เมืองลับแลมีอยู่ทุกมุมโลก

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย tamsak, 19 กันยายน 2013.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. tamsak

    tamsak ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    7,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    22
    ค่าพลัง:
    +161,188
    พระอาจารย์ กล่าวว่า "ต้องบอกว่าความกลัวตายเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์ทุกรูปทุกนาม บาลีบอกว่า อาหารนิทฺทํภยเมถุนญฺจ สามญฺญเปตปฺปสุภีนรานํ ธมฺโมหิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน วีณา ปสุภีนรานา

    อาหาระ การกิน นิททัง การนอน ภยะ การกลัวภัย เมถุนนะ การเสพกาม สามัญญะเปตัปปสุภีนะรานัง เป็นเรื่องธรรมดาที่เสมอกันทั้งคนและสัตว์ ธัมโมหิ เตสํ อธิโก วิเสโส พระธรรมเท่านั้นที่ทำให้คนต่างไปจากสัตว์ ธัมเมนะ วีณา ปสุภีนะรานา ธรรมจึงเป็นเครื่องจำแนกคนและสัตว์ออกจากกัน ถ้าไม่มีหลักธรรม คนก็เหมือนกับสัตว์ดีๆ นี่เอง

    ในเมื่อยังกลัวตายอยู่ อะไรที่ช่วยให้ไม่ตายได้ก็ต้องแสวงหามา จิ๋นซีฮ่องเต้ แสวงหายาอายุวัฒนะ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม จิ๋นซีฮ่องเต้พลัดเข้าไปใน เมืองลับแล คนจีนเรียกว่า แดนดอกท้อ เพราะว่าแจวเรือทวนน้ำขึ้นไปเห็นดอกท้อปลิวลงน้ำไหลมาเยอะแยะไปหมด ทวนขึ้นไปดูจนไปเจอเข้า เป็นแดนที่สุขสงบสวยงามมาก เขาชวนอยู่ก็ไม่อยู่ด้วย กลับออกมา พอตอนเหนื่อยยากกับการทำสงครามปกครองแคว้น อยากจะไปก็หาไม่เจอแล้ว

    แบบที่ฝรั่งเขาหลงเข้าไปใน แชงกรีลา ไปเจอคนอายุ ๒๐๐ - ๓๐๐ ปี ยังแข็งแรงเป็นหนุ่มอยู่เลย เดินขึ้นเขาลงห้วยสบาย ตัวเองเดินตามแทบตาย ทุกวันนี้จีนหรือปากีสถาน ต่างคนต่างมีแชงกรีลาของตัวเอง จีนบอกว่าเป็นที่ จงเตี้ยน เพราะว่าลักษณะภูมิประเทศเหมือนที่เขาอธิบายไว้ในเรื่อง the lost horizon แต่ว่าของปากีสถานบอกว่า เป็นตรง Hunsa ด้านบนของปลายถนนคาราโครัม ต่างคนต่างเอาเป็นจุดขาย นักท่องเที่ยวจึงต้องไปทั้งสองที่"

    "ที่ว่ามาก็เพื่อที่จะให้รู้ว่า เมืองลับแลจริงๆ แล้วมีอยู่ทุกมุมโลก ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรานี่แหละ เพียงแต่สร้างความดีไว้มากกว่า ความดีของท่านไม่พอที่จะไปเกิดเป็นเทวดา แต่ก็ดีเกินกว่าที่จะอยู่ปะปนกับพวกเรา เลยต้องแยกเขตออกไป ถ้าไม่ใช่บุคคลที่มีกรรมเนื่องกันมา หรือว่าเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาต จะเข้าไปในเขตเขาไม่ได้

    อาตมายังติดหนี้พวกลับแลอยู่เลย ถึงขนาดท้าเขาแข่งกัน คือวันนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจให้เห็นหรอก แต่อาตมาดันทะลึ่งไปอยู่ผิดที่ผิดทาง วันพระใหญ่ พระที่ไหนๆ ก็ต้องอยู่บนศาลาให้ญาติโยมมาทำบุญ อาตมาดันไปนั่งพิงภูเขาภาวนาอยู่คนเดียว อยู่ๆ เขาก็มาโผล่อยู่ตรงหน้า อาตมาก็คิดว่านี่ผิดปกติแล้ว พอเห็นว่าผิดปกติก็ถามเขาว่ามาจากไหน ? เขาก็สารภาพตรงๆ ว่า มาจากเขตลับแล

    ถามเขาว่า "การที่คุณมา เป็นฤทธิ์โดยกรรมวิบาก หรือเป็นฤทธิ์โดยอภิญญา ?" เขาบอกว่าเป็น ฤทธิ์โดยกรรมวิบาก ถ้าใครเกิดเป็นชาวลับแลสามารถไปมาอย่างนี้ได้ทุกคน เป็น กัมมวิปากชาฤทธิ์ เลยบอกว่าลองแข่งกันดูหน่อยไหม ? ...(หัวเราะ)... เขาบอกว่าแข่งกันเฉยๆ ไม่สนุก ต้องมีเดิมพันหน่อย ถามเขาว่าเดิมพันอย่างไร ? เขาเอาถุงเงินมาให้ดู เขาบอกว่าถ้าท่านชนะ เขาจะให้หมดเลย ชาวลับแลพม่าใช้เหรียญสมัยพระราชินีวิกตอเรียด้วย เป็นเหรียญเงินแท้ของพระราชินีวิกตอเรีย ถุงเบ้อเร่อเลย ถามว่าเอามาจากไหนเยอะแยะอย่างนี้ ? เขาบอกว่าตอนอังกฤษครองเมืองพม่า เขาขนเข้ามากันเยอะแยะ

    "ถ้าท่านชนะ ผมให้หมดเลย ถ้าท่านแพ้ ท่านต้องหาเพื่อนพระอีก ๔ รูป รวมท่านด้วยเป็น ๕ รูป เข้าไปให้พวกผมทำบุญวันหนึ่ง" พอได้ยินว่าวันหนึ่ง อาตมาก็บอกว่าไม่แข่งด้วยแล้ว วันหนึ่งของเขาเท่ากับปีหนึ่งข้างนอก ไปปีหนึ่งพวกเราก็ตายพอดี เลยยังตกลงกันไม่ได้ เขาบอกเอาอย่างนี้แล้วกัน จะพาไปดูทางก่อน ถ้าท่านเปลี่ยนใจเมื่อไร มาถึงตรงนี้แล้วเรียก เขาจะมารับ

    แล้วเขาทำภาพให้ดู อยู่ด้านหลังภูเขา เดินข้ามลำห้วยสายหนึ่งแล้วลัดเข้าซอกเขาไป ถามว่าอย่างนี้ใครๆ ก็ไปได้ใช่ไหม ? เขาบอกว่า ถ้าไม่ใช่คนที่มีกรรมเนื่องกันมาหรือคนที่ได้รับอนุญาตจริงๆ เดินมาจะเจอแต่ภูเขาตันๆ

    ลักษณะอย่างนี้อาตมาเคยเจอที่ ด่านช้าง มาแล้ว ตอนเดินเข้าไปเป็นถ้ำ แต่พอหันหลังกลับมาเป็นผนังหิน ออกไม่ได้ ต้องตะกายไปออกทางอื่นแทบตาย ตอนที่เขาให้เข้า ก็เดินเข้าไปได้เรื่อยเปื่อย ตอนนั้นมี ท่านมหาเค ท่านกอล์ฟ อยู่ด้วย อาตมาจึงมีพยาน เดินเข้าไปเป็นถ้ำโล่งๆ แต่หันกลับมาเป็นหินตันๆ เลย"

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3835&page=4


    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 กันยายน 2013
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...