่าเลย ตอนข้ามีชีวิตอยู่ จุดที่บ้านข้าไม่เห็นมันน่ะ อีตอนอยู่วิมาน จุดที่ไหนเห็นหมด เหนื่อยเกือบแย่เลย ไม่มีเวลาพักเพราะเห็นหมด ได้ยินหมด ต้องช่วยมัน”

    ก็เลยถามต่อไปว่า “หลวงพ่อช่วยอย่างไร หลวงพ่อองค์เดียว”

    ท่านบอก “ความจริงเป็นทิพย์ (ท่านใช้ศัพท์ว่าความเป็นทิพย์) ที่ไหนเท่าไรก็ได้”

    ก็หมดเรื่องกัน ไอ้ฉันก็ไม่น่าพูด ตายแล้วจะสบายเสียหน่อย เผลอตัวไปแล้วหมดท่า

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 80 ตุลาคม 2530 หน้า 75)

    FB.วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...