เรื่องของการประหารชีวิต

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย pongsiri, 20 มีนาคม 2005.

  1. pongsiri

    pongsiri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มกราคม 2005
    โพสต์:
    1,077
    ค่าพลัง:
    +638
    <html>
    <head>
    <title>Aung's Kingdom</title>
    <meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=windows-874">
    <script src="http://www.thaibros.com/coolbuttons.js">
    </script>
    <STYLE type="text/css">
    <!--
    A:link {
    text-decoration:none;
    font-weight:none;
    color:#0000FF ;
    }
    A:visited {
    text-decoration:none;
    font-weight:none;
    color:#334499 ;
    }
    A:active {
    text-decoration:none;
    font-weight:none;
    color:#990033 ;
    }
    A:hover {
    text-decoration: underline;
    font-weight:none;
    color:#990033 ;
    }
    -->
    </STYLE>

    </head>

    <body bgcolor="#000000" text="#0000FF" link="#0000FF" vlink="#3366CC" alink="#FF3333">
    <p>&nbsp;</p><table class="coolBar" width="507" border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" align="center">
    <tr bgcolor="#99CCFF">
    <td class="coolBar" colspan="6" height="1765">
    <center>
    <p>&nbsp;</p>
    <p><font face="MS Sans Serif" size="2" color="#000000"><b>เรื่องของการประหารชีวิต</b></font></p>
    <p><img src="http://www.thaibros.com/inbox/xfiles001.jpg" width="387" height="289"></p>
    <p><font face="MS Sans Serif" size="2" color="#FF0000">พะเนียดคล้องช้างสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    อีกสถานที่หนึ่งซึ่งใช้เป็นที่ประหารชีวิตนักโทษ</font></p>
    </center>
    <p>
    <center>
    <b><font class="arttext" face="MS Sans Serif" size="2">มีข่าวว่ากรมราชทัณฑ์ดำริที่จะเปลี่ยนวิธีการประหารชีวิต
    จากการยิงด้วยปืนมาเป็นฉีดยา<br>
    </font></b><font class="arttext" face="MS Sans Serif" size="2">ปัจจุบันการประหารชีวิตนักโทษกระทำกันที่เรือนจำบางขวาง
    จังหวัดนนทบุรีเพียงแห่งเดียว ส่วนในอดีตไทยเราประหารชีวิตด้วยดาบ มาจนถึง
    พ.ศ.2477 จึงได้ยกเลิกการประหารชีวิตด้วยดาบ เปลี่ยนมาเป็นการประหารชีวิตด้วยปืน
    <br>
    รายสุดท้ายที่ทำการประหารชีวิตด้วยดาบได้แก่รายประหารชีวิต นางล้วนในข้อหาฆ่าคนตาย
    โดยทำการประหารที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ จังหวัดพระนคร<br>
    สำหรับการประหารชีวิตในสมัยก่อน ครั้งรัชการที่ 5 ทำการประหารที่วัดโคก(วักพลับพลาไชย)
    ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดที่อยู่ในชนบท ห่างไกลจากชุมชน<br>
    แต่ต่อมาก็ได้ย้ายมาทำการประหารที่วัดมักสันริมคลองแสนแสบ และที่วัดภาษีซึ่งอยู่ห่างออกไปในคลองเดียวกัน
    และที่อื่นๆอีก ทั้งนี้ ก็เพราะวัดเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงจากวัดในชนบทมาเป็นวัดที่อยู่ในชุมชนตามกาลเวลา
    ไม่เหมาะสำหรับการประหารชีวิตอย่างแต่ก่อน<br>
    ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อทางการสร้างเรือนจำบางขวางหรือคุกบางขวางขึ้นแล้ว
    ต่อมาจึงได้ทำการประหารชีวิตที่คุกบางขวางนี้ตลอดมาจนกระทั้งปัจจุบัน</font><br>
    <font face="MS Sans Serif" size="2">สำหรับการ<font class="arttext">ประหารชีวิต
    ในคุกบางขวางนี้ ได้ทำการประหารด้วยปืนเหมือนนานาประเทศส่วนใหญ่ใช้ ส่วนปืนที่ไทยใช้ก็คือปืนกลยี่ห้อแบล็กมันต์
    โดยในระยะแรกๆ ทำการ</font><font class="arttext" face="MS Sans Serif" size="2">ประหารชีวิต</font>เวลาเย็น
    แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเช้ามืด<br>
    ก่อน</font><font class="arttext" face="MS Sans Serif" size="2">ประหารชีวิต
    ก็ได้จัดให้พระมาเทศน์ให้นักโทษฟัง เสร็จแล้วก็มีการเลี้ยงอาหารนักโทษ
    พิธีการดังกล่าวเหมือนอย่างการประหารชีวิตนักโทษด้วยดาบในอดีต<br>
    ย้อนกลับไปดูการประหารชีวิตในสมัยโบราณ ความจริงเมืองไทยเราไม่ได้ใช้ดาบเพียงอย่างเดียว
    แต่เรายังใช้เครื่องมือประหารอื่นๆ ตลอดจนวิธีประหารอื่นๆด้วย<br>
    จากหนังสือกฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นหนังสือกฎหมายที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้รวบรวมกฎหมายโบราณครั้งกรุงเก่าและกรุงธนบุรีมาประมวลไว้ด้วยกัน
    ได้กล่าวถึงการประหารชีวิต และเครื่องมือต่างๆ เช่น จากพระไอยการลักษรโจร
    กล่าวถึงการลักพระพุทธรูปเอาไปล้างหรือเผาสำรอกเอาทอง หรือเอาพระบท (ผพระคัมภีร์)
    ไปสำรอกแช่น้ำ หรือเอาไปเผา โทษประหารคือ เอาโจรนั้นใส่เตาเพลิงสูบเผาไฟ<br>
    ถ้าขุดทำลายพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ จับได้หลายครั้งหลายหน โทษประหารก็คือเอาโจรนั้นไปตระเวนบก
    3 วัน ตระเวนเรือ 3 วัน แล้วตัดคอผ่าอกเสีย<br>
    ถ้าทำให้เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวัง โทษคือเอาไฟคลอกให้ตาย<br>
    ในพระไอยการกระบดศึก ตอนหนึ่งว่านักโทษที่เป็นกบฏ ประทุษร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัว
    ปล้นเมือง ปล้นพระนคร เผาจวน เผาพระราชวัง เผายุ้งฉาง คลังหลวง ปล้นวัด
    เผาวัด ทำทารุณกรรมหยาบช้าต่อพระและชาวบ้าน เช่นเอาปิ้งย่างเผาไฟ หรือเอาแหลนหลาวเสียบร้อนฆ่าบิดามารดาคณาจารย์
    พระอุปัชณาย์ เหยียบย่ำทำลามกต่อพระพุทธรูป และตัดมือตัดเท้าตัดคอเด็ก
    เพื่อเอาเครื่องประดับ จะต้องถูกประหารโดยสถานใดสถานหนึ่งดังนี</font>
    </center>
    </p>
    <table width="94%" border="0" cellspacing="0" cellpadding="5" bgcolor="#EBEBEB" align="center">
    <tr>
    <td>
    <p><font class="arttext" face="MS Sans Serif" size="2">สถานหนึ่ง ให้ต่อยกระบาลให้ศีรษะแยกออก
    แล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กที่เผาไฟจนแดงใส่ลงไปให้มันสมองพลุ่งฟูขึ้น<br>
    สถานหนึ่ง ให้ตัดเพียงหนังที่หน้าจดปากจดหูจดคอแล้วให้มุ่นกระหมวดผมเอาไม้ท่อนสอด
    ใช้คนโยกข้างละคน เอาหนังและผมออกแล้วจึงเอากรวดทรายหยาบขัดกระบาลศีรษะ
    ชำระให้ขาวสะอาดเหมือนพรรณสีสังข์(คือให้มีสีขาวเหมือนสีของหอยสังข์)<br>
    สถานหนึ่ง เอาขอเกี่ยวปากไว้ แล้วเอาประทีปตามไว้ในปาก หรือไม่ก็เอาสิ่งคมๆแหวะหรือผ่าปากจนถึงใบหูทั้ง2ข้าง
    แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าไว้<br>
    สถานหนึ่ง ให้เอาผ้าชุบน้ำมัน พันทั้งกายแล้วเอาเพลิงจุด<br>
    สถานหนึ่ง ให้เชือดเนื้อเป็นริ้วๆตั้งแต่ใต้คอจนถึงข้อเท้าแล้วผูกเชือกฉุดคร่าตีด่า
    ให้เดินเลียริ้วเนื้อหนังของตนจนกว่าจะตาย<br>
    สถานหนึ่ง ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกข้อเข่า แล้วเอาหลักเหล็กสอดตรึงไว้กับพื้นดิน
    แล้วเอาเพลิงลนให้รอบจนกว่าจะตาย<br>
    สถานหนึ่ง ให้เอาเบ็ดใหญ่ 2 คม เกี่ยวเพิกเนื้อหนังเอ็นใหญ่เอ็นน้อยให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะสิ้นมังสา<br>
    สถานหนึ่ง ให้เอามีดที่มีคมเชือดเนื้อให้ตกออกมาจากกายทีละตำลึงจนกว่าจะสิ้นมังสา<br>
    สถานหนึ่ง ให้แล่และสับฟันทั่วร่างกาย แล้วเอาแปลงหวีชุบน้ำแสบกรีดขุดลอกหนังและเนื้อกับเอ็นเล็กเอ็นน้อยออกให้สิ้น
    ให้เหลือแต่กระดูก<br>
    สถานหนึ่ง ให้เอาน้ำมันเดือดๆราด รดสาดลงมาแต่ศีรษะ จนกว่าจะตาย<br>
    สถานหนึ่ง ให้เอาฝูงสุนัขซึ่งกักขังไว้ให้อดอยาก กัดทึ้งเนื้อหนังร่างกายกินให้เหลือแต่กระดูก<br>
    สถานหนึ่ง ให้เอาขวานฝ่าอกทั้งที่เป็นเหมือนแหกโครงเนื้อ<br>
    สถานหนึ่ง ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย<br>
    สถานหนึ่ง ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอวแล้วเอาฟางปกลงคลอกด้วยเพลิง พอหนังไหม้ก็ให้เอาเหล็กไถให้เป็นริ้วเล็กริ้วใหญ่
    ท่อนเล็กท่อนใหญ่</font></p>
    </td>
    </tr>
    </table>
    <p>
    <center>
    <font class="arttext" face="MS Sans Serif" size="2"><br>
    สรุปแล้ว การประหารชีวิตในสมัยโบราณมีทั้งการทรมานไปด้วยในตัว ซึ่งกว่านักโทษประหารจะตายก็เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส
    เหมือนตกนรกทั้งเป็น<br>
    วิธีการประหารดังกล่าว เมื่อต้นรัชกาลที่ 5 ก็ยังมีอยู่บ้าง เช่นเมื่อตอนเปลี่ยนรัชกาลใหม่ๆ
    ได้เกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เมื่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์
    ผู้สำเร็จราชการได้ทำการสืบจับโดยกวดขัน ในกรุงเทพจับตัวได้ก็ให้ทำการประหารชีวิตภายใน
    15 วัน 2 ราย ส่วนที่มณฑลอยุธยา เมื่อจับ &quot;อ้ายอ่วม อกโรย&quot; (ชาวบ้านตำบลอกโรย)
    ซึ่งเป็นโจรปล้นฆ่าและข่มขืน กับจับ &quot;อ้ายสาย&quot; หัวหน้าโจรคนหนึ่ง
    ต่อมา เมื่อชาวบ้านเห็นว่าทางการปราบปรามจริง จึงได้เป็นสายพาข้าหลวงตามจับหัวหน้าโจรอีกเป็นจำนวนมาก<br>
    เมื่อจับพวกโจรได้แล้ว เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงขึ้นไปกรุงเก่าพร้อมด้วยผู้พิพากษาในทันที
    พวกหัวหน้าโจรที่ต้องโทษประหารชีวิต เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สั่งให้ประหารชีวิตด้วยการเอาขวานตัดหัวให้ขาดเป็น
    2 ท่อน ที่หน้าพะเนียดคล้องช้างแห่งหนึ่ง ให้ผ่าอกที่วัดชีตาเห็น (บ้านหักไห่)
    อีกแห่งหนึ่ง<br>
    การประหารทั้ง 2 แห่งนี้ ได้มีการป่าวร้องให้คนมาดูโดยหวังจะให้คนพาลสยดสยอง
    เรื่องนี้แม่ใครจะติเตียนว่าทำการประหารอย่างทารุณ แต่ก็ต้องตอมรับว่าได้ผล
    ด้วยโจรผู้ร้ายตามหัวเมืองสงบโดยทันที<br>
    ในรัชกาลที่ 5 การประหารชีวิตส่วนใหญ่ใช้วิธีการประหารด้วยดาบ แต่ก่อนจะถูกประหารนักโทษจะต้องถูกเฆี่ยน
    3 ยก (90ที)<br>
    ปัจจุบันการประหารชีวิตด้วยปืน ไม่มีการเฆี่ยนเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว เป็นการตายด้วยการยิงสถานเดียว<br>
    ถึงกระนั้นคนไทยในยุคปัจจุบันก็ยังถือว่าการประหารด้วยปืนเป็นวิธีที่หวาดเสียว
    สมควรที่จะเปลี่ยนวิธีประหาร เป็นการฉีดยาให้ตายดังกล่าว</font><br>
    </center>
    </p>
    <center>
    <p>.....................................</p>
    <p align="left"><font face="MS Sans Serif" size="1"> &nbsp;จากหนังสือต่วยตูนพิเศษ
    โดย ทองดี ทองใบ </font></p>
    </center>
    </td>
    </tr>
    </table>
    <p>&nbsp;</p>
    <br>
    </body>
    </html>
     
  2. koymoo

    koymoo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    2,068
    ค่าพลัง:
    +7,062
    การลงโทษสมัยก่อนก็เหมือนการทำโทษในนรกเลย ก้อยว่าน่าจะการลงโทษในสมัยนั้นมาใช้ในสมัยนี้ พวกคนบาปจะได้กลัว
     
  3. ถิ่นธรรม

    ถิ่นธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    1,828
    ค่าพลัง:
    +5,413
    อย่าไปตั้งจิตยินดีแบบนั้น มันจะกลายเป็นอนุโมทนาบาป พอกรรมมาถึงเรา เวลาโดนลงโทษก็จะโดนแบบนั้นด้วย หรือไม่ก็ต้องไปเป็นเจ้าหน้าที่ลงทัณฑ์สัตว์นรกตามแบบที่เรานิยมยินดี
     
  4. brushed

    brushed เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    498
    ค่าพลัง:
    +648
    <img src="http://img110.imageshack.us/img110/2381/nowarsa1.jpg"
     

แชร์หน้านี้

Loading...