เพราะเหตุใดคุณถึงปรารถนาพุทธภูมิครับ?

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย palungwat, 9 พฤศจิกายน 2006.

  1. palungwat

    palungwat Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    20
    ค่าพลัง:
    +41
    ผมมีคำถาม ที่ต้องการทราบจากผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ดังนี้ครับ

    1. อยากทราบจุดประสงค์ หรือเหตุผลว่าเพราะอะไร คุณถึงปรารถนาพุทธภูมิครับ

    2. อยากทราบว่าคุณได้คำสอน หรือคำแนะนำ หรืออะไรที่เป็นแดนบันดาลใจให้คุณปรารถนาพุทธภูมิครับ

    3. และหลังจากที่ได้ปรารถนาพุทธภูมิแล้วคุณปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ถึงสิ่งที่คุณปรารถนานั้น

    4. ในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ไม่ได้แนะนำให้สาวกของพระองค์ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ทรงแนะนำให้ปฏิบัติเพื่อสำเร็จมรรค ผล นิพพานในชาตินี้ แล้วคุณคิดว่าการปรารถนาพุทธภูมิของนั้นสำคัญกว่าหรือเปล่าครับ ทำไมถึงยังเลือกปรารถนาพุทธภูมิอยู่อีกล่ะครับ ไม่กลัวว่าจะเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และมีโอกาสพบพุทธศาสนาหรือครับ


    ขอบคุณล่วงหน้าครับ ที่ผมถามนั้นก็เพื่อต้องการทราบว่าคนปรารถนาพุทธภูมิจะมีความคิด หรือทัศนคติอย่างไรครับ ไม่ได้ต่อว่า หรือทักท้วงนะครับ หวังว่าคงจะได้รับคำตอบที่จริงใจ และแสดงให้เห็นถึงการไม่ถือโทษโกรธกันนะครับ
     
  2. singkaew_k

    singkaew_k เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +158
    ขอขอบคุณที่คุณเปิดกระทู้นี้ความจริงผมไม่ต้องการเปิดเผยตัวอะไรแต่อยากจะระบายความในใจให้ทราบเท่านั้นเอง ถ้าพูดกับคนทั่วไปเขาจะหาว่าบ้า อาจจะบ้าจริงก็ได้นะ เดิมทีผมบวชในสายวัดป่า พอปฏิบัติธรรมไปสักระยะหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมงุนงงมากตอนที่ปฏิบัติธรรมกำลังไปได้ดี เหมือนกับผมจะปฏิบัติธรรมเกือบจะสำเร็จธรรมช้นต้นแล้ว แต่ทำไม่ได้สักที เพราะการเร่งความเพียร ทำให้ผมเจ็บป่วยจนเกือบเสียคนก็มานึกว่า เอ ถ้าเราสำเร็จเป็นพระโสดาบันก็อยู่อีกแค่ 7 ชาติอย่างมาก เราจะไปโปรดบิดา มารดา ญาติสนิทมิตรสหายก็คงได้ไม่มากเพราะเราอยากให้เขารู้เหมือนเรา การบรรลุธรรมนั้นเปรียบเสมือนเราได้กินอาหารที่อร่อยมาก โดยนิสัยส่วนตัวผมแล้วไม่ชอบที่จะกินคนเดียว เราได้กินคนอื่นต้องได้กินด้วย โดยเฉพาะบิดา มารดา พระอุปัชชาย์ ครูอาจารย์ที่มีบุญคุณกับเราตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เราแผ่ไปถึงเราก็จะเชิญชวนมาลิ้มรสอย่างไม่มีประมาณ แจกไม่อั้นว่างั้นเถอะ ตอนที่เราคิดเรายังไม่รู้ว่ามีเวปนี้อยู่ ไม่รู้เรื่องว่ามีพระพทุธเจ้าหลายๆพระองค์ ไม่รู้ว่าคู่บารมีเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่านางแก้วเป็นอย่างไร ได้ยินแต่ภิกษุรุ่นพี่ที่บวชด้วยกันพูดทีเล่นทีจริง แต่เราก็ไม่สนใจ จนสึกออกมาก็ตกลงใจปรารถนาพุทธภูมิในใจจนถึงบัดนี้ ตอนสึกออกมาติดขัดปัญหาการปฏิบัติธรรม ไปสอบถามครูบาอาจารย์หลายรูปหลายองค์ เพื่อช่วยแก้ไขก็ไม่หายจนถึงบัดนี้ ก็ยังทรมานอยู่ ทรมานมากบรรยายไม่ถูกเพราะไม่ไช่โรคทางกาย บางครั้งแทบบ้า ก็อดทน มีครั้งหนึ่งไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว ก็เลยอฐิษฐานลาพุทธภูมิไม่เอาแล้ว ไม่ช่วยใครแล้ว ไปคนเดียวดีกว่า จะตายแล้ว พอตอนกลางคืนมีนิมิตมาบอกว่า " ลูกเอ๋ยจะลาไปทำไม ทำไมไม่อดทนอีกต่อไปเหมือนพ่อยังไงเล่า พ่อก็บำเพ็ญเพียรทีละนิดทีละนิดเดี๋ยวบารมีก็เต็มไปเอง ลูกอุตส่าห์บำเพ็ญมาเป็นหมื่นปีแล้ว ตอนนี้ทางเบื้องบนเขาปลดชื่อออกแล้วนะ " ตอนนั้นผมยังไม่เคยเข้าเล่นคอมพิวเตอร์เลย ไม่เคยรู้จักเวปพลังจิต ไม่รู้จักพุทธภูมิ พอนิมิต อย่างนี้ ตกใจมาก
    ผมเลยต้องอฐิษฐานพุทธภูมิซ้ำจนถึงปัจจุบัน เมื่อจะลาพุทธภูมิทีไร เพราะเบื่อโลกทุกที ก็คิดถึงหน้าพ่อแม่ ภรรยา ญาติสนิทมิตรสหาย ไม่อยากไปคนเดียว ไม่ไช่กลัวเหงานะ แต่สงสารที่เขาไม่ได้ไปด้วย สงสารมาก เคยบอกพ่อว่า
    ปราถนาพุทธภูมิ พ่อบอกนานมากนะ จะต้องยอมทนทุกข์ทรมานนานมากนะกว่าจะสำเร็จหรืออาจจะไม่สำเร็จ แต่เราได้ยินเราก็ไม่ท้อ ถึงแม้จะตกนรกหมกไหม้นานเท่าไรเพื่อบิดามารดา ภรรยา บุตร พระอุปัชชา ครูบาอาจารย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายเราก็ยอม ถึงแม้ว่าจะถูกคนอื่นมองว่าบ้า โง่เง่า ต่ำช้า ต่ำต้อย ถูกเอารัดเอาเปีรยบเราก็ยอม เราจะไม่ยอมลาพุทธภูมิแม้นกายและจิตนี้จะแตกสลายเพราะความทุกข์กี่ครั้งก็ตาม ที่ผมพิมพ์มานี้ไม่ได้มีเจตนาจะประกาศให้ใครต่อใครได้รับทราบว่าวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่างน้อยก็อยากจะระบายความในใจที่พูดกับใครไม่ค่อยได้ในเรื่องนี้และก็รู้สึกอบอุ่นใจว่าในโลกนี้ยังมีคนที่คิดอย่างเราอยู่ หรือความคิดเรายังเหมือนคนอื่นอยู่บางกลุ่มและเราก็ยังได้รับคำแนะนำดีๆในการสร้างบารมีจากเวปนี้ ก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคนที่จะแยกแยะเอาเอง ขอบคุณครับที่ให้โอกาสเราระบายความอัดอั้นในใจที่น้อยคนจะเข้าในใจ
     
  3. singkaew_k

    singkaew_k เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +158
    ขอขอบคุณที่คุณเปิดกระทู้นี้ความจริงผมไม่ต้องการเปิดเผยตัวอะไรแต่อยากจะระบายความในใจให้ทราบเท่านั้นเอง ถ้าพูดกับคนทั่วไปเขาจะหาว่าบ้า อาจจะบ้าจริงก็ได้นะ เดิมทีผมบวชในสายวัดป่า พอปฏิบัติธรรมไปสักระยะหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมงุนงงมากตอนที่ปฏิบัติธรรมกำลังไปได้ดี เหมือนกับผมจะปฏิบัติธรรมเกือบจะสำเร็จธรรมช้นต้นแล้ว แต่ทำไม่ได้สักที เพราะการเร่งความเพียร ทำให้ผมเจ็บป่วยจนเกือบเสียคนก็มานึกว่า เอ ถ้าเราสำเร็จเป็นพระโสดาบันก็อยู่อีกแค่ 7 ชาติอย่างมาก เราจะไปโปรดบิดา มารดา ญาติสนิทมิตรสหายก็คงได้ไม่มากเพราะเราอยากให้เขารู้เหมือนเรา การบรรลุธรรมนั้นเปรียบเสมือนเราได้กินอาหารที่อร่อยมาก โดยนิสัยส่วนตัวผมแล้วไม่ชอบที่จะกินคนเดียว เราได้กินคนอื่นต้องได้กินด้วย โดยเฉพาะบิดา มารดา พระอุปัชชาย์ ครูอาจารย์ที่มีบุญคุณกับเราตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เราแผ่ไปถึงเราก็จะเชิญชวนมาลิ้มรสอย่างไม่มีประมาณ แจกไม่อั้นว่างั้นเถอะ ตอนที่เราคิดเรายังไม่รู้ว่ามีเวปนี้อยู่ ไม่รู้เรื่องว่ามีพระพทุธเจ้าหลายๆพระองค์ ไม่รู้ว่าคู่บารมีเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่านางแก้วเป็นอย่างไร ได้ยินแต่ภิกษุรุ่นพี่ที่บวชด้วยกันพูดทีเล่นทีจริง แต่เราก็ไม่สนใจ จนสึกออกมาก็ตกลงใจปรารถนาพุทธภูมิในใจจนถึงบัดนี้ ตอนสึกออกมาติดขัดปัญหาการปฏิบัติธรรม ไปสอบถามครูบาอาจารย์หลายรูปหลายองค์ เพื่อช่วยแก้ไขก็ไม่หายจนถึงบัดนี้ ก็ยังทรมานอยู่ ทรมานมากบรรยายไม่ถูกเพราะไม่ไช่โรคทางกาย บางครั้งแทบบ้า ก็อดทน มีครั้งหนึ่งไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว ก็เลยอฐิษฐานลาพุทธภูมิไม่เอาแล้ว ไม่ช่วยใครแล้ว ไปคนเดียวดีกว่า จะตายแล้ว พอตอนกลางคืนมีนิมิตมาบอกว่า " ลูกเอ๋ยจะลาไปทำไม ทำไมไม่อดทนอีกต่อไปเหมือนพ่อยังไงเล่า พ่อก็บำเพ็ญเพียรทีละนิดทีละนิดเดี๋ยวบารมีก็เต็มไปเอง ลูกอุตส่าห์บำเพ็ญมาเป็นหมื่นปีแล้ว ตอนนี้ทางเบื้องบนเขาปลดชื่อออกแล้วนะ " ตอนนั้นผมยังไม่เคยเข้าเล่นคอมพิวเตอร์เลย ไม่เคยรู้จักเวปพลังจิต ไม่รู้จักพุทธภูมิ พอนิมิต อย่างนี้ ตกใจมาก
    ผมเลยต้องอฐิษฐานพุทธภูมิซ้ำจนถึงปัจจุบัน เมื่อจะลาพุทธภูมิทีไร เพราะเบื่อโลกทุกที ก็คิดถึงหน้าพ่อแม่ ภรรยา ญาติสนิทมิตรสหาย ไม่อยากไปคนเดียว ไม่ไช่กลัวเหงานะ แต่สงสารที่เขาไม่ได้ไปด้วย สงสารมาก เคยบอกพ่อว่า
    ปราถนาพุทธภูมิ พ่อบอกนานมากนะ จะต้องยอมทนทุกข์ทรมานนานมากนะกว่าจะสำเร็จหรืออาจจะไม่สำเร็จ แต่เราได้ยินเราก็ไม่ท้อ ถึงแม้จะตกนรกหมกไหม้นานเท่าไรเพื่อบิดามารดา ภรรยา บุตร พระอุปัชชา ครูบาอาจารย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายเราก็ยอม ถึงแม้ว่าจะถูกคนอื่นมองว่าบ้า โง่เง่า ต่ำช้า ต่ำต้อย ถูกเอารัดเอาเปีรยบเราก็ยอม เราจะไม่ยอมลาพุทธภูมิแม้นกายและจิตนี้จะแตกสลายเพราะความทุกข์กี่ครั้งก็ตาม ที่ผมพิมพ์มานี้ไม่ได้มีเจตนาจะประกาศให้ใครต่อใครได้รับทราบว่าวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่างน้อยก็อยากจะระบายความในใจที่พูดกับใครไม่ค่อยได้ในเรื่องนี้และก็รู้สึกอบอุ่นใจว่าในโลกนี้ยังมีคนที่คิดอย่างเราอยู่ หรือความคิดเรายังเหมือนคนอื่นอยู่บางกลุ่มและเราก็ยังได้รับคำแนะนำดีๆในการสร้างบารมีจากเวปนี้ ก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคนที่จะแยกแยะเอาเอง ขอบคุณครับที่ให้โอกาสเราระบายความอัดอั้นในใจที่น้อยคนจะเข้าในใจ
     
  4. suchat

    suchat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    204
    ค่าพลัง:
    +1,239
    ก่อนอื่นขอโมทนากับคำถามครับ

    ผมอาจจะตอบไม่ค่อยดีนะครับ

    1) อย่างแรกที่ผมปรารถนาพุทธภูมิ เพราะเกิดจาการที่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งพูดเรื่องของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ทรงช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ ใจก็เริ่มปรารถนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครับ และก็ตั้งมั่นที่จะช่วยคนทั้งหลายให้พ้นทุกข์อย่างน้อยก็ให้รับรู้เรื่องนรก สวรรค์ ทำบุญอย่างไรจะได้รับความสุข

    2) ส่วนคำสอนที่เป็นแรงบันดาลใจ ก็คือ หลักบารมีสิบ ยิ่งบำเพ็ญถึงขั้นปรมัถบารมีแล้วพระโพธิสัตว์แต่ละท่านยิ่งปฎิบัติแต่ละข้อของบารมีสิบยิ่งชีวิต และข้อธรรมที่เห็นได้ง่ายที่สุดในชีวิตตอนนี้ที่ทำให้ผมอยากปรารถนาให้สำเร็จ ก็คือความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดกับตัวผมก็ดี คนใกล้ตัวก็ดี หรือจากข่าวทั้งหลายในสังคม ทำให้เห็นว่าโลกนี้มีทุกข์มาก และบางท่านก็ยังไม่รู้เรื่องพระนิพพาน ผมก็เลยอยากจะพาคนทั้งหลายไปให้พ้นจากโลกนี้ อย่างน้อยก็มีสวรรค์เป็นที่ไป อย่างมากก็จะพาไปนิพพานให้ได้

    3) เมื่อตั้งใจปรารถนาแล้ว ก็พยายมปฎิบัติบารมีสิบให้ได้ ให้ครบทั้งสิบข้อ ได้บ้าง ขาดบ้างก็จะพยายามทำให้ครบ แล้วก็ปฎิบัติในศีลห้า ทำบุญทุกอย่างเท่าที่กำลังจะทำได้ ตอนนี้ผมก็พยายามปฎิพระกรรมฐานให้ได้ทุกวันครับ

    4) ผมว่าทั้งการปราถนาบำเพ็ญเพียรแบบสาวกภูมิก็ดี หรือพุทธภูมิก็ดีต่างก็มุ่งหวังพระนิพานทั้งนั้นเพียงแต่ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมินั้นไม่ต้องการเข้าพระนิพพานเพียงคนเดียว ต้องการพาคนอื่นไปด้วย และผมว่าการที่เราปรารถนาพุทธภูมินั้นไม่เสียที่ ที่เกิดมาพบพุทธศาสนาหรอกครับ เพียงแต่เราเข้าพระนิพพานช้าหน่อย และพื้นฐานพุทธภูมินั้น ก็ต้องยืดมั่นในพุทธานุสติทุกชาติอยู่แล้วครับ
     
  5. PCO

    PCO เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    377
    ค่าพลัง:
    +3,624
    ก็ดีมากครับกระทู้นี้ผมเคยบันทึกไว้เป็นเล่มทั้งความปรารนาพระ
    โพธิญาณ วิริยาธิกะ และความต้องการพิเศษ ทั้งคำอธิฐานพิเศษ
    ต่างๆ
    แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เมื่อปี2540ย้ายที่ทำงานไปต่างจังหวัดไกล
    มากปิดบ้านทิ้งไว้ปีกว่า เมื่อกลับบ้านก็ปรากฏว่าหนังสือตำหรับตำรา
    สมุดบันทึกเกือบทั้งหมดถูกปลวกกินที่เหลือก็อ่านแทบไม่รู้เรื่อง
    เดี่ยวผมขอเวลารวบรวมความจำก่อนแล้วจะมาเล่าให้ฟัง ตอนนี้ขอฟัง
    คนอื่นไปพรางๆก่อนนะครับ
     
  6. วิทย์

    วิทย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    2,037
    ค่าพลัง:
    +8,436
    1.แรงบันดาลใจแรกเริ่มเกิดขึ้นเมื่อได้อ่าน พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร ครับ แล้วก็อยากเป็นเหมือนอย่างในพระสูตรนั้นบ้าง
    2.เหมือนข้อ 1 ครับ ต่อมาก็ได้อ่านเรื่องราวในชาดกและการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ต่างๆมากขึ้น ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกและความต้องการให้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
    3.ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ ทำบุญช่วยเหลือผู้อื่นตามแต่โอกาสและกำลังครับ
    4.ถ้าไม่มีผู้ปรารถนาพุทธภูมิก็คงจะไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้ธรรมและน้อมนำสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้มาค้นพบกับสัจธรรมได้หรอกครับ สัจธรรมอริยมรรคอริยผลก็คงเป็นสิ่งที่ถูกซ่อนเร้นและถูกปกปิดอยู่เช่นนั้นไปตลอดกาลนาน อาจเรียกได้ว่าผู้ปรารถนาพุทธภูมินั้นเป็นผู้ที่มีความเสียสละอันยิ่งใหญ่ก็ได้นะครับ
     
  7. โป

    โป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    183
    ค่าพลัง:
    +256
    ของผมมันเป็นมันเองครับ.........

    ในตอนผมยังเด็ก.....ผมมักจะชอบนั่งสมาธิ และพบกับประสบการณ์พอสมควร

    แต่ยังไม่มีความปราถนาใดใด มักคิดสงสัยอยู่เสมอว่า คนเราเกิดมาทำไม เพราะอะไร

    มักชอบไปนั่งสมาธิบนที่สูงและส่งความปราถนาดีให้กับหมู่บ้านเบื้องล่าง

    ขอให้เขามีความสุขความเจริญ หลังจากนั้นในช่วงวัยรุ่น ก็ห่างหายไป

    ต่อมาช่วงอายุ ๒๓-๒๔ ปี ก็ได้มีโอกาศปฏิบัติสมาธิ ช่วงบำเพ็ญงานต่างต่างในวัด

    ได้นั่งสมาธิ พิจารณาร่างกาย พบกับความผ่องใสของจิตใจพอสมควร

    ปฏิบัติแล้วพบความรู้สึกที่จะพาตนเองพ้นทุกข์และพาผู้อื่นพ้นทุกข์ตาม จึงได้อธิฐานเรื่อยมา



    โดยปัจจุบัน ได้ปฏิบัติธรรมและอยู่กลมกลืนกับทางโลก

    มีครอบครัวตามปกติ รู้ว่าตัวจิตตนเองไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์

    มีความเห็นส่วนตัวของตนเองว่า การดำรงชีวิตอยู๋ในโลกนี้ล่อแหลม

    ต่ออันตราย เป็นโทษ แต่ตนเองอดทนต้องอยู่กับโลก ปฏิบัติเพื่อให้ผลดีให้กับคนทั่วไป
     
  8. พรเทพ คชมาศ

    พรเทพ คชมาศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    352
    ค่าพลัง:
    +1,295
    เรานี้เกิดมาเพื่ออะไรหนอ?
    เฝ้าค้นหาตนเองยี่สิบแปดปี
    ถึงวันพบพระธรรมจากหลวงปู่เทสก์
    ยอมจำนนถึงขนาดสละลูกเมียในอนาคต
    ฝึกสติปัฏฐานสี่ตามแนวพระอาจารย์มั่น
    วันหนึ่งพร้อมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อแสวงนิพพาน
    ก็ทิ้งทุกอย่าง พ่อ แม่ ทรัพยสิน ตำแหน่ง การงาน


    เดินทางเพื่อขอบวช แต่ไม่เจ้าอาวาสไม่รับ
    น้ำตารินไหล โอ้หนอ เรานี้แม้นอยากห่มเหลือง
    เป็นพระสาวกแห่งองค์พระสมณะโคดมก็มีบุญไม่ถึงหนอ
    จึงตั้งจิตคิดบวชใจ ไม่สนผู้อื่น ตัเงหน้าตัดกิเลสอย่างเดียว
    อยากเป็นพระนี่ก็กิเลสใช่หรือไม่ จึงไดใช้สติปัฏฐานสี่ตัด



    กลับมาจากห่มขาว ไม่หยุดตัดกิเลส จนจิตเริ่มว่างขาว
    แต่ยังไม่สว่างมีปัญญาเห็นธรรม จนกระทั่งวันหนึ่ง
    ได้รู้ตัวว่ายังมีความโกรธเหลืออยู่ ทำอย่างใดหนอ
    จึงจะตัดได้ เพ่งพิจารณารูปพระอาจารย์มั่น
    เห็นเป็นหญิงใจดี ไม่เห็นอย่างอื่นใด ก็เลยใช้ "เมตตา"
    เพื่อตัดความโกรธ วันนั้นจึงพิจารณาคนรอบกาย
    ที่มักใส่ร้ายและรุมด่าเรา เขานั้นมีสีหน้าอมทุกข์
    บ้างด่าเสร็จก็ไอเหมือนจะตายให้ได้ ล้วนมีแต่ทุกข์
    โอหนอ วิญญาณ เขาร่ำร้องให้เรานี้ หลุดพ้นเสียทีเพื่อมาช่วยเขา
    คิดได้ดังนั้น ก็เห็นความทุกข์ยากของสรรพสัตว์ในนรก
    น้ำตาหลั่งไหลไปสองสามวัน ตัดความโกรธได้หมดสิ้น


    แต่ก็ยังไม่บรรลุธรรม


    ก็คิดว่าบรรลุธรรมแล้ว เมื่อคิดได้ว่า ศิษย์มโนมยิทธิมีอีกมาก
    รอการไปนิพพาน เรานี้ควรลองฝึกให้สำเร็จเผื่อจักช่วยเขาได้
    แต่การฝึกไปนรกสวรรค์คนเดียว ไม่มีอาจารย์สอนนี้อาจต้องตาย
    ได้ง่ายๆ ท้งยังพักอยู่คนเดียว ไม่มีคนดูระหว่างเข้าฌาณ ว่าแล้ว
    ก็ตัดสินใจว่า แม้นวิญญาณผู้น้อยนี้ หลงทางไม่อาจกลับมาได้
    ก็จักไม่เสียดายเมื่อเทียบกับความรู้ที่จะมาสอนคน ว่าแล้วก็ศึกษา
    เรื่องนรก สวรรค์ ยังไม่ทันฝึกมโนฯ ก็เข้าใจได้หมดก่อน


    เสวยวิมุติสุขสองสามวัน ก็คิดได้ว่า "สุขแห่งนิพพาน" เป็นเช่นนี้เอง
    หนอ ที่แท้ก็เพราะความกลัวในทุกข์ จึงอยากหนีทุกข์ อยากสุข จึงมา
    นิพพาน สุข ทุกข์ ก็แค่ความรู้สึกทางใจแค่นั้น


    จึงได้พิจารณาว่านิพพานนี้กว่าจะได้มา พระสมณะโคดมแลกด้วย
    ชีวิต สองเท้าน้อยๆ เนเผยแพร่พระธรรมอยู่ทุกวัน เช้าตรู่อุ้มบาตร
    ขอข้าวราวกับขอทาน ใครจะก่นด่าไม่หวั่นไหว ห่มเพียงผ้าห่อศพ
    วัดไม่มีให้อาศัย ค่ำไหนนอนนั่น ทั้งที่เคยเป็นถึงลูกกษัตรยิ์


    โอ้หนอ พระสมณโคดม สร้างมาถึงเพียงนี้ ไหนจะพระโพธิสัตว์
    เยซูคริสตร์เล่า ยอมทุกข์ทรมานเพื่อล้างบาป ตายบนไม้กางเขน
    พระโพธิสัตว์กวนอิมยอมควักตา ตัดมือให้พ่อ เรานี้หนอ แค่เศษ
    ธุลีดินเล็กๆ ในจักรวาลที่ยิ่งใหญ่


    ดังนี้ จึงอธิษฐานว่า บุญบารมีใดๆ ทั้งหมดที่มีรวมทั้งพระนิพพาน
    นี้คือสิ่งสูงค่าที่สุดแล้วที่ข้าพเจ้ามี ขออุทิศให้เพื่อเป็นบุญสานต่อ
    พระศาสนาของพระสมณะโคดมให้รุ่งเรืองเป็นสากลอีก 2,500 ปี


    แล้วคำอธิษฐานเก่าๆ ในอดีตชาติก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา ข้าพเจ้าก็รู้ตัวแล้ว
    ว่ากาลข้างหน้ามิได้ง่ายดาย ทรุดกายลงร้องไห้ เห็นไฉนจึงอธิษฐาน
    ไปได้เช่นนี้ "เรานี้จักบูชาพระศาสนาด้วยสิ่งที่สูงค่ายิ่งที่สุด ทุกชาติไป"
    แม้นมีเหลือเพียงชีวิต ก็บูชาด้วยชีวิต หากมีสิ่งเหนือกว่าชีวิตก็มอบให้ได้


    พระโพธิสัตว์ผู้เสียสละมีมากมาย และต้องมีผู้เสียสละสืบต่อไปเรื่อยๆ
    เพื่อขนดวงวิญญาณสรรพสัตว์ทีทุกข์ทน นี่คือ สายธารธรรมที่ไม่มีวัน
    หมดสิ้น



    ยินเสียงดวงวิญญาณร่ำไห้ในนรก น้ำตาตกรินไหล
    ยินเสียงสวดมนต์จากสัตว์ผู้สอนได้ ก็ซาบซึ้งใจยินดี
    มองไปเห็นวัดไม่มีพระอรหันต์ นิพพานถูกลืม
    กล้ำกลืนน้ำตาทุกข์ทน


    โอ้หนอ... โลกนี้จักอยู่อย่างไร?
    ....................................................................
     
  9. เกียรติคุณ

    เกียรติคุณ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +34
    เส้นทางเดินนี้ถูกกำหนดมาแล้วด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่อยากจะเป็นก็เป็น หากศึกษาให้ดีจะค้นพบว่า เส้นทางแห่งธรรมนั้นไม่มีแบ่งแยก มหายาน เถรวาท หรือเซน ฯ(หากยังยึดติดในรูปแบบก็เป็นเพียงผู้เดินตาม ยังไม่แจ้งในโลกธาตุ) แต่...บางคนเกิดมาเหมือนถูกกำหนดไว้แล้ว ..
    บางคนจิตเข้าภวังค์ตั้งแต่จำความได้ ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าสมาธิคืออะไร จิตแยกออกจากกายตอนเด็ก มองเห็นตลอดสายแห่งชีวิตว่า "การเกิดมาแล้วตายไปเหมือนคนอื่นๆ มันช่างไร้ค่าสิ้นดี ไม่มีความยินดีพอใจในศาสตร์แห่งโลกสมมุติ แต่อนิจจาไร้คนเข้าใจ จึงได้แต่ทรมาณในกายสังขารนี้"
    เมื่อความทรงจำย้อนคืน หยิบจับมรรคาที่เคยวางทิ้งไว้เมื่ออดีตตามแนวทางแห่งพระพุทธะ กลับพบว่า..ในคำสอนที่เป็นอรรถคาถาและพุทธวจนะนั้นแตกต่างกันโดยวิญญาณหาใช่ตัวอักษร คำของพระพุทธองค์นั้นสอดประสาน อบอุ่นและสอดรับทั้งหมดไม่ขัดแย้งกันเองและยิ่งกว่าบทกวีใดๆ ที่จะรังสรรค์"
    เมื่อญาณทั้ง 16 วนครบรอบสักกายะถูกทำลาย การปิดกั้นธรรมก็ไร้เครื่องกางกั้น องค์ความรู้หลั่งรินเฉกเช่นฟ้ารั่วลงสู่ใจ สติที่ว่องไวนั้นจำแนกความทุกข์และกรรมแต่เมื่อผ่านการวนรอบครั้งที่ 3 หลายท่านติดกับตัวรู้ อัตตางอกเงย อนาคามีจึงหลงกลตัวรู้ไม่อาจไปได้ไกลกว่าใจตน
    จนกว่าเหล่าผู้ไม่กลับมาเกิดในกามาวจรเหล่านั้นจะตัดมานะอัตตาได้ในอรรหัตถมรรคเขาถึงจะก้าวข้ามความไม่รู้สู่การปลดปล่อยจิตวิญญาณที่ถูกกักขังและครอบงำ กระแสแห่งความเพียรที่สะสมจึงจะบรรจบกับอฐิษฐานบารมีที่ถูกลืมเลือน เมื่อนั้นจำต้องอาศัย "วัชรเฉทิก"เพื่อกำราบมานะอัตตาให้สูญสิ้น เมื่อเขาโยนพระนิพพานและโพธิลงก้นเหวลึก เมื่อนั้นจิตที่ไร้การเกาะเกี่ยวก็ผันแปรไปตามความดั้งเดิมแห่งการปรารถนา.."เมื่อศิษย์พร้อมอาจารย์แท้จริงก็ปรากฏ" สิ่งเหล่านี้อาจใช้เวลาเป็นหมื่นๆ กับปป์สำหรับบางคน
    แต่สำหรับผู้เดียวดายและรวดร้าวในวิญญาณตั้งแต่จำความได้ ต้องทนทุกข์กับสิ่งที่ไม่รู้และผิดปกติของมโนวิญญาณเมื่อปฏิบัติภาวนาตามแนวทางขององค์พระศาสดาแห่งตระกูลศากยะกลับใช้เวลาแค่ไม่กี่วันเดือนปี ก็แจ้งด้วยปัญญา..
    เมื่อคัมภีร์ถูกปิดลงชั่วคราว มรรคถูกวางคืนดังเดิม เปรียบได้พายเรือถึงฝั่งเขาก็ย่อมวางเรือลงไม่แบกเดินต่อ "เมื่อนั้นเขาจึงรู้ว่า บางคนเกิดมาเพื่อใช้กรรม บางคนเกิดมาเพื่อสร้างบารมี" หากเมื่อไรเงาของอริยถูกกำจัด ตัวตนแห่งผู้ยิ่งใหญ่ถูกรื้อถอน ธรรมที่โลกุตรก็เผยโฉม ทุกสรรพสิ่งล้วนเท่าเทียมกันด้วยความบริสุทธิ์ สุญญตาเรืองรอง ชีวิตที่เหลือในกายสังขารเดิมย่อมไร้ค่าหากเก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว
    แววตาของผู้ทุกข์ยากและสรรพสัตว์สมควรแล้วหรือที่่เราจะจากไปอย่างเดียวดาย เหมาะสมแล้วหรือกับอินทรีย์บารมีที่สั่งสมข้ามภพข้ามชาติ เมื่อความทรงจำกลับคืนโดยไร้เงาของอัตตา เมื่อนั้นคุณจะตอบคำถามที่อยู่ในใจได้เอง ไม่ใช่อยากเป็น ไม่ใช่จำต้องเป็น ไม่ใช่หน้าที่ แต่มันคือความจริงที่เราไม่อาจหนีหรือปฏิเสธมัน
    โพธิ์สัตว์ก็คือโพธิ์สัตว์ สาวกก็คือสาวก ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งเดียวกันหาได้แตกต่าง เหล่าพระโพธิสัตว์แท้จริงหาได้มานั่งนึกตรึกตรอง ว่านั่นฉันทำ ว่านี่ฉันช่วยไว้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า "โพธิสัตว์ทั้งหลาย จึงควรจะอยู่นอกเหนือ ความแปลกแยกแตกต่างแห่งปรากฏการณ์ทั้งปวง และตื่นแจ้งอยู่เสมอต่อวิมุติภาวะอันสูงสุด โดยไม่ปล่อยใจให้ไหลไปตามผัสสะ .."
    เมื่อใครๆ ระแวงและเคลือบแคลงในใครหรือสิ่งใด ย่อมมองไม่เห็นความจริงโพธิจิต หรือพุทธะ ก็ไม่แตกต่างกัน คนที่เห็นแตกต่างกันก็คือคนที่ไม่เคยเห็นธรรมเลย..
     
  10. zalievan

    zalievan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    684
    ค่าพลัง:
    +982
    1 อยากรู้ความจริงของทุกๆทุกอย่างครับ //เรื่องช่วยรื้อขนสัตว์ออกจากวัฎสงสาร ต้องคอยดูนิสัยของตัวเองในกาลข้างหน้าอีกที ว่าจะเปลี่ยนไปให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างมากกว่านี้ได้มั้ย
    2 ความไม่รู้ทำให้ผมปรารถณาพุทธภูมิ
    3 ทำตัวเหมือนคนหลงทางที่รู้ว่ามัคคุเทศมีอยู่ แต่ไม่อยากพึ่งพามัคคุเทศมากนัก เพราะตัวเองก็อยากเป็นมัคคุเทศครับ นั่นคือการหาความรู้ให้ได้มากที่สุด ตามกำลังและทรัพยากรณ์ในมือ
    4 ผมว่าพุทธภูมิส่วนใหญ่น่าจะมีความต้องการมากกว่าการช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์อยุ่แล้วล่ะครับ
    เพราะระดับพระอรหันต์ก็ยังช่วยรื้อขนสัตว์ออกจากวัฏสงสารได้

    ผมจึงคิดว่า ถ้าหวังแค่เพียงช่วยรื้อขนสัตว์ออกจากวัฏสงสารอย่างเดียว การปรารถณาพุทธภูมิคงไม่สำคัญ

    ผมว่าการปรารรถณาพุทธภูมิหรือนิพพานไปเลย มันขึ้นอยู่กับว่า เรายังให้ความสำคัญ ในสิ่งใดนอกเหนือไปจากการช่วยคนหรือเปล่า

    สำหรับผมผมมองว่า การปรารถณาพุทธภูมิสำคัญกว่านิพพาน เพราะสิ่งที่ผมอยากได้คำตอบมีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้ และพระพุทธเจ้าทั้งหลายคงสอนให้ผมรู้ได้ไม่หมดถึงแม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านรู้ทุกสิ่งก็ตาม ผมจึงต้องหาทางรู้เอง

    พยายามทำบารมีสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ใจคงมุ่งเอาพระปัจเจก = = นิสัยในชาตินี้ของผมมันฟ้อง อยากรู้จังว่านิสัยในชาติหน้าของผมจะยังพุ่งไปที่การใช้ชีวิตแบบปัจเจกอยู่หรือเปล่าหนอ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 พฤษภาคม 2016
  11. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,203
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +11,297
    ผู้เสียสละ ผู้ช่วยเหลือสัตว์โลก
     
  12. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    962
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +415
    ต้องย้อนไปถึงกาลที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา
    ในโลก ในแต่ละครั้งจะมีประเพณีอันหนึ่ง

    ตอนที่พระพุทธเจ้าลงจากเทวโลก หลังไปโปรดพุทธมารดา

    ท่านจะหยุดกลางอากาศ (เปิดสามโลก) แล้วว่านแห(ยิงโพธิญาณ)

    ด้วยจิตอวิชชาอันรุ่งเรื่อง เพื่อหาเม็ลดพันธ์(ดวงจิตในภพภูมต่างๆ)

    ที่อยากเป็นพระพุทธเจ้าเพราะเห็นความยิ่งใหญ่ขอพระพุทธองค์

    เหมือนเอาตะปูตอกใว้ที่ความรู้สึกตน

    เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นพุทธภูมิ

    ด้วยกาลเวลาผ่านนานเท่านาน บางครั้งเจ้าตัวระลึกไม่ได้
    ว่าเคยตั้งความปรารณนาไว้ด้วย

    ด้วยที่โดนตอกตะปู(จิตอวิชชา)ของพระพุทธองค์
    ทำให้เจ้าของละความรู้สึกนี้ไม่ได้

    ต่อมาก็เริ่มเรียน ศึกษา สั่งสมบารมี ก้าวเดินเป็นโพธิสัตว์

    เวลาเห็นพระพุทธรูป จะเกิดอาการฯลฯ

    เขียนแค่บางส่วนนะ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 พฤษภาคม 2016
  13. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +772
    ผมมีคำถาม ที่ต้องการทราบจากผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ดังนี้ครับ

    1. อยากทราบจุดประสงค์ หรือเหตุผลว่าเพราะอะไร คุณถึงปรารถนาพุทธภูมิครับ

    เหตุผล เมื่อมาระลึกรู้เฉพาะตนว่า บรรพบุรุษอันยาวนาน (ภาษาที่ชวนเข้าใจผิด คือ ผมระลึกชาติ หรืออดีตชาติของผม) ได้ตั้งจิตอธิษฐานถึงซึ่งโพธิญาณโดยการเสียสละชีวิตตนเพื่อสรรพสัตว์ ให้พ้นจากทุกข์ มาเป็นเวลาหลายอสงไขยแล้ว

    จุดประสงค์ ที่ระลึกรู้เฉพาะตนได้ เพราะมีเชื้อในจิตที่ต้องการช่วยสรรพสัตว์ ประกอบกับได้ลงมือทำการช่วยคน และสัตว์ ด้วยเจตน์จำนงนั้นแล้ว ทั้งมูลเหตุเกิดและมูลเหตุต่อไป คือ หวังพ้นทุกข์และให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์ด้วย

    2. อยากทราบว่าคุณได้คำสอน หรือคำแนะนำ หรืออะไรที่เป็นแดนบันดาลใจให้คุณปรารถนาพุทธภูมิครับ

    จากคำตอบข้อหนึ่ง เชื้อในใจของเรา แม้ไม่รู้คำสอนเกี่ยวกับโพธิสัตว์ หรือพุทธศาสนา แต่เราจะเห็นทุกข์ และปรารถนาพ้นทุกข์ และต้องการให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์ โดยไม่มีใครสอน (คำตอบที่ชวนเข้าใจผิดได้ อดีตชาติของผมได้ตั้งจิตมาแล้วจนนับกาลไม่ถ้วน ตัวผมในปัจจุบันจึงเป็นทุกอย่างของคำอธิษฐานหรือเจตจำนงค์นั้น)

    3. และหลังจากที่ได้ปรารถนาพุทธภูมิแล้วคุณปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ถึงสิ่งที่คุณปรารถนานั้น

    จากประสบการณ์และการระลึกรู้เฉพาะตน การแสวงหาโพธิญาณขึ้นอยู่กับระดับของพระโพธิสัตว์ แม้ระลึกรู้ถึงบารมีสิบเหมือนกัน แต่แนวทางจะหลากหลายในแต่ละช่วงเวลาการบำเพ็ญ ซึ่งระดับที่ต่างกัน แนวทางก็ต่างกัน แต่จุดหลักยังคงมีจุดร่วมกันที่เป็นพื้นฐาน คือ เข้าใจทุกข์ของตนและสรรพสัตว์ และแสวงหาทางพ้นทุกข์ ประกอบไปกับวิธีช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสรรพสัตว์ที่แวดล้อมด้วย

    สำหรับผม ยังไม่ใช่นิตยโพธิสัตว์ แต่แนวทางของผม คือ ทำยังไงให้จิตตะหนักรู้ทุกข์ตลอดเวลา และให้โพธิจิตเกิดขึ้นตลอดเวลา ในชีวิตที่ปกติธรรมดาของปุถุชนทั่วไปนั้นแหละ หมายถึง ผมต้องการใกล้ระดับหรือเป็นระดับนิตยโพธิสัตว์ ก่อนได้รับพุทธทำนาย คือ เข้าถึงสภาวะที่เหตุปัจจัยมันแน่นอนในการตรัสรู้มากที่สุด (เที่ยงที่จะตรัสรู้)

    4. ในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ไม่ได้แนะนำให้สาวกของพระองค์ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ทรงแนะนำให้ปฏิบัติเพื่อสำเร็จมรรค ผล นิพพานในชาตินี้ แล้วคุณคิดว่าการปรารถนาพุทธภูมิของนั้นสำคัญกว่าหรือเปล่าครับ ทำไมถึงยังเลือกปรารถนาพุทธภูมิอยู่อีกล่ะครับ ไม่กลัวว่าจะเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และมีโอกาสพบพุทธศาสนาหรือครับ

    จากคำตอบที่ผ่านมา จะเห็นว่า เมื่อยังไม่ระลึกรู้ตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง ตัวตนที่เป็นอยู่ก็มุ่งโพธิญาณโดยธรรมชาติ ธรรมชาติของเราก็แสวงการตรัสรู้ในปัจจุบัน โปรดสรรพสัตว์ในปัจจุบัน แต่เมื่อญาณหยั่งรู้มันเกิด เราทราบได้ว่า เหตุปัจจัยที่เป็นมานั้น เราไม่อาจบรรลุได้ในปัจจุบัน เพราะเราต้องยังความพร้อมในบารมีสามสิบทัศน์ให้เต็ม เพื่อบรรลุตามคำอธิษฐานที่เป็นตัวตนของเรา ซึ่งหากเราจะพ้นจากหน้าที่นี้ เราต้องมีความมุ่งมั่นมากกว่าบรรพบุรุษของเรา (อดีตชาติของเรา) ซึ่งผู้ที่ยอมตายแล้วจิตเป็นกุศลมุ่งหวังในโพธิญาณ เป็นผู้มีจิตแรงกล้ากว่าปกติ เราไม่อาจหลุดจากหน้าที่โดยง่ายๆ

    ซึ่งการถอนยากมาก เพราะโพธิญาณคือธรรมชาติของเรา เหล่าโพธิสัตว์

    ขอบคุณล่วงหน้าครับ ที่ผมถามนั้นก็เพื่อต้องการทราบว่าคนปรารถนาพุทธภูมิจะมีความคิด หรือทัศนคติอย่างไรครับ ไม่ได้ต่อว่า หรือทักท้วงนะครับ หวังว่าคงจะได้รับคำตอบที่จริงใจ และแสดงให้เห็นถึงการไม่ถือโทษโกรธกันนะครับ
     
  14. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    962
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +415
    สำหรับผมเป็นแค่เด็กน้อย ที่พอจะรู้เรื่องของ
    พระโพธิสัตว์บ้าง เพราะมาช่วยงานพระโพธิสัตว์ใหญ่

    เรามาจากตระกูลพระปัจเจก โดดมาช่วยงานตระกูลพระโพธิสัตว์
    เลยมาสมัครตำแหน่งใหม่... ธรรมิกราชโพธิสัตว์
     
  15. Tanakorn

    Tanakorn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    619
    ค่าพลัง:
    +1,529
    เวลาเราเจออะไรดี ๆ เราก็อยากแบ่งปันคนอื่น อยากช่วยเหลือผู้คน สัตว์ ให้พวกเขามีความสุข เพราะความสุขของพวกเราอยู่ที่
    การเห็นผู้อื่นมีความสุข

    ถ้าให้เลือก อยากสำเร็จธรรมขั้นสูงสุดชาตินี้ ไม่อยากจะเกิดอีก
    แต่ ไม่สามารถทำได้
    เนื่องจากอุดมการณ์ยังไม่ตาย

    จึงยังคงต้องเกิดตายอีกหลายเพลาเอย

    อนึ่ง ผมนับถือคริสต์มา 26 ปี อยู่ ๆ ก็อยากบวชปฏิบัติธรรม
    จึงลาราชการมาบวชระยะเวลาในพรรษา (เกือบ 4 เดือน)
    ตอนบวชนั้น อยากจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้
    แต่ตอนกำลังจะลาสิกขา หลวงพ่อท่านหนึ่งท่านทักว่า "ปรารถนาอะไรล่ะ"
    ซึ่งตอนนั้น ผมเองยังไม่ทราบเรื่องการปรารถนาพุทธภูมิ รู้เพียงอย่างเดียวว่า ไม่อยากเกิดอีกแล้ว
    แต่พอหลวงพ่อท่านทัก ก็เอะใจ ว่าท่านหมายถึงอะไร แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี
    มารู้ทีหลังว่า อ๋อ ท่านหมายถึงว่า เราปรารถนาพุทธภูมินั่นเอง
    หลังจากนั้นก็มีทั้งพระและฆารวาสทักผมอีกหลายท่าน
    จนเชื่อแน่ว่า ผมคงได้อธิษฐานพิเศษไว้
    ซึ่งมันตรงกับใจของผมพอดีครับ

    แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของผมเกิดจาก การได้อ่านหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ซึ่งเขียนโดยหลวงตาพระมหาบัว และอีกเล่มคือ หนังสือชื่อ "พ่อแม่ครูอาจารย์" ที่เล่มหนา ๆ พร้อมทั้งประวัติหลวงปู่ปาน ซึ่งพอได้อ่านทั้งสามเล่มแล้วเกิดความรู้สึกอยากจะออกธุดงค์อย่างบรรดาหลวงพ่อ โดยเฉพาะหลวงปู่มั่น กอรปกับช่วงนั้นมีเพื่อนที่ทำงานที่นับถือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลายท่านได้นำ CD ธรรมะเสียงหลวงพ่อมาให้ฟังเป็นร้อยๆตอน ก็เลยคิดอยากไปฝึกปฏิบัติธรรมกับวัดที่สอนกรรมฐาน จึงตัดสินใจไป ณ วัดปฏิบัติแห่งหนึ่งครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 13 พฤษภาคม 2016
  16. Tanakorn

    Tanakorn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    619
    ค่าพลัง:
    +1,529
    ขออนุโมทนาบุญกับข้อความของคุณ "เดินทางไกล" ครับ

    "...4) ผมว่าทั้งการปราถนาบำเพ็ญเพียรแบบสาวกภูมิก็ดี หรือพุทธภูมิก็ดีต่างก็มุ่งหวังพระนิพานทั้งนั้นเพียงแต่ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมินั้นไม่ต้องการเข้าพระนิพพานเพียงคนเดียว ต้องการพาคนอื่นไปด้วย และผมว่าการที่เราปรารถนาพุทธภูมินั้นไม่เสียที่ ที่เกิดมาพบพุทธศาสนาหรอกครับ เพียงแต่เราเข้าพระนิพพานช้าหน่อย และพื้นฐานพุทธภูมินั้น ก็ต้องยืดมั่นในพุทธานุสติทุกชาติอยู่แล้วครับ..."
     
  17. noway

    noway เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 เมษายน 2012
    โพสต์:
    899
    ค่าพลัง:
    +3,954
    คนที่เรารักมีมากเกินไป
    เรารักลูกเรามากแค่ไหน รักพ่อแม่ ญาติพี่น้องมากแค่ไหน เราอยากให้เขาพ้นทุกข์
    เพื่อนเราบางคนมีบุญคุณกับเรามาก แต่เขายังไม่เห็นธรรม ไม่เชือกรรม
    เราอยากให้เขาพ้นทุกข์ คนอีกมากกมายที่เรารู้จักเราสัมผัส เราอยากให้เขาพ้นทุกข์
    แต่เฉพาะที่เราจำได้ในชาตินี้ ก็มากเกินไปแล้ว
    ตายไป เกิดใหม่ เราระลึกถึงเขาไม่ได้ แต่คนเหล่านี้เขาเคยเป็นพ่อแม่เรา ลูกเมียเรา
    เพื่อนเรา ญาติเรา คนที่มีบุณคุณกับเรา ตายอีกหลายๆชาติ เราก็จำเขาไม่ได้อีก
    แต่ก็มีคนเหล่านี้อีก เพิ่มขึ้นมากอีก คนที่เรารักเขา หวังดีกับเขา อยากให้เขาพ้นทุกข์
    มันมากจนนับไม่ได้ จนเรียกว่า แทบไม่มีใครที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรา
    คนเหล่านี้ที่ชาติหนึ่งเรารักเขามากอยากให้เขาพ้นทุกข์

    เรานิพพานคนเดียวมันจะมีประโยชน์สักเพียงใด
    กับถ้าเราบรรลุพระโพธิญาณ มันจะมีประโยชน์ต่างกันมากแค่ไหน
    เราจะช่วยคนเหล่านี้ให้นิพพานตามเราไปให้ได้มากที่สุด
     
  18. tonnk

    tonnk เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    325
    ค่าพลัง:
    +536
    มันเป็นสัญญาเก่าครับ ไม่ต้องมีใครบอก
     
  19. คนอยู่ป่า

    คนอยู่ป่า สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +2
    ผมคิดว่าคนที่ปราถนาอาจจะรู้สึกดังนี้ก็ได้(ขอตอบตามความรู้สึกส่วนตัวนะครับ ผิดพลาดจออภัยล่วงหน้านะครับ)
    1.ในโลกนี้มีสิ่งที่เป็นอจินไตยคนที่จะรู้ได้และตอบเราได้มีแค่พระพุทธองค์เท่านั้น และเราก็เกิดไม่ทันพระองค์ด้วย หากจะไปถามใครก็จะไม่ได้คำตอบเหล่านั้น แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ดีไม่ดีจะโดดนดุด้วยซ้ำ ฉะนั้นหากต้องการรู้ขนาดนั้นต้องมีญานของสัพพัญูเท่านั้น
    2.แรงบันดาลใจ มาจากการที่ผมเป็นลูกกำพร้าคนจนเลยต้องไปเป็นเด็กวัดอยู่กับหลวงลุงซึ่งเป็นสมภารเลยได้เห็นภาพพุทธประวัติตามเสาวัดในศาลา เลยมีความผูกพันธ์ได้เห็นพระพุทธรูปในวัดเวลาสวดมนต์ดูๆแล้วมีความคิดเห็นว่าคนๆนี้เป็นใครทำไมพระเณรต้องกราบ พอโตมาหน่อยอ่านหนังสือเป็นได้อ่านหนังสือพุทธประวัติที่พระเณรเขาเรียนกัน ที่กล่าวถึงเรื่องตั้งแต่วันเกิดวันตรัสรู้วันนิพพานซึ่งเป็นวันเดียวกันพร้อมทั้งความสามารถต่างๆเช่นพระปัญญา กรุณาที่มีต่อสัตว์โลกฯลฯเลยมีความรู้สึกอยากเป็นเช่นนั้นบ้างตั้งแต่สมัยเด็กๆนะครับ
    3.เคยได้อธิฐานจะบวชเมื่ออายุ29ปีเช่นในประวัติพระองค์และตอนนี้กะได้บวชแล้วและได้ศึกษาประวัติพระพุทธวงศ์คร่าวๆชาตินี้กะจะบำเพ็ญเนกขัม อธิฐานทับความปราถนาทุกครั้งที่ได้ทำดีโดยจะไม่ถอนสัจจะหากไม่รู้ไม่เห็นสิ่งที่ปราถนาแม้ต้องแลกเท่าไรก็ยอม
    4.แม้ในคำสอนพระไตรปิฏกพระพุทธองค์ก็ทรงสอนเพื่อหลุดพ้น คือ อริยสัจสี่แต่หากสมุยที่คือเหตุคือการปราถนานี้ไม่สำเร็จมันก็ไม่มีทางดับได้ ถ้าจะดับได้คือต้องสำเร็จอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างเดียว แต่ถ้าหากมีความรู้ทุกอย่างขนาดนั้นแล้วนิพพาน ไม่นำความรู้อุบายต่างๆมาทำประโยชน์แก่เวไนยสัตว์มันคงมีประโยชน์เหมาะสมกับความรู้ขนาดนั่น(ไม่งั้นเสียดายอุตส่าห์บำเพ็ญกว่าจะได้รู้)สำหรับตัวผมคิดว่าไม่เป็นผลเสียหรือขาดทุนเลยที่ได้เจอพระพุทธศาสนาเพราะสิ่งที่พระองค์สอนก็เพื่อคลายความไม่รู้ แม้นหากจะปฏิบัติได้มากหรือน้อยก็เพื่อเป็นไปเพื่อความตรัสรู้เป็นพระอรหันต์เช่นกัน
     
  20. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +54
    เพราะปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนั้น พบกับความสุขอันเป็นบรมสุขเหมือนกันกับเราผู้ที่ได้พบแล้ว แล้วเราจะนำพาสรรพสัตว์นั้นไปด้วยให้เหมือนกันกับเราที่จะไม่ต้องเกิด ต้องแก่และต้องตายอีก......
     

แชร์หน้านี้

Loading...