เพื่อให้ความรู้ ด้วยเมตตาจะแยกแยะถูกว่าอะไรคือของจริง

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย ด้วยรัก30, 14 กรกฎาคม 2012.

  1. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    หลวงพ่อเกษม วัดสามแยก ท่านคือของจริง
    ท่านสอนของจริงเอาข้อมูลจากพระไตรปิฏกคือองศ์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาบอกสอน

    ผมได้พิจารณาด้วยปัญญาของผมแล้ว ถ้าหากกล่าวเรื่องข้างล่างพลาดโอกาสก็ไปนรกได้เหมือนนะเพราะเสี่ยง แต่ด้วยความมั่นใจว่าทางนี้ทางถูก และกล่าวไว้ได้ถูกจึงกล้ามาบอกแก่ทุกคนให้ใช้ปัญญาพิจารณากัน


    ผมสงสารผู้ไม่รู้นักจึงมาบอกให้ทราบ ตลอดจนผู้ที่พูดไม่ดีว่าท่านหลวงพ่อเกษมต่างๆนานเพราะฟังมาน้อยด้วยปัญญาตัวเองไม่พิจารณาให้ดีก่อนเห็นและเชื่อตามคนอื่นๆเขาว่ากันมากลับไม่เชื่อ เช่น การหล่อ การปั้น การสร้างพระพุทธรูปไม่ควรทำ
    ในคำสอนจากพระไตรปิฏกคือองศ์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้จริงบอกสอนไว้
    จึงน่าสงสารยิ่งนักจะพาผู้ว่าไปตกนรกซึ่งไม่คุ้มกันเลย พวกที่คุณเชื่อเขาว่ามาก็ไม่รู้จริงก็ไปตกนรกด้วยกัน(ตามกันลงนรก จะไปโทษกันตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อยากโง่ไปเชื่อเขากันเอง วันนั้นคุณก็จะเสียใจมากแต่ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไม่ดีไปนะแต่ถึงอย่างไรก็ยังมีวันหมดบาปอยู่ดี) สงสารจริงๆจึงบอกมาให้ทราบเพราะเขาเหล่านั้นเป็นผู้ฟังธรรมะมาน้อย (ส่วนผมที่แรกพี่เข้าไปฟังธรรมะของหลวงพ่อเกษม พี่ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันแต่พอฟังไปนานเข้า ก็จะเข้าใจเพราะมีเหตุและมีผลประกอบกับพี่ฟังธรรมะมามากจากหลายที่มากนักก็เลยพอมีปัญญาให้ใช้พิจารณาได้บ้างนั้นเอง)ถ้าหลวงพ่อใหญ่ของเรายังอยู่ก็ไปถามไปบอก ตลอดหลวงพ่อฤษีลิงดำ ด้วย ส่วนคนอื่นๆที่ไม่รู้ก็มาว่ากันแล้วเพื่อแค่สนุกปากนิดเดียวคิดว่าสะใจแล้วหรือเพื่อนที่เห็นด้วยก็อ่านแล้วอาจจะสะใจด้วยแปบเดียวแต่เขาก็ผ่านไป แต่ผลที่ตามมาผลกรรมยิ่งใหญ่นักน่าสงสารยิ่งนักใครจะช่วยก็ไม่ได้ สงสารจึงเตือนบอกมา ผู้มีปัญญาจริงเขาจะต้องเข้าไปศึกษาธรรมะให้รู้จริงก่อนที่จะมาว่ากันจ๊ะ ไม่เชื่อก็ตัวใครตัวมันนะสัตว์โลกก็มีกรรมเป็นของตัวเองแล้วไปตามกรรมของตนเอง

    จะบอกอีกว่าเช่นการบุญทานด้วยเงินและทองกับพระและสามเณร ก็บาป พระก็จะไปนรกและผู้ให้ก็จะไปนรกด้วย คุ้มกันไหม เพราะผิดศีลข้อที่18 ส่วนเณร ข้อที่10
    ดังนั้นหากคฤหัสถ์มีการเรี่ยไรด้วยการอ้างกฐินหรือทำทานให้เงินทองถวายแก่พระภิกษุสงฆ์โดยตรง ก็เท่ากับมีความเข้าใจผิดในพระธรรมวินัยนี้มาก คนนั้นก็เสื่อมจากพระศาสนาไปเรื่อยๆ เพราะว่าผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ธรรมนั้นเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งจริงๆพระบวชมาเพื่อละสละว่างเพื่อหาทางพ้นทุกข์อย่างเดียว ไม่ไช่มาสร้างวัถตุใดๆ เช่นศาลา วิหาร กุฐิ เพราะเป็นหน้าที่ของไวยาวัฏร์กรจัดการแทน ส่วนสร้างพระพุทธรูปไม่ควรทำ หากได้ศึกษาและพิจารณาอย่างจริงจังจะรู้ว่ามีประโยชน์มากจริงๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    จะข้อความตอนหนึ่งจากหลวงพ่อเกษม กล่าวมาบอกให้ทราบจะได้ ที่ข้าพเจ้าเขียนเพื่อ(ในความคิดข้าพเจ้าว่าเขียนเพื่ออัดเพื่อธรรมให้คนหวนกับมาคิดให้ดี)อาจจะได้ฉุกคิดได้ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปดอกบัวเกิดมาไม่เท่ากัน เช่น
    มีคนมาหาหลวงพ่อเกษมแล้วบอกว่าทำตามท่านแล้ว ก็เพื่อต้องให้หายโรคภัยไข้เจ็บแล้วจะเชื่อท่านถ้าไม่หายไม่เชื่อ ท่านบอกว่าถ้าเอาเท่านี้ไม่ต้องมาหาท่านหรอก (กระจอกมากมันเป็นเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ) ท่านมุ่งสอนให้ทุกคนรู้จริงในคำสอนของพระจะได้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจริงนั้นสำคัญกว่า

    จะยกตัวอย่างในเรื่องพระและเณรไม่ควรรับเงินและทอง เพราะเณรจะผิดศีลข้อ10 ให้คิดต่อนะพระมีศีลมากกว่าเณรและละเอียดกว่าจะไม่มีห้ามไว้หรือเพราะมีศีลต้อง227ข้อ ถ้าผมจำไม่ผิดอยู่ในข้อ18 ให้พิจารณาเอานะ

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=NVkVVbJ4V5A&feature=em-uploademail"]??????????? ???????? ?????????????????? ? ? ??????????????? - YouTube[/ame]

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=AsECvOKSAC8&feature=em-uploademail"]???????????????????? ?? ???????? - YouTube[/ame]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 กรกฎาคม 2012
  2. firstini

    firstini เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,216
    ค่าพลัง:
    +3,776
    สังเกตมั้ยว่าใช้คำพูดที่แสดงถึงอารมณ์ขนาดไหน อารมณ์แบบนี้ อย่าเอาเรือเข้าไปขวาง

    เรื่องพระรับเงิน
    ขอให้ไปอ่านวินัยกันให้เยอะๆ อย่าอ่านแต่ตัววินัย ให้ไปอ่านเรื่องราวที่เนื่องด้วยวินัยในข้อนั้นๆด้วย
    ส่วนเรื่องนรก ให้ไปถามพยายม
     
  3. romanof3

    romanof3 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    104
    ค่าพลัง:
    +68
    ไม่ยุ่งครับ ผมผ้าขาว ท่านผ้าเหลือง ไม่กล้า วิจารณ์
     
  4. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    เพื่อความรู้ให้พิจารณา เราโชคดีเกิดทันพระธรรมมิกราชเป็นบุญกุศลของเรานัก จึงทำให้เรารู้พระธรรมะของพระพุทธเจ้าจริง พระก็บอกไว้แล้วพระไตรปิกดกก็ตัวท่าน(แปลเองนะว่าผู้ถือธรรมะเป็นใหญ่)

    พี่นาคา เอาไว้ให้บอกให้ร่วมกันซื้อพระไตรปิกดก เก็บไว้ศึกษาที่เวียนนาคานะน้องยินดีขอร่วมด้วยถ้ามีโอกาสสาธุด้วยครับ
    [MUSIC]F:\วิชา\00เก็บธรรมะ\156-02 พระไม่ควรยุ่งกับสมบัติ.mp3[/MUSIC]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2012
  5. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
    รวมธรรมปฏิเวธ ถามตอบ ชุด ความคิดเห็นเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ
    Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 1744 , 09:20:53 น.
    หมวด : ส่งการบ้านครู <!-- retweet and facebook --><!-- keep in file social.html --><!-- end retweet and facebook -->
    [​IMG] พิมพ์หน้านี้ [​IMG] <!--blog vote-->[​IMG] โหวต 0 คน

    <TABLE class=blog_center_data><TBODY><TR><TD>
    ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ความคิดเห็นเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ
    ถาม : ขอความเห็นเรื่องคำทำนายเกี่ยวกับพระเจ้าจักรพรรดิในกึ่งพุทธกาล?
    ตอบ :
    ต้องแยกแยะสองอย่างให้ชัดคือ
    ๑) คำทำนายเพื่อการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์
    ๒) ความเป็นจริงของพุทธศาสนาตามยุคตามสมัยนั้น
    สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และตรงกันข้ามก็ได้ เช่น พระพุทธศาสนายุคนี้ ไม่ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิมาค้ำจุน แต่กลับมีคำทำนายเพื่อให้คนศรัทธาแล้วเพียรพยายามบำเพ็ญให้ได้ ก็มีได้ เกิดได้ เมื่อบำเพ็ญไปแล้วจะได้บารมีบางส่วน ไม่ครบ ไม่เต็ม เพราะไม่ใช่ยุคสมัยของการมีพระเจ้าจักรพรรดิ ยุคสมัยบนโลกที่จะมีพระเจ้าจักรพรรดิได้ ไม่ได้บ่อย เป็นสิ่งที่เกิดได้ยาก คนบนโลกที่มาเกิดต้องมีบุญมากจึงจะได้เห็น ได้เกิดร่วมยุคร่วมสมัยนั้น ก็มีในสมัยพุทธกาลของพระศรีอาริยเมตตรัย จะมีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑ องค์มาสนับสนุนแต่ในสมัยของพระสมณโคดมจะไม่มีพระเจ้าจักรพรรดิ ตรงนี้ให้ศึกษาดีๆ ไม่มีจริงๆ แม้แต่ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ คิดดู แม้แต่พระพุทธเจ้ามีบารมีมากแค่ไหน ยังไม่ได้เห็นพระเจ้าจักรพรรดิเลย แล้วเราละ เกิดทีหลัง ท่านตายไปแล้ว ไม่ได้เห็นกันหรอก ในคำทำนายกล่าวว่าจะมีตั้ง ๕ องค์ มาสนับสนุนพุทธศาสนาจนครบห้าพันปี โดยจะลงมาพันปีละหนึ่งองค์ มันมีได้นะ ผู้ที่บำเพ็ญบารมีแบบพระเจ้าจักรพรรดิ แต่จะไม่ได้บารมีเต็มสมบูรณ์ที่จะเรียกได้ว่าพระเจ้าจักรพรรดิ อย่างเต็มปากเต็มคำ เช่น บางองค์ได้ครองจักรแก้ว แต่ไม่ได้แก้วมณี ขาดไปนิดหน่อย หรือได้สองอย่างแต่กลับขาดนางแก้ว ได้หญิงอื่นที่ไม่ใช่นาง
    แก้วเป็นภรรยา เป็นต้น</PERSONNAME> สรุป ก็คือ ห้าพันปีแห่งพุทธกาลของพระสมณโคดม จะมีแต่ “พระธรรมราชา” เท่านั้น ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่จะมีบุญหล่อเลี้ยงพระพุทธศาสนามากที่สุดจะปรากฏมีพระธรรมราชาถึง ๗ องค์ ดังใน ภาพปริศนาธรรมที่พระพุทธเจ้ากำเนิดแล้วก้าวบนดอกบัวเจ็ดดอกนั่นเอง พระองค์จึงได้เผยแพร่ศาสนาพุทธเป็นที่ยอมรับในระดับกษัตริย์ถึง ๗ แว่นแคว้น แต่แท้จริงแล้วท่านไปมากกว่า ๗ แว่นแคว้น เช่น ในแถบประเทศจีน ยังมีหลักฐานบางอย่างที่เก่าแก่มาก ปรากฏเหมือนว่าพระพุทธเจ้าก็ทรงมาเผยแพร่ธรรมนานแล้ว แต่ไม่ได้รับการยอมรับในระดับกษัตริย์ มีคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่รับธรรมจากท่าน ดังนั้น ท่านเผยแพร่มากกว่าเจ็ดแว่นแคว้น แต่สำเร็จจริงๆ ๗ แว่นแคว้น หลังจากนั้น พระพุทธเจ้าก็นิพพานแล้ว จะไม่มีบุญของท่านหล่อเลี้ยงพุทธศาสนาอีก ต้องอาศัยบุญของพระโพธิสัตว์ หลายองค์โดยมีองค์ที่สำคัญที่สุดเป็นผู้นำคือ พระศรีอาริยเมตตรัย นั่นเอง ซึ่งพระโพธิสัตว์องค์นี้เองที่บำเพ็ญบุญบารมีมากจนได้พระเจ้าจักรพรรดิคถ้จุนศาสนาของท่าน บุญบารมีนี้เอง ทำให้พระเจ้าจักรพรรดิที่สมบูรณ์จะเกิดในยุคท่าน แต่พระเจ้าจักรพรรดิที่บารมีไม่เต็มสมบูรณ์ จะเกิดก่อนยุคท่าน คือ เตรียมตัวไว้นั่นเอง ยังไม่พร้อมเต็มที่ แต่เริ่มคล้ายเข้ามาแล้ว ก็จะลงมาด้วยพร้อมกับที่ท่านลงมาค้ำศาสนา เรียกได้ว่าพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นบุญบารมีของพระศรีอาริยเมตตรัย ไม่ใช่พระสมณโคดมๆ มีบุญได้แต่ “พระธรรมราชา ๗ องค์”

    ถาม : ถ้ามีผู้บำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะเป็นอย่างไร?
    ตอบ :
    อย่างแรกจะบำเพ็ญได้สูงสุดก็ไม่เต็มสมบูรณ์ไม่ครบองค์แห่งสมบัติจักรพรรดิ ๗ ประการ ไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่าเจ้าจักรพรรดิแต่ก็มีได้ที่เข้าข่ายคล้ายๆ เช่น มีจักรแก้วสามารถขยายอิทธิพลได้กว้างไกล แต่จะขาดสมบัติบางประการจึงไม่ครบองค์ ถ้ามีศาสดาใหม่เกิดขึ้นจากพระศรีอาริยเมตตรัย พระเจ้าจักรพรรดิจะสนับสนุนและทำลายพุทธศาสนาสิ้นหมด ดังนั้น กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ จะมีผู้ขวางทำลาย แต่ถ้าพระศรีอาริยเมตตรัย เป็นเจ้าจักรพรรดิเสียเอง ก็จะเสียบุญบารมีไปมากเพื่อจะค้ำจุนศาสนาที่ไม่มีบุญพอจะรับพระเจ้าจักรพรรดิ เสียสองฝ่าย คือ เจ้าจักรพรรดิจะทำลายพุทธศาสนาไปโดยไม่รู้ตัวเช่น สนับสนุนไปผิดทาง และเจ้าจักรพรรดิก็จะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วย ทางที่เป็นไปได้ คือ พระศรีอาริยเมตตรัยบรรลุธรรมคอยคุมเจ้าจักรพรรดิ ให้ผู้อื่นบำเพ็ญเป็นฯ แทน

    ถาม : ขอถามเรื่องพระวิสุทธิเทพคืออะไร?
    ตอบ :
    ตามตำราไตรปิฎก อธิบายไว้ว่าผู้บรรลุอรหันต์ท่านนับเป็นวิสุทธิเทพได้ หรือเทวดาที่ได้บรรลุอรหันต์ก็นับเป็นพระวิสุทธิเทพได้ คือ เทพเทวดาที่มีความบริสุทธิ์นั่นเอง เมื่อเพ่งดูด้วยตาทิพย์จะเห็นเทวดาองค์นั้นมี “กายใสเหมือนแก้วประกายพรึก” แต่ไม่เหมือนอรูปพรหม คือ ไม่ใช่กายพรหม เป็นกายเทพเทวดา ร่างจะเล็กเพรียวบางกว่า การแต่งองค์จะเหมือนเทวดาไม่เหมือนเทพฮินดู บ้างทรงมงกุฎคล้ายกษัตริย์ไทยโบราณ แต่ฉลองพระองค์มักไม่มี แต่จะมีสังวาลหรืออย่างอื่นประดับแทน หรือมีหลายแบบ สรุปคือ เทพเทวดาที่บรรลุธรรม กายทิพย์จะใสเหมือนแก้วประกายพรึก ลักษณะอื่นๆ แตกต่างกันไปตามบุญบารมีที่ทำมา มีได้ตั้งแต่เทวดาชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สาม ชั้นที่สี่จะเรียกว่าโพธิสัตว์ ส่วนชั้นที่ห้าและหกเป็นชั้นมาร ไม่อาจบรรลุธรรมได้ นอกจากจะตายแล้วเกิดใหม่จ๊ะ

    ถาม : พระวิสุทธิเทพมีแบบไหนบ้าง?
    ตอบ :
    ขอตอบเฉพาะที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรามากๆ คือ เทวดาชั้นที่สาม ต่ำกว่าพระโพธิสัตว์แต่สูงสุดในบรรดาเทวดาที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์และมาร นับว่ามนุษย์พอเอื้อมถึงได้ มีดังนี้

    ๑) พระมหาจักรพรรดิ
    ลักษณะจะเหมือนพระแก้วมรกตมากๆ เลย แต่ตอนแรกจะใสไม่มีสี เมื่อใดที่ท่านบำเพ็ญลูกแก้วมณีได้สำเร็จ จะมีกายสีต่างๆ ตามแก้วมณีนั้น เช่น แก้วมณีสีเขียว ทำให้กายมีสีเขียว พระมหาจักรพรรดิแต่ละองค์มีกายสีต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญมณีแก้วว่าจะได้สีอะไร ทำบารมีมาแบบไหน เช่น ถ้าเน้นรักษาโรคจะได้แก้วสีเขียว, ถ้าเน้นทางฤทธิ์จะได้แก้วสีแดง ทำให้เราทำสมมุติเป็นองค์พระแก้วสีต่างๆ กัน เช่น พระแก้วมรกต, พระแก้วบุษราคัม, พระแก้วทับทิม ฯลฯ เรียกไปตามสีที่คล้ายอัญมณีบนโลก ไม่ต้องใส่ใจมากแค่พอเข้าใจนึกออกก็พอแล้ว สมมุติคำศัพท์แค่สมมุติเรียกใช้เท่านั้น พระมหาจักรพรรดินี้ ได้ชื่อว่า “พระวิสุทธิเทพ” ด้วย คือ ต้องบำเพ็ญบารมีจนมีจิตใสบริสุทธิ์อย่างแท้จริง แล้วจึงบำเพ็ญแก้วมณีเพื่อรั้งความบริสุทธิ์ไว้ไม่ให้นิพพาน ไม่ให้ได้ธรรมมากเกินไปจะทำหน้าที่ทางโลกไม่ได้ เมื่อกายที่ใสขึ้นสีแล้ว จะทรงกิจทางโลกได้ ทรงสภาวะได้นาน ถ้ากายทิพย์สลายเมื่อใดขึ้นกายที่บารมีสูงขึ้นเช่นกายโพธิสัตว์ก็จะสละราชสมบัติเมื่อนั้น เหมือนดัง “พระสังขจักรพรรดิ” ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระศรีอาริยเมตตรัย ได้ทำมาแล้ว

    ๒) พระสยามเทวาธิราช
    พระสยามเทวาธิราช เป็นตำแหน่งบนสวรรค์ ซึ่งมีเทวดามากมายหลายองค์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยในกิจนี้ ทว่า พระสยามเทวาธิราชปกติ จะมีกายสีทองคำ เปี่ยมด้วยคุณธรรม แต่ไม่บรรลุธรรม ยกเว้นพระสยามเทวาธิราชบางองค์เท่านั้น เช่น พระสยามเทวาธิราชที่กำเนิดจากภาคแบ่งของพระศรีอาริยเมตตรัย จะทรงบรรลุอรหันตผล มีกายใส เป็นแก้วประกายพรึก มีรัศมีหลายสีสว่างจากพระวรกาย เท่าที่รู้จัก มีองค์หนึ่งพระนามว่า “พระสยามปฏิโสธร” รั้งตำแหน่งพระสยามเทวาธิราช ทรงมีกายใสดุจแก้วประกายพรึก ถ้าอยากทราบให้ชัดกับตา ให้ไปดูตัวอย่างที่บ้านแสงทิพย์นิพพาน ของแม่เกสร ที่กล่าว ถึง “สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังสีบรมธรรมบิดา” เหมือนแบบนั้นเลย ไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่พระอรหันต์ด้วย แต่เป็นเทพที่ได้บรรลุธรรม คือ วิสุทธิเทพ แต่พิเศษตรงที่ท่านรั้งตำแหน่งสยามเทวาธิราชด้วย ทรงเครื่องอย่างเทพเทวดา ไม่ได้ทรงจีวร จึงเกี่ยวข้องกับเรามากหน่อย ชัดนะ องค์นี้ไม่ใช่พระสงฆ์ เป็นเทพกษัตริย์ที่บรรลุธรรม จึงมีกายทิพย์ใส แม่เกสรทำไว้ได้เหมือนมาก อนึ่ง ท่านทรงอาวุธทิพย์ ๒ ชนิด ไม่ใช่แก้วมณีและจักรแก้ว แต่เป็น “จักรแก้ว” กับ “พระขรรค์ทิพย์” ดังนั้น จะเรียกเป็นพระมหาจักรพรรดิก็ไม่ได้ จึงเรียกนามอื่น เช่น “สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังสีบรมธรรมบิดา” รั้งตำแหน่งสยามเทวาธิราช

    ๓) พระวิสุทธิเทพอื่นๆ
    คือ เทพเทวดาเหล่าอื่นๆ ที่บรรลุธรรมขั้นสูงจะมีกายทิพย์ใสทั้งสิ้น แต่ลักษณะกายทิพย์จะต่างกันไปตามบุญบารมี เช่น บางองค์ไม่ทรงเครื่องกษัตริย์ เป็นเทวดาธรรมดาๆ ก็มี

    ถาม : การได้พระวิสุทธิเทพสยามเทวาธิราชกับมหาจักรพรรดิต่างกันอย่างไร?
    ตอบ :
    ถ้าได้มหาจักรพรรดิจะมีการแผ่ขยายอาณาจักรก็จะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับประเทศต่างๆ มากมาย แต่ถ้าได้พระสยามเทวาธิราช ก็ไม่ค่อยไปรุกรานใคร จะเอากำลังบารมีมาทุ่มให้กับการทำนุบำรุงสนับสนุนพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ เลือกเอาว่าจะให้ประเทศเจริญทางโลกหรือทางธรรม ถ้าจะเอาทางโลกเลือกพระมหาจักรพรรดิ ถ้าเอาทางธรรมเลือกสยามเทวาธิราช ถ้าเอาสงบเลือกสยามเทวาธิราช ถ้าเอาปะทะเลือกมหาจักรพรรดิ อนึ่ง ปกติจะเรียกเทวดาชั้นที่สามซึ่งทรงเครื่องกษัตริย์และมีหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนา เหมือนกันทั้งหมดว่า “พระเจ้าจักรพรรดิ” ซึ่งในจำนวนนี้ก็บำเพ็ญบารมีมาต่างกัน ทำให้เกิดความสับสนในคนที่พบหลายๆ แบบ ผู้เขียนได้จำแนกไว้ตามแต่ละแบบ เพื่อให้ง่าย ต่อการเข้าใจมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้ว ก็มีความแตกต่างกันอยู่ คือ มีอยู่หลายคำ ดังเช่น พระธรรมราชา, พระสยามเทวาธิราช, พระปฐมกษัตริย์, พระมหาจักรพรรดิ นี่จำแนกให้สี่แบบใหญ่ๆ เพราะเวลาทรงกิจจะแตกต่างกันมาก นโยบายต่างกันมาก แต่บ้างก็จะเรียกรวมๆ ทั้งหมดนี้เลยว่า “พระมหาจักรพรรดิ” ก็มี แต่ถ้าใครศึกษาละเอียดจะพบว่าต่างกัน

    ถาม : แล้วบำเพ็ญบารมีอย่างไรจึงได้วิสุทธิเทพสยามเทวาธิราช?
    ตอบ :
    ยกตัวอย่างนะ (เท่าที่เคยสัมผัสได้มา) มีจิตวิญญาณมังกรทองตนหนึ่ง เป็นมังกรห้าเล็บ มีอดีตชาติเป็นฮ่องเต้จีน ได้บำเพ็ญธรรมในประเทศไทยแล้วดูดซับพลังพรหมมากมาย เนื่องจากเป็นอสูรจึงดูดกินพลังปรานคนอื่น ไม่นานนักก็สำเร็จธรรมขั้นสูง จิตวิญญาณก็สลายแล้วเกิดใหม่ด้วยจิตที่แน่วแน่ว่าอยากสนับสนุนพระพุทธศาสนา แต่เบื่อหน่ายการสอนธรรม ด้วยเกิดในยุคที่คนสั่งสอนได้ยาก ไม่คิดเป็นพระ ไม่คิดเป็นโพธิสัตว์ ไม่คิดสอนธรรมใคร จึงเกิดกายเทพสยามเทวาธิราชขึ้นด้วยจิตที่คิดสนับสนุนพุทธศาสนานั้น และด้วยได้ฟังธรรมของอาจารย์ท่านหนึ่งจนบรรลุอรหันตผลเป็นวิสุทธิเทพ จึงมีกายใส เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดแล้วในวันที่ ๙ ก.ค. ๒,๕๕๓ แต่ขอไม่บอกว่าเกิดที่ไหน อย่างไร

    ถาม : ถ้าอยากเป็นวิสุทธิสยามเทวาธิราชแบบนั้น ต้องทำอย่างไร ขอชัดๆ?
    ตอบ :
    ๑) ฟังธรรมจากจิตที่ต่ำเช่น จิตอสูรจนสลายเป็นเทพกษัตริย์แล้วบรรลุอรหันตผล
    ๒) เมื่อบรรลุธรรมแล้วคิดแต่อยากจะสนับสนุนพระพุทธศาสนา จะไม่คิดอย่างอื่น
    ๓) ไม่มีความคิดที่จะนิพพาน, เป็นพระ, เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า แต่จะสนับสนุน
    ๔) ไม่มีความคิดที่จะโปรดสัตว์, เป็นโพธิสัตว์ สงสารหรืออะไร จะทำแต่กิจของตน
    ๕) ไม่มีความคิดในเชิงสร้าง, รักษา และทำลายในแบบพรหม จึงไม่เกิดกายพรหม
    ๖) ถ้าจิตวิญญาณสูงเกินสวรรค์ชั้นที่สาม จะมีบุญบารมีเหนือเทพไปแล้ว นี่ก็ไม่ใช่
    ๗) ศรัทธาตรงต่อผู้บรรลุธรรมที่แท้จริง เช่น อาจารย์ของตน หรือพระพุทธเจ้าก็ได้


    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    ขอขอบคุณข้อมาจากนี้ครับ ช่วยนำมาแผยแพร่
    ของคุณphysigmund_foid
    รวมธรรมปฏิเวธ ถามตอบ ชุด ความคิดเห็นเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 กรกฎาคม 2012
  6. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    ภิกษุรับเงิน ทอง ผิดพระวินัยหรือไม่...
    ตอบได้เลยว่าผิด ..ถ้าภิกษุรูปใดบอกว่าไม่ทราบว่าผิด แสดงว่าภิกษุนั้นละเลยการร่วมสวด ปาฏิโมกข์ที่ต้องทำทุกกึ่งเดือน
    และถ้าภิกษุมีความจำเป็นต้องใช้เงินละ จะทำอย่างไร..ตอบว่าให้ดำเนินการผ่าน ไวยาวัจกร..
    ไวยาวัจกร หมายถึง ผู้ทำกิจธุระแทนภิกษุหรือสงฆ์ , ผู้จัดการขวนขวายแทนภิกษุหรือสงฆ์
    นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘
    โย ปะนะ ภิกขุ ชาตะรูปะระชะตัง อุคคัณเหยยะ วา.....
    “อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง
    เงินอันเขาเก็บไว้ให้, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”
    วิภังค์
    ที่ชื่อว่า ทอง ตรัสหมายทองคำ.
    ที่ชื่อว่า เงิน ได้แก่ กหาปณะ มาสกที่ทำด้วยโลหะ มาสกที่ทำด้วยไม้
    มาสกที่ทำด้วยครั่ง ซึ่งใช้เป็นมาตราสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้.
    บทว่า รับ คือ รับเอง เป็นนิสสัคคีย์.
    บทว่า ให้รับ คือ ให้คนอื่นรับแทน เป็นนิสสัคคีย์.
    บทว่า หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ ความว่า ยินดีทอง
    เงินที่เขาเก็บไว้ให้ด้วยบอกว่า ของนี้จงเป็นของพระคุณเจ้า ดังนี้เป็นต้น,
    เป็นนิสสัคคีย์ ทอง เงินที่เป็นนิสสัคคีย์ ต้องเสียสละในท่ามกลางสงฆ์.​

    อนาบัติ
    ๑.ทองเงินตกอยู่ภายในวัดก็ดี ภายในที่อยู่ก็ดี, ภิกษุหยิบยกเองก็ดี
    ใช้ให้หยิบยกก็ดี, แล้วเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่า เป็นของผู้ใด, ผู้นั้นจักนำไปดังนี้
    ๒.ภิกษุวิกลจริต ๓.ภิกษุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล.​
    เมื่อทราบกันอย่างนี้แล้ว ญาติโยมจะยังยื่นเงินให้ภิกษุอีกหรือ....
    ญาติโยมเมื่อยื่นเงินให้ภิกษุ ญาติโยมไม่ผิด แต่ถ้าภิกษุรับภิกษุผิด เพราะพระศาสดาปรับความผิดเฉพาะภิกษุเท่านั้น...
    ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล
    <!-- start --><SCRIPT src="http://www.oknation.net/blog/home/getformcomment.js"></SCRIPT>ธรรมะจากพระโอษฐ์....ภิกษุรับเงิน ทอง ผิดพระวินัยหรือไม่...
    ที่เอาเพื่อให้เห็นว่ามีหลายที่ก็กล่าวไว้ตรงกันนะ

    <LI id=about_me_icon>อินทรีย์ภูเขา ranking : สมาชิกทั่วไป
    email : tana.nun.000@hotmail.com
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; BORDER-LEFT: 1px inset; BORDER-BOTTOM: 1px inset">ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ตาดำดำ [​IMG]
    เห็นมีแต่หลวงพ่อเกษมที่ไม่เคารพพระพุทธรูปคงเพราะตีความพระไตรปิฎกผิดไป แถมให้ทำลายอีกต่างหาก สุดท้ายจุดจบเป็นเช่นไรก็คงทราบกันแล้ว
    ผมจึงไม่แนะนำไปหาพระเหล่านั้น (แต่ถ้ายังอยากไปหาก็เชิญนะครับ)

    สิ่งใดก็ตามที่ถือเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ต้องให้ความเคารพ จะหนังสือธรรมะหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ได้คิดเพียงว่าเป็นแค่กระดาษธรรมดาหรอก

    สรุป - พระที่ไม่จับเงินทอง มีครับ แต่พระที่ไม่เคารพพระพุทธรูปนี่หายาก(ไม่น่าจะเรียกว่าพระหรอก)
    </TD></TR></TBODY></TABLE>น้องพี่คนนี้ฟังและศึกษาฟังธรรมะมาน้อยอยู่นะ ต้องศึกษาและฟังจากพระไตรปิฏกให้มากอีกพบชาติจะได้สั้นลง พระก็บอกแล้วพระธรรมและวินัยเป็นตัวแทนพระ(เราไม่เถียงใคร เพียงแค่เพื่อหาเนื้อนาบุญเพื่อแค่เป็นสะเบียงเท่านั้น พอพระสงฆ์ทำผิดศีลแล้วเราไปทำบุญๆคงเกิดยาก พระสงฆ์นั้นโอกาสสำเร็จพ้นทุกข์ก็ไม่มี)

    จะสรุปเล็กไว้นะ บางที่บางคนเจอของจริงแล้วแต่ไม่รู้ว่าเป็นของจริงเพราะเราเห็นและฟังและทำสืบกันมามันกลบไว้หมดแล้ว นอกจากผู้ปัญญาและผู้มีบุญบารมีมาเปิดให้ฟัง ขออย่าได้ดื้อตั้งศึกษาใช้ปัญญาพิจารณาด้วยเหตุและผลมากๆก็อาจเห็นแจ้งความจริงก็ได้(น่าเสียดายหลวงพ่อใหญ่(จุฬ)และหลวงพ่อฤษีลิงดำไม่อยู่ จะไปถามท่านเพราะสองท่านที่กล่าวมานี้ปัญญามากมายท่านรับฟังเหตุและผลด้วย)<!-- google_ad_section_end -->
    __________________
    <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->เมตตา เป็นเครื่องค้ำจุนโลก<!-- google_ad_section_end -->
    <HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1>Last edited by ด้วยรัก30; วันนี้ at 02:08 PM.

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width="18%"></TD><TD width="1%"></TD><TD width="81%"><SCRIPT src="http://www.oknation.net/blog/js/main.js"></SCRIPT></TD></TR></TBODY></TABLE><!--login --><FORM name=DataEntryForm action=http://www.oknation.net/blog/home/comment.php method=post encType=multipart/form-data></FORM>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 กรกฎาคม 2012
  7. อุรุเวลา

    อุรุเวลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    3,492
    ค่าพลัง:
    +7,999
    คนที่นับถือพระพุทธรูป เขาก็นับถือของเขา เขาคิดว่าเป็นทางหลุดพ้น ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าให้พึ่งธรรม พึ่งตน อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง บอกว่ากราบรูปหลวงพ่อ... ผมเชื่อ แต่กราบรูปหลวงพ่อ... กราบรูปพระ... อยู่แท้ๆ แต่บอกว่าได้กราบพระพุทธเจ้า ได้กราบพระพุทธเจ้าพระองค์จริง จับชายจีวรเดินตามพระพุทธเจ้าพระองค์จริง พระพุทธเจ้าบอกว่า ผู้นั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์ ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้า แต่ถ้าผู้นั้นเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา "ตถาคต"
     
  8. firstini

    firstini เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,216
    ค่าพลัง:
    +3,776
    อ่านพระไตรปิฏกให้มากขึ้นจะช่วยได้นะครับ
    ที่ว่ายึดพระไตรปิฏกกันจริงจังอย่างที่ว่ามา ผมว่าไม่ยึดจริงนะ
    ลองอ่านให้เยอะๆ

    เรื่องกราบพระพุทธรูป ถ้ายังติดว่านี่คือพระพุทธรูป
    นี่ยังห่างไกลพระพุทธศาสนามากครับ
    พวกที่ว่านี่เป็นอิฐหินดินทราย เป็นธาตุ ๔ ก็ยังห่างไกลมาก
    อ่านพระไตรปิฏก ก็เหมือนไม่ได้อ่าน

    เพราะยังไม่เข้าใจ คำว่า เห็นธรรม...
    บุคคลผู้กราบพระพุทธรูปนั้น มีหลายแบบนะ (อันนี้จะไปจำกัดก็โง่เกินไป)
    แต่บุคคลผู้เห็นธรรมนั้นแล จะกราบด้วยอนุสติอย่างแท้จริง

    อ่านพระไตรปิฏกให้มากขึ้นครับ
     
  9. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    คิดว่าซักวันความจริงจะเปิดเผยออกมา แล้วกลัวมานั่งเสียใจว่าเราเสียเวลาไปทางผิดนั้น

    ต้องระวังและคิดกันให้รอบครอบศึกษาพระธรรมะให้มากๆแล้วนำไปปฎิบัติอันนี้เขียนเตือนและสอนตัวผมเองด้วยครับ

    เคยฟังมาขนาดพระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญามาก ยังมีโอกาสพลาดเลย แล้วพวกเราเป็นแค่สาวก จึงระวังใช้ปัญญาพิจารณาให้มากๆๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มกราคม 2013

แชร์หน้านี้

Loading...