เพียงแค่...ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุงแต่ง ก็แจ้งในธรรม

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ซีดีธรรมะ, 11 พฤศจิกายน 2010.

  1. ซีดีธรรมะ

    ซีดีธรรมะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    229
    ค่าพลัง:
    +822
    [​IMG]


    พระพาหิยทารุจีริยะ

    ๑๐. พาหิยสูตร
    เล่มที่ ๒๕
    [๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
    ก็สมัยนั้นแล กุลบุตรชื่อพาหิยทารุจีริยะ อาศัยอยู่ที่ท่าสุปปารกะ
    ใกล้ฝั่งสมุทร เป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
    ครั้งนั้นแล พาหิยทารุจีริยะหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า
    เราเป็นคนหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์หรือผู้ถึงอรหัตตมรรคในโลก
    ลำดับนั้นแล เทวดาผู้เป็นสายโลหิตในกาลก่อนของพาหิยทารุจีริยะ
    เป็นผู้อนุเคราะห์ หวังประโยชน์ ได้ทราบความปริวิตกแห่งใจของพาหิยทารุจีริยะด้วยใจ
    แล้วเข้าไปหาพาหิยทารุจีริยะ
    ครั้นแล้วได้กล่าวว่า ดูกรพาหิยะ ท่านไม่เป็นพระอรหันต์หรือไม่
    เป็นผู้ถึงอรหัตตมรรคอย่างแน่นอน
    ท่านไม่มีปฏิปทาเครื่องให้เป็นพระอรหันต์หรือ
    เครื่องเป็นผู้ถึงอรหัตตมรรค
    พาหิยทารุจีริยะถามว่า
    เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าเป็นพระอรหันต์
    หรือเป็นผู้ถึงอรหัตตมรรคในโลกกับเทวโลก
    เทวดาตอบว่า ดูกรพาหิยะ ในชนบททางเหนือ มีพระนครชื่อว่าสาวัตถี
    บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
    ประทับอยู่ในพระนครนั้น
    ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแลเป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอน
    ทั้งทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย
    ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะผู้อันเทวดานั้นให้สลดใจแล้ว หลีกไปจากท่าสุปปารกะในทันใดนั้นเอง
    ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน
    อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
    โดยการพักแรมสิ้นราตรีหนึ่งในที่ทั้งปวง ฯ

    [๔๘] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันจงกรมอยู่ในที่แจ้ง
    พาหิยทารุจีริยะเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายถึงที่อยู่
    ครั้นแล้วได้ถามภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ
    บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า
    ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต
    ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะรีบด่วนออกจากพระวิหารเชตวัน
    เข้าไปยังพระนครสาวัตถี ได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี น่าเลื่อมใส ควรเลื่อมใส มีอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ถึงความฝึก และความสงบอันสูงสุด มีตนอันฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์สำรวมแล้ว ผู้ประเสริฐ แล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
    หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแล้ว
    ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
    ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
    เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด ฯ

    [๔๙] เมื่อพาหิยทารุจีริยะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรพาหิยะ เวลานี้ยังไม่สมควรก่อน
    เพราะเรายังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาตอยู่
    แม้ครั้งที่ ๒ พาหิยทารุจีริยะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของพระผู้มีพระภาคก็ดี
    ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์
    ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
    เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด ฯ
    แม้ครั้งที่ ๒...
    แม้ครั้งที่ ๓ พาหิยทารุจีริยะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของพระผู้มีพระภาคก็ดี
    ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
    ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์
    ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
    เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด ฯ

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
    ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล
    ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
    เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น
    เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง
    เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ
    เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง
    ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล
    ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล
    เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น
    เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง
    เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ
    เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง
    ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี
    ในกาลใด ท่านไม่มี
    ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ


    ลำดับนั้นแล จิตของพาหิยทารุจีริยะกุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นในขณะนั้นเอง ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้ของพระผู้มีพระภาค
    ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสสอนพาหิยทารุจีริยะกุลบุตรด้วย พระโอวาทโดยย่อนี้แล้ว เสด็จหลีกไป ฯ

    [๕๐] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน
    แม่โคลูกอ่อนขวิดพาหิยทารุจีริยะให้ล้มลงปลงเสียจากชีวิต
    ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จ เที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีเสด็จกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เสด็จออกจากพระนครพร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก
    ได้ทอดพระเนตรเห็นพาหิยทารุจีริยะทำกาละแล้ว จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับสรีระของพาหิยทารุจีริยะยกขึ้นสู่เตียงแล้ว จงนำไปเผาเสีย แล้วจงทำสถูปไว้
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะประพฤติธรรมอันประเสริฐเสมอ
    กับท่านทั้งหลาย ทำกาละแล้ว
    ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
    ช่วยกันยกสรีระของพระพาหิยทารุจีริยะขึ้นสู่เตียง แล้วนำไปเผา
    และทำสถูปไว้แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
    ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง
    ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สรีระของพาหิยทารุจีริยะ ข้าพระองค์ทั้งหลายเผาแล้ว และสถูปของพาหิยทารุจีริยะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายทำไว้แล้ว คติของพาหิยทารุจีริยะนั้นเป็นอย่างไร ภพเบื้องหน้าของเขาเป็นอย่างไร ฯ
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะเป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งไม่ทำเราให้ลำบาก เพราะเหตุแห่งการแสดงธรรม
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะปรินิพพานแล้ว ฯ
    ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว
    ได้ทรงเปล่งอุทาน นี้ในเวลานั้นว่า
    ดิน น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด
    ในนิพพานธาตุนั้น ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง
    พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง ความมืดย่อมไม่มี
    ก็เมื่อใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ (สัจจะ ๔) รู้แล้ว ด้วยตน เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมหลุดพ้นจากรูปและอรูป จากสุขและทุกข์ ฯ จบสูตรที่ ๑๐

    แหล่งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
    http://www.tipitaka.com/prapahiya.htm
    http://www.dharma-gateway.com/monk/great_monk/pra-pahiya-tarujeeriya.htm



    สรุป...

    ธรรมที่ทำให้ท่านบรรลุธรรม...ก็คือ รู้เฉยๆ จิตไม่ปรุงแต่งใดๆต่อการรู้นั้น ไม่ยึดหมั่นถือมั่น ไม่หลงคิด ไม่หลงปรุงแต่ง

    ความคิดนึกปรุงแต่งนั้นเอง...เป็นเหตุให้จิตหลงอยู่กับโลกมายา และก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้

    สำหรับนักภาวนายุคนี้ ก็ยังเหมาะที่จะฝึกใช้วิธีการนี้ คือ... รู้ทันความปรุงแต่งไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆ รู้ซื่อๆ ในชีวิตประจำวัน หลงไปคิดก็รู้ๆ

    ขอเสริม...
    ขณะที่ท่าน...พระพาหิยทารุจีริยะ บรรลุธรรมนั้น...
    ก็ด้วยความเข้าใจในธรรม และเห็นตามจริงที่พระพุทธองค์ตรัส
    ขณะแจ้งในธรรม เกิดจิตว่าง ... ( ไม่ได้ว่างจากการจงใจปฏิบัติใดๆ ไม่ว่าจะฌานใดๆ )
    แต่เป็นว่างจากการปรุงแต่งทั้งปวง

    ขอให้ทุกท่านเข้าถึงธรรมโดยเร็ววันเทอญ
    เอกณัฏฐ์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 พฤศจิกายน 2010
  2. ซีดีธรรมะ

    ซีดีธรรมะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    229
    ค่าพลัง:
    +822
    [​IMG]


    ซีดีภาวนา นวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมการปฏิบัติธรรม พัฒนาสมาธิ และการเจริญสติ

    อุปกรณช่วยพัฒนาตัวรู้...

    ซีดีรุ่นนี้ไม่ได้มีไว้เก็บสะสม ไม่ได้มีไว้ฟัง และไม่ได้มีไว้ Burn
    แต่มีไว้ให้ท่านใช้พัฒนาจิต ฝึกสมาธิ เจริญปัญญา

    เมื่อฟ้าดินเปิดทาง... ครูบาอาจารย์เมตตา จึงกำเนิดซีดีธรรมะรูปแบบใหม่
    ที่จะนำท่านก้าวสู่การพัฒนาจิต เจริญภาวนา ... อย่างไม่ยาก แต่ต้องมีความเพียร

    ดังนั้นขอขนานนามเป็นศัพท์เฉพาะว่า... ซีดีภาวนา

    ซีดีภาวนา จัดทำเพื่อช่วยเหลือ และส่งเสริม ผูุ้ที่สนใจการปฏิบัติธรรม รวมถึงผู้ที่เริ่มปฏิบัติธรรมแล้วแต่ยังไม่พบความก้าวหน้า

    ซีดีภาวนา ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการฝึกสมาธิอย่างเป็นสัมมาสมาธิ ( ไม่เพ่ง ) และก็ยังช่วยส่งเสริมการฝึกเจริญสติ

    การฝึกกับซีดีภาวนา = การทำในรูปแบบ , การฝึกสมาธิ , การฝึกเจริญสติรู้กาย ( กระแสคลื่นพลังงานภายในกาย )

    สิ่งสำคัญในซีดีภาวนา คือ พลังงานที่บรรจุภายในแผ่น , พลังงานที่ถูกโปรแกรมไว้แบบสำเร็จรูปให้ช่วยส่งเสริมการฝึกจิต ( ในแผ่นซีดีภาวนามีพลังปราณธรรมชาติ )

    วิธีการฝึกด้วยซีดีภาวนา สำหรับท่านที่ยังไม่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังงานที่อยู่ในแผ่นซีดี
    ควรหมั่นใช้มือสัมผัสแผ่นซีดีไว้บ่อยๆๆๆ ก็จะช่วยทำให้รับรู้ได้ไวขึ้น ถึงแม้ยังรับรู้พลังงานในแผ่นยังไม่ได้ก็ตาม เพราะในแผ่นซีดีถูกโปรแกรมให้ช่วยปล่อยพลังสมาธิคลื่นสีขาว ( พลังปราณธรรมชาติ ) เข้าสู้ร่างกายต่อเนื่องตลอดเวลาเป็นอัตโนมัต เวลาที่นั่งสมาธิในรูปแบบ ก็ให้วางไว้ให้สัมผัสกับฝ่ามือ แม้จะยังไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังก็ตาม ... ฝึกทำไปเรื่อยๆ เดียวจิตจะเกิดการพัฒนา และรับรู้ได้เอ

    การรับรู้พลังงานในแผ่นซีดี ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร ก็ให้รู้ไปตามนั้น อาจจะร้อน เย็น ซ่าๆ สบายๆ อุ่นๆ สว่างๆ เบาๆ เนียนๆ ... รู้สึกได้อย่างไร ก็แค่ดู แค่รู้พอ

    หลังจากการฝึกกับซีดีภาวนาแล้ว ... ก็ต้องมาเจริญสติในชีวิตประจำวันต่อเนื่องต่อไป ก็คือการทำความรู้สึกตัว รู้กาย รู้ใจ ดูกาย ดูจิต ตามคำสอนครูบาอาจารย์

    สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างครับคือ ท้อได้ แต่ต้องไม่ถอย และจะก้าวหน้าได้คือ ต้องปฏิบัติให้ถูกวิธี และมีความเพียรต่อเนื่อง

    รับรองครับ ถ้าคุณตั้งใจ ให้เวลากับการฝึก ... ซีดีภาวนาจะพาคุณก้าวเดินไปสู่เส้นทางแห่งนักภาวนา คุณจะเริ่มนับ 1 - 2 - 3 ไปเรื่อยๆ แน่นอนครับ


    ความรู้เกี่ยวกับการพลังปราณ
    http://www.luangputo.com/forum/index.php?topic=81.0

    ความรู้และวิธีการฝึก
    http://www.luangputo.com/forum/index.php?board=6.0

    ขอรับซีดีภาวนาได้ฟรีๆจางลิงค์นี้ครับ
    http://palungjit.org/threads/ซีดีภาวนา-นวตกรรมใหม่-ส่งเสริมการปฏิบัติธรรม.252173/

    ซีดีภาวนาสามารถจัดทำน้ำพลังปราณดื่มได้ ดูแลสุขภาพ และเสริมการฝึกจิต
    http://www.luangputo.com/forum/index.php?topic=44.0

    ฝึกสมาธิกับแผ่นซีดีภาวนา ไม่หลงทาง ทำฌานได้ ต่อยอดเจริญสติได้
    http://www.luangputo.com/Menu04/Mainmenu.htm



    ขอบคุณที่สนใจครับ
    เอกณัฏฐ์
     
  3. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2010
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +3,984
    ท่านพาหิยะนั้น..ท่านรู้จนแจ้งแล้วในทุกสิ่งของตัวท่านเอง..จึงขวนขวายที่จะ "ไม่รู้" หรือปล่อยวางสิ่งที่รู้เสีย..แต่ทำไม่เป็นจึงตามหา พระพุทธองค์ครับ ..ในความเห็นผมส่วนตัวครับขออภัย
     
  4. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    จิต กับ ผู้รู้ เป็นเหมือนดัง เงา ตามตัว ไม่มี ช้ากว่า ไม่มี เร็วกว่า
     
  5. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    ท่านพาหิยะ เคยได้อรูปฌานทั้ง ๔ อย่างมาจากชาติก่อน โดยเฉพาะเนวสัญญาฯ

    เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น รู้สักแต่ว่ารู้ ท่านพาหิยะ เมื่อฟังจิตที่สะสม

    มาด้วยอรูปฌานจากปางก่อน ก็เข้าใจที่ว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น คือเห็นรูปทั้งปวง

    ทั้งรูปภายใน รูปภายนอก รูปละเอียด รูปหยาบ รูปใกล้ รูปไกล รูปประณีต ส่วน

    รู้สักแต่ว่ารู้ ก็ได้แก่ นาม มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งภายใน ภายนอกฯลฯ

    ที่ท่านรู้ได้เพราะจิตของผู้ที่เคยทำได้อรูปฌาน๔ มาก่อนนั้น ได้พิจารณารวมทั้งเพ่ง

    ความว่าง วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด และหนาวก็รู้อยู่ว่าหนาวแต่ไม่เอาเรื่อง มีสัญญาก็ทำเป็น

    ไม่มีสัญญา เมื่อบุญเก่าที่เคยทำมาและมาได้พระพุทธเจ้าเทศน์เพียงสั้นๆตรงจริตก็บรรลุ

    มรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ผู้เลิศในทางตรัสรู้โดยฉับพลัน

    พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ต้องได้อรูปฌาน จะเห็นได้ว่า ท่านพาหิยะ ในชาติปัจจุบัน

    ท่านไม่ได้ปฏิบัติ แต่อาศัยของเก่าที่ทำมาจากชาติที่แล้ว เพราะบุญบารมีมิได้สร้างได้

    ในชาติเดียว เอคตะทัต อย่างน้อยก็ต้อง แสนมหากัปป์

    ส่วนคนทั่วๆไปถ้าไม่เคยได้อรูปฌานมาก่อน คงเข้าถึงธรรมนี้ได้ยาก คงต้องหาจริต

    ของตัวเองที่เหมาะกับกรรมฐาน จึงจะก้าวหน้าได้ดี
     
  6. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    951
    ค่าพลัง:
    +3,166
    ด้วยล้วนแต่สั่งสมมาจึงเป็นไป
    มีเหตุจึงมีผล
    ไม่แจ้งในผล เนื่องด้วยไม่แจ้งในเหตุ
    แจ้งในเหตุ ก็แจ้งในผล

    ล้วนสะสมมาเป็นภพชาติ อัตภาพจึงบังเกิด
     
  7. primrose

    primrose เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    169
    ค่าพลัง:
    +527
    หลวงปู่ท่านหนึ่งสอนว่า
    "คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อใดหยุดคิดจึงจะรู้ แต่ต้องอาศัยคิด"
     

แชร์หน้านี้

Loading...