เพราะอะไรจึงต้องศึกษาคำของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย จิตสดใส, 29 พฤศจิกายน 2010.

  1. จิตสดใส

    จิตสดใส เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    464
    ค่าพลัง:
    +1,260

    พระองค์ทรงสามารถกำหนดสมาธิเมื่อจะพูดทุกถ้อยคำจึงไม่มีผิดพลาด
    อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ, จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีจิตเป็นเอก ดังเช่นที่คนทั้งหลายเคยได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้.
    มหาสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒ / ๔๖๐ / ๔๓๐
    พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๒๔๗
    แต่ละคำพูดเป็นอกาลิโก คือถูกต้องตรงจริงไม่จำกัดกาลเวลา



    ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้ที่เรานาไปแล้วด้วยธรรมนี้อันเป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก), ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺต เวทตพฺโพ วิญฺญูหิ).


    มหาตัณหาสังขยสูตร ม. ม. ๑๒/๔๘๕/๔๕๐.
    ปฎิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ น.๔๓๑

    คำพูดที่พูดมาทั้งหมดนับแต่วันตรัสรู้นั้น สอดรับไม่ขัดแย้งกัน


    ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอดเวลาระหว่างนั้นตถาคตได้กล่าวสอน พร่าสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย.


    อิติว[FONT=ArialUnicodeMS,Italic].
    ุ ขุ[FONT=ArialUnicodeMS,Italic]. [/FONT]๒๕ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/ [/FONT]๓๒๑ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/ [/FONT]๒๙๓



    พุทธประวัติจากพระโอษฐ ์ น[FONT=ArialUnicodeMS,Italic]. [/FONT]๒๘๕
    ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอนสิ่งที่บัญญัติไว้
    ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใดความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.



    มหาปรินิพพานสูตร มหา[FONT=ArialUnicodeMS,Italic].
    ที.๑๐ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/ [/FONT]๘๙ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/ [/FONT]๖๙



    พุทธประวัติจากพระโอษฐ ์ น[FONT=ArialUnicodeMS,Italic]. [/FONT]๔๖๕
    สำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเพียงผู้เดินตามพระองค์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม
    ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้วตถาคตเป็นมัคคัญญู (รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) เป็นมัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค). ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้ เป็นมัคคานุคา [FONT=ArialUnicodeMS,Bold](
    ผู้เดินตามมรรค[FONT=ArialUnicodeMS,Bold]) [/FONT]ป็นผู้ตามมาในภายหลัง[FONT=ArialUnicodeMS,Bold].[/FONT]ภิกษุทั้งหลาย! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์.



    ขนฺธ[FONT=ArialUnicodeMS,Italic]. [/FONT][FONT=ArialUnicodeMS,Italic].[/FONT]ํ ๑๗ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/[/FONT]๘๑ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/ [/FONT]๑๒๕



    อริยสัจจากพระโอษฐ ์ ภาคตน้ น[FONT=ArialUnicodeMS,Italic]. [/FONT]๗๒๑
    ตรัสไว้ว่าให้ทรงจำบทพยัญชนะและคำอธิบายอย่างถูกต้อง พร้อมถ่ายทอดบอกสอนกันต่อไป
    ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาถูก ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันถูก ความหมายแห่งบทพยัญชนะที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็น มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป..ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่ว ในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท[FONT=ArialUnicodeMS,Bold])
    พวกภิกษุเหล่านั้น เอาใจใส่ บอกสอน เนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่นๆ[FONT=ArialUnicodeMS,Bold], [/FONT]เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไปสูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดผู้เป็นมูลราก(อาจารย์) มีที่อาศัยสืบกันไป. ซึ่งทาให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป..



    จตุกฺก[FONT=ArialUnicodeMS,Italic]. [/FONT][FONT=ArialUnicodeMS,Italic].[/FONT]ํ ๒๑ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/[/FONT]๑๙๘ [FONT=ArialUnicodeMS,Italic]/ [/FONT]๑๖๐



    ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ ์ น[FONT=ArialUnicodeMS,Italic]. [/FONT]๓๕๕
    ทรงตรัสแก่พระอานนท์ ให้ใช้ธรรมวินัยที่ตรัสไว้เป็นศาสดาแทนต่อไป

    อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ‘ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้วพวกเราไม่มีพระศาสดา’ ดังนี้ อานนท์! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น อานนท์! ธรรมก็ดีวินัยก็ดีที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลายธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา


    อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่ อานนท์ ! ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่

    ในสถานะอันเลิศที่สุดแล.
    มหาปรินิพพานสูตร มหา


    .ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘

    ศึกษา พุทธวจนได้ที่นี้
    http://www.buddhaoat.org

    [/FONT]​
    [/FONT]​
    [/FONT]​
    [/FONT]​

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤศจิกายน 2010

แชร์หน้านี้

Loading...