เมื่อพระอภิญญาท่านว่า...

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย toplus99, 20 พฤศจิกายน 2011.

  1. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    ต่อ..# เรื่องการทำกัวซา และโรคมะเร็ง ตามแนวทัศนะคติของ toplus99
    (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ)


    ในภายหลังtoplus จึงได้ลองใช้น้ำมันนวด ลื่นๆค่อยๆนวดไปที่ข้อนิ้วมือแต่ละนิ้ว ทั้งสองข้าง ลองบีบกดสำรวจ ไปมาเรื่อยๆอย่างละเอียดเฝ้าสังเกตการณ์ถึงความเจ็บที่ผิดปกติเจ็บแปล๊บๆขึ้นมาเป็นบางจุดกระจายอยู่ หลายจุดเลยทีเดียว

    ทำให้รู้ว่าในร่างกายเรานี้มันยังมีประเภทของพรายนี้อยู่ทั่วไป หรือที่ผู้รักษาด้วยวิธีกัวซา เรียกว่าเลือดพิษ นั้นอยู่กระจายไปทั่วร่างกายเราเลยทีเดียว

    นี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทำไมมนุษย์โลกเรา ถึงได้ชอบการบีบนวด คลายคลึงกันนักเชียวเพราะเมื่อถูกกดบีบนวดแล้วทำให้เลือดลม และพังพืดที่ข้อเส้นเอ็น ถูกคลายออกทำให้ลมปราณ ของระบบน้ำเลือด น้ำเหลือง ต่างๆสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

    โดยมากจุดที่เรียกว่า ตัวพราย หรือเลือดพิษมักจะอาศัยอยู่ในส่วนที่เป็นข้อต่อของกระดูก เส้นเอ็นข้อพับทั้งข้อมือ นิ้วมือ เท้า หลังเข่า หัวไหล่ สะบักก้น สะบักไหล่ ที่เรียกว่าไหปลาร้า และที่สำคัญคือบริเวณด้านหลังเส้นเอ็นคอจุดต่อกับกระโหลกศีรษะ แถบนี้จะเป็นจุดฮอตฮิตอย่างมากที่เลือดพิษเหล่านี้ชอบรวมตัวกันอยู่เป็นกระจุก ทำให้เกิดอาการปวดหัว ตึงหนังศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดเอว สารพัดปวดไขข้อต่างๆ ล้วนสะท้อนเชื่อมโยงหากันตุงนังไปหมด

    ถ้าท่านไม่เชื่อ ลองหาน้ำมันลื่นๆ เช่นน้ำมันมะกอก ค่อยๆบีบกดตามจุดต่างๆที่ toplus99 พูดมานี่ซิครับ

    เราท้าพิสูจน์ แล้วท่านจะปฏิเสธไม่ออก บางครั้งการที่ท่านมีอาการปวดหลัง ปวดเอว บ่อยๆก็อาจเป็นจุดที่สะท้อนมาจากการรวมตัวของเลือดพิษเหล่านี้นั่นเอง แต่ท่านในระหว่างใช้นิ้วมือตรวจคลำหาร่องรอยเลือดพิษ อาจมีอาการปวดเจ็บชาที่ข้อนิ้วมือขึ้นมาร่วมด้วย ถ้าจะไม่ให้ลำบากเกินไปและทำได้รวดเร็ว ควรลองหาไม้กัวซา อันละไม่กี่สิบบาท ลองมาขูดถูสัมผัสดู
    แล้วจะซึ้งถึงคำว่า...โอ๊ะ!พบแล้ว จริงด้วยแฮะ!

    แต่ขอบอกความลับอีกอย่างที่ หมอนวดบางคนไม่รู้นั่นก็คือ เลือดพิษเหล่านี้มันสามารถเคลื่อนที่หนี หรือวิ่งแล่นเข้าตัวของคนนวดอีกคนได้เช่นกัน
    ....อ๊ะ! ไม่อยากเชื่อซินะ

    งั้นขอเอาชื่อ toplus99 นักขี้โม้นี้เป็นประกันเลย ประเภทเดิมพันหากไม่จริงตามนี้ ยอมให้อมขี้หมามาพ่นใส่หน้านี่เลยเอา (แหมไม่อยากคิด..คิดแล้วจะอัวก)

    ให้มันรู้กันไปว่าผลจากการศึกษาทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายปี ยังจะตั้งสมมติฐานผิดพลาดอีก แล้วจะมาสาธยายเรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ว่ามีเหตุผลใดสนับสนุน กันให้ละเอียดละออเลยเชียว

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 ตุลาคม 2012
  2. Linda2009

    Linda2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    956
    ค่าพลัง:
    +9,989
    chearrchearrchearr................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 ตุลาคม 2012
  3. ศักยิ์กมล

    ศักยิ์กมล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    826
    ค่าพลัง:
    +1,316
    ขออนุญาติแทรกกระทู้อาจารย์ สักกระทู้นะครับ พออ่านเรื่องตะปูที่เข้าไปอยู่ในตัวคนได้ทำให้คิดถึงตัวเองขึ้นมาอยากให้ช่วยวิเคราะห์ให้หน่อยครับว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรเรื่องเป็นอย่างนี้ครับ

    ทางเดินหน้าบ้านผม (เข้ามาจากรั้วบ้านแล้ว) จะมีพวกตะปูที่เป็นสนิมงอ ๆ อยู่บ่อยครั้ง 2-3 เดือนเวลาผมเดินลงมาปิดประตูรั้วบ้านก็จะเห็นตะปูพวกนี้ แรก ๆ ไม่คิดอะไรมาก คิดว่าคงเป็นตะปูที่เกิดจากการก่อสร้างบ้านที่ช่างโยนทิ้งไว้ ผมก็เก็บทิ้งเสีย แต่พอเจอบ่อย ๆ เข้าชักเอะใจ ก็เลยคิดไปว่าเอ ใครมันแกล้งเราโดยการเอาตะปูมาโยนทางเข้าบ้านเพื่อดักล้อรถเราหรือเปล่า เพราะหลังจากผมเจอครั้ง สองครั้งแรกผมก็ดายหญ้าทางเข้าบ้านเพื่อเก็บตะปูที่คิดว่าพวกช่างโยนทิ้งไว้ให้หมด แต่ต่อหลังจากนั้นไม่นานก็มีมาอีก จนครั้งหลังผมเลยคิดว่าใครมันแกล้งเราโยนตะปูเพื่อดักล้อรถเรา เราก็จะลองดูมั่ง ผมเลยเดินเก็บตะปูเหล่านั้น แล้วกำไว้ในมือแล้วสวดคาถา "อิติปิโสถอยหลัง" ทุก ๆ ครั้งที่ผมเก็บตะปูทางเดินหน้าได้ แล้วโยนทิ้งลงที่รกริมถนนหน้าบ้าน (ในใจคิดว่าถ้าใครแกล้งเราก็ให้ตะปูนี้กลับไปที่เดิม จากที่ ๆ มา) แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง คือตั้งใจลองดู เมื่อเก็บได้ประมาณ 3 ตัว ผมก็กำแล้วว่าคาถา อิติปิโสย้อนหลัง เช่นทุก ๆ ครั้ง แต่ครั้งนี้ผมวางไว้ที่โพรงต้นมะรุม ที่มีความลึกแค่ 1 นิ้วชี้ผม ข้ามแค่คืนเดียว ผมไปดูตะปู 3 ตัวนั้นหายไป

    พอได้อ่านที่อาจารย์เขียนให้อ่านในหน้า 72 ก็เลยคิดว่า เอหรือมีคนทำคุณไสย์ ใส่เราหรือเปล่า (คิดไปเอง เพราะเดิมคิดว่า มีคนมาโปรยเพื่อดักล้อรถเรา แต่ผมเองไม่เคยมีเรื่องกับใคร คิดว่าเรื่องชวนให้สงสัย) อยากให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์ให้หน่อยครับ
     
  4. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    ต้องขอภัยด้วยนะครับ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ คงตอบอะไรไม่ได้มาก
    เป็นแค่จอมโม้เล่าเรื่อง จำๆเขามาคุยแค่นั้นเอง

    เรื่องนี้คุณเอง ก็คงมีคำตอบให้ตัวเองอยู่ในใจอยู่แล้ว ก็ศึกษามาพอประมาณแล้วนี่เนอะ ขนาดว่าสวดบท อิติปิโสถอยหลัง ได้ก็คงไม่ธรรมดา

    บางทีคนเรามันก็ไม่รู้ว่าจะมีใครชอบหรือไม่ชอบเราได้ หรือไปขัดหู ขัดตาใครเข้าก็ได้..
    คนพาลมันไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรเขา มันก็พาลเกลียดเราได้

    จิตมนุษย์ยากไซร้ หยั่งถึง... คนที่เรียนอาคมพวกนี้ บางครั้งก็ไม่เปิดเผยตัวชัดเจนให้เรารู้ได้

    ไอ้ประเภทร้ายลึก มันมีอยู่จริงในสังคมบ้านเรายุคนี้
    ลองสวดบทคาถา ถอนโบสถ์ ถอนเสมา ดูอีกบทก็ดีครับ ทำน้ำมนต์รดตะปูไปเลย พยายามเลี่ยงอย่าไปแตะสัมผัสตะปูเหล่านั้นโดยตรง
    มันมีเชื้อร้ายอยู่ ห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด

    หาไม้เขี่ยเอาไปทิ้งในเตาเผาศพก็ได้ หรือใส่ถุงให้มิดชิด นำไปฝังดินทิ้งที่โคนต้นโพธิ์ ต้นไทร ในวัดก็ได้ ฝากบอกพระภูมิเจ้าที่ เทวดาอารักษ์ พระแม่ธรณีให้ท่านช่วยดูแล อย่าให้ของเหล่านี้ออกไปทำร้ายใครได้อีก..

    ว่างๆจะเล่าประสบการณ์คนข้างบ้านโดนตะปูทองเหลืองเสกขนาด 5 นิ้ว เข้าบ้านให้ฟัง.. ถ้าไม่ลืม
    ===

    คุณมาเรียกtopus99 ว่า อาจารย์ๆ นี้รู้สึกกระดากใจเหลือเกินเชียว มิบังอาจๆ

    ขอจบเรื่องราวตอนที่เขียนอยู่นี้ให้จบก่อนดีกว่า..เพราะเรื่องมันเยอะ

    ปะเดี๋ยวเกิดแวะลงกลางทาง ก็พาเสียจังหวะออกตัวไปซะเปล่าๆ

    ยิ่งออกตัวทีแต่ละครั้ง ลำบากอยู่ด้วย เดี๋ยวเครื่องน๊อคหยุดเอาซะดื้อๆจะพากันเซ็งเปล่าๆ
     
  5. tossapon15

    tossapon15 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    152
    ค่าพลัง:
    +417
    ถ้างั้นหยอดน้ำมันหล่อลื่นไว้ล่วงหน้าเลยกันเครื่องน็อค5555!กำลังมัน(smile)
     
  6. darakul

    darakul เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    73
    ค่าพลัง:
    +364
    อย่าลืมเติมน้ำมัน octane สูงด้วยนะจะได้ใช้แบบกำลังอัดสูงๆ ได้
     
  7. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    แถลงข่าว# เรื่องการทำกัวซา และโรคมะเร็ง ตามแนวทัศนะคติของ toplus99

    ช่วงเวลาสายๆ ณ ศาลาประชาคมหมู่บ้านโคกกระแด้ ที่จำลองบรรยากาศอันหรูหรา พอๆกับห้องดังเช่น แกรนด์บอลลูม ในโรงแรมใหญ่กลางเมืองกรุง..เป๊ะ!

    โดยงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการจัดแถลงข่าวชี้แจง ถึงเหตุผลบางประการที่หลายคนตั้งข้อสงสัยเป็นที่โจทย์จันกันกว้างขวาง ทั้งนี้นักข่าวหลายสำนักได้รับการติดต่อเชื้อเชิญจากเลขาส่วนตัวของ คุณ Toplus99นักเล่าเรื่องเร่รอน ประจำเวปบอร์ด ภัยพิบัติและการเตรียมการ น้ำท่วม หนึ่งในเวปบอร์ดดัง จากเว็บไซต์พลังจิตดอทคอม เว็บไซต์ยอดนิยมอันดับ 1 ในสาขาศิลปะวัฒนธรรม ของไทยในโลกอินเตอร์หรือโลกยุคไซเบอร์

    ถึงเรื่อง:เหตุใดจึงมีการปิดกระทู้ “เมื่อพระอภิญญาท่านว่า เขื่อนป่าสักจะกลายเป็นบางแสน”
    ในศาลาประชาคมหมู่บ้าน เต็มไปด้วยเหล่าบรรดานักข่าวมากมาย รวมถึงเหล่าแฟนคลับที่ทราบข่าวบางส่วน ได้เดินมาร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย และมีชาวบ้านบางส่วนได้นำ ลอตเตอรี่ ลูกโป่ง และอาหาร เช่นข้าวโพดต้ม ลูกชิ้นปิ้ง ไส้กรอก ผัดหมี่ น้ำดื่ม มาขายเลาะริมทางเข้าศาลากันคึกคัก (นี่ยังไม่นับรวม อีนวลพร้อมลูกๆอีก2 ตัว หมาประจำศาลาที่คอยสังเกตการณ์อยู่ใต้โต๊ะแถลงข่าว)

    บรรยากาศในห้องแถลงข่าว ไมค์เพียบ..แสงไฟแฟลช..วูบวาบ

    นักข่าว1: ขอทราบความประสงค์ในการแถลงข่าวในเรื่องที่มีการปิดกระทู้“เมื่อพระอภิญญาท่านว่า เขื่อนป่าสักจะกลายเป็นบางแสน” ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ว่าทางผู้ดูแลเวปบอร์ดหรือว่าทางคุณTopus99 เป็นผู้ปิดกระทู้ในครั้งนี้เองคะ และมีสาเหตุมาจากอะไรไม่ทราบคะ?

    Toplus99: อ๋อ.ครับ มาจากทางผมเองครับเป็นผู้ปิด ในฐานะผู้ตั้งกระทู้สามารถกระทำได้ครับ
    ส่วนสาเหตุคือ ในตอนที่มีชื่อเรื่องว่า# การทำกัวซา และโรคมะเร็ง ตามแนวทัศนะคติของ topls99 นับเป็นเรื่องเล่า ที่มีความตั้งใจในการถ่ายทอดประสบการณ์อย่างมาก เพราะจะว่าไปแล้วก็น่าเปรียบได้เหมือนกับการนำเสนอวิทยานิพนธ์ ของToplus99 เล่มหนึ่งเลยทีเดียว

    คืออยากให้ได้สาระความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ ทางไสยศาสตร์และทางศาสนาเพื่อเปรียบเทียบ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกาย ที่หลายท่านอาจประสบอยู่ โดยเฉพาะเกี่ยวโรคภัยอาการเจ็บป่วยใกล้ตัวเรา โดยผ่านการตั้งข้อสังเกตและประสบการณ์ความป่วยของตัวเองและเพื่อนหลายๆคนที่เคยประสบมา ร่วมถึงแนวทางที่ได้รับความรู้เพิ่มเติมจากครูอาจารย์พระที่ท่านได้ รักษาผู้ป่วยที่โดยทั้งโดนป่วยเพราะโดนถูกกระทำทางไสยศาสตร์ และป่วยเป็นมะเร็งอาการหนักระยะเกือบสุดท้าย จนสามารถรอดชีวิตกลับมาทำกิจกรรมได้เป็นปกติ

    นักข่าว2: อ้าว! งั้นแสดงว่าเรื่องอื่นๆที่เคยนำเสนอไป ไม่ได้ตั้งใจใช่ไหม?

    Toplus99: คึ..คือ..คือว่า. (ชักเริ่มฉุน) ก็ตั้งใจทุกครั้งนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าครั้งนี้พิเศษหน่อย คือต้องพยายามนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสุขภาพ และศาสตร์ความเชื่อและการรักษาในแบบดั้งเดิมเอามาเปรียบเทียบให้ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ได้ลองมาลำดับความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จนถึงข้อแนะนำในเชิงบำบัดป้องกันและรักษาสำหรับคนที่อาจเจอปัญหาด้านสุขภาพบางอย่างอยู่ และพยายามให้ได้อ่านข้อมูลที่ต่อเนื่องกัน โดยไม่อยากให้การโพสอื่นๆมาขัดการอ่านที่ทำให้ขาดความต่อเนื่องเท่านั้นเองครับ

    นักข่าว 3: แล้วจะมีการเปิดกระทู้ให้ชาวเวปท่านอื่นๆเข้ามาโพส มาร่วมแสดงความคิดเห็นได้ จะมีขึ้นเมื่อไรคะ หรือว่าจะปิดตลอดไปเลย?
    Toplus99: ก็จะเปิดกระทู้อีกครั้งให้ร่วมแสดงความเห็นได้เหมือนเดิม ก็คงหลังเรื่อง# การทำกัวซาและโรคมะเร็ง ตามแนวทัศนะคติของ topls99 นี้จบแล้วนั่นล่ะครับ

    นักข่าว 4: คาดหวังแค่ไหนคะ ในเรื่องหัวข้อเรื่องนี้
    Toplus99: อยากเสนอมุมมองในเรื่องสุขภาพร่างกายในรูปแบบการดูแลรักษาตัวเอง ในแนวทางการปฏิบัติจิต สายการสวดมนต์แผ่เมตตา เพื่อเป็นพื้นฐานการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ กาย ใจ และจิตวิญญาณ ลดการเบียดเบียนของเหล่าสรรพสัตว์ด้วยกันครับ

    นักข่าว 5: แล้วงี้ ไม่กลัวแฟนคลับที่ติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง หรือคอยให้กำลังใจหลายคน อยากจะโพสช่วยไม่ให้กระทู้นี้ตกไปอยู่หลังๆ นี่จะรู้สึกไม่เข้าใจหรือน้อยใจบ้างหรือครับ

    Toplus99: คิดว่า FC เขาคงเข้าใจครับ ว่าเรากำลังพยายามทำเพื่อส่วนรวม เพื่อคนส่วนใหญ่อยู่ ไม่ใช่แค่อ่าน แค่ฟัง เรื่องเล่ากันแค่เพลินเล่นๆกันในกลุ่มคนแค่ 10 -20 คน ไม่แน่ ต่อไปอาจจะมีคนที่สนใจศาสตร์เหล่านี้ นำประโยชน์จากแนวคิดและประสบการณ์ของผม ไปต่อยอดเพื่อเป็นหลักสูตร ในเชิงรักษาบำบัดผู้ป่วยหรือผู้รักสุขภาพในอนาคตได้ครับ

    นักข่าว 6: คุณToplus99 คิดว่าตัวเอง จะมีFC ถึง 10 คนหรือครับ ไม่หลงตัวเองไปหน่อยหรือครับ?

    Toplus99 : คิดว่า15 คน ก็น่าจะถึงครับ ฮึ่ม!...ขอบคุณนะครับที่ให้กำลังใจอย่างมาก เอ๊ะ!คุณมาจากสำนักไหนครับ?

    นักข่าว 7: เคยมีความคิดที่จะออกหนังสือ อย่างที่ชาวเวปบางท่านหรือดาราหลายคนทำกันบ้างหรือเปล่าค่ะ เห็นมี FC บางท่านแหย่ๆมา แต่คงซื้อได้ราคาไม่เกิน 10 บาท ถ้าทำออกมาจริงๆคาดว่าขายได้ประมาณกี่เล่ม พอจะบอกได้ไหมคะ?

    Toplus99 : อ๋อ อันนี้ไม่แน่ครับ เพราะเรื่องราวมันเยอะพอสมควร แต่คงต้องศึกษาเรื่องราวเพิ่มเติมเนื้อหาให้ได้สาระประโยชน์ ให้ชัดเจนมากกว่านี้ คงต้องเตรียมตัวกันอีกเยอะครับ แต่ยังไม่คิดตอนนี้
    และจะถ้าจะเขียนขายกันจริงๆ ราคาคงพอๆกับการ์ตูนขายหัวเราะ คาดว่ายอดขายน่าจะไม่ต่ำกว่า 20 เล่ม แน่นอน
    ถ้าขอร้องให้ญาติช่วยๆกันซื้อหน่อยก็อาจหมดได้ไม่ยาก
    ส่วนแผนการตลาดหลักๆ ก็จะวางไว้แนบๆกับรถเข็นขายน้ำเต้าหู้ตอนเช้า ของคนข้างบ้านครับ

    นักข่าว 8: คิดยังไงที่มีหลายเสียงพูดทำนองว่า คุณ Toplus99 คือคนเพี้ยน แล้วอ้างว่าเป็นอารมณ์ศิลปิน ติสๆอะไรประเภทนั้นหนะ?

    Toplus99 : คนดีๆเขาอยู่กันได้ไม่นานหรอก มาเจออะไรหนักๆก็เผ่นแล้ว มันต้องกึ่งดี กึ่งๆประสาทหน่อยละครับ จึงจักมีวัคซีนดี ต้านกระแสได้เรื่อยๆ ถือว่าเจตนาเป็นเครื่องพิสูจน์ ช่างมันพวกปากหอยปากปู สรรหาแนวคิดตัวเองกันไป

    นักข่าว 9(คนเดียวกับนักข่าว6,8): ขอสั้นๆครับหิวข้าวแล้ว อยากฝากบอกอะไรถึงชาวเวปพลังจิต ที่ติดตามอ่านหรือบังเอิญเปิด net มั่วๆแล้วมาเจอกระทู้คุณบ้างไหม?

    Toplus99 : ก็ต้องขอขอบคุณ ทุกท่านที่ให้ความสนใจในกระทู้ของToplus99นะครับ ทั้งเรื่อง ปู่อินทร์ตาทิพย์เตือนภัย และกระทู้ เมื่อพระอภิญญาท่านเขื่อนป่าสักจะกลายเป็นบางแสน
    จนมาถึง ตอนย่อย #การทำกัวซาและโรคมะเร็ง ตามแนวทัศนะคติของtopls99 คิดว่าเรื่องนี้คงจะให้มุมมองในแง่การรักษาสุขภาพที่หลายท่าน หรืออาจมีญาติมิตรพบเจออยู่ก็ได้ อยากให้ติดตามอ่านไปเรื่อยๆก่อน

    ต้องขออภัยด้วย ที่ช่วงนี้ต้องของดการโพสข้อความใดๆเพิ่มเติมจากชาวเวปท่านอื่นๆ เพราะต้องการให้ท่านอื่นที่สนใจได้อ่านกันอย่างต่อเนื่อง

    จบเรื่องนี้แล้วคงจะเพิ่มเติมเรื่องเล่าของพระอาจารย์อภิญญา กันอีกสักระยะหนึ่งแต่คงได้ไม่ทั้งหมด เพราะขณะนี้ก็มาถึง 70 กว่าหน้าแล้ว ต่อไปคงจะปิดกระทู้เรื่องเล่าไปเลย เว้นช่วงหายกันไปพักหนึ่ง มีโอกาสดีๆค่อยพบกันในกระทู้ใหม่เปิดอ่านกันง่ายๆ หรืออาจย้ายไปทำการห้องใหม่ที่กว้างขวางกว่านี้

    สำหรับนักข่าวทุกท่านที่มาร่วมงานในครั้งนี้ เราได้เตรียมรถเข็นมาขายอาหารเรียบร้อยแล้ว
    อยากกินอะไรก็เดินหาซื้อกินกันเอาตามใจชอบเลยนะครับ
    ...โดยเฉพาะขั่วหมี่โคราช หรือผัดหมี่โคราชนี่ อยากนำเสนออย่างมาก

    งั้น..แยกย้ายกันได้ครับ...ขอบคุณครับ

    ...ถ้ายังไงนักข่าวคนสุดท้ายเมื่อกี้..อย่าเพิ่งกลับนะครับ ขอเชิญเจอกันหลังศาลาด้วย!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 ตุลาคม 2012
  8. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    วันนี้เป็นนิมิตหมายอันดีประเสริฐนัก
    ได้กำลังใจมากๆก่อนวันออกพรรษา

    พระอาจารย์ถ้ำ ท่านได้โทรมาหา toplus99 คุยกับท่านได้พักใหญ่
    เหตุผลก็คือว่า...

    " ข้าคิดถึงเอ็ง เงียบหายไปเลยนะ สิ่งที่ทำหน่ะดีแล้วช่วยเป็นธรรมทานช่วยมนุษย์ร่วมโลก
    เรื่องศาสตร์การรักษากายและจิต คงต้องมาว่ากันอีกยาว เพราะธรรมชาติก็คือธรรมชาติ
    เป็นของมันอยู่อย่างนั้น...แล้วใครหล่ะที่จะเข้าใจรหัสตัวนี้ได้ดี
    แล้วถ่ายทอดกันออกมาได้ นั่นแหละที่เรียกกันว่า ปัญญาเพื่อปัญญา"

    " เอ็งทำยังไงให้ข้าโทรมาหาเอ็งได้นี่..แน่เหมือนกันนี่หว่า"

    มันธรรมด๊า..ก็เรามันศิษย์มีครู..นิ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 ตุลาคม 2012
  9. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    ขอคั่นกลางระหว่างการสื่อสารเรื่องโรคร้ายกับศาสตร์การรักษาบำบัดเชิงธรรมชาติ กันอีกสักยกหนึ่ง

    บังเอิญได้มีโอกาสพบกับอาจารย์สอนประถมศึกษาท่านหนึ่งเข้า ท่านนี้ได้สะสมธาตุกายสิทธิ์ประเภท คต (ของทนสิทธิ์) ไว้อย่างมากมายหลากหลายชนิดพร้อมเรื่องราวจากแหล่งที่มา ล้วนมหัศจรรย์พันลึก โดยได้อาจารย์ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งที่สามารถ สื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอีกมิติหนึ่งได้ ช่วยตรวจสอบพลังคุณวิเศษต่างๆให้ และพูดทำนองว่าในช่วงนี้ได้เวลาธาตุกายศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาจากเมืองลับแลและเขตป่าหิมพานต์กันมากหลายชนิด เพื่อช่วยมนุษย์โลกที่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน และของบางอย่างยอดเยี่ยมไร้เทียมทานพอๆกับเหล็กไหลน้ำหนึ่งแต่ปลอดภัยกว่า ทั้งยังมีระดับภูมิจิตภูมิธรรม ของชั้นผู้ศักดิ์สิทธิ์หลายระดับชั้นสถิตย์ดูแลมากมาย ...

    เป็นข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจมากแต่ตอนนี้ขออยู่ในช่วงรอการสำรองข้อมูลบางอย่างและสนทนากับอาจารย์ปฏิบัติท่านนั้นซะก่อน ว่ามีที่มาที่ไปน่าเชื่อถือได้ในระดับไหน แล้วจะนำมาโม้ถ่ายทอดกันต่อไป...

    แต่ที่น่าสนใจที่สุด ในช่วงการนำเสนอวิทยานิพนธ์แบบToplus99 ได้รับทราบเรื่องราวที่มี ชาวญี่ปุ่น ได้ศึกษาและค้นพบคุณสมบัติพลังงานวิเศษจากธาตุตระกูลของทนสิทธิ์ในประเภทต่างๆ ของไทยเรา นำมาใช้รักษาโรคมะเร็ง ประเภทที่เรียกว่า มะเร็งขอแค่อย่าทำครีโม มาแค่นั้นรับรองรอดตาย รวมทั้งเอดส์ ส่วนโรคเบาหวาน โรคความดันต่างๆ และอีกหลายโรคนั้น ก็จิ๊บๆไปเลย...ถ้าเป็นจริงตามนั้นต้องถือว่าสุดยอด..ซู๊ดหยอดลวกเพียะ
    จนเป็นที่ยอมรับร่ำลือกันในหมู่ชาวญี่ปุ่น ชาวไทย อินโดนีเซีย ในวงบางกลุ่ม ถึงขนาดว่ามีการจัดคณะทัวร์เดินทางมารักษาโรคร้ายเหล่านี้ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือนำบรรดาธาตุประเภทของศักดิ์สิทธิ์ ประเภทคต ในประเภทไทยเรานี้แหละ ที่ชาวญี่ปุ่นผู้นั้นกล่าวว่า มีคุณสมบัติดีที่สุดและเก่งที่สุดในโลก
    ทำไมเป็นเช่นนั้น?...

    รอเรื่องราวมาผนวกกัน ขอเวลาอีกหน่อย คราวนี้วงการรักษาบำบัดเชิงธรรมชาติ ในศาสตร์ใหม่แขนงนี้ในไทย ต้องตื่นตัวกันอีกครั้ง เราคงไม่ต้องรอให้ชาวต่างชาติมาใช้ทรัพยากรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในไทยเราแต่เพียงฝ่ายเดียว

    ตอนนี้ Toplus99ได้ คตมาชิ้นหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณสมบัติการรักษาโรค ที่เกี่ยวกับระบบเลือด
    ว่าจะนำมาศึกษาทดสอบรักษากันอีกหนึ่งวิธี เผื่อจะเวิร์ค! อิอิ
    ลองตามมาลุ้นกันหน่อยนะจ๊ะ
    อดใจรออีกนิดเถอะน่า...ฮึเจอกันแน่ ฮึ ฮึ.. ฮื่อๆ เฮ้อๆๆๆ

    คนไทยเราถ้าลองตั้งใจทำอะไร รับรองไม่แพ้ชาติใดในโลก
    (เพียงแต่หลายครั้งยังไม่ได้ตั้งใจพอ..แค่นั้นเอง)

    +++++++++
    คด (ของทนสิทธิ์) ดีทางคงกระพัน ป้องกันภยันอันตรายต่าง ๆ
    ในกระบวนเครื่องรางของขลังนั้น พระเกจิอาจารย์ได้สร้างกันในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นสัตว์และเครื่องหมายต่าง ๆ ส่วนฉบับนี้ผู้เขียนจะมาว่าถึงของดีตามธรรมชาติบ้าง เพราะของเหล่านี้ไม่ค่อยแพร่หลายนัก หากแต่อยู่ในวงแคบและรู้จักกันน้อย ซึ่งจำพวกคดนี้ได้แก่ของที่เกิดจากตามธรรมชาติ แต่เมื่อเจริญเต็มที่แล้วกลับผิดธรรมชาติออกไป หรือแทนที่จะเป็นของธรรมดากลับกลายสภาพไปเป็นหิน หรือเป็นทองแดง หรือเป็นอย่างอื่นที่มีดังจะกล่าวต่อไปนี้

    คด คืออะไร ท่านผู้อ่านคงจะไม่รู้จักหรือแปลกใจกับเครื่องรางของขลังและเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งซึ่งนับถือกันว่าเป็นของดีทางคงกระพันและป้องกันอันตรายอย่างเดียวกันกับเครื่องรางของขลังทั่วไปที่เคยกล่าวมาแล้ว และถ้าได้นำเอามาลงอักขระเลขยันต์และพุทธาภิเษกแล้วก็จักยิ่งทวีความขลังประสิทธิ์ยิ่งขึ้นด้วย

    คำว่า “คด” โดยความหมายธรรมดาแล้วหมายถึง คดเคี้ยวไม่ตรงหรืองอ อย่างนี้เป็นต้น แต่ตามความหมายของนักนิยมสะสมเครื่องรางของขลังนั้น เขาหมายถึงสิ่งที่ผิดปกติไปจากธรรมชาติเดิมของมัน เช่น เม็ดขนุนธรรมดาแล้วจะมีลักษณะแข็งตามธรรมชาติซึ่งจะเอาของแข็งทุบก็แตก หรือต้มก็ยุ่ยแต่บางครั้งเม็ดขนุนนั้นไม่เป็นไป ตามธรรมดา กลับแข็งเป็นหินหรือกลายเป็นทองแดงคล้ำไปซึ่งทุบไม่แตก เผาไม่เป็นไร ลักษณะคล้ายโลหะ ซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติ

    นอกจากนี้แล้วบางทีไปเจอจอมปลวกกลางป่าหรือในไร่เอาปืนไปยิงแต่ไม่ออก เขาก็ทะลวงขุดดูตรงใจกลางรังปลวกจะมีก้อนสีดำ ๆ อยู่ก้อนหนึ่งแข็งมาก เขาก็เรียกว่า “คดปลวก” อย่างนี้เป็นต้น

    การเสาะแสวงหาคดโดยมาแล้วจะหากันไม่ค่อยได้เพราะของอย่างนี้มีน้อย และมีในบางที่บางแห่ง แล้วแต่เป็นโชคของใคร ใครก็ได้ไว้ จึงมีคำแนะนำจากคนรุ่นอาวุโสเก่าแก่ว่า เวลากินผลไม้หรือไปในที่ใดที่ผิดสังเกตกว่าที่อื่น เช่น จอมปลวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หรือโค่นก่อไผ่ที่ตายพรายก็คือ ยืนแห้งตาย หรืออย่างอื่น ๆ หรือไข่ไก่ที่แข็งเป็นหินตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่ไก่ ที่เรียกกันว่าไข่หินก็ได้ จะเรียกว่าอะไรก็ตามที่มันผิดธรรมชาติให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะเป็น คด ก็ได้
    บทความบางส่วนจาก พระเครื่อง:อิทธิปาฏิหาริย์ ให้เช่าพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง พระใหม่ เครื่องรางมหาเสน่ห์
    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    • ของขลัง หมายถึง ของทนสิทธิ์ วัตถุใดๆที่มีดีในตัวเอง โดยพระเกจิอาจารย์ไม่ได้ทำการปลุกเสก เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น เหล็กไหล เขี้ยวเสือกลวง เขี้ยวหมูตัน เขากวางคุด ข้าวสารหิน ไม้ไผ่ตัน ฯลฯ ซึ่งจัดอยู่ในประเภท วัตถุมงคล อีกชนิดหนึ่ง
    • วัตถุมงคล ที่เรียกกันว่า เครื่องรางของขลัง หมายถึง ของขลังใดๆที่มีดีในตัว ที่ได้ผ่านกรรมวิธีปลุกเสกหรือลงอักขระโดยพระเกจิอาจารย์ เช่น ตะกรุดหนังหน้าผากเสือ ตะกรุดไม้ไผ่ตัน เขี้ยวเสือกลวงลงอักขระ เบี้ยแก้ ไม้ครู มีดหมอ ผ้ายันต์ ผ้าประเจียด การสร้าง เครื่องรางของขลัง มีเยอะแยะมากมายเลยครับ ฯลฯ
    • คำว่า "เครื่องรางของขลัง" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายไว้สั้นๆ ว่า

    เครื่องราง น. ของที่นับถือว่าป้องกันอันตราย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เหล็กไหล ของขลัง น. ของที่มีอํานาจศักดิ์สิทธิ์ ที่เชื่อกันว่าอาจบันดาลให้สําเร็จได้ดังประสงค์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 ตุลาคม 2012
  10. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    นวดรักษาโรคได้อย่างไร
    ปัจจุบันการนวดได้รับความนิยมมากครับ
    มีร้านนวดเกิดขึ้นมากมาย ผู้คนให้ความสนใจ
    การนวดกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนวดตัว
    นวดเท้า นวดอโรมา นวดกดจุด หรือแม้กระทั่ง อาบอบนวด (อันหลังนี้ผมล้อเล่นนะ) ซึ่งจุดประสงค์ของการนวดนั้น บางคนชอบนวดเพื่อการผ่อนคลายบางคนก็นวดเพื่อการรักษาโรค
    ปวดหัว ปวดตัว ปวดหลัง หรือโรคอะไรต่างๆ มากมาย

    แต่ที่ผมจะพูดในบทความนี้คือเรื่อง การนวดเพื่อการรักษาโรค หลายคนที่มีอาการไม่สบาย ก็มักจะชอบมานวดที่คลินิกผมเป็นประจำ แต่บางคนที่ร่างกายสบายดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร ก็ไม่ยอมนวด หรือไม่ชอบนวดบ้าง กลัวเจ็บบ้าง บางคนกลัวนวดแล้วจะติด ต้องเสียเงิน เสียทองอยู่บ่อยๆ ก็แล้วแต่คนไป แต่ผมอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนวดอย่างหนึ่งคือ..



    การนวดไม่จำเป็นต้องสำหรับผู้ที่ไม่สบายเท่านั้นแต่ยังสามารถนวด เพื่อให้ผ่อนคลายร่างกายจากความเมื่อยล้าได้ด้วย การนวดนั้นมีประโยชน์มากมายมหาศาลครับ ซึ่งผมจะมาอธิบายให้ทราบกัน

    ประโยชน์อย่างแรกของการนวดเลยก็คือ ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย ในร่างกายคนเรานั้นประกอบด้วยความเป็นหยินและหยาง หยินคือความเย็น หยางคือความร้อน อวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเรามีความเป็นหยินและหยางในตัวของมันเอง อย่างเช่น ไต ก็จะมีทั้งไตหยินและไตหยาง ถ้าไตมีความเป็นหยินมากกว่าเป็นหยาง ไตมันก็ไม่สามารถทำงานได้ดี เกิดความผิดปกติในร่างกาย ไม่สามารถปัสสาวะได้ หรือหมดสมรรถภาพทางเพศ ว่าง่ายๆ คือ ทั้งหยินและหยาง ต้องมีความสมดุลกัน ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปทั้งสองฝ่าย ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะส่งผลกับร่างกาย ทำให้เกิดการล้มป่วย ไม่สบายเกิดขึ้น

    เมื่อเกิดความไม่สมดุลขึ้นของ หยินและหยาง ก็ต้องทำการปรับสมดุล ปรับสมดุลด้วยการนวดนี่แหละครับ ให้เลือดลมในร่างกายเดินได้เป็นปกติ เราสามารถสังเกตุได้ ว่าร่างกายของเราเกิดความไม่สมดุลขึ้น เช่น บางครั้งท่านอาจจะเหงื่อออกง่าย ทำอะไรนิดหน่อยก็เหงื่อออก อาการเช่นนี้แสดงว่ากระเพาะการย่อยของท่านเสียสมดุล ทำให้เกิดแก๊สขึ้นในร่างกาย หรือให้ท่านสังเกต เล็บเท้าของท่าน ปกติแล้วเล็บมือกับเล็บเท้าสีจะใกล้เคียงกัน ถ้าหากว่าเล็บเท้ามีสีขุ่นมาก หรือเป็นด่าง แต่เล็บมือกลับใส สวยงาม นั่นก็แสดงว่าท่านเสียสมดุลในร่างกายอีกเช่นกัน จึงต้องทำการนวด นวดให้เลือดในร่างกายหมุนเวียน ให้เลือดไปเลี้ยงเท้าได้ ท่านอาจจะไม่นวดก็ได้ แต่ว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ อวัยวะภายในของท่านก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลง เล็บมือคือตัวแทนของตับครับ ถ้าเล็บมีปัญหาก็แสดงว่าตับมีปัญหาเช่นเดียวกัน หรือมีอาการมือเท้าชา ก็มีสาเหตุจากความผิดปกติของตับเช่นเดียวกัน

    การนวดสามารถสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ด้วยครับ ถ้าเรามีภูมิต้านทานที่แข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่มาเยือนท่าน อย่างผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ แสดงว่าร่างกายของเค้ามีภูมิต้านทานที่อ่อนแอไม่สามารถสู้กับโรคภายนอกไม่ได้ จึงควรต้องนวดให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง

    เคยมีการพิสูจน์เกี่ยวกับการสร้างภูมิต้านทานด้วยการนวดมาแล้วนะครับ โดยนำคนธรรมดา 10 คนมาทดสอบ โดยให้นวดกดจุดบริเวณด้านหลังทั้ง 10 คน หลังจากนวดเสร็จแล้วก็มีการวัดอุณหภูมิวัดการทำงานของเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ปรากฏว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นและมีภูมิต้านทานโรคได้ดีขึ้น

    ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการนวดก็คือ เป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อย่างผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีอาการเท้าดำ ซึ่งเกิดจากเลือดไม่สามารถหมุนเวียนไปเลี้ยงเท้าได้ ตามปกติแล้วเลือดในร่างกายจะต้องมีการหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา จากล่างขึ้นบน จากบนลงล่างเป็นอย่างนี้ตลอด แต่ถ้าเลือดไม่หมุนเวียน ไปกองอยู่ที่ใดที่หนึ่งก็เกิดปัญหาแน่นอนครับ จะต้องทำการนวดเพื่อให้เลือดลมหมุนเวียน เอาเลือดดีไปแทนเลือดเสีย เอาเลือดเสียกลับไปฟอกที่ไต ที่ตับและระบายออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะ

    เมื่อนวดกระตุ้นให้เลือดกระจายไปทั่วตัวแล้ว ลมปราณก็สามารถเดินได้ตามปกติ ทางการแพทย์จีนได้กล่าวไว้ว่า ในร่างกายคนเรามีเส้นลมปราณใหญ่ๆ อยู่ 12 เส้น แต่ละเส้นจะเดินเส้นละ 2 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมง เส้นลมปราณทั้ง 12 เส้นก็จะเดินได้ครบพอดี ถ้าลมปราณเดินได้ดีไม่มีติดขัด อวัยวะภายในร่างกายก็จะทำงานได้ดี หรือถ้ามีอวัยวะใดเสีย เลือดลมก็จะไปซ่อมแซมให้ดีขึ้นมา

    การนวดยังสามารถสมานแผลได้อีกด้วย เช่น บาดแผลต่างๆ หรือกระดูกหัก กระดูกแตก ถ้าลมปราณเดินได้ดีแล้ว ถ้าร่างกายเรามีบาดแผลตรงจุดใดจะทำให้เลือดในจุดนั้นลมอุดตัน เมื่อนวดกดจุดแล้ว เลือดลมจึงสามารถเดินผ่านบาดแผลไปได้ และเลือดลมยังนำเอาอาหารไปเลี้ยงในส่วนที่บาดเจ็บ ทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น เคยมีคนไข้ของผมรายหนึ่งกระดูกหักมาเป็นปีแล้วนะครับ รักษายังไง โรงพยาบาลไหนก็ไม่หาย พอได้มานวดแค่ไม่กี่ครั้ง ก็หายสนิททันที

    เป็นยังไงครับประโยชน์ของการนวดที่ผมนำมาฝาก คงจะพอทราบถึงจุดประสงค์ของการนวดกันไปบ้างแล้ว สุดท้ายผมขอฝากไว้ว่า “เมื่อน้ำไหล มันย่อมไม่เน่า” เปรียบเสมือนร่างกายคนแหละครับ ถ้าเลือดลม ลมปราณไหลเวียนได้ดี ร่างกายย่อมไม่มีปัญหาครับ

    โดย หมอแดง ดิ อโรคยา
    The-Arokaya : ช่วยกันทำให้คนป่วยน้อยลง - หมอที่ดีที่สุดคือตัวท่านเอง - The Arokaya Home
     
  11. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    มารู้จักวิธีดื่มน้ำที่ถูกต้องกันดีกว่าโดย student-07 | วันที่ 6 มกราคม 2553 เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณผู้หญิง


    หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า น้ำสำคัญกับชีวิตเรามากมายเพียงใด ทั้งที่จริงๆ แล้ว น้ำคือองค์ประกอบสำคัญที่ให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างปกติและราบรื่น

    อาจกล่าวได้ว่า ‘น้ำคือชีวิต’ เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบของน้ำหนักตัวของคนเราถึง 75-85 % จะมีน้ำอยู่ในทุกๆ เซลล์ที่ประกอบขึ้นเป็นอวัยวะในร่างกาย รวมถึงของเหลวหลากหลายชนิดที่บรรจุอยู่ในอวัยวะต่างๆ หรือหล่ออยู่รอบๆ บางอวัยวะ เพื่อให้การทำงานได้อย่างปกติ ที่สำคัญคือจะมีปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนถึง 5 ลิตร และน้ำไขสันหลังในระบบสมองและไขสันหลัง เพื่อให้ระบบประสาททั้งหมดทำงานอย่างสัมพันธ์กัน เป็นผลให้การทำงานของทุกระบบในร่างกายทำงานอย่างประสานกันได้อย่างเหมาะเจาะและกลมกลืน เราจึงสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้

    ดื่มน้ำน้อย ... น่ากลัวกว่าที่คิด
    คนเราอดอาหารได้นานนับเดือน แต่อดน้ำได้ไม่เกิน 3-7 วันค่ะ หน่วยกู้ชีพจึงพยายามเร่งค้นหาพวกที่ติดอยู่ใต้ซากตึกถล่มซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด เพราะหากเลย 1 สัปดาห์ไปแล้วความหวังก็จะเลือนรางเต็มทีค่ะ แต่ไม่น่าเชื่อนะคะว่า ผู้หญิงยุคใหม่ที่มีกิจกรรมและภาระมากมายทั้งทำงาน เรียนต่อ ดูแลครอบครัว งานสังคม งานเลี้ยงสังสรรค์ และอีกจิปาถะจนทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะดูแลตัวเองในขั้นพื้นฐานคือ ลืมดื่มน้ำให้พอเพียงในแต่ละวัน ร่างกายของหญิงยุคใหม่จึงขาดน้ำอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก

    อาการน่าเป็นห่วง ... ถ้าร่างกายขาดน้ำ

    เลือดที่ข้นหรือหนืดขึ้นจะทำให้เกิดอาการสมองมึนงง ไม่สดชื่น รู้สึกเหมือนจะวูบ คิดอะไรได้ช้าลง และเหนื่อยง่ายขึ้นเพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และถ้ามีระดับคอเรสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงด้วยแล้ว ก็อาจเกิดเส้นเลือดอุดตันกะทันหันได้ง่ายขึ้นค่ะ ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน ปวดปัสสาวะบ่อย แต่ถ่ายออกมาในปริมาณน้อยๆ ในแต่ละครั้ง ปวดท้องน้อยรุนแรง ถ้าเป็นรุนแรงก็จะถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหรือลิ่มเล็กๆ และต้องนั่งจ่อโถส้วมตลอดเวลา ซึ่งจะทรมานมากๆ และถ้าการอักเสบอาจลุกลามขึ้นไปที่ไตจะเกิดอาการกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน มีไข้สูงมาก หนาวสั่น ปวดบั้นเอว และหากรักษาไม่ถูกต้องหรือเป็นเรื้อรัง ก็จะเป็นโรคไตวายได้ในที่สุดค่ะ

    ส่วนนิ่วในไตนั้นเกิดจากการดื่มน้ำน้อยร่วมกับการจับกันของตะกอนแคลเซียม ในคนที่กินแต่ผักที่มีแคลเซียมสูงแต่กินโปรตีนไม่เพียงพอ ทำให้ขาดฟอสเฟตที่จะจับกับแคลเซียมในเลือดค่ะ นอกจากนั้นทุกๆ อวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็จะได้รับผลกระทบจากการขาดน้ำทั้งสิ้น ผม ตา ปาก และผิวแห้ง มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ตกขาวมีกลิ่นถ้ากินอาหารกลิ่นแรง เช่น สะตอหรือชะอม เป็นตะคริวง่าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอื่นๆ อีกมากมาย เปรียบต้นไม้เฉาเพราะขาดน้ำนั่นเองค่ะ ที่ไม่น่าเชื่อคือ จะเป็นเหตุให้สารก่อมะเร็งที่เกิดจากอาหาร และสารทุกข์จากความเครียดปฏิบัติการในร่างกายอย่างเข้มข้นและยาวนานก่อนที่จะถูกขับออกไปค่ะ คงเดากันออกแล้วนะคะว่า ถ้าดื่มน้ำน้อยต่อเนื่องนานๆ สุขภาพที่ปลายทางจะเป็นอย่างไร

    น้ำ ... มากไปก็เป็นเรื่อง

    มีข้อมูลมากมายในอินเตอร์เน็ตที่เชิญชวนให้ดื่มน้ำกันมากๆ จนกระเพาะปัสสาวะคราก หรือหมดสภาพ เพราะต้องทำงานอย่างหนัก ยิ่งถ้าดื่มไม่ถูกจังหวะกับการถ่ายออก เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็มก็จะเกิดอาการกระเพาะปัสสาวะหมดแรงที่จะอุ้มน้ำปัสสาวะ ทำให้ถ่ายออกได้ช้าๆ และออกไม่หมด มีเหลือค้าง พอออกจากห้องน้ำไม่นานก็จะปวดอีก เพราะกระเพาะปัสสาวะมีแรงกลับมาก็ต้องเคลียร์ที่ค้างอยู่ออกให้หมด เพราะเดี๋ยวของใหม่ที่ดื่มเข้าไปก็จะตามกันมาอีก ดูๆ ก็น่าเห็นใจกระเพาะปัสสาวะนะคะ

    โดยเฉพาะถ้าดื่มน้ำแก้วโตแล้วเข้านอน แถมยังไม่ถ่ายของเก่าออกก่อนเข้านอนเสียอีก ก็คงถูกกระเพาะปัสสาวะปลุกกลางดึกคืนละหลายเที่ยว จนเป็นโรคนอนไม่อิ่ม และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบตามมาแน่นอนค่ะ ถ้ายังดื่มน้ำมากๆ ต่อเนื่องนานๆ ก็จะกลายเป็นโรคช้ำรั่ว หรือกระเพาะปัสสาวะเป็นโรคประสาท ไม่รู้ว่าปวดจริงหรือไม่จริงและอยากเข้าห้องน้ำตลอดเวลา หรือเกิดอาการถอดไม่ทันแล้วเปียก ทำให้ขายหน้าและเกิดอาการกังวลเวลาออกไปนอกบ้าน ต้องส่ายตาหาห้องน้ำอยู่ตลอดเวลา แล้วยิ่งผู้หญิงจะปล่อยทุกข์ที่ก็ต้องเป็นที่เป็นทาง ดูเป็นเรื่องน่าทรมานของผู้หญิงจังค่ะ

    สูตรดื่มน้ำพอเพียง



    สุขภาพของคนเราจะดีขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ คือการดื่มน้ำให้พอเพียงในแต่ละวันค่ะ ‘ฉลาดดื่ม’ ด้วยสูตรสำเร็จง่ายๆ ดังนี้

    1.ปริมาณที่ควรดื่มในแต่ละวัน มีสูตรคำนวณดังนี้ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วย 2 คูณด้วย 2.2 แล้วคูณด้วย 30 เช่น น้ำหนัก 55 กก. เท่ากับ 55/2 x 2.2 x 30 = 1815 ซีซี แต่ไม่ถึงขั้นต้องตวงดื่มกันนะคะ แค่เป็นตัวเลขคร่าวๆ ให้ใสใจที่จะดื่มให้พอเหมาะกับร่างกายของแต่ละคนเท่านั้นค่ะ

    2.วิธีการดื่ม ส่วนใหญ่ที่ดื่มกันไม่พอ แม้จะทราบแล้วว่าจะต้องดื่มกันมากน้อยแค่ไหนแล้วก็ตาม เพราะไม่มีเวลา จึงมักจะใช้วิธีกรอกน้ำกันแก้วโตๆ ดื่มรวดเดียวกระดกหมดแก้ว แล้วมีภาระติดพันจนต้องกลั้นปัสสาวะกันนานๆ จนเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะไวหรือช้ำรั่ว และกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังตามมาอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว วิธีดื่มที่แยบยลคือ ต้องวางแผนให้จังหวะการดื่มพอดีกับการถ่ายออก เมื่อกระเพาะปัสสาวะเพิ่งเริ่มเต็ม เพราะหลังการดื่มแต่ละครั้งน้ำจะไปถึงปลายทางที่กระเพาะปัสสาวะประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ เช่น ก่อนออกจากที่ทำงานหรือก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง งดการดื่มน้ำและถ่ายออกทุกครั้ง กระเพาะปัสสาวะก็จะว่างและได้พักบ้างค่ะ หรืออาจใช้วิธีค่อยๆ ทยอยดื่มทีละน้อย แล้วเข้าห้องน้ำทันทีที่เริ่มปวดในขณะที่กระเพาะปัสสาวะยังถ่ายออกได้หมด ไม่เหลือค้าง เพราะไม่ได้อุ้มน้ำไว้นานๆ จนหมดแรง แค่นี้ก็จะเป็นการเห็นใจกระเพาะปัสสาวะ สุขภาพก็จะแข็งแรง และไม่เกิดโรคจากพฤติกรรมทำร้ายกระเพาะปัสสาวะอย่างไม่ได้ตั้งใจนะคะ

    3.ประเภทของน้ำ น้ำเปล่าที่สะอาด ไม่ร้อนไม่เย็นดีที่สุดค่ะ และควรดื่มหลังกินอาหารมื้อหลักไปแล้ว 40 นาที ไม่ควรดื่มระหว่างการกินอาหารหรือหลังอาหารทันที เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ทำให้การย่อยอาหารดำเนินไปได้ไม่เต็มที่ค่ะ ช่วงกินอาหารควรดื่มน้ำซุปหรือน้ำแกงค่ะ ส่วนนมและน้ำผลไม้ดื่มหลังมื้ออาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง จะช่วยให้ย่อยง่ายนะคะ งดชากาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งมักกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อย และเป็นเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ค่ะ

    จะเห็นว่าไม่ยากเลยนะคะกับการดื่มน้ำให้สุขภาพดี และเป็นเคล็ดลับความงามของผู้หญิงเราจากภายใน เพราะเซลล์ทั่วร่างกายจะสดชื่นและเปล่งปลั่งอยู่เสมอค่ะ ยากตรงที่ความตั้งใจและใส่ใจที่จะฝึกดื่มน้ำอย่างฉลาดได้อย่างต่อเนื่องจนเป็นสุขนิสัยนะคะ
     
  12. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    1 ลิตร เท่ากับน้ำกี่แก้ว ๕ แก้วครับ (แก้วละ ๒๐๐ ซีซี)

    คนเราต้องดื่มน้ำวันละ ๘ แก้ว หรือ ลิตร ครึ่ง
    และการดื่มที่ดีที่สุด คื่อการจิบนำบ่อยๆๆ แบบมีนำพร้อม ดื่มตลอดเวลา

    ใส่แก้วไว้ใกล้ๆๆเลย สมองจะแจ่มไส

    ไม่เชื่อลองได้ครับ
    การอ้างอิง
    BlogGang.com : : Logetus : วิธีพัฒนาสมอง โดยคุณหนูดี

    +++++++++++++++

    วิธีพัฒนาสมอง โดยคุณหนูดี
    ทิปส์ในการพัฒนาสมอง

    สมองของคนเรามีน้ำหนักเท่ากับร้อยละ 2 ของน้ำหนักร่างกายโดยสมองใช้ออกซิเจนร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของการใช้ออกซิเจนในร่างกายทั้งหมด
    การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม


    อัจฉริยภาพ มี 8 ด้านที่ว่า ได้แก่ อัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสาร อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจในตนเอง อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจผู้อื่นและมนุษยสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านธรรมชาติ และอัจฉริยภาพด้านดนตรี

    อัจฉริยภาพของคนไม่ได้อยู่ที่เซลล์สมอง ไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักสมองและไม่ได้อยู่ที่รอยหยักของสมอง แต่อยู่ที่เส้นใยสมองและไมยีลินหรือไขมันสมองมาห่อหุ้ม เนื่องจากเซลล์สมองตายไปทุกวัน แต่จะมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยการทำซ้ำๆ กัน

    ดังนั้น อัจฉริยภาพสร้างได้โดยการทำซ้ำๆ กันนั่นเอง เช่น หากเล่นเปียโนไม่เป็น แต่ถ้าฝึกทุกวันเป็นเวลา 2 ปี ก็จะเป็นคนใหม่ที่เป็นอัจฉริยภาพด้านเปียโนได้

    อย่างไรก็ตาม คนที่มีเส้นใยสมองมากที่สุดไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดที่สุดเพราะสมองมีเนื้อที่จำกัดในการเก็บเส้นใยสมอง สมองจึงมีการ "รีดทิ้ง" เส้นใยสมองในส่วนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในเวลานั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กแรกเกิดมีเส้นใยสมองมากที่สุด เมื่อเทียบกับเด็กคนเดียวกันในอายุ 6 ขวบ และ 14 ปีและยิ่งโตขึ้นเส้นใยสมองยิ่งน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะโง่กว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าสมองมีการจัดเก็บและมีแบบแผนในการเก็บเส้นใยสมอง

    วิธีพัฒนาสมอง

    1. จิบน้ำบ่อย ๆ
    สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

    2. กินไขมันดี
    คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

    3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
    หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

    4. ใส่ความตั้งใจ
    การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้นทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

    5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ
    ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

    6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
    สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่
    คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

    7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
    ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

    8. เขียนบันทึก Graceful Journal
    ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี
    ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

    9. ฝึกหายใจลึก ๆ
    สมองใช้ออกชิเจน 20-25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
    ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %

    ที่มา : http://women.sanook.com/dreammodel/women/women_42610_3.php
     
  13. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    กินน้อยตายยาก กินมากตายง่าย กินอยู่อย่างไรให้อายุยืน 120 ปี


    กินอยู่อย่างไรให้อายุยืน 120ปี
    หมอเฉก” ชื่อนี้ ถ้าถามกับคนอายุอานามสักสามสิบห้าขึ้นไป ถ้าไม่ร้องอ๋อ ก็ คงจะบอกว่า คุ้นๆนะเพราะ “คุณหมอเฉก”
    เป็นคุณหมอผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับของวงการผู้รักสุขภาพและบุคคลทั่วไป

    ในวันที่มีโอกาสได้พบ คุณหมอเฉก หรือ นพ.เฉก ธนะสิริ ชายร่างสูงโปร่ง ผมสีขาว ดูเท่ห์สมาร์ท เหมือน ริชาร์ด เกียร์ ท่าทางกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว อัธยาศัยดี คุณหมอ เชื้อเชิญผู้เขียน เข้าบ้านด้วยนำเสียงมีมิตรไมตรี แต่ไม่วายที่จะกำชับผมว่า ถ้าคุณมาช้าผมจะออกไปทำธุระแล้วนะเนี่ย นั่นคือ การบ่งบอกถึงความเป็นคนตรงต่อเวลา
    เปี๊ยะๆที่คุณหมอยึดถือเสมอมา


    ด้วยความเป็นคนซอกแซกและอยากรู้อยากเห็นของตัวผู้เขียนเอง ก็เลยเริ่มชวนคุณหมอ พูดคุย เพื่อเก็บข้อมูล คุณหมอเล่าให้ฟังว่า ต้นตระกูลเป็นคนกรุงเทพ ท่านเองก็เกิดที่กรุงเทพฯอยู่ในฐานันดรที่ดี จบการศึกษาแพทยศาสตร์ เคยเป็นหมอโดยอาชีพ เคยเป็นข้าราชการระดับสูง ชีวิตหน้าที่การงานแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ท่านยึดมั่น ถือมั่นมาโดยตลอดคือ เทคนิคการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ มิได้ขาด และด้วยความเป็นผู้มีองค์ความรู้ด้านสุขภาพอย่าง แจ่มแจ้งทั้งทฤษฎีและปฏิบัติจากชีวิตประจำวันที่ยาวนาน ท่านได้นำองค์ความรู้ออกเผยแพร่ผ่านสื่อและช่องทางต่างๆให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไปได้ตามโอกาสที่พึงมี


    คุณหมอเล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า “ผมว่ายน้ำทุกวัน วันละครึ่งชั่วโมง หรือกว่านั้น ทำมายาวนานกว่า 40 ปี นับเป็นระยะทางก็ประมาณ หมื่นกิโลเมตรเห็นจะได้ ขณะว่ายน้ำไปก็ตั้งจิตสมาธิ ไปพร้อมกัน ผลที่ออก มา คือ ได้ทั้งสมาธิ ปัญญา และร่างกายที่แข็งแรงไม่เป็นโรคไขข้อ ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่มีไขมันเกินจำเป็น การว่ายน้ำเพื่อออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ผมทำ สม่ำเสมอมิ ไ ด้ขาด” นอกจากการออกกำลังกายอย่างมีคุณภาพแล้วคุณหมอเฉก ยังได้แนะนำถึงหลักการปฏิบัติสู่ความมีอายุยืนยาวอย่างมีพฤติพลัง ให้มีอายุยืนยาวนานได้ถึง 120 ปี นั้น ควรปฏิบัติตามหลักดังนี้


    ประการแรก ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หนักเบาตามอายุ แต่การออกกำลังต้องให้ได้ออกซิเจนสม่ำเสมอ คือ เพื่อให้เกิด “พลังชีวิต หรือ พลังแอร์โรบิก” ไปจนตายนั้น คือใช้หลักที่ว่า “อยากมีแรงต้องออกแรง”


    ประการที่สอง รับประทานอาหารธรรมชาติ คือ พืชพรรณธัญญาหาร เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด เผือก มัน ผลไม้ และผักหลากสี, หลากรส ลดเนื้อสัตว์ และในการรับประทานอาหารในวันหนึ่งๆ รับประทานเพียง 2 มื้อก็เพียงพอแล้ว ให้งดหรือลดมื้อเย็น บนหลักการที่ว่า “กินน้อย-ตายยาก กินมาก-ตายเร็ว” และ อาหารอายุสั้น-ทำให้อายืน (ผักสด, ผลไม้), อาหารอายุยืน-ทำให้อายุสั้น (พวกอาหารกระป๋อง, แฮม, แหนม, เบคอน,ไส้กรอก)


    ประการที่สาม ดื่มน้ำสะอาดเปล่าๆ วันละ 10-12 แก้ว (ไม่ควรดื่มขณะรับประทานอาหาร)


    ประการที่สี นอนหลับพักผ่อนให้สนิทและทำจิตใจให้สงบ จะทำให้ภูมิต้านทานในตัวสูงมาก และควรฝึกเจริญสมาธิ-วิปัสสนากรรมฐาน เป็นประจำ ดำเนินชีวิตทุกๆด้านด้วยปัญญา


    ประการที่ห้า หมั่นสร้างกรรมดี สร้างบุญสร้างกุศล ละเว้นกรรมชั่วทุกชนิด และตั้งโปรแกรมจิตของตนทุกวัน เวลาที่จะมีชีวิตยืนยาว 120 ปี อย่างมีคุณภาพ โดยพิจารณาให้เห็นชัดว่า ร่างกาย คือ ฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่จะต้องดูแลระมัดระวังให้ทำหน้าที่อย่างดีอยู่เสมอ ส่วนซอร์ฟแวร์ที่จะป้อนเข้าไปให้ได้ข้อมูล นั่นก็คือ ซอร์ฟแวร์ หรือ “จิต” ของเรานั่นเอง การจะตั้งใจให้ผลออกมาดีนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าให้ใช้หลัก “อิทธิบาท 4” สิ่งที่ทำให้เกิดผลสำเร็จ 4 อย่าง คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา


    นอกจากนั้นการจะใช้อาหารเสริม วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งการใช้เซลล์บำบัดจึงเป็นเรื่องรองลงไปจากการปฏิบัติตัวด้วยตนเอง ถ้าทุกท่านทำได้อย่าง คุณหมอเฉกแนะนำขั้นต้นแล้วละก็ เชื่อว่าจะมีอายุยืนนานและมีความสุขเช่นเดียวกันคุณหมอเฉก


    แล้วทุกท่านอยากทราบไหมครับว่าคุณหมออายุเท่าไร?85 ปี ครับ ไม่ต้องสวมแว่นตา ไม่ต้องใช้ไม้เท้าหรือรถเข็น ไม่ต้องมีคนคอยพยุง ความจำดีเป็นเลิศไม่เจ็บป่วยออดๆแอดๆ แถมอารมย์ดีอีกต่างหาก

    ก่อนอำลาคุณหมอเฉก ท่านยังได้ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ๆว่า วันนี้ สังคมไทยต้องต่อสู้กับมลภาวะรอบตัวที่มากขึ้นกว่ายุคที่ท่านเป็นหนุ่ม มลภาวะต่างๆนั้นคือปัจจัยบั่นทอนสุขภาพให้คนไทยเราอายุสั้นลง อีกทั้งอาหารจากแหล่งสะดวกซื้อหรือ จังค์ฟู๊ดต่างๆก็ไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อร่างกาย อยากให้ชมรมอยู่ร้อยปี-ชีวีเป็นสุขเป็นสื่อเพื่อช่วยพัฒนาสุขภาพของคนรุ่นใหม่เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดีต่อไป
    จากชมรมอยู่ร้อยปี ชีวีเป็นสุข
    [อยากอายุยืนบ้างจัง แต่คิดไปคิดมาอายุยืนเกินไปก็คงจะเมื่อยน่าดู
    โดย สามหนุ่ม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 พฤศจิกายน 2012
  14. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    ครอบแก้ว อีกทางเลือกของแพทย์แผนจีน (Lisa)
    ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้เทคโนโลยี มีแต่ "แก้ว" และ "ความร้อน" เพื่อสลายสาเหตุของโรคภัยที่เกาะกินคุณอยู่ อาจจะต้องแลกกับรอยฟกช้ำที่ดูน่ากลัวไปสักนิด แต่ก็นับเป็นคำตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับความเจ็บปวดที่กำลังจะหายไป แล้วคุณล่ะ จะลองเปิดใจให้แก่การรักษาที่มีอายุหลายพันปีชนิดนี้บ้างมั้ย?

    ความจริงก็คือ "การครอบแก้ว" ไม่ใช่วิธีใหม่เลย เพราะมันอยู่ในตำราแพทย์แผนจีนเป็นระยะเวลาหลายพันปีมาแล้ว เคียงคู่กับการฝังเข็ม สมุนไพรจีน นวดทุยหนา ฯลฯ ในสมัยโบราณเขาใช้เขาสัตว์มาทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปวัสดุในการรักษาก็ทันสมัยมากขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่หลายไปทั่วโลก จนอาจเปลี่ยนจากแก้วจุดไฟเป็นโหลพลาสติกสุญญากาศแทน แต่หัวใจของการครอบแก้วก็ยังอยู่

    ตามตำราจีนเชื่อกันว่าในร่างกายเรามีพลังชิ (Qi) ซึ่งอาจอ่อนแอ หรือกระจัดกระจายได้จากไลฟ์สไตล์และพิษจากภายนอก การครอบแก้วก็จะช่วยนำพลังชินี้ให้กลับมามีเส้นทางดังเดิม พร้อมกับกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทั้งยังเชื่อว่าจะช่วยดูดพิษออกจากร่างกายได้อีกด้วย

    "ครอบแก้ว" คืออะไร
    ครอบแก้ว คือ วิธีการรักษาตำรับแพทย์แผนจีนโบราณซึ่งใช้แก้วครอบลงบนผิว จากนั้น จึงลดความดันภายใน โดยการใช้ความร้อนหรือการดูดอากาศออก จนผิวหนังและกล้ามเนื้อถูกดูดเข้าไปในแก้ว อาจมีการใช้น้ำมันสมุนไพรทาผิวหนังก่อน เพื่อให้การเคลื่อนแก้วเป็นไปโดยง่ายขึ้น แก้วอาจถูกครอบนานประมาณ 5-15 นาที จากนั้นผิวหนังจะแดง เมื่อเอาแก้วที่ครอบออกแล้วผิวจะแดงช้ำ นั่นหมายความว่าเลือดคั่งอย่างจงใจเพื่อการรักษาโรค และแม้ว่าผิวหนังบริเวณที่ถูกครอบแก้วจะมีสีน่ากลัว แต่ก็ไม่ได้เจ็บอย่างที่เห็น เนื่องจากผิวของคนไข้หลายคนช้ำง่ายอยู่แล้ว และแก้วที่ครอบก็อาจปรับให้เหมาะกับคนไข้ได้ สิ่งสำคัญก็คือคุณควรบอกกับแพทย์ หากรู้สึกเจ็บปวดจริง ๆ

    ชนิดของขวด หรือกระบอกที่ใช้ครอบแก้วมีอยู่มากมาย ในปัจจุบันที่ใช้กันบ่อย ๆ มีอยู่สามชนิด ได้แก่ ไม้ไผ่ กระเบื้อง และแก้ว ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกันไป อย่างเช่น ไม้ไผ่ ถึงแม้จะถูกแต่ก็มีแรงดูดไม่พอ ร้าว และรั่วง่าย ส่วนกระเบื้องนั้นมีแรงดูดดี ปากเรียบ ไม่คม แต่ตกแตกง่าย จนถึงขวดแบบแก้วที่มีลักษณะคล้ายลูกบอล มีข้อดีก็คือ แก้วใสจึงสามารถสังเกตผิวหนังเวลาครอบได้ชัดเจน ส่วนข้อเสียก็คือแตกง่าย

    อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วว่า การครอบแก้วจะใช้ความร้อนเพื่อลดแรงดันภายในขวดแก้ว (หรือขวดอื่น ๆ) และก็มีหลายวิธีเช่นกันในการให้ความร้อน เช่น ส่านหั่น หรือการจุดไฟเผาลำสีแอลกอฮอล์แล้วนำเข้าไปวนในกระบอกแก้วก่อนครอบ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างปลอดภัย เช่นเดียวกับวิธีการต้มด้วยน้ำ ซึ่งจะทำกับกระบอกไม้ไผ่ แต่หากเป็นวิธีอื่น ๆ แล้วภายในขวดแก้วที่ครอบอาจมีเปลวไฟอยู่ด้วยซ้ำ จึงต้องระมัดระวังอย่างมาก ไม่ให้ลวกหรือโดนผิวหนัง และคุณก็ไม่ควรลองครอบแก้วด้วยตนเองที่บ้านเด็ดขาดด้วย

    ครอบแก้วทำอย่างไร?

    ในการรักษาโดยการครอบแก้ว แพทย์จะเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้วิธีใดจึงจะเหมาะ ซึ่งอาจยกตัวอย่างการครอบแก้วได้ดังนี้ :

    1.โจ่วก้วน

    หรือเรียกอีกอย่างว่าทุยก้วน เป็นการครอบแก้วแบบเคลื่อนไหว คือจะใช้วาสลีน หรือน้ำมันหล่อลื่นทาลงไปบนตำแหน่งที่จะทำการครอบแก้ว หรือทาไว้ที่ปากกระบอก จากนั้น จึงนำแก้วครอบลงไปแล้วเคลื่อนไปยังตำแหน่งขึ้น-ลง หรือซ้าย-ขวา ตามที่ต้องการจนกว่าผิวหนังจะแดงจากการที่เลือดคั่ง จึงเอากระบอกแก้วออก มักใช้กับเนื้อที่ขนาดใหญ่และมีกล้ามเนื้อมาก เช่น แผ่นหลัง เอว ก้น ต้นขา เพื่อรักษาโรคปวดจากลมและความชื้น รวดทั้งอาการชาด้วย

    2.ส่านก้วน

    คือการครอบแก้วแบบดึงเร็ว หลังจากครอบแก้วเสร็จแล้วจะต้องรีบดึงเอาแก้วออก และทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ หลายครั้งจนกว่าผิวหนังบริเวณดังกล่าว จะเปลี่ยนเป็นสีแดงคือ มีภาวะเลือดคั่งแล้วจึงหยุด ส่วนมากใช้รักษาผู้ป่วย ที่มีอาการปวดและชาที่ผิวหนังหรือสมรรถภาพเสื่อมถอย

    3.ชื่อเซียวะเป๋าก้วน

    เป็นการครอบแก้วที่ประสานกับการใช้เข็มเพื่อแทงสะกิดเลือด หลังจากการฆ่าเชื้อตำแหน่งที่ต้องการทำการครอบแก้วแล้ว จะมีการใช้เข็มซานหลิงจิ้มให้เลือดออก หรือใช้เข็มดอกเหมยเคาะตี หลังจากนั้น จึงครอบแก้วลงไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ส่วนมากใช้รักษาโรคไฟลามทุ่ง ฝีหนอง ที่เต้านม หรือเคล็ดขัดยอก เป็นต้น

    4.หลิวเจินป๋าก้วน

    คือการครอบแก้วที่ใช้คู่กับการฝังเข็ม เรียกง่าย ๆ ว่า เจินก้วน วิธีการรักษานี้ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฝังเข็ม และการครอบแก้วควบคู่กัน คือ หลังจากปักเข็มลงไปแล้ว จากนั้น จึงนำแก้ว ครอบลงไปโดยมีเข็มที่ปักอยู่เป็นจุดศูนย์กลาง ประมาณ 5-10 นาที รอจนผิวเป็นสีแดงหรือมีเลือดคั่งจึงเอาแก้วและเข็มออก

    (อ้างอิงจาก "การรักษาโรคด้วยวิธีการครอบแก้ว" คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย มูลนิธป่อเต็กตึ้ง)

    ครอบแก้วรักษาอะไรได้บ้าง
    ปัจจุบันมักใช้การครอบแก้วเพื่อบรรเทาอาการปวด แต่ก็สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยอื่นได้เช่นกัน อย่างเช่น โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะไอเรื้อรัง หรือหอบ และอัมพฤกษ์หรืออัมพาต นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าความร้อนจากถ้วยที่ไปกระตุ้นพลังงานชิ (Qi) จะทำให้จิตใจของผู้ป่วยรู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยา จึงอาจเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาโรคซึมเศร้า

    แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีไข้ขึ้นสูง เป็นหวัด มีอาการชักมีเนื้องอกหรือมีแนวโน้มว่าจะมี จะถูกห้ามไม่ให้รักษาด้วยวิธีการนี้โดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับหญิงที่ตั้งครรภ์สามเดือนแรก (หลังจากนั้นก็ห้ามไม่ให้ใช้การครอบแก้วบริเวณครรภ์ หรือบริเวณหลังเอว และกระเบนเหน็บเด็ดขาด)

    Ask Doctor

    โดย ศาสตราจารย์ เฉิน จั้ว เจิน วิทยาลัยการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

    Q : การรักษาของแพทย์แผนจีนจำเป็นต้องเจ็บรึเปล่า? เห็นผลได้ชัดเจนหรือไม่?

    A : บางครั้งเราอาจจะเห็นว่าวิธีการรักษาของแพทย์แผนจีนควรจะเจ็บ แต่การรักษาทั้งหมดก็เพื่อที่จะลดอาหารเจ็บป่วยของคนไข้ ในทฤษฏีของแพทย์แผนจีนจะมีทั้งหยิน-หยาง และเส้นลมปราณ และพิษจากภายนอก ซึ่งได้แก่ ความร้อน ความเย็น ความชื้น ความแห้ง และไฟ ปกติคนเราก็อาจไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรบ้าง เมื่อมาหาแพทย์แผนจีน แพทย์ก็จะใช้วิธีมอง ฟัง ถาม และคลำเพื่อบอกว่า ในร่างกายมีโรคอะไรแอบแฝงรึเปล่า

    สำหรับคนไข้ที่ยังไม่เคยรับการรักษาแบบจีน ก็อาจจะมาขอคำแนะนำก่อนได้ แล้วค่อยตัดสินใจว่า จะใช้การรักษาด้วยแผนจีนหรือไม่ แต่การแพทย์แผนจีนมีมานานมาก คนไข้ส่วนใหญ่จึงวางใจได้ว่าการรักษาจะเห็นผลได้จริง


    +++++++

    ทฤษฏีเกี่ยวกับการวางถ้วยดูด
    ทฤษฎีของการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ (Vacuum Cupping)ในการบำบัดอาการโรคต่างๆ อาศัยการปฏิบัติงานของชุดเครื่องปั้มดูดระบบสุญญากาศ ปั้มดูดอากาศออกจากภายในบริเวณถ้วย ความกดดันของสุญญากาศดึงดูดผิวหนังให้นูนสูงขึ้น บริเวณผิวหนังดังกล่าว ถูกกระตุ้นถูกกดดันทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย ผลักดันให้เลือดลมไหลเวียนเข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ในเวลาเดียวกันก็ได้ผลักดันให้เส้นลมปราณ จุดต่างๆ ของเส้นลมปราณ เซลล์ของเส้นประสาท เซลล์ของเลือดเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านพยาธิวิทยา ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดสิ่งแปลกปลอม สารพิษเชื้อโรค ของเสียต่างๆ เหล่านี้ถูกขจัดออกจากผนังของหลอดเลือดประสานกับการกดดันของถ้วยดูด และการปฏิบัติหน้าที่งานของผิวหนัง ของเสียสารพิษบางส่วนจะถูกดูดออกจากรูขุมขนของผิวหนังโดยตรง สะท้อนออกเป็นไอน้ำ หยดน้ำเกาะติดอยู่กับผนังของถ้วยดูด บางส่วนจะถูกดูดมาเกาะติดอยู่กับผิวหนัง (สะท้อนออกเป็นสีผิวต่างๆ) จากนั้นจะถูกขจัดออกจากร่างกายพร้อมกับเหงื่อ หรือสลายไปตามเลือดลมที่หมุนเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด ถูกขับออกจากร่างกายโดยทางปัสสาวะและอุจจาระ ของเสียสารพิษต่างๆ ถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือด ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น เลือดลมไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด ถูกปรับเข้าสู่การหมุนเวียนอย่างมีระเบียบ อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้รับเลือดมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ปรับการปฏิบัติหน้าที่งานเข้าสู่ปกติและมีประสิทธิภาพทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุล

    ประวัติความเป็นมาของถ้วยดูดระบบสุญญากาศ และสรรพคุณโดดเด่นของชุดถ้วยดูดสุญญากาศ

    คนจีนเรียนรู้วิธีใช้ถ้วยดูดระบบสุญญากาศมาบำบัดอาการโรคต่างๆ ตามหนังสือบันทึกมีประวัติยาวนานมากว่า 2000 ปี เดิมใช้เขาของสัตว์ทำเป็นกล่อง ต้มกับน้ำร้อนหรือจุดไฟลนให้เกิดสูญญากาศ แล้วนำมาครอบบำบัดอาการโรคต่างๆ โดยเฉพาะบำบัดอาการที่เจ็บปวดอักเสบ ดูดสารพิษ ดูดลิ่มเลือดออกจากร่างกาย ออกจากบริเวณผิวหนังที่มีอาการอักเสบ ต่อมาได้ถูกพัฒนาเปลี่ยนเป็นถ้วยทำด้วยไม้ไผ่หรือถ้วยแก้ว แต่ยังต้องลนให้เกิดสุญญากาศ 2000 กว่าปีที่ผ่านมา ถ้วยดูดระบบสุญญากาศเคยถูกแพทย์แผนจีนโบราณ หรือหมอชาวบ้านนำมาบำบัดอาการโรคต่างๆ ให้ชาวจีน ค่อนข้างแพร่หลายในจีนผืนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะตามชนบท ตามสถานที่ห่างไกลจากหัวเมือง และยังมีครัวเรือนไม่น้อยในประเทศจีน เรียนรู้ถึงประโยชน์และกรรมวิธีการใช้เครื่องมือแพทย์ชุดนี้ และได้สำรองเครื่องมือแพทย์นี้ไว้ในครัวเรือน เวลามีสมาชิกผู้ใดเกิดมีอาการเจ็บปวดหรือกระทั่งอักเสบตามบริเวณผิวหนังของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย ก็จะนำถ้วยมาลนไฟแล้วครอบบำบัด อาการเจ็บปวดหรือผิดปกติที่มีอยู่ ก็จะถูกขจัดแก้ไขบรรเทาหายได้โดยเร็ว

    ศาสตราจารย์ดร.วูซุนซี (เป็นชาวจี๋หลิง อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน) เป็นอาจารย์ของ อ.สุทัศน์ กุลสันติพงศ์ ปี พ.ศ. 2536 ศาสตราจารย์ดร.วูซุนซี ประสบความสำเร็จในการผลิตขุดเครื่องปั๊มดูดอากาศแบบสมัยใหม่มาแทนการใช้ถ้วยแก้วรนไฟ ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือปั๊มดูดที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการเกิดรอยไหม้บนผิวหนัง และสามารถวางถ้วยดูดยาวนานกว่า โดยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใดๆต่อสุขภาพผู้ป่วย จากชุดเครื่องปั๊มดูดสมัยใหม่ที่ถูกค้นคว้าผลิตขึ้น อ.วูได้ใช้ประสานกับความรู้ทฤษฎีพื้นฐานแพทย์แผนจีน โดยเฉพาะการบำบัดอาการโรคที่ต้องอิงกับระบบเส้นลมปราณ และวิธีบำบัดที่เน้นบำบัดอาการโรคทั่วหน้า (องค์รวม)ควบคู่กับการบำบัดอาการเฉพาะโรคไปพร้อมกัน และยังเป็นชุดถ้วยปั๊มดูด ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ บำบัดอาการโรค (อาการไม่รุนแรง) ด้วยตนเอง


    ถ้วยดูดสามารถดูดของเสียสารพิษต่างๆ และลิ่มเลือดออกจากร่างกายโดยผ่านรูขุมขนของผิวหนัง

    สีผิวสะท้อนอาการ สะท้อนสุขภาพ
    สีผิวสะท้อนอาการสุขภาพและสะท้อนถึงของเสียสารพิษร่างกายดึงดูดออกมาเกาะติดอยู่กับผิวหนัง หลังวางถ้วยดูดทิ้งระยะเวลาสักพัก (ประมาณ 10-15 นาที) หลีกเลี่ยงไม่พ้นจะพบมีรอยสีผิวเกิดขึ้นที่ผิวหนังภายในบริเวณถ้วยดูด นอกจากสะท้อนถึงของเสียสารพิษที่เกาะติดอยู่ผนังหลอดเลือดถูกขจัด แล้วถูกดูดอกมาเกาะติดอยู่กับผิวหนัง ยังได้สะท้อนถึงอาการผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย และการปฏิบัติหน้าที่งานบกพร่องของลมปราณ เช่น

    สีขาว - ผิวสีขาวสัมผัสแล้วรู้สึกเย็น สะท้อนถึงอาการพร่องของลมปราณและเลือดที่หล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

    สีแดง - สะท้อนถึงการไหลเวียนผิดระเบียบของเลือดลม อิน(หยิน)พร่อง หยางสูง ความร้อนพุ่งสูงทำให้เกิดอาการปวดหัวตัวร้อน เป็นต้น

    สีแดงอ่อนควบสีเหลือง - สะท้อนถึงความชื้นเกาะติด หรืออาจกระทบกระเทือนจากความเย็น และความร้อนภายนอก

    สีม่วงและมีรอยของสีเทา - สะท้อนถึงมีความหนาวเย็น และมีลิ่มเลือดเกาะติด

    ผิวสีเป็นสีม่วงเข้มอ่อนกระจาย - สะท้อนถึงลมปราณติดขัด และมีลิ่มเลือดเกาะติดบางส่วน

    สีดำคล้ำ - สะท้อนถึงลิ่มเลือดเกาะติด เลือดลมไหลเวียนติดขัด ปวดประจำเดือนหรือเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ

    ของเสียสารพิษต่างๆ ที่ถูกดึงดูดออกมาเกาะติดอยู่ตามผิวหนัง บางส่วนจะถูกขับออกโดยทางผิวหนังออกเป็นเหงื่อ บางส่วนจะถูกขับออกไหลเวียนไปตามเลือดลมที่ไหลเวียนในระบบหลอดเลือดออกทางปัสสาวะและอุจจาระ ถ้าหากทำการดูดบำบัดต่อเนื่องของเสียสารพิษ ทยอยถูกขจัดถูกสลาย ผิวสีต่างๆ ก็จะทยอยจางหายปรับกลมกลืนดั่งผิวสีปกติ สอดคล้องกับสุขภาพร่างกายที่ถูกปรับปรุงแข็งแรงดีขึ้น แต่ถ้าหากเป็นสีม่วงคล้ำหรือสีดำคล้ำหลังทำการดูดต่อเนื่องหลายวัน ผิวสียังไม่ถูกปรับปรุงดีขึ้นสะท้อนถึงบริเวณดังกล่าวลิ่มเลือดที่เกาะติดมากและเกาะลึก จำเป็นต้องใช้เข็มเฉพาะเคาะตีบริเวณผิวหนังดังกล่าว และทยอยดูดเอาลิ่มเลือดออก (กรณีพิเศษของผู้ป่วยบางรายที่มีอาการบวม วางถ้วยดูดที่จุดลมปราณที่มีอาการเจ็บปวดต่อเนื่องหลายวันไม่สะท้อนออกเป็นสีม่วงคล้ำหรือดำคล้ำ แต่สะท้อนออกเป็นสีผิวขาวหรือสีแดงอ่อนสัมผัสกดนวดถูกยังรู้สึกเจ็บปวดมาก เป็นอาการอีกรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนถึงมีความชื้นและลิ่มเลือดเกาะติด)

    ถ้วยดูดสามารถดูดของเสียสารพิษ หรือกระทั่งลิ่มเลือดออกจากร่างกายโดยผ่านออกจากรูขุมขนของผิวหนัง
    ปกติบริเวณผิวหนังใด จุดลมปราณใด รวมทั้งอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์กับจุดลมปราณดังกล่าว เลือดลมไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ติดขัด จนเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ บวม หรือรูปทรงเปลี่ยนแปลง หลังวางถ้วยดูดสักพักจะพบผนังถ้วยดูดที่วางดูดอยู่ มีไอน้ำหรือหยดน้ำเกาะติด สะท้อนถึงก๊าซเสีย (คาร์บอนไดออกไซด์) หรือความชื้น (ส่วนเกินในร่างกาย) ที่เกาะติดอยู่กับจุดลมปราณหรือผนังหลอดเลือดของอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์ถูกดูดออกมา

    สำหรับผู้ป่วยบางท่านที่มีอาการโรคเรื้อรังและบริโภคยาเคมีมายาวนานเป็นปีๆ หรือบางท่านที่ดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมบริเวณที่มีแก๊ซพิษ สารเคมีปกคลุม (เช่น โรงงานที่ทำการผลิตสินค้าเกี่ยวข้องกับสารพิษสารเคมี) หลังวางถ้วยสักพักจะสังเกตบริเวณผิวหนังบางแห่งที่วางถ้วยครอบดูดจะมีตุ่มต่างๆ เกิดขึ้น บางตุ่มเป็นน้ำใสๆ หรือเจือปนด้วยน้ำเหลืองบางตุ่มเป็นเส้นเลือดฝอยสีแดง หรือกระทั่งเป็นลิ่มเลือด สะท้อนถึงสารพิษต่างๆ เหล่านี้ที่สะสมเกาะติดอยู่ กับผนังหลอดเลือด ได้ถูกขจัดถูกดูดออกมารวมเป็นตุ่ม และเกาะติดอยู่กับผิวหนัง ตุ่มสารพิษต่างๆ เหล่านี้ทยอยถูกขจัดออก ผนังหลอดเลือดก็จะขยายกว้าง เลือดไหลเวียนผ่านก็จะราบรื่นไหลเวียนอย่างมีพลังสม่ำเสมอ

    ส่วนวิธีจัดการกับตุ่มสารพิษเหล่านี้ เราเพียงแต่ใช้เข็มเฉพาะ (เช็คทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์) แทงเขี่ยให้น้ำเหลวหรือลิ่มเลือดไหลออก หลังจากนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวใช้ยาแอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อทำความสะอาด ผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แต่อย่าให้สบู่ล้างหรือใช้ผ้าขนหนูเช็ดถูถูก หลังจากบริเวณผิวหนังใดมีตุ่มสารพิษเกิดขึ้น บริเวณผิวหนังดังกล่าวต้องวางถ้วยดูดครอบดูดต่อเนื่อง และทยอยดูดตุ่มสารพิษต่างๆ เหล่านี้ออกมาให้หมด จนไม่พบมีตุ่มสารพิษใดๆ เกิดขึ้น บริเวณผิวหนังดังกล่าวก็จะตกสะเก็ด หลังจาก 3-4 วัน สะเก็ดที่มีอยู่จะทยอยหลุดออก จากนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวจะปรับเข้าสู่ปกติ แต่หลังมีตุ่มเกิดขึ้นแล้วไม่ทำการวางถ้วยครอบดูดต่อเนื่อง สารพิษต่างๆ ที่เหลือ มิได้ถูกขจัดดูดออกมา ยังจะทำให้บริเวณผิวหนังดังกล่าว เกิดอาการบวมแดง หรือสีผิวที่สะท้อนออกอาการผิดปกติจะไม่สามารถจางหายในระยะเวลาสั้น

    การนำถ้วยมาครอบดูด ดูดขจัดของเสียสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายออกจากผิวหนัง เป็นวิธีการเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดโรคต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใดๆ ต่อสุขภาพของผู้ป่วย เนื่องจากบริเวณผิวหนังที่วางถ้วยดูดเป็นสุญญากาศ เชื้อโรคใดๆ จากภายนอกจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในผิวหนังดังกล่าว และการกำจัดของเสียสารพิษออกจากผนังหลอดเลือด เกิดขึ้นจากพยาธิของเซลล์ประสาท เม็ดเลือดขาวร่วมกับการปฏิบัติหน้าที่ของผิวหนัง ดังที่กล่าวไว้ในทฤษฎีของการวางถ้วยดูด โดยเฉพาะของเสียสารพิษต่างๆ ถูกดึงดูดออกจากรูขุมขนแล้ว รูขุมขนบริเวณผิวหนังดังกล่าวจะทำการปิดโดยปริยาย จึงไม่ก่อเกิดอาการบวมซ้ำ อักเสบใดๆ ต่อบริเวณผิวหนังดังกล่าว อวัยวะภายในร่างกายได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถปรับการปฏิบัติหน้าที่เข้าปกติ อาการเจ็บปวดไม่สบายก็จะทุเลาหายดี

    อ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ กายใจ 29 เม.ย – 5 พ.ค 2555 (ไกลหมอ พ.ญ.สุลัคณา น้อยประเสริฐ แพทย์เฉพาะทางฝังเข็ม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)


    อย่ากลัว! ครอบแก้ว

    หลายท่านยังไม่เคยรู้จักว่าการครอบแก้วสุญญากาศเป็นการรักษาแบบหนึ่งของจีน ที่ใช้แก้วทำให้เป็นสุญญากาศอาจโดยการใช้ไฟเข้าไปไล่อากาศในแก้ว หลังจากนั้นรีบเอาแก้วหรือกระบอกไม้ไผ่มาวางไว้บนจุดฝังเข็มที่ต้องการหรือดูดผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณที่ปวด

    เนื่องจากสภาพในแก้วหรือกระบอกไม้ไผ่เป็นสุญญากาศ ผิวหนังบริเวณนั้นก็จะถูกดูดเข้าไปในแก้ว ทิ้งไว้ราว 5-10 นาทีแล้วดึงแก้วออก การครอบแก้วนี้จะทิ้งรอยจ้ำๆ ไว้ตามบริเวณโดยทั่วไปเน้นที่จุดบนแผ่นหลังเป็นหลัก

    การดูดแก้วนั้นสามารถดึงเลือดที่คั่งค้างหมุนเวียนไม่ดีในร่างกาย หรือเลือดที่มีแต่ของเสียออกมาบริเวณใต้ผิวหนัง ทำให้ลมปราณและเลือดไหลเวียนได้ดี โรคต่างๆ ก็จะเกิดได้ยากขึ้น

    ในทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายหลักการทำงานของการดูดแก้วสุญญากาศว่า ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนน้ำเหลือง ระบบไหลเวียนเลือด การดูดนี้ทางการแพทย์ทำให้เกิดการแตกของหลอดเลือดฝอย และก่อให้เกิดการกระตุ้นทั่วทั้งร่างกายให้เกิดปฏิกิริยากับเลือดที่ออก ถือเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างหนึ่ง ทั้งยังทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายและกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือด

    หลังจากทำดูดแก้วสุญญากาศบริเวณที่ทำจะมีสีจากม่วงเข้มไปถึงแดงอ่อนนั้น ขึ้นอยู่กับการหมุนเวียนของเลือดบริเวณนั้นว่าดีหรือไม่ ถ้าหมุนเวียนไม่ดีหรือเลือดหนืด หลังจากดูดแล้วจะมีสีออกม่วงเข้ม อาจพบได้ในคนที่สัมผัสความเย็นเป็นประจำ หรืออารมณ์เครียดครุ่นคิดตลอดเวลา ก็ส่งผลให้เลือดหมุนเวียนไม่ดีซึ่งตำแหน่งที่ม่วงเข้มมากๆ มักจะเป็นตำแหน่งที่ปวดมากเช่นกัน


    การครอบแก้วสุญญากาศเหมาะสำหรับโรคปวดทั้งหลายโรคทางเดินหายใจ และที่พบบ่อยมากในปัจจุบันคือ ภาวะตึงเครียดจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ออฟฟิศซินโดรมอาการจะปรากฏในส่วนของแผ่นหลังบางคนที่แผ่นหลังส่วนบ่าและสะบัก บางคนก็ปวดเมื่อยแข็งไปทั้งแผ่นหลัง ทิ้งไว้นานวันเข้าระบบเลือดไหลเวียนทั้งร่างกายก็จะไม่ดี ของเสียตกค้างเยอะต่อมาอายุมากเข้าก็จะเป็นโรคต่างๆ ได้

    นอกจากนี้จะมีกลุ่มอาการอีกอย่างหนึ่งซึ่งแสดงถึงความเหนื่อยล้าของร่างกาย และเป็นสัญญาณเตือนว่าโรคร้ายจะเข้ามาใกล้คุณ ให้พึงระวังและรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังอาการต่อไปนี้ ใจสั่นตกใจง่าย นอนไม่หลับ ฝันมาก เหงื่อออกง่าย เป็นหวัดง่าย ขี้หนาว ลิ้นฝ้าหนา ปากขม ท้องผูกคอแห้ง ปัสสาวะเข้ม สีหน้าหมองคล้ำและแห้ง รอบดวงดาเขียนคล้ำ ปวดเมื่อยแขนขา


    ก่อนประจำเดือนมามักมีอาการคัดตึงเต้านมอืดแน่นท้อง มีก้อนที่เต้านม อารมณ์หงุดหงิด อ่อนไหวง่าย อืดแน่นท้อง เรอ ถ่ายอุจจาระลำบาก กินของเย็นหรืออาหารที่แข็งแล้วรู้สึกย่อยยาก คลื่นไส้อาเจียน หลังตื่นนอนมักอยากอาเจียน รู้สึกไม่มีแรง อุณหภูมิมักสูงช่วงบ่ายฝ่ามือร้อน ปากแห้ง สายตาไม่ดี ปวดศีรษะ


    ส่วนใหญ่อายุมักอยู่ในช่วง 15- 49 ปีมักพบอยู่ในกลุ่มเด็กเรียน กลุ่มนักธุรกิจที่ต้องแข่งขันในการทำงาน หรือการแข่งขันทำงานเพื่อการเลื่อนตำแหน่ง ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนี้นานๆ ก็จะแสดงอาการเหล่านี้ขึ้นมาได้ มีแบบวิจัยพบว่าโรคทางหลอดเลือดสมองและหัวใจ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการให้ตรวจพบมักจะมีอาการเหล่านี้นำหน้ามาก่อนเป็นแรมปีโดยที่ผลการตรวจร่างกายปกติมาตลอด


    ฉะนั้น ท่านที่มีอาการดังกล่าวปรากฎก็เตือนตัวเองให้ผ่อนคลายลงบ้าง ส่วนเรื่องอาหารแนะนำว่า ช่วงที่มีอาการเหนื่อยล้า อย่ากินอาหารพวกเนื้อสัตว์มาก ให้กินพวกผักผลไม้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำ นอนหลับให้เพียงพอ นอกจากนี้การฝังเข็ม ครอบแก้วสุญญากาศ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดอาการเหนื่อยล้านี้ได้

    บำบัดรักษาโรคแบบแพทย์ทางเลือก [Engine by iGetWeb.com]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 พฤศจิกายน 2012
  15. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    ตอนนี้Toplus99 กำลังตะล่อมลำเลียงข้อมูล
    วางแผนล้อมกรอบเอาไว้ก่อน

    แล้วจะค่อยลงเจาะเรื่อง กันชัดๆง่ายๆ ว่ามันเกี่ยวกันอย่างไรบ้าง
    เอาแบบกล้าหาญ..กันเลยทีเดียว ขอเวลาอีกนิดหนึ่ง
     
  16. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    สิ้น “ดร.สาทิส อินทรกำแหง” ผู้ให้กำเนิดชีวจิต

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2555 15:22 น.


    “ดร.สาทิส อินทรกำแหง” ผู้เชี่ยวชาญและบุกเบิกด้านชีวจิต เสียชีวิตแล้วในวัย 86 ปี ด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน พระราชทานเพลิงศพ ณ วัดสระเกศ 3 พ.ย.นี้

    วันนี้ (29 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สาทิส อินทรกำแหง ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจิตและด้านธรรมชาติบำบัดคนแรก ได้เสียชีวิตแล้ว ในวัย 86 ปี ด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน เมื่อเวลา 12.26 น.ของวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากประสบอุบัติเหตุล้มและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ พิธีสวดอภิธรรมศพจะจัดที่วัดสระเกศ ศาลาใหญ่ จนถึงวันที่ 2 พ.ย.และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 3 พ.ย.เวลา 16.00 น.

    สำหรับประวัติ ดร.สาทิส อินทรกำแหง เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2469 ที่อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของพันเอก พระศรีพิชัยบริบูรณ์ (เหมือน อินทรกำแหง) อดีตเจ้ากรมมณฑลทหารบกที่ 3 และ คุณแม่เชย อินทรกำแหง ข้าหลวงในราชสำนัก สมรสกับ นางฉินโฉม ภรรยาชาวสิงคโปร์ มีบุตร-ธิดา 2 คน คือ ปิยะ และ ภาสินี จบการศึกษาด้านจิตวิทยามวลชน โภชนาการ ชีวโมเลกุล แมคโครไบโอติกส์ การฝังเข็ม และการแพทย์ทางเลือก เคยทำงานที่โรงพยาบาล Sacred Heart Hospital รัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเซียะเหมิน ประเทศจีน และทำงานให้องค์การสหประชาชาติ

    ทั้งนี้ ภายหลังบิดาเกษียณอายุราชการ ได้อพยพครอบครัวกลับสู่ภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดนครราชสีมา ที่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนโบราณ โดยทำหน้าที่เป็นลูกมือของบิดา ซึ่งมีความรู้ด้านยาแผนโบราณ ด้วยการเข้าป่าเก็บพืชสมุนไพรแล้วนำมาเคี่ยว บด และ ปั้นยา ควบคู่กับการเป็นลูกมือของมารดา ซึ่งมีความรู้เรื่องยาพื้นบ้านและการนวดแผนไทย ซึ่งนอกจากเพื่อบำบัดรักษาอาการป่วยไข้ของสมาชิกในครอบครัวแล้ว ยังเพื่อสาธารณกุศลแด่พระสงฆ์ที่อาพาธ และชาวบ้านในละแวกเดียวกันที่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วย

    นอกจากนี้ ดร.สาทิส ยังเป็นนักเขียน บรรณาธิการหนังสือ “กระดึงทอง” และ “สยามสมัย” รวมทั้งเขียนบทความวิจารณ์ดนตรีคลาสสิก โดยใช้นามปากกา “คีตกร จ.มงคลขจรสาทิส” บุกเบิกเส้นทางแนวคิดแบบชีวจิตใน “นิตยสารชีวจิต” ซึ่งมีการตอบรับจากสังคมอย่างกว้างขวาง รวมถึงการเป็นผู้นำด้านการแพทย์แบบผสมผสาน (Integrated และ Alternative Medicine) และการรักษาสุขภาพในแนวธรรมชาติ มาแนะนำใช้ในประเทศไทย จนได้รับการเชิดชูเกียรติ รางวัลนราธิป ประจำปี พ.ศ.2549

    สำหรับผลงานที่สร้างชื่อเสียงจำนวนมากในฐานะนักเขียนและบรรณาธิการหนังสือ อาทิ ชีวจิต การใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 71 มะเร็งแห่งชีวิต และ กูแน่






    ปิดตำนาน-ดร-สาทิส-อินทรกำแหง--ผู้บุกเบิกด้านชีวจิต-คนแรกของไทย

    วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555
    ผู้บุกเบิกองค์ความรู้ด้านชีวจิตคนแรกของประเทศ ดร.สาทิส อินทรกำแหง เสียชีวิตแล้วด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน

    ดร.สาทิส อินทรกำแหง วัย 86 ปี ผู้ก่อตั้งชมรมชีวจิต และได้ชื่อว่าเป็นกูรูด้านชีวจิตนำการแพทย์แบบผสมผสานและการรักษาสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัด มาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งทางร่างกายและจิตใจป้องกันการเจ็บป่วย โดยมีงานเขียนหนังสือเพื่อสุขภาพหลายเล่ม หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง คือรำกระบองและการดีท็อกซ์สุขภาพหรือการล้างพิษในร่างกาย

    ดร.สาทิส จบการศึกษาด้านโภชนาการ ชีวโมเลกุลและแพทย์ทางเลือก เคยทำงานที่โรงพยาบาลในรัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ามาบุกเบิกองค์ความรู้ด้านชีวจิตในประเทศไทยจนกลายเป็นที่รู้จักมานานกว่า 30 ปี รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อดูแลสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง

    ดร.สาทิส เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดในก้านสมองตีบ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์
    ++++

    ขอสดุดีแด่ดวงวิญญาณ ท่านดร.สาทิส.. มา ณ ที่นี้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าการพยายามบอกเล่าเนื้อหาเรื่องที่เกี่ยวกับ
    แนวทางของ เลือดพิษในร่างกายสังขารมนุษย์ ตอนหลังๆนี้มันอาจจะน่าเบื่อหรือเปล่า เพราะดูๆไป ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไร

    อาจเป็นไปได้ว่าทุกท่านอาจมีสุขภาพดีกันถ้วนหน้าเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
    เลยไม่ค่อยอยากอ่าน ไม่อยากศึกษาเพิ่มเติม
    คำว่า
    “การไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ

    อันนี้คนปกติๆนี้มักไม่ค่อยซึ้ง ถ้าไม่เจอกับตนเอง หรือคนใกล้ตัว

    ดังสำนวนคนข้างบ้านที่ว่า...

    "ไม่เห็นโลงศพ..ไม่หลั่งน้ำตา
    ไม่เห็นปลาร้า..ไม่สั่งส้มตำ"

    +++++++

    จุดเริ่มต้นเพียงอยากนำเสนอประสบการณ์ที่กล้ายืนยันว่า....
    การนวด การทำกัวซา การทำงานร้าน เสริมสวย ร้านสปาต่างๆที่ต้องแตะสัมผัสร่างกายผู้อื่นที่มีเชื้อโรคทางวิญญาณ หรือเลือดพิษบางประเภท หรืออาการเจ็บป่วยบางอย่าง ที่มีเชื้อจิตวิญญาณบางอย่างอยู่ ว่ามันเชื่อมโยงไปทำให้รับเชื้อที่มองไม่เห็นเจ็บป่วยไปด้วย และในระหว่างการรักษาบางขั้นตอนสามารถติดต่อถ่ายทอดหากันได้ และคนที่ทำการักษาใกล้ชิดอาจเจ็บป่วยขึ้นมาในภายหลังได้ เช่นหมอนวด ผู้ทำกัวซา หรือการทำครอบแก้ว หรือการแตะสัมผัสร่างกายผู้มีเชื้อโรควิญญาณ หรือเจ้ากรรมนายเวรที่แอบแฝงอยู่
    จนถึงอาการเจ็บป่วยบางอย่าง ปวดเมื่อยเนื้อ เมื่อยตัวต่างๆ ทั้งตามไขข้อ หัวเข่า ข้อมือ ข้อเท้า ลุกเดินนั่ง ถึงขั้นทรมาน
    หรือลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน จนสืบเนื่องไปอีกหลายๆโรค
    จนถึงรายที่หนักหน่อย ก็กลายเป็นมะเร็งร้ายในที่สุด


    แต่ก็มีวิธีการรักษาและหลีกเลี่ยงแก้ไขได้ง่ายๆเช่นกัน เรามีคำนะนำให้ตามแบบฉบับของเรา
    เรื่องนี้อาจจะฟังหรือเชื่อยากอยู่ซักหน่อย


    แต่เชื่อว่าถ้าเจาะลึกเข้าไปจริงๆครูบาอาจารย์หลายสายทั้งพระสงฆ์ ที่รักษาโรคด้วยว่านด้วยว่าน สมุนไพร หรือไสยศาสตร์ หรือฆราวาสบางท่าน ทั้งสายรักษาการเจ็บป่วยด้วยพลังจักวาล ชี่กง เรกิ โยเร หรือสายรักษาใกล้เคียงกันจากผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ตลอดถึงผู้ที่ได้ตาทิพย์อย่างละเอียดหน่อย ก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี

    แต่ท่านเหล่านั้นอาจไม่กล่าวถึงมากนักเพราะขี้เกียจอธิบายก็ได้ เพราะปลีกย่อยรายละเอียดมีเยอะ รู้มากไปก็จิตตกเปล่าๆ หรืออาจไม่ได้เรียงเรียงเรื่องราวความสัมพันธ์เหล่านี้ให้ชัดเจน ว่ามันเกิดด้วยเหตุใดกันอย่างไร เพราะในแต่ละศาสตร์ก็จะเน้นไปเฉพาะการรักษาในแบบฉบับตนเองเท่านั้น มองข้ามองค์รวมไป

    จนท้ายสุดก็มาลงที่ผลวิบากกรรม จนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากอดีตและปัจจุบันที่ส่งผลอนาคต แนวทางการรักษาโรคด้วยการเจริญพลังจิตในสายพรหมวิหารสี่ จนจิตถึงขั้นฌานขั้นเมตตาวิมุติ และการทำความเข้าใจเรื่องการเจริญอิทธิบาท4

    อาจจะสงสัยว่า แล้วไปเกี่ยวกับการยืนอายุขัยให้ยาวนาน มากๆได้อย่างไร จนมีเรื่องราวบอกกล่าวจากพระอาจารย์เกจิดังๆทั้งหลายกล่าวถึงการมีโอกาสพบเจอผู้วิเศษเหล่านั้น ทั้งพระสงฆ์สายลึกลับ สายโลกทิพย์ ฤาษีเมืองบังบด หรือบรรดานักพรต เซียนซือของจีน ในถ้ำแถบภูเขาควาย หรือแถบเขาหิมาลัย ในแถบประเทศจีน ที่ยังสามารถดำรงขันธ์ 5 มีกายเนื้อสมบูรณ์อยู่ สอบถามความว่า อายุ 300-400ปี หรือมากกว่านั้นหรือบางองค์อาจก็นับเป็นพันปี มันมีความเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด?

    แล้วมีเหตุผลใดสนับสนุนความคิด หรือมีขบวนการที่เกิดขึ้นอย่างไร จะวิเคราะห์ให้ฟังตามประสาคนบ้าๆนี่แหละ

    เพราะจากข้อมูลที่ค้นคว้าดูแล้ว ที่ว่าเรื่องการเจริญอิทธิบาท 4 กับอายุยืน เป็นหลายๆร้อยปี หรือพันปีนี้มันออกจะคลุมเครือ
    ไม่ชัดเจนน่ารำคาญ ไม่สะใจโก๋ใจร้อนเท่าที่ควร เคยศึกษาอ่านมาก็ตั้งหลายบทความ และของหลายท่านก็ยังไม่เคลียร์
    ตีความหมายกันไปต่างๆนาๆ อย่างโน่นอย่างนี้
    แล้วตกลงว่า.....การเจริญคุณธรรมข้อนี้แล้ว อายุยืนนี้มันยังไงกันแน่..
    งั้นงานนี้ Toplus99 ขอออกมาลุยเดี่ยว วิจารณ์กันให้มันเคลียร์ๆกันไปเลยก็แล้วกัน!
    ใครอยากเถียง อยากโต้แย้งอะไร ว่าอย่างไรก็ว่ากันไป.....


    งานนี้Toplus99 อาจได้ทะเลาะกับความเชื่อกับบรรดาชาววัตถุนิยมยุคนี้กันอีกพอสมควร
    ถ้าท่านทั้งหลายยังคิดว่า ภูมิความรู้จากประสบการณ์บางอย่างของนักเล่าเรื่องนี้ไม่น่าสนใจ ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
    ก็จะหยุดเรื่องนี้แล้ว... และค่อยนำเสนอเรื่องอื่นๆอาโนเนะๆ ไปตามเรื่องแบบเดิม
    (จะขอเก็บศาสตร์เรื่องนี้ไว้บอกเล่า แนะนำเฉพาะคนรู้จัก หรือบุคคลสนใจในศาสตร์นี้เท่านั้นก็แล้วกัน)

    ดังนั้นหากใครที่สนใจ อยากฟัง อยากอ่าน เรื่องเลือดพิษ เรื่องพรายวิญญาณ จนกลายเป็นโรคมะเร็งทั้งหลาย หรืออาการป่วยแบบเรื้อรังๆอื่นๆที่น่ารำคาญทั้งหลาย
    นั่นคือผลวิบากกรรมทำให้เกิดโรค เราสามารถยื้อเวลา และไปจนถึงการบำบัดรักษาด้วยแนวทางพลังจิต ในทางศาสนา และพลังจักรวาลที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเรื่องอิทธิบาทสี่กับ อายุยืนที่มากกว่าร้อยปี หรือพันปี มีว่าอย่างไร
    คำว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกา..ยิ่งใหญ่ให้คุณมากมายเหลือประมาณ เกินกว่าที่ท่านทั้งหลายคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
    ประโยชน์มากๆสำหรับผู้ป่วย และผู้ฝึกจิตทั้งหลายอย่างไร
    +++++++
    อยากให้เรื่องเดินต่อขอให้ กดอนุโมทนา ก็แล้วกัน

    หากการจั่วหัวเรื่องนี้อ่านแล้วเฉยๆ หรือ กดปุ่มไม่เห็นด้วยเห็นว่าเรื่องนี้ไม่น่าสนใจ
    .....

    เรื่องถือเป็นอันยุติ จบลาโรงก็แล้วกัน เพราะผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ไม่ประสงค์ตรงกัน

    ดังนั้นจึงขอความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ กันมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ ..

    ขอบคุณหลายๆเด้อ.....ไปล่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 พฤศจิกายน 2012
  18. เกิดมาลุย

    เกิดมาลุย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +344
    นั้น... อุตสาห์แอบไปนั่งนิ่ง ๆ ดูเฉยๆ ก็เรียกเข้าไปนับองค์ประชุมอีกแล้ว ซะงั้น.. ว่าไปแล้ว จขกท. กำลังเช็คเรตติ้งแหงๆ เลย

    มาแล้วคร๊าบ...;aa43
     
  19. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    เอาจริงซิ อย่าทำเป็นเล่นนา.. เครียดอยู่!
    เดี๋ยวโยนระเบิดใส่หัวโนซะเลย


    ปล่อยให้พูดได้แล้ว...ก็ทำงานด้วยล่ะครับ

    ว่าแต่ กดอะไรมั่งหรือยัง? ให้ไวเชียว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 พฤศจิกายน 2012
  20. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    เดี๋ยวต่อไปจะเชิญ FC ทุกท่านเข้าร่วมงาน
    การแสดงผลงาน ทางวิทยาการความเชื่อ แบบ Toplus99

    ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านโคกกระแด้ ด้วยนะครับ


    ชาวFC ท่านใด ใครประสงค์จะเข้าร่วมก็บอกด้วยล่ะกัน!
    เผื่อเจอนักข่าวตัวแสบคนเดิม จะได้แนะนำให้รู้จักกันไว้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 พฤศจิกายน 2012

แชร์หน้านี้

Loading...