เรียนรู้เรื่องเบา...หวาน/ทีมแพทย์ศูนย์เบาหวานศิริราช

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย sithiphong, 9 พฤศจิกายน 2006.

  1. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,432
    ค่าพลัง:
    +141,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>เรียนรู้เรื่องเบา...หวาน/ทีมแพทย์ศูนย์เบาหวานศิริราช</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left>9 พฤศจิกายน 2549 09:30 น.</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left> สายตรงสุขภาพกับศิริราช
    ทีมแพทย์ศูนย์เบาหวานศิริราช

    ในคนปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยให้เป็นน้ำตาล โปรตีนขนาดเล็ก ไขมัน และกากอาหาร สารอาหารเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อสารอาหารประเภทน้ำตาลไปถึงอวัยวะต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยอินซูลินที่สร้างจากตับอ่อนเป็นกุญแจสำคัญในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ เพื่อให้เซลล์สามารถทำงานได้ และเป็นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ


    </TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=right border=0><TBODY><TR><TD width=5>[​IMG]</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=300 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=300>[​IMG] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE> เบาหวานคืออะไร
    โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือทั้งสองอย่าง ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปในเซลล์ต่าง ๆ ไม่ได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงกว่าปกติ

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,432
    ค่าพลัง:
    +141,946
    โรคเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชนิด
    เบาหวานชนิดที่ 1
    เป็นเบาหวานที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ตามปกติ

    อาการ
    1.มักปัสสาวะบ่อย อาจพบประวัติปัสสาวะรดที่นอนในเด็กโต กระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย กินจุ หิวตลอดเวลา แต่น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อาจมีการติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือเป็นแผลแล้วหายช้า

    2.ตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ
    -น้ำตาลมากกว่า หรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง(ในคนปกติระดับน้ำตาลน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)
    -น้ำตาลมากกว่า หรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เมื่อไม่อดอาหาร

    3.มีอาการแสดงของภาวะเลือดเป็นกรด และตรวจพบสารคีโตนในเลือดหรือปัสสาวะ เมื่อร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานจากน้ำตาล ร่างกายจะย่อยสลายไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานแทน เกิดการสร้างคีโตนที่มีฤทธิ์เป็นกรด และทำให้ร่างกายไม่สบาย มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบลึก ในรายที่เป็นมากอาจไม่รู้สึกตัวหมดสติ และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

    การรักษา
    1. ฉีดอินซูลิน เมื่อตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงต้องอาศัยอินซูลินจากภายนอก ฉีดเข้าไปทดแทน โดยทั่วไปฉีดยาอินซูลินวันละ 2-4 ครั้ง ซึ่งอินซูลินมีหลายชนิด ทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้น ปานกลาง และออกฤทธิ์ยาว ชนิด ขนาดและจำนวนครั้งที่จะใช้อินซูลินนั้น ขึ้นกับอาหาร กิจวัตรประจำวัน และระดับน้ำตาลในร่างกาย

    2.อาหาร ควรรับประทานให้เป็นเวลาและจัดให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อร่างกาย ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องการอาหารว่างวันละ 1-3 มื้อ ขึ้นกับความต้องการของ ร่างกาย กิจวัตรประจำวันและระดับน้ำตาลในแต่ละช่วงวัน

    3.การออกกำลังกาย ทำได้ตามปกติ แต่ต้องมีการวางแผนระวังระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรับประทานอาหารว่างก่อนและระหว่างออกกำลังกาย เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การออกกำลังกายจะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ นำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานมากขึ้น มีผลทำให้ควบคุมโรคเบาหวานได้ดีขึ้น
     
  3. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,432
    ค่าพลัง:
    +141,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>

    </TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=left border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=300 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=300>[​IMG] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD width=5>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE> เบาหวานชนิดที่ 2
    พบบ่อยในผู้ใหญ่และเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก โดยเฉพาะในรายที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน เบาหวานชนิดนี้ตับอ่อนยังสามารถผลิตอินซูลินได้ แต่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ น้ำตาลในเลือดจึงสูงกว่าปกติ

    อาการ

    ไม่ชัดเจนเหมือนเบาหวานชนิดที่ 1 ส่วนใหญ่พบโดยบังเอิญหรือจากการตรวจสุขภาพประจำปี บางรายมีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือมีผื่นเชื้อราในร่มผ้าเป็น ๆ หาย ๆ ตรวจร่างกายมักพบผิวหนังเป็นปื้นหนาดำรอบลำคอ รักแร้ หรือขาหนีบ ปื้นดำที่ซอกคอ บ่งบอกถึงภาวะที่เนื้อเยื่อดื้อต่ออินซูลิน

    การวินิจฉัย

    1.มีอาการแสดงของโรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก น้ำหนักลด ร่วมกับมีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า (หรือเท่ากับ) 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ

    2. มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่งโมง มากกว่า (หรือเท่ากับ) 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ

    3. มีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 2 ชั่วโมง หลังรับประทานกลูโคส 75 กรัม

    </TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=right border=0><TBODY><TR><TD width=5>[​IMG]</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=270 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=270>[​IMG] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE> การรักษา
    การรับประทานอาหารที่ถูกหลักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นหัวใจหลักของการรักษาโดย

    1.อาหาร ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันหรือมีรสหวานจัด ควรรับประทานอาหารเป็นมื้อ ไม่จุบจิบ และกรณีที่น้ำหนักเกิน ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่น้อยลงเท่าที่ร่างกายต้องการ เพื่อให้น้ำหนักลดลงประมาณ 5 -10 % ของน้ำหนักเดิม

    2.การออกกำลังกาย ควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อให้อินซูลินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการใช้พลังงานและลดไขมันส่วนเกิน

    3.ยารับประทาน เนื่องจากเบาหวานชนิดที่ 2 ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ จึงสามารถใช้ยารับประทานในการควบคุมน้ำตาลได้

    4.อินซูลิน ในเบาหวานชนิดที่ 2 อาจต้องใช้อินซูลินเป็นครั้งคราว เช่น ภาวะที่มีเลือดเป็นกรดและมีสารคีโตนคั่ง หรือในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานเป็นเวลานานไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้โดยยารับประทานเพียงอย่างเดียว
    ------------------------------------------------------------</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  4. sithiphong

    sithiphong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    45,432
    ค่าพลัง:
    +141,946
    ร่วมกิจกรรมเบาหวานฟรี

    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจัดกิจกรรมบริการสุขภาพและให้ความรู้แก่ประชาชนฟรีเนื่องในวันเบาหวานโลก ระหว่างวันที่ 13 - 15 พฤศจิกายน 2549 เวลา 08.00 - 15.00 น. ณ ศาลาศิริราช 100 ปี บริการตรวจคัดกรองเบาหวานและประเมินความเสี่ยง (250 ราย/วัน) ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพ ในโอกาสนี้ยังจัดบรรยายพิเศษ
     

แชร์หน้านี้

Loading...