เรื่องผีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หลวงพ่อฤๅษี

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย ตุปั๊ดตุเป๋, 15 มีนาคม 2019.

  1. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๑.เฝ้าเรือ

    วันหนึ่งหลวงพ่อจงท่านเดินอยู่บริเวณท่าน้ำหน้าวัด แล้วก็มีกระทาชายนายหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร เอาเรือไปจอด แกไปด้วยกัน 2 คน แกไปธุระหาเพื่อนใกล้ๆ วัด พอแกไปถึงแกก็ยกมือไหว้ บอกว่าหลวงพ่อขอรับ นี่ผมจะไปธุระบ้านโน้นสักครู่หนึ่ง เรือจะต้องจอดที่นี่ เพราะบ้านนั้นเขาอยู่หลังวัดออกไปอยู่กลางทุ่ง กระผมขอฝากเรือหลวงพ่อด้วยนะ ขอรับ

    ท่านก็รับคำ รับเฝ้าเรือให้เขา แต่ว่าพ่อกระทาชาย 2 นายนั้นแกไปเวลาเท่าไรก็ไม่ทราบ แกจะคิดหรือเปล่าก็ไม่ทราบว่าเวลานี้แกใช้พระอริยเจ้าเฝ้าเรือ ก็ดีเหมือนกัน ที่พูดอย่างนี้นะ อาตมาแปลกใจหลวงพ่อจงมานานว่าเป็นพระประเภทไม่ค่อยจะเหมือนพระอื่นเขา เรื่องลาภสักการะอะไรต่ออะไรท่านไม่ค่อยสนใจ ได้มาเท่าไรก็ส่งให้น้องชายสร้างวัด ใช้บ้างกินบ้าง เป็นของธรรมดา ที่เหลือก็สร้างวัดสร้างวาทำเป็นสาธารณประโยชน์หมด

    ขณะที่เฝ้าเรืออยู่นั้นปรากฏว่าฝนตกพรำๆ หลวงพ่อจงก็เลยนั่งตากฝนอยู่ที่ม้า ไอ้ม้าไม้กระดานเขาต่อไว้ นั่งตากฝนอยู่อย่างนั้นก็พอดีชาวบ้านเขาไปพบเข้า เขาถามว่า หลวงพ่อขอรับ ทำไมไม่เข้าไปในร่มในกุฏิ ฝนมันตก ท่านก็บอกว่าไปไม่ได้หรอก ใครก็ไม่รู้ 2 คน เขาวานเฝ้าเรือไว้ ถ้าหากว่าฉันขึ้นไป เรือเขาหายจะต้องใช้หนี้เขขา ไม่ได้หรอกต้องเฝ้าอยู่แบบนี้ คนที่มาพบท่านเข้าจะไปธุระก็เลยไปไม่ได้ เลยรับอาสาว่า เอายังงี้ก็แล้วกันขอรับ นิมนต์หลวงพ่อขึ้นไปบนกุฏิ กระผมขออาสาเฝ้าแทน ถ้าเรือนี้เขาหายไปกระผมขอรับใช้ขอรับ ผมรับภาระเอง เมื่อเป็นอย่างนั้นท่านจึงได้ขึ้นไปบนกุฏิ

    อีตาคนที่เฝ้าเรือบอกว่านั่งเฝ้าอีกพักใหญ่เจ้าสองคนถึงได้มา จึงได้ถามว่านี่ทำไมถึงได้ใช้หลวงพ่อเฝ้าเรือฮึ นี่หลวงพ่อนั่งเฝ้าเรืออยู่ฝนตกก็ไมกล้าขึ้นไปเพราะกลัวเรือของแกหาย ตาสองคนบอก เอไม่รู้จักว่าเป็นหลวงพ่อ นึกว่าเป็นพระหลวงตา คนนั้นก็บอกว่าพระหลวงตากับหลวงพ่อก็มีลักษณะเหมือนกันแหละ แก่เหมือนกัน ทีหน้าทีหลังละอย่าทำอย่างนี้นะ จะไปธุระปะปังที่ไหนก็เอาเรือไปฝากชาวบ้านชาวช่องเขาไว้ซี นี่มาใช้พระเฝ้าเรือแบบนี้มันไม่ถูก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอย่างหลวงพ่อนี่เป็นพระไม่มีอะไรแล้วนา แกใช้พระที่ไม่มีอะไรหมายความว่ายังไง คนที่พูดก็บอกว่า เห็นหลวงพ่อปานวัดบางนมโคท่านพูดนะ ฉันไม่ได้รู้เองหรอก หลวงพ่อปานวัดบางนมโคท่านบอกว่าหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอกน่ะ เป็นพระทองคำแล้ว ก็เป็นพระประเภทที่เข้าไปแตะต้องไม่ได้ กิเลสหายาก หลวงพ่อปานท่านว่ายังงั้น ตาคนนั้น ตกใจ ต้องขึ้นไปขมาโทษหลวงพ่อจง

    พอเวลาขึ้นไปขมาหลวงพ่อจงท่านว่ายังไง ท่านว่าเอ๊ะ ก็ไม่มีโทษอะไรนี่ แกวานฉันเฝ้าเรือ มันจะมีโทษอะไร เขาก็บอกว่าการวานพระเฝ้าเรือเป็นโทษขอรับ เพราะว่าพระเป็นสรณะ เป็นที่เคารพ ท่านก็เลยถามว่าถ้ารู้อย่างนั้นแล้วใช้ฉันเฝ้าเรือทำไมล่ะ ถ้ารู้แล้วก็ไม่น่าใช้ เขาบอกว่าเขาเผลอไป ท่านบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ถ้าแกเผลอได้ ไอ้โทษมันก็เผลอได้เหมือนกัน ก็เป็นอโหสิกรรมกันไปก็แล้วกัน ไม่มีโทษนะเลิกกัน

    เอาละท่านผู้ฟัง ถึงเวลาชั่วโมงหนึ่งพอดี เห็นจะต้องขอลาท่านไปก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผลจงมีแด่ท่านทุกคนที่นั่งรับฟัง สวัสดี
     
  2. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๒.หลวงพ่อเขียนให้หวย

    ท่านผู้ฟังทั้งหลาย วันนี้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 มีโอกาสมาคุยกับท่านผู้ฟังตามปกติ บางวันก็ไม่ได้มาเพราะว่ามีธุระ วันไหนมีธุระมากก็ไม่ได้มา ถ้ามีธุระน้อย พอจะปลีกเวลามาได้ก็มา ประกอบด้วยร่างกายก็ไม่ค่อยดี ก็ช่างมันเถอะ

    วันนี้มาคุยกันถึงเรื่องให้หวยต่อไป เพราะว่าเมื่อวันก่อนได้คุยถึงหลวงพ่อจงให้หวย วันนี้ก็มาคุยถึงหลวงพ่อเขียนให้หวยบ้าง เรื่องของการบอกเลขหวยนี้ ความรู้ทางพระพุทธศาสนามี แต่ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทส่วนใหญ่มักจะพูดและคิดกัน ว่าพระรู้หวยเองแล้วทำไมไม่เล่นเสียเองล่ะ เล่นเสียเองให้มันรวย เอาเงินมาสร้างวัดให้มันสวยไม่ดีรึ ความจริงก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

    แต่ทว่ากฎของพระพุทธศาสนามีอยู่ว่า พระที่จะมีฌานพิเศษได้ต้องตัดจากความโลภความโกรธ ความหลง นี่เรียกว่าต้องไมคบกิเลส จึงจะมีญาณพิเศษเป็นเครื่องรู้ได้ ถ้าหากว่าจิตยังมั่วสุมอยู่ในความโลภความโกรธความหลง ก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ตานี้ เมื่อรู้แล้วจิตไม่มีความโลภจะไปเล่นได้ยังไงหวย จะไปหวังประโยชน์ในทางความร่ำรวยในการถูกหวยรวยโป มันจะมีประโยชน์อะไรกับพระ

    แล้วทีนี้ท่านทั้งหลายก็สงสัยว่าพระไม่โลภแล้วทำไมจึงให้หวยชาวบ้าน แต่ความจริงพระที่จะให้ หากว่าพระองค์นั้นเป็นพระรู้จริง ก็ต้องรู้บุญญาธิการของบุคคลที่จะรับ หมายความว่ารับเลขนะ ที่จะถูกหวยได้หรือไม่ถูก ถ้าเขามีบุญพอที่จะถูกหวยได้จึงจะให้ ถ้าหากว่าเขาไม่มีบุญพอที่จะถูกหวยได้ เมื่อเขาขอก็บอกได้เหมือนกัน แต่บอกไม่ตรงให้เอาไปคิดเอา ถ้าหากว่าเขามีบุญ มีลาภอยู่บ้างเขาก็จะได้ ไม่มากนัก ถ้าหากว่าเขาไม่มีลาภ ไม่มีบุญ ถ้าลาภสักการ คือบุญเก่าไม่ส่ง เขาก็คิดไม่ถูก

    นี่เป็นเรื่องของเขา นี่ฟังกันไว้ เพียงแค่นี้นะ รู้ไว้แต่เพียงย่อๆ ว่าพระที่รู้หวยได้จริงๆ น่ะ ท่านเล่นไม่ได้ เพราะว่าการเล่นถือว่าเป็นการปล้นชาวบ้าน ถ้าเล่นแล้วญาณพิเศษจะเสื่อม แต่ว่าจะบอกคนให้ถูกหวยได้ก็ต้องรู้ว่าคนนั้นมีลาภหรือไม่มีลาภ คือบุญญาธิการที่สร้างไว้สมควรจะได้รับหรือยังด้วยหลักญาณพิเศษ เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในไสยศาสตร์ที่เรียกกันว่าทำน้ำมนต์ ดูดอกเทียน อย่างนี้ก็เป็นสัพเพสัตตาเหมือนกัน แต่หลักพิเศษมีอยู่อย่างหนึ่ง การรู้หวยของพระ ถ้าขอตัวเดียวพระที่รู้ญาณพิเศษบอกได้เสมอ เรียกว่าบอกได้ไม่จำกัด ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ต้องมีกำหนดเวลา และต้องรู้ลาภของบุคคลที่จะพึงได้ ถ้าหากว่าบุคคลนั้นมีลาภบอกไม่ได้ รู้กันไว้เท่านี้นะ

    เอาละเข้าใจว่าบรรดาผู้ฟังคงจะพอเข้าใจบ้าง แล้วก็คงเข้าใจไม่มากนักแต่ก็ไม่อยากจะให้เข้าในมาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าเป็นเรื่องของคนที่จะต้องคิด จะพูดเท่าไรก็ตาม ถ้าคนคิดว่าจะไม่เชื่อ ก็แล้วไป พูดเท่าไรก็ไม่เชื่อ คนที่เชื่อมีเหตุมีผล พูดแต่เพียงนิดเดียว ไม่ต้องพูดมากอย่างนี้ก็เข้าใจ เป็นอันว่าเรื่องนี้ขอผ่านไป มาพูดกันต่อไปถึงเลขหวย

    หลวงพ่อเขียนรู้เลขหวย หลวงพ่อเขียนนี่อยู่วัดสำนักอะไร ขุนเณร อำเภอบางมูลนาค จังหวัดพิจิตร ในปี พ.ศ. 2494 ปีนั้น ดูเหมือนว่าเลขท้าย 3 ตัว เลขท้าย 2 ตัว พึ่งจะระบาดมาในกรุงเทพฯ หรือว่าระบาดมานานเท่าไรแล้วก็ไม่ทราบ แต่ว่าอาตมาผู้พูด พึ่งจะรู้ข่าว คือว่าเอาเรือยนต์ไปจอดที่ประตูน้ำเจ้าเจ็ด เห็นเขาพูดกันถึงเลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 ถามพวกภรรยาของพวกทำงานที่ประตูน้ำ เขาบอกว่าเขาไปซื้อเลขท้าย 3 ตัว รางวัลที่ 1 ก็เลยบอกว่ารางวัลที่ 1 มีเลข 6 ตัว แล้วคุณจะซื้อยังไงได้ 3 ตัว เขาก็บอกว่า เขียน มีเจ้ามือ เขารับ แล้วเขาจ่าย บาทละ 600 ไอ้นี่ก็น่าคิด แล้วเขาก็บอกว่าเขาไปขอหวยกับพระที่วัดสะแกในเขตอำเภอป่าโมกจังหวัดอ่างทอง ก็สงสัยว่าพระท่านให้หวยได้ยังไง

    พอกลับมาถึงวัด 2 - 3 วัน ก็รวบรวมคนได้ 3 คน ออกเดินทางด้วยเรือยนต์ส่วนตัว ความจริงเรือยนต์ส่วนตัวนี้ชาวบ้านเขาสร้างให้ ไม่ได้สร้างเอง เขาสร้างไว้ให้ใช้เพราะเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ดูแลงานก่อสร้างถ้าจะจ้างเรือจ้างไป มันไม่ทันเวลา ไปตามวัดต่างๆ คราวนั้นลงทุนประมาณ 3 - 4 เดือนไปขอหวยพระ บอกว่าไม่เล่น แต่ขอให้ท่านบอกเลขตรงๆ ที่หลายวัด ไม่เห็นตรงสักวัด บางวัดเลข 3 ตัว แต่ให้มาถึง 9 ตัว 3 แถว 3 ตัว 3 แถว มันก็ 9 ตัว บางวัดให้มาแถวเดียว 3 ตัว แต่ไม่ตรง ไอ้ 9 ตัวนี่ ตรงแน่ แต่บังเอิญเลข 0 ก็ขาดไปเสียอีก มันเป็นยังงั้น หาพระที่รู้หวยจริงๆ ไม่ได้ ก็เดินทางมาถึงอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ได้ยินเขาลือกันว่า หลวงพ่อเขียน วัดบางขุนเณร อำเภอบางมูลนาค จังหวัดพิจิตร ท่านรู้ห้วยได้จริง ก็เลยพากันขึ้นรถ คราวนี้ทิ้งเรือแล้ว เอาเรือฝากเขาไว้ เดินทางไปอำเภอบางมูลนาคจังหวัดพิจิตรา ทั้งๆ ที่ไม่รู้ทาง ไม่เคยไปสักที

    พอลงที่อำเภอบางมูลนาค ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ 2 ล้อรับจ้างไปส่งถึงวัดของหลวงพ่อเขียน การไปคราวนั้นไปด้วยกัน 3 คน มีฆราวาส 2 คน แล้วก็พระ คือ อาตมาองค์หนึ่ง วันนั้นเป็นวันหวยออกพอดี มีวิทยุกระเป๋าหิ้วชนิดแบตเตอรี่ก้อนเบ้อเร่ออยู่ 1 เครื่องถือไปด้วย หวังจะไปลองดีท่าน หมายความว่าอยากจะรู้ตามความเป็นจริงว่าท่านจะจริงหรือไม่จริง

    ในขณะที่ไปถึง ปรากฏว่ามีคนนั่งล้อมหลวงพ่อเขียนอยู่ประมาณสัก 200 คน พวกนี้มาขอหวยทั้งนั้น เป็นเวลาบ่ายประมาณสัก 4 โมงเศษๆ เวลานั้นหวยออกเวลา 5 โมงเย็น พอขึ้นไปพ้นบันได หลวงพ่อเขียนมองมาท่านก็พูดดังๆ ท่านบอกว่าวันนี้คนดีๆ เขามาหาเราน่อ เขาจะลองดีเราน่อ แต่ว่าเราก็มีดีอวดเขาน่อ ท่านใช้คำลงท้ายว่าน่อ เข้าไปถึงก็กราบท่าน ท่านถามว่ามาธุระอะไร ก็กราบเรียนท่านว่าหลวงพ่อทราบแล้วใช่ไหม ท่านบอกว่ารู้ เมื่อบอกว่ารู้ ก็บอกว่ามาตามนั้นแหละขอรับหลวงพ่อ กระผมอยากจะรู้นักว่าพระน่ะ รู้หวยได้ยังไง

    ท่านก็มองหน้าบอกว่าคุณ อตีตังสญาณที่มาจากทิพยจักขุญาณสามารถให้รู้ได้ ถ้าเรามีจิตไม่โลภเสียอย่างเดียว แล้วมีสัจจะว่าเราจะไม่บอกใครตรงๆ เว้นไว้แต่คนนั้นเขาจะมีลาภ พอท่านพูดขึ้นมาเท่านี้ก็เข้าใจ ความจริงพระองค์อื่นไม่เห็นพูดแบบนี้ มีหลวงพ่อเขียนองค์เดียว สมัยนั้น เรียกว่ามีเป็นองค์แรกที่รู้ว่ามีหวย ให้หวยกันได้ แล้วก็ต้องอาศัยอตีตังสญาณ หรือว่าอนาคตังสญาณ อตีตังสญาณหมายความว่าตรวจลาภของคนที่จะมารับเลขว่าเลขที่เขานำไปจะไปหาเงินนี่น่ะ เขามีบุญญาธิการพอหรือเปล่า แล้วต่อมาถ้าหวยมันยังไม่ออก ก็ใช้อนาคตังสญาณว่าเลขที่มันจะออกข้างหน้า นี่มันเป็นเลขอะไร อย่างนี้ของท่านตรงดี

    ฟังแล้วก็เลื่อมใส คุยกันไปได้ครู่หนึ่งเวลาก็ใกล้หวยจะออก ท่านถามว่าจะเอาเลขหรือยังล่ะ บอกเอาขอรับ ท่านถามว่าจะเอารางวัลที่เท่าไหร่ ก็เลยกราบเรียนว่ารางวัลที่ 1 ถามว่ากี่ตัว กราบเรียนท่านว่าเอา 3 ตัว ท่านบอกว่ารางวัลที่ 1 มันมี 6 ตัว คุณเอา 3 ตัวมันก็ไม่ครบ ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ถ้ายังงั้นขอ 6 ตัว เลยขอรับ ท่านก็หันหลังไปแล้วก็เขียน เขียนเลข 6 ตัว แล้วท่านก็ถามว่าเลขท้าย 3 ตัวหมุน 4 ครั้งเอาไหม ก็กราบเรียนท่านว่าถ้าให้ได้ก็ดีขอรับ ท่านก็เขียนท้าย 3 ตัวหมุน 4 ครั้ง เขียนมาให้ 4 ชุด ในที่สุดท่านก็บอกว่าแถมเลขท้าย 2 ตัวให้อีกชุดหนึ่ง แล้วท่านก็ถือเลขไว้ ยังไม่กางออกมา ท่านถามชาวบ้านบอกว่าเวลานี้เล่นทันไหม ชาวบ้านบอกว่าใกล้แล้วขอรับ เจ้ามือเขาไม่รับซื้อ ท่านก็เลยประกาศว่าคนที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดนะ ใครจะลุกไปที่อื่นไม่ได้ ถ้าลุกไปตาแตก เพียงเท่านี้ชาวบ้านก็นั่งนิ่งเพราเกรงวาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

    พอใกล้หวยจะออก ท่านก็ถามว่ามีวิทยุมาไม่ใช่หรือ ก็กราบเรียนท่านว่ามีมาขอรับ ท่านก็เอาแผ่นกระดาษวางลงกางเลขให้ดูว่านี่รางวัลที่ 1 นี่เลขท้าย 3 ตัว 4 ครั้ง นี่เลขท้าย 2 ตัว พอล๊อตเตอรี่ออก ปรากฏว่าเลขของท่านตรงเป๋งไม่ต้องกลับตัว ไมมีพลาดเลย เมื่อเห็นจริงแบบนั้นก็กราบขอขมาท่าน เพราะเกรงว่าจะเป็นโทษ ท่านก็บอกไม่ต้องกลัวหรอก ไม่มีโทษ คนต้องการความจริงแบบนี้ฉันต้องการ แล้วเธอก็ไม่เล่นหวยใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านว่าขอหลวงพ่อตรวจดูซีขอรับว่าผมเล่นไหม ท่านบอกรู้แล้วไม่เล่น เป็นคนไม่โลภ

    ฉันจะเขียนให้ไปดูเล่นสัก 20 งวดข้างหน้า แล้วก็ถ้าเธออยากรวยละ งวดที่ 21 มาเอาจากฉันนะฉันจะให้ แล้วท่านก็เขียนอย่างไม่ต้องคิด หยิบกระดาษมาได้ก็เขียนเลย เขียนๆๆ มาให้ก็พับส่งมาให้ บอกใส่กระเป๋าเสีย ประเดี๋ยวไอ้ 2 คนมันจะขอดู ท่านก็หันไปทาง 2 คนที่ไปด้วย บอกเอ็งอย่าดูของเขานะ เอ็งดูเมื่อไรตาแตกเมื่อนั้น เอาเข้าอีกแล้ว แบบนี้ชาวบ้านสะกิดเจ้าสองคนบอกว่า ดูไม่ได้ ดูไมได้หรอก ดูได้ก็ตาแตก ท่านพูดแบบไรเป็นแบบนั้น เป็นอันว่าวันนั้นก็ต้องนอนค้างกับท่าน 1 คืน เชื่อใจความสัจจริงของท่าน

    เวลากลางคืนประมาณตี 2 ท่านก็ออกมาหา ถามว่าไม่หลับรึ ก็กราบเรียนกับท่านว่าหลับไปพักหนึ่งขอรับ แต่ว่าเวลาตี 2 เป็นเวลาเจริญพระกรรมฐานเกล้ากระผมทำเป็นปกติ ท่านบอกว่าแบบนี้ดีน่อ อย่าไปสนใจเลยนะ เรื่องหวยเรื่องโป บอกว่ากระผมไม่ได้สนใจ ที่มาก็ปรารถจะหาความเป็นจริง เพราะพระที่ให้หวยได้ พบมาหลายองค์แล้ว 10 กว่าองค์ ไม่เห็นตรงสักองค์ ท่านก็หัวเราะชอบใจว่า นั่นเขาไม่ได้รู้เลขหรอก เขามีอุปาทานเป็นเครื่องยึด ถือความฝันบ้าง คิดเอาเองบ้าง คิดเลขล๊อคบ้าง มันไม่รู้จริง ก็เลยนั่งคุยกับท่านพักหนึ่ง

    ท่านถามว่าอยากจะรู้เรื่องอะไร ก็เลยกราบเรียนท่านว่าเรื่องหวยหมดสงสัยขอรับ กระผมก็ไม่สนใจจะเรียน ท่านก็บอกว่าไม่ต้องเรียนหรอก ต่อไปข้างหน้าถ้าจิตเข้าถึงก็รู้เอง เรื่องนี้ไม่สำคัญ เลยกราบเรียนท่านว่าอะไรสำคัญ ท่านก็บอกว่าเรื่องที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ การสร้างสั่งสมบารมี ขอให้พยายามสั่งสมบารมีให้มาก ท่านถามว่าเธอปรารถนาพุทธภูมิใช่ไหม เวลานั้นกำลังปรารถพุทธภูมิ ท่านก็บอกให้ทราบว่าเธอบำเพ็ญบารมีมามาก แต่ก็สงสัยว่าจะลาจากพุทธภูมิเสียละน่อ ท่านว่ายังงั้น เวลานั้นกำลังใจยังดี ยังหนุ่มอยู่ จึงกราบเรียนถามท่านว่า

    ทำไมจึงจะลาขอรับ กระผมมีกำลังใจปรารถด้านพุทธภูมิเป็นพิเศษ ท่านบอกว่า ถ้าชาตินี้ไม่ลาก็เดินไปจนถึงที่สุดน่อ แต่เกรงว่าปลายมือชาตินี้จะลา ก็กราบเรียนถามท่านว่าจะลาเพราะอะไร ท่านก็บอกว่าจะเจอะพระเน่าเข้าน่อ เมื่อเห็นพระเน่ามากๆ เธอก็เบื่อ ในที่สุดก็ลาพุทธภูมิ ปรารถนาไปเลย

    ก็ถามท่านว้าถ้าปรารถนาไปเลยนี่จะไปได้ไหม ท่านก็ยิ้ม บอกว่าไม่ยากเลยน่อ เพราะกำลังมันเกินแล้ว ถ้าจะไปเลยละ กำลังมันเกินแล้ว ไปเมื่อไรก็ได้ เป็นอันว่าฟังท่านไว้ แล้วท่านก็สอนอรรถธรรมแบบง่ายๆ บอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรเกินธรรมดา ท่านสอนให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา วางทุกข์เสียให้รู้ว่า สิ่งนี้เป็นธรรมดา อะไรก็ตามเถอะ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา มันเป็นธรรมดาของโลกทั้งนั้น

    ในเมื่อร่างกายเรามีอยู่ในโลกเท่านี้เอง เป็นคำสอนของท่านเป็นใจความแต่รู้สึกว่ามีความหมายดี พอตอนเช้าก่อนจะกลับ เจ้าสองคนที่ไปด้วยความจริงไม่ใช่ลูกศิษย์ที่เอามาจากวัด แต่ว่าเป็นเพื่อนกันไปสมัยเด็กๆ คนหนึ่งเป็นนายอำเภอ คนหนึ่งเป็นผู้บังคับกองตำรวจแต่ขอสงวนนาม เวลานี้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ไปแล้วก็มี แล้วตายไปเสียคนหนึ่งแล้ว นายตำรวจทราบว่าไปเป็นผู้กำกับแล้วก็ตายเสียด้วย ตายเพราะอะไร เพราะว่าแกชอบเหล้ากับผู้หญิงมาก แล้วผู้หญิงกับเหล้าก็ไม่รังเกียจแก แกก็เป็นคนดีเมตตามาก แต่โรคที่เป็นไม่ใช่โรคผู้หญิง ไม่ใช่โรคกินเหล้าเมาตาย เป็นโรคตับแข็งตาย นี่เป็นอานิสงส์ เป็นเรื่องของแก

    ก่อนจะกลับ เจ้าสองคนก็เข้าไปกราบบอกหลวงพ่อขอรับ การเดินทางมาคราวนี้ ผมต้องออกค่ารถค่าเรือทุกอย่างพระไม่ได้ออกเลย หลวงพ่อให้หวยแต่พระ ไม่ให้ผมบ้างก็แย่ ลูกเมียผมก็ยากจน ท่านก็มองๆ ดูไอ้สองคนนี่เป็นข้าราชการ แต่ความจริงไม่ได้แต่งเครื่องแบบ คนนี้เป็นนายตำรวจคนนี้เป็นนายอำเภอใช่ไหม สองคนก็กราบเรียนท่านว่าใช่ ท่านบอกว่าเงินเดือนก็มีมากแล้วน่อ จะเอาไปทำไม เจ้าพวกนั้นก็บอกว่าเงินเดือนก็แค่ไม่ถึงเดือนขอรับ ผมโกงเขาเป็นก็เลยไม่ค่อยจะพอใช้

    ท่านนั่งประเดี๋ยว บอกเอ้อจริงน่อ จริง โกงไม่เป็นี่น่อ เมื่อโกงไม่เป็นพ่อก็จะสงเคราะห์ก็ได้ ให้สัญญากับพ่อนะ ให้เลขไปละก็เล่นกันอย่าให้เกินคนละ 20 บาท ถ้าใครซื้อเกินคนละ 20 บาท คนนั้นเป็นง่อยน่อ ท่านก็เขียนเลขท้ายรางวัลที่ 1 ให้สามตัว บอกเอาไปเล่นได้ไม่ต้องกลับ พอกลับมาในรถำฟเจ้าสองคนก็นั่งบ่น ไอ้ความโลภของมันมาก มันก็บอกว่าเล่นกันคนละ 20 บาท 20 บาทก็ได้หมื่นสองพัน

    ความจริงเงินมันก็มากแต่มันบอกว่าไม่พอ ก็เลยบอกว่า นี่เราเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นะ คนนี้ก็เป็นร้อยตำรวจเอก เจ้านี่ก็เป็นข้าราชการชั้นโท เป็นนายอำเภอ ไอ้เจ้านี่เป็นผู้บังคับกอง ทำไมมันถึงโง่บัดซบแบบนี้วะ ท่านบอกมาแต่เพียงว่าใครเล่นเกินคนละ 20 บาท คนนั้นเป็นง่อย ตานี้เอ็งไปถึงบ้านเอ็งก็เล่น 20 บาท แล้วให้เมียเล่น 20 บาท ลูกทุกคนคนละ 20 บาท ท่านไม่ได้จำกัดมานี่ว่าให้เล่นคนเดียว แล้วก็ไม่เกิน 20 บาท แหมเจ้า 2 คนนั่นก็ดีใจใหญ่ บอกว่าเอ็งมันโง่แบบนี้ ไม่ได้ฟังเสียงพระ พระพูดน่ะมีคำจำกัด เพราะว่าท่านบอกแต่เพียงว่า ถ้าใครเล่นเกินคนละ 20 บาท คนนั้นเป็นง่อย

    แต่ว่าหวยอันนี้ เลขอันนี้จะให้คนภายนอกเขาเล่นไม่ได้นะ อย่าให้เขารู้เพราะว่าไม่ใช่เป็นเลขสาธารณะ เขาก็รับคำ เป็นอันว่ามาถึงบ้านเขาก็ให้เมียเล่น 20 บาท ลูกกี่คนคนละ 20 บาท ตัวเขา 20 บาท หวยงวดนั้นให้ผลจริงๆ ออกตรงเป๋งไม่มีการกลับ เป็นอันว่าได้เงิน ตานี้ต่อมาเขาก็มาถามเลขที่หลวงพ่อให้มาดู ตอบว่าไม่ได้ ท่านให้มาดูอย่างเดียว จะบอกแกก็ไม่ได้ ฉันจะเล่นก็ไม่ได้ ใครเล่นก็ได้ ถ้าใครลักไปก็หมายความว่าคนนั้นตาแตก เจ้าสองคนก็บอกว่าท่านแช่งทับแบบนี้ผมก็แย่ บอกว่าก็ควรจะแย่ เท่านั้นพอแล้ว

    ต่อมาเมื่อข่าวนี้ปรากฏขึ้น อาตมามาป่วยอยู่ปี พ.ศ. 2500 มานอนป่วยอยู่ที่กรมแพทย์ทหารเรือ หลังจากนั้นมาก็หลายปี มีชาวราชบุรี คือ นายแจ่ม เปาเล้ง นายสาลี่ เปาเล้ง นายเฉลิม คงทอง มาเยี่ยม เอาเงินมาถวายคนละพันช่วยค่ารักษาตัว แล้วเขาก็ถามว่าอาจารย์มีหวยไหมผมขอหวย ตอบว่าหวยมี แต่หวยแนเจ้ามือมันชอบกินอย่าเอาเลย ทางที่ดีถ้าอยากได้หวย ให้ไปขอหลวงพ่อเขียนวัดบางขุนเณร อำเภอบางมูลนาค จังหวัดพิจิตร เวลาไปสังเกตดูนะ ถ้าคนมากๆ อย่าพูดอะไรกับท่าน พูดปกติธรรมดาอย่าขอ ถ้าหากว่าคนไม่มี มีคนว่างละก็ถวายดอกไม้ธูปเทียน แล้วก็กราบเรียนท่านว่า ขอหวยสักครั้ง จะไม่รบกวนเป็นครั้งที่ 2 เท่านี้พวกเธอจะถูกหวย จำไว้ให้ดี เขาก็จำไว้

    รุ่งขึ้นเขาก็เดินทางมา แต่ไอ้คนที่ไม่มีวินัยไม่มีระเบียบวินัยมันมีอยู่ คือคนพ่อตา ได้แต่นายแจ่ม เปาเล้ง พ่อตานายเฉลิม คงทอง พี่ชายนายสาลี่เปาเล้ง พอมาถึงแล้วคนมีหลายคน ก็กราบเรียนท่านว่าจะมาขอเลขหวย ท่านก็เขียนให้สาม - สี่ชุด เขียนอย่างไม่ยาก ใครถามก็เขียนเลย ท่านบอกท่านชื่อเขียน ท่านชอบเขียน เขาจึงให้ชื่อเขียน ในที่สุดใครมาขอท่าน ท่านก็เขียน

    ในเมื่อคนหมดแล้ว นายสาลี่กับนายเฉลิมเอาดอกไม้ธูปเทียนไปถวายท่าน บอกเกล้ากระผมจะมาขอเลขหวยขอรับ แต่จะขอรบกวนหลวงพ่องวดเดียว ไม่รบกวนเป็นวาระที่ 2 ขอเอาไปตั้งตัว ท่านมองดูมองหน้ามองหลังเห็นไม่มีใครก็หยิบเศษกระดาษมา เขียนให้ 4 ชุด ชุดละ 3 ตัว ท่านบอกเก็บไว้นะ ถ้าชาวบ้านแถวนี้ขอดูละก็อย่าให้

    เป็นอันว่าตอนเช้า 3 คนนั้นก็เดินทางกลับ กลับเขาก็มาแวะที่อาตมาที่กรมแพทย์ทหารเรือ เขาถามว่าคราวนี้จะเล่นอะไร ก็มองๆ ดูเลขแล้วเห็นมันเลข 4 ชุด อันนี้ถูก 2 ชุด ในใจมีความรู้สึกนะ ก็บอกเขาว่าไอ้เลขที่มีเลขท้าย 30 นี่น่ะ งวดนี้ออก แต่ถึงเลขอื่นยังไม่ออกก็ควรจะกันไว้ จะเชื่อฉันไม่ได้ ฉันก็ไม่แน่ใจในตัวฉัน แต่ฉันฝันว่าเห็นเลข 0 มันอยู่ท้าย ฉันว่ายังงั้น เป็นอันว่าซื้อกัน นายทหารในนั้นก็ซื้อ แต่ก็มีนายทหารหลายคนไม่ชอบหลวงพ่อเขียน เขามีตัวเก็งของเขาเจ้าเรือโทสนั่นกับเรือโทสอาด สองคนสงสารมันว่ามันพยาบาลดี มันช่วงสงเคราะห์อนุเคราะห์ในการจัดหาอาหารอะไรต่ออะไรก็ตามเถอะ

    ตอนที่ไปป่วยน่ะ เขาปฏิบัติดี แต่มันไม่เล่นกัน ก็บอกว่าสองคนนี่เล่นตัวนี้สักบาทซิ เอาสักบาทเดียวไม่ต้องมาก เป็นอันว่าเขาก็ยอมเล่นกันคนกี่บาทไม่ทราบ เลขตัวนั้นออก 3 ตัวตรงๆ พอรุ่งขึ้นอีกงวดมันก็เหลือ 3 ชุด ก็เลยบอกเขาว่า คราวนี้ฉันจะไม่บอกละว่าชุดไหนมันจะออก แต่ว่ามันจะถูกแค่ 2 ตัว ให้ตัดตัวหน้าทิ้งไป ฉันรู้แค่นั้นนะหรือพวกเราจะเผื่อกันไว้บ้างก็ได้ เผื่อมันจะถูกทั้งหมด อย่างนี้ฉันรับรองไม่ได้เป็นอันว่างวดนั้นเขาถูกกันอีกคราว ก็เลยบอกว่าเลขชุดนี้หมดไป ไม่ต้องเล่นอีก ไม่ออก

    แล้วแต่มาเด็กสาวๆ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2 คน อายุประมาณ 18 - 19 กะๆ ดู ถามดูอายุไม่ถึง 20 รูปร่างหน้าตาดีมาเยี่ยมที่กรมแพทย์ทหารเรือ คุยกันไป คุยกันมา ก็บอกว่าแม่คนเดียวพ่อก็ไม่มี ไอ้ตัวเธอก็คนหนึ่ง มีน้องกำลังเรียน ยากจนอยากจะขอเลขหวย ก็เลยบอกว่าไม่มีหรอกอีหนูไปหาหลวงพ่อเขียนซี แนะนำให้ไป เธอก็ไปตามนั้น พอไปถึงแล้ว ท่านก็เขียนให้สี่ชุดเหมือนกัน แบบเดียวกันนะ บอกว่าจะขอคราวเดียว แต่อีกคนหนึ่งมี่ลาภ ท่านก็บอกว่าคนที่ตามมานี่น่ะไม่มีลาภ

    แต่อีหนู ถ้าคนนี้เขาเล่นอะไรละเอ็งเล่นตัวนั้นนะ เล่นตามเขา ถ้าเอ็งไม่เล่นตามเขาละก็เอ็งจะไม่ได้อะไรเลย จะขาดทุนในการเดินทาง แล้วท่านก็บอกด้วยว่าคนที่จะถูกน่ะ มีลาภหมื่นเดียว หมื่นกว่าๆ เรียกว่าเธอมีลาภ 20 บาท ไอ้ตัวที่จะถูกน่ะ 20 บาท แต่ว่าตัวไหนท่านไม่บอก ท่านบอกแต่เพียงว่าตัวที่เอ็งจะถูกน่ะ แค่ 20 บาทเท่านั้นแหละ ไม่ต้องไปเล่นเกิน เล่นมันตัวละ 20 บาท ถ้าตัวไหนเล่นเกิน 20 บาท ตัวนั้นไม่ถูก แล้วก็คนนั้นที่ไปด้วยน่ะ เวลาเล่นจริงๆ ปรากฏว่าไม่อยากเล่นไอ้ตัวที่ถูก เพื่อนก็เลยบอกว่า เอ้า หลวงพ่อสั่งมาแล้วว่าฉันเล่นอะไรแกต้องเล่นตัวนั้น ก็เลยตามไอ้ตัวที่ถูกเขาไป 5 บาท ในที่สุด ไอ้ตัวที่อีหนูคนนั้นเล่น 20 บาท ก็ถูก เพื่อนก็เลยพลอยถูกด้วย 5 บาท

    นี่แหละ บรรดาท่านผู้ฟัง เรื่องหวยน่ะ พระรู้ได้จริงๆ มี แต่เมื่อรู้หวยแล้วท่านก็รู้ลาภของคนรู้บุญของคนด้วย ฉะนั้น คนที่จะถูกหวยหรือไม่ถูกหวย พระที่ได้ญาณพิเศษท่านรู้ แล้วโปรดอย่าเหมา อย่าคิดว่าพระเป็นโจรปล้นเจ้ามือเลยนะ พระรู้ได้แต่เล่นไม่ได้ เพราะความโลภถ้ายังมีอยู่เพียงใด เลขหวยก็มองไม่เห็นเพียงนั้น ถ้าเห็นก็เห็นเป็นหวยปลอม บางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ผิด ถ้าหากว่าหวยจริงๆ หวยดีๆ ก็ต้องจิตบริสุทธิ์

    เอาละ เรื่องของหลวงพ่อเขียนก็ระงับกันแค่นี้นะ รู้กันว่าพระรู้หวยได้แล้วรู้ว่าคนจะรวยได้ หรือไม่ได้เหมือนกัน
    ต่อไปก็มาคุยกันเรื่องพระครูธรรมาภิราม เป็นเรื่องเกล็ด
     
  3. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๓.พระครูธรรมาภิราม

    พระครูธรรมาภิรามองค์นี้ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์นี้ชอบเล่นฤทธิ์ ชอบนัก ไอ้เรื่องแสดงฤทธิ์แสดงเดชน่ะชอบ ทำหน้าให้เป็นผู้หญิงบ้าง หน้าให้เป็นผู้ชายบ้าง หน้าสวยบ้าง หน้ายักษ์บ้าง แบบนี้เพียงแค่แกเสกแป้งผัดหน้า หน้าแกจะเปลี่ยนไปทันที แล้วก็เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดเจน เขาเรียกว่าเรียนพรหมสี่หน้า แต่ความรู้ของแกเยอะ องค์นี้จิปาถะ บอกไม่ถูก เรื่องคาถามอาคมนี่เก่งจริงๆ ดีทุกด้าน

    แต่ว่ามีดีพิเศษอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือเรื่องเล่นโชว์ชาวบ้าน ได้แก่การแต่งหน้าแบบหนึ่ง อีกแบบหนึ่งแขนสั้นแขนยาว ไอ้แขนสั้นแขนยาวน่ะชอบเล่นเป็นปกติ บางทีแกนั่งๆ อยู่แกหยิบอะไรไม่ถึงแกก็เอามือตบๆ แขน แล้วแกก็ร้องว่า ยาวๆๆ ในที่สุดขาแกก็ยาวยาวจนกระทั่งหยิบของอันนั้นถึง แกขี้เกียจใช้ชาวบ้าน เวลาอยากจะดูแขนสั้นแขนยาวแกก็ชอบทำให้ดู ไอ้นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ว่าตาสีตาสาเท่านั้นนะ

    ที่รู้ว่าพระครูธรรมาภิรามเป็นคนทำแขนสั้นแขนยาวได้ ใครๆ ก็ดูได้ถ้าปรารถนาจะดู ท่านทำให้ดูเสมอ ถ้าจะถามว่านี่เป็นวิชาอะไรก็บอกได้ว่าเป็นวิชาสมาธิ สมาธิอะไรก็ช่าง จะเป็นกสิณหรืออะไรก็ช่าง ถ้ากำลังสมาธิดีก็ทำได้ ถ้าอยากจะทำกันนะ แต่มันก็ไม่มีอะไรทำให้ชาวบ้านดีขึ้นมาหรอก นอกจากว่าจะทำให้ดูแบบเล่นกลเท่านั้น

    ตานี้เรื่องพระครูธรรมาภิรามนี่ท่านเก่งหลายอย่าง ไม่พูดกันดีกว่า ท่านอยู่วัดใหญ่ จังหวัดนครปฐม ใครๆ ก็รู้จักว่าพระครูธรรมาภิราม เวลานี้ตายไปแล้ว แต่ว่าคุณงามความดีหรือเกียรติคุณยังปรากฏ ถ้าอยากจะรู้ว่าท่านดียังไงละ ไปถามๆ คนแถวนั้นเขาดู เขาคงจะรู้
     
  4. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๔.อาจารย์สร้อยบิณฑบาต

    อาจารย์สร้อยนี่อยู่จังหวัดสระบุรี เป็นพระพิเศษ บวชอยู่ในถ้ำตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพราะพระในถ้ำชอบกับพ่อและแม่ เคยไปเยี่ยมที่บ้านบ่อยๆ ต่อมาไปเยี่ยมที่บ้านท่านรักพระองค์นั้น คล้ายๆ กับปดิษฐสามเณรรักพระสารีบุตร ก็ตามพระมาอยู่ในถ้ำ หนังสือสักตัวก็ไม่ได้เรียน ในถ้ำไม่มีการสอนหนังสือกัน พระก็สอนแต่ภาวนา

    ในที่สุดท่านอยู่มากี่ปีก็ไม่ทราบ มาพบท่านตอนอายุแก่แล้ว ที่พบก็เพราะท่านมาป่วยที่กรมแพทย์ทหารเรือ เวลาป่วย ตอนเช้า ท่านมีบาตรของท่านมาลูกหนึ่ง ไปยืนเอาบาตรแขวนไว้ที่ต้นมะฮ็อกกานี ข้างภายในประตูเข้ากรมแพทย์ทหารเรือ เวลาเข้าไปไอ้ต้นนี้มันจะอยู่ซ้ายมือ ชิดประตู ต้นใหญ่มาก ยืนหลับตาประเดี๋ยวก็เอาบาตรมา ตามปกตินายทหารประจำตึกเขาจะเก็บบาตรไว้แล้วเขาจะเช็ดจะขัดจะถูเป็นอย่างดี

    พอเช้าท่านจะมาเอา เขาตรวจดูว่าไม่มีอะไรเขาก็ส่งมาให้ เวลาท่านเอาบาตรไปแขวนท่านก็ยืนหลับตา คนเขาผ่านไปผ่านมา มันไม่ใช่ป่านี่ คนเดินกันไขว่เทียว ตอนเช้า ทุกคนก็เห็นว่าท่านยืนหลับตาเฉยๆ บาตรก็แขวนที่กิ่งมะฮ็อกกานี สักประเดี๋ยวหนึ่งท่านก็กลับ สะพายบาตรกลับไปส่งให้นายทหารหัวหน้าตึก ก็ปรากฏว่ามีข้างประมาณ 2 - 3 ทัพพี แล้วมีดอกไม้แปลกๆ 1 ดอกทุกวัน ดอกใหญ่เกือบจะเต็มบาตร แต่ไม่รู้ว่าดอกอะไรไม่มีใครรู้จัก แบบนั้นทุกวัน

    สำหรับท่านอาจารย์สร้อยนี่ ปรากฏภายหลังว่ารู้ภาษาได้ทุกภาษา มีนายทหารมาพูดแบบนั้น แล้วพูดถึงปฏิปทาบางอย่างของท่าน ดูๆ แล้วคล้ายจะไม่ใช่พระธรรมดา ที่ว่าไม่ใช่พระธรรมดาคือคิดเกรงไปว่าพระองค์นี้จะเป็นพระอริยเจ้า แต่เวลานั่งพูดคุยกับใคร ท่านไม่ได้นั่งหลับตาปี๋ ทำท่าเป็นคนเกคร่งครัดมัธยัสถ์ไม่ใช่ยังงั้น แสดงตัวเป็นกันเองตามปกติ พูดแบบกันเองธรรมดาๆ แต่ว่าทรมานเอานายทหารไม่กินเหล้าไปหลายคน

    คำว่าทรมานในพระพุทธศาสนานี่ไม่ใช่ทรมานให้ลำบาก คือว่าพูดให้เข้าใจ พูดให้เชื่อ ชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจชัด อย่างนี้ ศัพท์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าทรมาน คำว่าทรมานคือให้เขาฝืนใจตัวเอง เคยดื่มเหล้าแล้วก็ไม่ดื่ม มันก็ยากๆ อยู่เหมือนกัน ในเมื่ออดทนต่อความอยาก ต่อต้านต่อความอยาก มันก็เป็นการทรมาน ปฏิปทาของท่านดี นายทหารรักมาก วันหนึ่งนายทหารมาเล่าให้ฟัง ก็เลยบอกเขาว่าฉันสงสัยเหลือเกินละว่า พระองค์นี้จะเป็นพระอริยเจ้า

    สำหรับพระอริยเจ้านี้ มีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน ว่ากันเฉพาะพระอรหันต์คือมี สุขวิปัสสโก เตวิชโช ฉลภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปปัตโต

    สำหรับพระอริยเจ้าที่เป็นพระสุขวิปัสสโก ประเภทนี้ไม่มีบาบาทอะไรทั้งหมด หมายความว่าละกิเลสได้แบบเงียบๆ ผีสาวเทวดาท่านก็ไม่เห็น นรกสวรรค์ท่านก็ไม่เห็น แต่ว่าจิตสงัดจากกิเลส

    สำหรับท่านเตวิชโช อันนี้ได้ทิพยจักขุญาณ กับปุพเพนิวาสนุสติญาณ คือว่าสามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา เห็นสวรรค์เห็นนรก เห็นพรหมโลก เห็นนิพพานได้ตามอัธยาศัย แล้วก็สามารถระลึกชาติได้ ชาติของตัวเองเคยเป็นอะไรมาบ้างรู้หมด

    ต่อไปก็ฉลภิญโญ อภิญญา 6 อันนี้ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ สำหรับปฏิสัมภิทัปปปัตโต ก็แสดงได้อย่างกับท่านอภิญญา 6 แต่มีกรณีพิเศษโดยเฉพาะ เอาอย่างที่แปลกที่สุดคือรู้ภาษาทุกภาษาโดยไม่ต้องเรียน นี่กว่ากันอย่างย่อๆ รู้ภาษาทุกภาษาทั้งหมดโดยไม่ต้องเรียน ภาษาคนภาษาสัตว์รู้หมด

    ทีนี้ สำหรับหลวงพ่อสร้อยองค์นี้ อาตมาสงสัยว่าจะเป็นพระอรหันต์ ขั้นปฏิสัมภิทัปปปัโต เอากันแค่สงสัยนะ ทั้งนี้ก็เพราะว่าอาตมาเองไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่สัพพัญญูวิสัยจะได้ไปรู้อะไรต่ออะไรได้ตามอัธยาศัย ในเมื่อรู้เองไม่ได้ก็เลยต้องเดา อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เดาเล่นโก้ๆ ก็เลยบอกบรรดาท่านนายทหารว่าเอายังงี้ก็แล้วกัน สำหรับพระอรหันต์มี 4 แบบ สำหรับแบบอื่นเราจะพิสูจน์ได้ด้วยการทดลองอย่างอื่น

    แต่องค์นี้ฉันสงสัยว่าเป็นปฏิสัมภิทาญาณ ลองดูนะ ไม่แน่นัก ถามว่าพวกคุณนี่น่ะพูดภาษาอะไรได้บ้าง เอาภาษที่ถนัด บางคนก็บอกว่าภาษาอังกฤษผมเก่ง บางคนบอกว่าภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีนเพราะเคยเป็นลูกจีน แล้วก็ภาษาแขก บังเอิญมีนายทหารแขกอยู่คนหนึ่ง พูดภาษาแขกเร็วปรื๋อเรียกว่าได้กันหลายๆ ภาษา เมื่อได้กันแล้วซักซ้อมกันดีแล้วก็ส่งเข้าไปทีละคน คนไหนถนัดภาษาอะไร เข้าไปหาท่าน พูดภาษาแบบนั้น พูดภาษาที่ตนถนัด พอเขาเข้าไปพูด จะเป็นภาษาอะไรก็ตาม หลวงพ่อสร้อยตอบภาษานั้นได้อย่างชัดเจน คล้ายๆ กับเป็นเจ้าของภาษาเอง ทุกภาษา

    ในที่สุดพวกนายทหารถามว่า หลวงพ่อเรียนมาจากไหน ท่านบอกว่าท่านไม่ได้เรียน อยู่ในถ้ำนั่นเจริญสมาธิมันเกิดความรู้สึกขึ้นเอง เขาถามว่าในเมื่อเขาพูดภาษาอื่นหลวงพ่อมีความรู้สึกยังไง ท่านก็บอกว่ามีความรู้สึกเหมือนเขาพูดภาษาไทย เวลาที่จะตอบไปก็เหมือนกัน มีความรู้สึกว่าตอบเป็นภาษาไทย

    นี่แหละ ท่านผู้ฟัง สำหรบท่านอาจารย์สร้อย มีกรณีพิเศษ แปลกแบบนี้แล้ว ต่อมาพวกนายทหารแจ้งให้ทราบว่าท่านกำหนดเวลาตาย ท่านบอกว่าใครจะเอาอะไรก็เอา ท่านจะตายเดือนนั้นเดือนนี้ ถ้าจะต้องการอะไรให้ไปหาท่านก่อน คนที่ไปก็ได้ของดีพิเศษมาทุกคน คือว่า มีคำสั่งมอบหมายสมบัติชิ้นสำคัญนั่นก็คือ ให้รู้จักเป็นคนมีจิตเมตตา ให้มีเมตตาเป็นปกติ มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขา แล้วก็มีการให้ทานการสงเคราะห์ รู้จักรักษาศีล สำหรับศีลอย่าให้ขาดตลอดชีวิต แล้วให้รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราจะตาย

    นี่สมบัติชิ้นสุดท้ายที่หลวงพ่อสร้อยมอบให้แก่บรรดานายทหารที่มีความเคารพในท่าน และเมื่อพวกนายทหารได้รับมาแล้วก็มาบอกให้อาตมาทราบ อาตมาก็บอกว่านั่นเป็นของดีที่สุด ที่คุณจะไปเอาพระเอาตะกรุดอะไรนั่นก็ดีเหมือนกัน ถ้าหากพวกคุณแขวนพระไว้แต่คุณประพฤติตัวเป็นโจร พระท่านก็ไม่เอาด้วย เพราะหากว่าพระเป็นโจร พระก็ศีลขาด ถ้าหากว่าคุณเอาพระแขวนคอไว้แล้วใจคุณเป็นพระ หรือว่าคุณไม่มีพระแขวนคอ แต่ว่าใจคุณเป็นพระถึงแม้ว่าร่างกายคุณเป็นฆราวาสแต่ใจคุณเป็นพระแล้ว ก็ชื่อว่าคุณเป็นพระทั้งตัว

    พระนี่แปลว่าผู้ประเสริฐ คือไม่เลว ดีที่สุด เวลานี้คุณได้ของดีจากพระที่ดีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านเป็นพระอรหันต์จริง นี่อาตมาก็ไม่ได้รับรองกับเขาเพราะว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าท่านเป็นพระอรหันต์จริงก็ชื่อว่าคุณมีโอกาสพิเศษอย่างยิ่ง การไหว้พระอริยเจ้า 1 ครั้ง ดีกว่าไหว้ฉันแสนครั้ง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะพระอริยเจ้าขั้นอรหันต์ท่านบริสุทธิ์หมด ไอ้ฉันนี่น่ะมันยังดำๆ ด่างๆ อยู่มาก มันอาจจะดำมากกว่าขาวก็ได้

    เป็นอันว่าเรื่องราวของหลวงพ่อสร้อย ก็ยุติกันเพียงนี้นะ แต่ความจริงการพูดนี้เป็นการต่อขณะที่พูดนี่เป็นวันที่ 4 ของกุมภาพันธ์ เพราะเมื่อวันที่ 3 พูดๆ ไปปรากฏว่าไฟฟ้าดับเฉยๆ ผ่านมาประมาณครึ่งชั่วโมงเศษๆ ไฟฟ้าดับ ดับเพราะอะไร มาสืบข่าวได้ทราบว่าทางจังหวัดอุทัยธานีเขาเปลี่ยนสายกัน แต่ว่าระบบไฟฟ้าที่นี่แปลก ไอ้ต้นคัทเอาท์มันอยู่ที่หลังอำเภอมโนรมย์ เวลาจะทำงานที่อุทัยธานีก็ดับไฟ ไฟที่อำเภอมโนรมย์ก็เลยดับไปด้วย ไฟระหว่างทางก็พลอยดับ

    ถ้าหากว่าเป็นคนโง่ๆ อย่างอาตมานี่ อาตมาก็จะทำคัทเอาท์ตัดเฉพาะในเขตอุทัย แล้วตัดเฉพาะตอนไว้ ถ้าต้องการจะเปลี่ยนตอนไหน จะทำตอนไหนก็ยกคัทเอาท์ ดับ เฉพาะตอนนั้น แต่นี่ทางหน่วยราชการเขาเป็นชั้นโทชั้นเอกกัน เขาฉลาดกว่าอาตมา เขาเลยดับหมด เรียกว่าจังหวัดอุทัยธานีทั้งจังหวัด เขตชัยนาทอีกหนึ่ง มโนรมย์อีก 1 อำเภอ ดับไปด้วย เรื่องแรงงานต่างๆ ที่ใช้เครื่องยนต์ เมื่อมีไฟฟ้าก็เปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้า ก็เลยเป็นอัมพาดไปตามๆ กัน นี่เรื่องของหน่วยราชการท่านมีความฉลาดอย่างนี้ บรรดาประชาชนก็เลยโง่ไปตามๆ กัน

    อย่าไปนั่งนินทาเขาเลย มาต่อให้ครบชั่วโมง มันคนละวัน
    ตานี้มาเรื่องของท่านวัดพระบาทตากผ้า
     
  5. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๕.ท่านวัดพระบาทตากผ้า

    ท่านวัดพระบาทตากผ้านี่อาตมาไปเมื่อปี พ.ศ. 2504 ไปคราวนั้นก็มีเจ้าคุณภาวนาภิรามเถระ พระครูวิชาญชัยคุณ พระอาจารย์ใส แล้วก็อาตมา สององค์คือ เจ้าคุณภาวนาภิรามเถระกับพระอาจารย์ใส เป็นอาจารย์ยุบๆ พองๆ ก็เรียกว่า พองๆ ยุบๆ บางทีก็ยุบ ไม่พอง บางคราวก็พองไม่ยุบ ท่านว่ายังงั้น แต่สำหรับพระครูวิชาญชัยคุณกับอาตมานั้นไม่ได้พองไม่ได้ยุบ

    เพราะอะไร ถือกรรมฐาน 40 เป็นสำคัญ ไม่ได้เรียนกรรมฐานแบบเบสิค ท่านสององค์ท่านเคยด่าหาว่าเป็นเถรส่องบาตร ไม่ปฏิบัติตนให้ทันสมัย ก็เลยตามใจท่าน มันเป็นปากของท่านนี่ ท่านจะด่าก็ตามใจ เรื่องอะไรที่เราจะไปยุ่ง ด่ามากเท่าไรก็เหนื่อยมากเท่านั้น ด่ามากเท่าไร ก็ซวยมากเท่านั้น ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น เราเป็นคนถูกด่าเราไม่ซวย เพราะเราไม่ได้รับด่า เมสัมมุขขา สัพพาหะระติ เตสัมมุขขา ถ้าเราไม่รับเสียอย่างเดียว อะไรที่เขาส่งมาเฉพาะหน้า มันก็กลับไปหาเขาตามเดิม หมดเรื่องกัน

    เดินทางไปด้วยกัน 4 องค์ ไปพักอยู่ที่บ้านคุณแม้นเทพ ศุภนคร สรรพากรจังหวัด ผู้นี้ชอบกันเพราะเคยเป็นสรรพากรจังหวัดชัยนาท พอไปถึงก็คุยกันตามอัธยาศัย คุยกันไปคุยกันมาก็ถามเขาว่าที่นี่มีพระดีที่ไหนบ้าง ความจริงพระน่ะมีเยอะ แล้วกลางคืนไปพักอยู่วัดศรีบุญยืน สมัยนั้นเจ้าคณะจังหวัดอยู่ที่นั่น คุยกันได้ทราบว่าวัดพระบาทตากผ้าชื่อของท่านนะ ท่านเป็นพระครูอะไรไม่ทราบจำไม่ได้ เขาเรียกกันว่าครูบาปี ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่ทราบ ชาวบ้านเขาเรียกกัน อาจจะผิดตัวก็ได้ เขาก็บอกว่าพระองค์นั้นดี พวกผู้ชายนะ

    แต่บรรดาพวกผู้หญิงบอกไม่เป็นเรื่อง พวกฉันนี่นะไปทอดผ้าป่าถวายตั้งหมื่นบาท ท่านออกมานั่งหลับตาปี๋ เราพูดคำท่านก็พูดคำ เราไม่พูดท่านก็นิ่งเสีย ไม่เห็นจะมีการโอภาปราศรัยอะไรเลย นี่นัตถิโลเก อนินทิโต พระพุทธเจ้าท่านว่าแล้ว คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก ท่านองค์นี้โดนเข้าแล้ว ก็เลยถามว่าเวลาไปคุยน่ะ คุยเรื่องอะไร เขาก็บอกว่าคุยเรื่องธรรมดา ก็คิดในใจเองน่ะ มีความรู้สึกในใจเอง ว่าพระองค์นี้น่ากลัวจะเป็นพระสำคัญอยากจะลองไปดู ก็เลยบอกเขาบอกอยากจะไปเที่ยว เขาก็ค้าน บรรดาพวกผู้หญิงค้าน บอกอย่าไปเลย ไปแล้วก็ไมได้คุยอะไรหรอก ท่านก็ออกมานั่งหลับตาปี๋ ตามเดิมน่ะแหละ เอาเงินไปให้ตั้งหมื่นไม่คุย นี่เราไปหาท่านเฉยๆ ท่านจะคุยอะไร

    อาตมาก็เลยพูดแบบเล่นๆ ถามว่าแก่หรือหนุ่ม บอกว่าแก่แล้ว อายุประมาณ 60 บอกดีแล้ว แก่ยังงั้นดีเห็นท่าจะสู้ฉันไม่ได้หรอก ฉันหนุ่มกว่า ถ้าไม่พูดต้องเอาไม้ทิ่มปากให้พูดให้ได้ พูดเล่นๆ ไปทำจริงก็เข้าตะราง แต่ว่าไม่น่าจะเป็นข่าว ข่าวระบือไปทั่วจังหวัดในชั่วเวลา 2 ชั่วโมง เขาลือกันว่า อาตมาจะไปบังคับให้ท่านวัดพระบาทตากผ้าพูด ถ้าไม่พูดจะเอาไม้ทิ่มปาก เป็นยังงั้นไป กลายเป็นนักเลงโตไป ก็เอา เขาลือแล้วก็แล้วกันไป

    มีคนมาถาม ก็บอกว่าพูดเล่นๆ หรอก ในเมื่อท่านไม่พูดจะไปบังคับท่านให้พูดได้ยังไง ตานี้พวกนั้นเขาเลยอยากจะลองดูว่าเวลาไปจริงๆ ท่านจะพูดหรือไม่พูด เอาเข้าแล้ว นี่ เรื่องของคนละมันเป็นอย่างงี้นะ ท่านผู้ฟัง เรื่องของคนน่ะมันอดยุ่งไม่ได้ พูดเล่นๆ ก็หาว่าเป็นเรื่องจริง เวลาไปเข้าใจว่ารถคันเดียวหมด ที่ไหนได้ รถติดตามเกือบ 10 คัน เต็มวัดเต็มวา พอไปถึงแล้วก็ไปเดินดูรอบๆ เพราะวัดนั้นครูบาศรีวิชัยท่านสร้างอะไรต่ออะไรไว้มาก รู้สึกว่าผลการก่อสร้างของท่านเป็นหลักฐานดีมาก น่าสรรเสริญ พระคุณเจ้าองค์นี้น่าเคารพมาก หลวงพ่อปานเรียกพระทองคำ สำหรับครูบาศรีวิชัยนะ ก็มัวไปดูเพลินไป บรรดาฆราวาสทั้งหลายก็เข้าไปในห้องรับแขก ท่านมีห้องรับแขกพิเศษออกมาตั้งห่างจากกุฏิ

    สักครู่หนึ่งคุณแม้นเทพก็เข้ามาบอก บอกว่าท่านขอรับ เข้าไปเถอะ ถามว่าทำไม มาแล้ว ถามมาว่ายังไงล่ะ นั่งหลับตาปี๋นะซีไม่พูดกับใครเลย หลับตาเฉยๆ นั่งหลับตาปี๋ ใครพูดด้วยก็พูดไม่พูดท่านก็หลับตา คุณแม้นเทพบอกว่า ออกมานั่งประมาณ 10 นาทีเศษๆ พูดคำเดียว ถามว่ามาธุระอะไร เท่านั้นก็หลับตาเลย ใช้ได้ นี่พอเขามาบอกก็รู้สึกหนักใจว่า พระองค์นี้พอเข้าไปพ่อจะหลับตลอดหรือเปล่าไม่ทราบ พอเข้าไป 4 องค์ ไปกราบนมัสการท่านในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าของถิ่นแล้วก็เป็นพระอาวุโส ในคณะที่ไปทั้งหมด บางองค์ก็จะมีอายุแก่กว่าท่าน แต่พรรษาอ่อนกว่า นี่เป็นประเพณีของพระในพระพุทธศาสนาถือเป็นระเบียบ

    ในเมื่อไหว้ท่านท่านก็ไหว้ ยกมือรับไหว้ ท่านก็ยิ้ม ถามว่ามาธุระอะไร ตอบว่ามานมัสการ ได้ยินข่าวว่าหลวงพ่อนะเป็นคนไม่อยากพูด มีคณะผู้หญิงทั้งหลายเขารายงานให้ฟังว่าเอาผ้าป่ามาทอดตั้งหมื่นบาท แต่ก็ไม่ค่อยจะพูดกับเขา เพราะว่าเขาถามคำหลวงพ่อก็พูดคำ ท่านก็ยิ้ม บอกพูด วันนี้พูด ถามว่าทำไมจึงพูดล่ะขอรับ บอก ไม่พูดได้รึเดี๋ยวเขาจะเอาไม้ทิ่มปากฉันเข้าจะว่ายังไงล่ะ ฉันแก่กว่าฉันสู้ไม่ได้ พวกนั้นหัวเราะครึนทันที อันนี้เลยนึกว่าใครย่องเข้าไปบอกท่านก่อน เวลากลับมาสอบแล้วปรากฏว่าไม่มีใครบอก เขาถึงได้หัวเราะ แปลกใจท่านรู้ได้ยังไง เราพูดกันที่ตัวจังหวัดลำพูน ท่านอยู่ที่สันป่าตองมันไกลกันตั้งเยอะ วิ่งรถไปตั้งหลายนาที

    ต่อแต่นั้นไปก็เรียนถามท่านว่า หลวงพ่อปฏิบัติพระกรรมฐานสายไหน ท่านก็บอกว่าท่านปฏิบัติพระกรรมฐานสาย 40 กรรมฐาน 40 เพราะเป็นมาตรฐาน เท่านี้เอง คราวนี้เลยพูดคนเดียวเลย อธิบายกรรมฐาน 40 แจ๋ว พูดเข้าใจง่ายทุกอย่าง พูดไปพูดมาพูดมาพูดไป ทีนี้ใครนึกอะไรขึ้นมาในใจล่ะ พอใครนึกอะไรขึ้นมา ท่านหันหน้าไปหาคนนั้น พูดเรื่องที่เขานึก คนนี้นึกอย่างนี้ท่านก็พูดเรื่องอย่างนี้ ไอ้ที่รู้ว่านึกน่ะ ไม่ใช่อาตมารู้เป็นกรณีพิเศษนะ เวลากลับมาแล้วคุยกัน บอกแหม อีวันนี้นึกไม่ได้พอนึกสงสัยแบบนี้ ท่านหันมาพูดทันที พวกผู้หญิงเขาว่า แล้วพวกโน้นนึกยังงั้น หันพูดอย่างนั้นทันที ตานี้เวลาที่ท่านพูดเพลินไป

    อาตมาเองก็เป็นพวกกิ้งก่าได้ทองเหมือนกัน นี่ตัวเองนะ ท่านหันไปพูดกับคนโน้นบ้างคนนี้บ้างตามอารมณ์ ที่เขานึก ท่านหันไปพูดกับคนโน้นบ้างคนนี้บ้างตามอารมณ์ที่เขานึก ดูท่านพูดคนเดียวไม่หยุดปากเลย ส่งกันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เลยนึกในใจว่าพระองค์นี้ได้อะไรหนอ อยากจะรู้จิต อยากรู้อารมณ์จิตว่าท่านได้อันดับไหน นึกเท่านั้นแหละหันขวับมาฉะเข้าเลย บอกไอ้คนเรานี่แปลกนะ เห็นคนอื่นเขาได้ก็นึกว่าตัวเองจะได้บ้าง ท่านก็พูดเรื่อยเฉื่อยไป พูดตามอารมณ์ที่อาตมานึก

    นึกในใจว่าเอ๊ะ เจอะเสือเข้าแล้ว ทีแรกนึกว่าจะพบคนใบ้ ที่ไหนได้มาพบคนพูดได้ ยังแถมตาดีเสียด้วย นึกในใจอีตอนนั้นความจริงท่านกำลังพูดกับคนอื่น ท่านก็หันขวับมาอีก บอกตามธรรมดาของคน มันก็เป็นยังงั้นแหละ ยังไม่ถึงเวลาจะพูดมันก็ไม่พูด ไม่ถึงเวลาจะใช้ตามันก็ไม่ใช้ ถ้าถึงเวลาพูดก็ใช้ปากให้เป็นประโยชน์ ถึงเวลาจะเป็นต้องรู้ต้องเห็นก็ใช้ตาให้เป็นประโยชน์ ท่านก็ว่าต่อไป พูดแล้วก็หัวเราะ

    เป็นอันว่าวันนั้นคุ้มค่า ค่าของผลที่จะได้เป็นเงินเป็นทองละ ไม่คุ้มกับเสียงท่านหรอก แต่คุ้มค่าสำหรับคนที่ไปถวายผ้าป่า 1 หมื่นบาทไว้ พูดใช้หนี้พอเลย เลยไปเสียหน่อยด้วยซ้ำ เพราะเวลา 2 ชั่วโมงพูดคนเดียว แล้วต่อมาอาตมาก็หันไปดูบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท นึกว่าเวลานี้ท่านพูดแล้วใครจะมาทอดผ้าป่าอีกไหม นึกเท่านี้ท่านหันขวับมาเลย บอกเรื่องชาวบ้านเป็นเรื่องศรัทธาของเขา เมื่อเขาทำแล้วเขาจะพอใจในเราหรือไม่พอใจ ก็เป็นเรื่องของเขา เพราะเรื่องบุญเรื่องกุศลเงินทองที่เขามาให้เรานี่ เขาไม่ได้ให้เรา เขาถวายพระพุทธเจ้า คือ ว่าเขาอุทิศไว้ในพระพุทธศาสนา ว่าเข้านั่น เป็นอันว่าวันนั้นสร้างศรัทธาเต็มที่

    ตานี้ ท่านก็มาพูด เพราะว่าอาจารย์ยุบหนอพองหนอมีไป 2 องค์ พูดไปพูดมาพูดมาพูดไป อาจารย์หนอก็งัดหนอขึ้นมา ท่านก็หันขวับเข้าไป บอกว่าเรื่องหนอนี่มีความสำคัญ วิชาหนอนี่เป็นวิชาดี แต่คนเข้าใจถึงวิชาหนอไม่มีท่านว่ายังงั้น ท่านก็เลยคุยให้ฟังว่าวิชาหนอเขามาใหม่ๆ เขาเกณฑ์ท่านไปฝึกเหมือนกัน ไปเรียนพระกรรมฐานกับเขา 1 พรรษา วันนั้นปรากฏว่ามีเณรองค์หนึ่ง นั่งตัวแข็ง เณรองค์นั้นในปัจจุบันก็อยู่ใกล้ๆ บ้านของท่าน สึกแล้วเป็นขโมยลักควาย ที่บรรดาคณะอาจารย์บอกว่าได้ผลสมาบัติ เอะอะโวยวายตึงตังกัน อาจารย์ผู้ใหญ่อำนวยการก็เหมือนกัน แต่ว่าอาจารย์ฝ่ายพม่าค้าน บอกว่าดูกันก่อน อันนี้เห็นจะไม่ใช่ผลสมาบัติ

    ในที่สุดที่พิสูจน์กันแล้วก็ไปไหนต่อไปไหน เอาเณรนั่นไปแสดงที่ไหน ก็ว่ากันตอนนั้นตึงตังโครมครามกันมาก ท่านก็ให้ความเห็นว่า ผลสมาบัตินี้ถ้าจะได้ต้องได้ตังแต่พระโสดาบันขึ้นไป ถ้ายังไม่เป็นพระอริยเจ้า เขาไม่เรียกผลสมาบัติ เขาเรียกโลกียสมาบัติ ผลสมาบัติก็คือโลกุตตรสมาบัตินั่นเอง เมื่อได้ผลสมาบัติแล้ว กรรมฐานไม่เสื่อม ท่านก็คุยต่อไปว่าเวลานี้เจ้าเณรที่ได้องค์แรกมันเสื่อมแล้ว ถามว่าเสื่อมเพราะอะไรขอรับหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่าเสื่อมเพราะมันสึก บ้านมันอยู่ข้างวัดนี้แหละ เวลานี้ลักควายเขาเก่งที่สุด เป็นหัวขโมยที่สำคัญที่สุด นี่แหละผลสมาบัติ คือพระอริยเจ้าของกลุ่มหนอ มีความเข้าใจผิด เวลานี้อาจมีความเข้าใจถูกแล้ว ก็ได้นะ นั่นเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ นี่เล่าสู่กันฟัง

    เอาละท่านผู้ฟัง เรื่องของครูบาปี ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่ทราบ เป็นอันว่าเรื่องของท่านวัดพระบาทตากผ้าก็แล้วกัน ท่านพระครูอะไรก็ไม่ทราบ ตานี้อยากจะทราบประวัติของท่านว่าท่านมีความเป็นมายังไง ท่านก็คุยให้ฟัง ว่านับตั้งแต่บวชใหม่ๆ ท่านออกธุดงค์ตลอดเวลา มีย่ามลูกหนึ่ง มีบาตรลูกหนึ่ง ไม่มีกลดเดินเข้าป่าไปเรื่อย ถึงเวลาเข้าพรรษา ใกล้วัดไหน อาศัยจำพรรษา 1 พรรษา ถ้าไม่ใกล้วัดก็เข้าถ้ำ ออกพรรษาแล้ว ฝนหมดแล้วก็เดินต่อไป

    จนกระทั่งอายุ 55 ปี เขาเกณฑ์ให้ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทตากผ้า จึงได้เข้ามา ก็กราบเรียนถามท่านว่า รู้จักหลวงพ่อปานวัดบางนมโคไหม ท่านยิ้มบอก รู้จัก รู้จักดี พระองค์นี้เก่ง แล้วกรรมฐานของเราก็เป็นสายเดียวกัน ก็กราบเรียนถามท่านว่าพระกรรมฐานแบบใหม่กับแบบเก่า อย่างไหนหลวงพ่อเห็นว่ามีความสำคัญกว่ากัน ท่านก็ตอบแบบนักปราชญ์ว่าสำคัญเท่ากัน คือ พระกรรมฐานน่ะดีทั้งนั้น แต่คนเท่านั้นแหละจะดีเท่ากรรมฐานหรือไม่ ถ้าความเข้าใจของอาจารย์ตอนนี้ซีมันจะยุ่ง มันยุ่งกันตรงอาจารย์นะ ไม่ยุ่งกันอีตอนที่ว่าพระกรรมฐานนะดีหรือไม่ดี ถ้าอาจารย์เข้าไม่ถึงพระกรรมฐานละก็ ยังไงๆ ก็เอาดีไม่ได้ เป็นอันว่าเรื่องของวัดพระบาทตากผ้าก็ขอผ่านไป
    (หมายเหตุของผู้ถอดเทป เข้าใจว่าจะเป็นพระครูพรหมจักรสังวรณ์)
     
  6. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๖.พระองค์ที่ 10

    เมื่อปี พ.ศ.2487 สงครามโลกเห็นจะยังไม่เลิก อาตมาก็เป็นพระนักเทศน์ กำลังเป็นพระนักเทศน์อยู่ วันหนึ่งชาวบ้านราชบุรีเขานิมนต์ไปเทศน์ วันรุ่งขึ้นเขาก็นิมนต์ไปฉลองบ้าน เขาปลูกบ้านใหม่ ก็ไปสวดมนต์เย็น ตอนนั้นยังเก่งอยู่ ตอนนี้ใครนิมนต์สวดมนต์เย็นไม่เอาแล้ว เขานิมนต์พระ 9 องค์ เจ้าคุณธรรม เข้าใจว่าเสนานี วัดสัตนารถเจ้าคณะจังหวัดราชบุรีเป็นหัวหน้า

    เมื่อเวลาไปถึงบ้านเขาตอนเย็น ปรากฏว่ามีพระนั่งอยู่แล้ว 1 องค์ อายุอานามเห็นจะไม่แก่กว่าอาตมา ( แล้วตอนนั้นอาตมายังไม่ถึง 30 ) หน้าตายังหนุ่มมาก ผิวพรรณสวยหน้าตาอิ่มเอิบ ทรวดทรงดีมาก ถ้าจะจัดเป็นผู้ชายสวยก็เห็นว่าจะสวยได้พอดี เรียกว่าสวยหาตัวจับยาก หน้าตาอิ่ม ผิวค่อนข้างเหลือง มองดูแล้วชอบใจ พระทุกองค์ก็ชอบใจ ท่านนั่งอยู่ต้นเพื่อน เจ้าคุณธรรมเสนานีสมัยนั้นก็อายุ 50 เศษ หน้าตาแก่กว่าพระองค์นั้นเยอะ แต่ว่าเวลาเจ้าคณะจังหวัดขึ้นไปท่านไม่ถอยที่ให้ ท่านนั่งแล้ว เจ้าคุณธรรมเสนานีเป็นพระดี ท่านก็นั่งรองลงมาตามลำดับ แต่ปรากฏว่าพระเขานิมนต์มา 9 องค์ เป็น 10 องค์ทั้งท่าน

    ถึงเวลาจะสวดมนต์ ท่านสวดเสียงเพราะจริงๆ ฟังแล้วจับใจมีกังวาน ฟังรู้สึกใจมันชื่นๆ ชอบกล เสียงไม่เหมือนแร้ง ไม่เหมือนกา แหบๆ เหิบๆ อย่างอาตมาหรอก ฟังเสียงนวลๆ สวดมนต์เสร็จ ท่านก็กลับ เราก็กลับ พอรุ่งขึ้นเช้าท่านก็ไปอีก ไปนั่งก่อน ตานี้เวลาฉันข้าวอยู่ ท่านเจ้าคุณธรรมเสนานีก็สงสัย คือพระองค์นี้หน้าตาหนุ่ม แล้วทำไมนั่งข้างหน้า มันควรจะนั่งข้างหลัง คุยกันไปคุยกันมา ฉันข้าวก็ค่อยๆ คุยกัน เจ้าคุณธรรมเสนานีก็เลยถามว่า ท่านขอรับ ผมขออภัยเถอะ ท่านบวชมากี่พรรษาแล้ว ท่านก็เลยบอกว่า ไอ้พรรษานี่มันนับไม่ค่อยได้หรอก เดี๋ยวดูใบสุทธิก่อน

    ท่านก็ล้วงย่ามลงไป เอาใบสุทธิออกมาส่งให้ปรากฏว่าในใบสุทธินั้นบอก พ.ศ. เมื่อเอาเลขลบกันลงไปแล้ว เป็นเวลา 300 ปีเศษ เป็นอันว่าท่านบวชมาแล้วน่ะ 300 ปีเศษนะ ไม่ใช่อายุเกิด เจ้าคุณธรรมเสนานี ก็ส่งใบสุทธิให้พระทุกองค์อ่าน เมื่อพระทุกองค์อ่านแล้ว ก็ไม่สงสัย พอฉันเสร็จให้พรเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็ลากลับก่อน ท่านลาญาติโยมทุกคนเดินลงบันไดไป บ้านนั้นนะเป็นบ้านของนายสารี เปาเล้ง ลืมบอกไป คลองแพงพวย พอท่านเดินไปถึงบันได ท่านเจ้าคุณธรรมเสนานีก็ถามว่ารู้จักพระองค์นี่ไหม นิมนต์มาจากไหน เจ้าของบ้านก็บอกว่าไม่ได้นิมนต์ก็เลยให้คนลงไปดูว่า ท่านเดินไปทางไหน ถ้าเดินไปทางวัดไหนแล้วจะไปถามพระวัดนั้น

    พอดีท่านเดินลงบันไดลับตัวไปพอดี บ้านอยู่กลางทุ่ง ถ้าพระจะเดินสักชั่วโมงยังเห็นตัวสบายๆ คนข้างบนเดินลงไปถามข้างล่างว่าพระไปไหนดูกันแล้วทั้งหมด ปรากฏว่าไม่เห็นพระองค์นั้นเลย ไม่ทราบว่าพระองค์นั้นไปไหนระยะเวลาสัก 3 นาที เท่านั้นแหละที่พูดกัน อาจจะเป็น 2 นาที หรือนาทีเศษๆ ก็ได้ พูดกันเพียงว่าพระองค์นี้มาจากไหน ใครนิมนต์มา เจ้าของบ้านก็บอกว่าไม่ได้นิมนต์ ท่านมาเอง เท่านั้นแหละ ท่านเจ้าคุณธรรมเสนานีก็บอก ไปดูซิท่านเดินไปทางวัดไหน เราจะได้ไปถามวัดนั้น ว่าพระองค์นี้มาจากไหน ในจังหวัดนี้ฉันก็เคยเป็นเจ้าคณะจังหวัด ไม่เคยเห็นพระแบบนี้เลย จริยาน่าเลื่อมใสมาก รูปก็สวย เสียงก็เพราะ ว่าหนังสือดีมาก แต่ว่ากลางวันแสกๆ ทุ่งโล่งๆ มองไม่เห็นก็กลายเป็นเรื่องอัศจรรย์
    นี่เรื่องของพระองค์ที่ 10 นี่จะเป็นพระอะไรก็ช่าง จบกันแค่นี้นะ
     
  7. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๗.หลวงพ่อขี้งัว

    หลวงพ่อขี้งัวนี่ ในระหว่างนั้นแหละ ประมาณ พ.ศ. 2487 - 2488 เหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นในระยะนั้น ในเขตอำเภอ 2 พี่น้อง กับเขตอำเภอบางปลาม้า ได้ยินข่าวเล่าลืออยูเสมอว่า มีพระพิเศษมาเที่ยวนั่งอยู่ตามกลางทุ่ง ห่มจีวรกลัก แล้วก็มีย่ามลูกหนึ่ง บางทีเอาผ้าคลุมโปง เวลาเดินไปไหนเจอะขี้งัวเหลวๆ ก็หยิบใส่ย่าม แล้วนั่งซุ่มๆ เวลาเด็กเลี้ยงงัวเลี้ยงควายเห็นเข้า เดินเข้าไปใกล้ท่านก็เดินหนีเสีย ทีนี้เจ้าพวกเลี้ยงงัวเลี้ยงควายนี่ ก็เป็นคนไม่ค่อยจะเหมือนคนเหมือนกัน บางคราวมันก็นึกฮิตๆ ขึ้นมา มันนึกว่าเป็นพระบ้าพระบอมันก็วิ่งไล่กวด ท่านก็วิ่งหนี แล้ววิ่งไปได้ไม่นาน ทั้งๆ ที่เป็นกลางวันแล้วก็กลางทุ่ง ปรากฏว่าไม่เห็นพระองค์นั้น ทำแบบนี้กันอยู่หลายวัน

    วันหนึ่งเจ้าภาพนิมนต์อาตมาไปเทศน์ที่ตำบล 2 พี่น้อง ที่บ้านบางสะแก แล้วก็วัดบางสะแกหรืออะไรนี่ ไอ้วัดนั้นไม่ทราบว่าชื่อวัดอะไร แต่กลุ่มบ้านนั้นเขาเรียกว่าบ้านบางสะแก เมื่อเวลาเทศน์จบก็ต้องค้างคืน เพราะเขานิมนต์ฉันเช้า ค้างกันอยู่ 3 องค์ด้วยกัน ไปเทศน์ 3 องค์ เวลากลางคืนก็มาค้างที่บ้าน พอตกกลางคืนเขาก็พูดให้ฟังถึงความมหัศจรรย์ของพระองค์นั้น บอก จะไปหาว่า ท่านเป็นพระบ้าพระบอมันก็ไม่ได้ ความจริงรู้สึกว่าจะเป็นพระที่มีความสำคัญอยู่

    เมื่อเวลาเขาพูดให้ฟัง อารมณ์จิตมันคิดอยู่อย่างหนึ่ง นี่ไม่ใช่อาตมาเป็นหมอดูนะ หรือว่าไม่ใช่เป็นพระมีญาณ มีญาณพิเศษอะไร เป็นพระธรรมดานักบวชที่ใช้อะไรไม่ค่อยจะได้ นี่แหละ เรียกว่าขาวๆ ดำๆ ดำๆ ขาวๆ ลุ่มๆ ดอนๆ เอาเรียบร้อยอะไรไม่ได้ บางทีก็เป็นพระ บางทีก็เป็นคน บางอารมณ์ก็เป็นเปรต บางคราวก็เป็นสัตว์นรกไปก็มี นี่ พระแบบนี้เชื่อถืออะไรไม่ค่อยได้ เอาดีไม่ได้ จะไปเชื่อได้ยังไง พระมันบวชมาจากคนนี่ บางทีก็เลวกว่าชาวบ้านเสียอีก บางครั้งเห็นชาวบ้านเขามีปฏิปทาดี รู้สึกเลื่อมใสในเขา นี่เป็นยังงั้น อัตนา โจทยตานัง พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้เตือนตัวเอง นี่บางทีไปนั่งเตือนชาวบ้านเขาเพลินไปเลยลืมเตือนตัวเอง อย่างนี้พระยายมยิ้ม ชอบ ยังไงๆ ก็คงได้เป็นลูกศิษย์พระยายมแน่ ถ้าไม่กลับตัวให้ดีกว่านี้ เอ้าเล่าเรื่องของพระองค์นั้นต่อไป

    เมื่อเขาเล่าเรื่องให้ฟัง ความรู้สึกมันเกิดขึ้นมาว่า พระองค์นี้ต้องเป็นพระอริยเจ้าและอย่างเลวที่สุดก็ต้องเป็นอภิญญา 6 พระอภิญญา 6 นี่มีหูทิพย์ ตั้งแต่อภิญญาและปฏิสัมภิทาญาณนี่ พูดอะไรไม่ได้ ได้ยิน สำหรับพระวิชชาสามนี่ต้องใช้ญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้ ถ้าไม่กำหนดจิตเพื่อรู้ไม่รู้ ถ้ากำหนดจิตเพื่อรู้จริงๆ ใครเขามาพูดทิ้งไว้ตั้งหลายๆ ปีก็รู้ว่าเขาพูดว่ายังไง นี่มันคนละอย่าง พระวิชชาสามเหมือนกับคนมีตำรา ต้องเปิดตำราจึงรู้ แต่พระอภิญญา 6 ขึ้นไป ไม่เหมือนกับคนมีตำรา เหมือนคนที่รู้เอง พูดที่ไหนก็ไม่ได้ นินทาไม่ได้ นินทาเมื่อไรรู้เมื่อนั้น

    ก็เลยบอกเจ้าของบ้านว่า ทดลองกันดีกว่าว่าพระองค์นั้นจะเป็นพระอะไร กรุณาเอาธูปไปจุดสัก 5 ดอก ไปปักไว้ที่นอกชานกลางแจ้ง เขาก็ปฏิบัติตามนั้น ก็เลยพูดดังๆ ว่าพระองค์นั้น ถ้าหากว่าเป็นพระอริยเจ้าจริง พรุ่งนี้ตอนเช้าก็โปรดมาพบที่บ้านนี้ เพราะชาวบ้านพร้อมทั้งพระ คือคณะอาตมาด้วย ต้องการนมัสการ ถ้าหากว่าไม่ใช่พระอริยเจ้าก็จงอย่ามา ทีนี้ก็ไม่ยาก ถ้าไม่ใช่พระอริยเจ้าก็รู้ไม่ได้ พูดเท่านั้นชาวบ้านเขาก็ตั้งใจพนมมืออธิษฐานเหมือนกัน เพราะนั่งอยู่หลายสิบคน บ้านใหญ่มาก เขาก็เลยพูดตาม ทุกคนเขาว่าตามแล้ว เขากราบไปที่ธูปเท่านั้นเอง คุยกันไปดึกประมาณ 24 น. ต่างคนต่างก็ลากลับ พระก็นอน ชาวบ้านก็นอน หรือใครจะไม่นอนบ้างก็ไม่ทราบ

    ถึงเวลาเช้าตรู่เวลาประมาณ 6 น. ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาทางหลังบ้าน เสียงโวยๆ ว่าใครวะ ใครมันท้าตีกูวะ มันเก่งจริงมันลงมาซิหว่า ไอ้คนเก่งจริงไม่ต้องไปท้ากันกลางคืนโว้ย เสียงเอะอะมา แล้วมาที่หน้าบ้านหลังนั้น มายืนกวักมือท้า เหวยๆ บอกเฮ้ยใครวะเมื่อคืนมันท้าตีกูวะ เก่งจริงโดดลงมาซีหว่า กูคนเดียวละ พวกมึงเท่าไรก็ตามมาตีกะกู เป็นอันว่ามาแล้ว แต่ก็มาแบบนักเลงโต อาตมากับเพื่อนก็เลยลงไปข้างล่างยกมือไหว้ บอกว่านิมนต์ขึ้นข้างบนเถอะขอรับ ทำแบบนี้ไม่มีผลหรอก ชาวบ้านเขาจับได้แล้ว อย่ามาปลอมแปลงเป็นคนบ้าเลย จะทำให้ชาวบ้านเขาบ้าไปด้วย ท่านนิ่งประเดี๋ยวมองหน้า เอาผ้าที่เคียนศีรษะลง ผ้าจีวรน่ะ เคียนศีรษะเสียใหญ่เบื้อเร่อเชียว เอาลง ลงแล้วก็ห่มเป็นปริมณฑลเรียบร้อย แล้วก็เดินขึ้นบ้านแบบสงบ นั่งเฉย ยิ้มแฉ่ง

    ตอนนี้นั่งดูแล้ว สีเปลี่ยน เปลี่ยนจากดำเป็นค่อยๆ ขาวไปทีละน้อยๆ จนท่านขาวแล้วก็ออกเหลือง หน้าตาอิ่มเอิบ ชาวบ้านเขารู้กันเร็วจริงๆ ประเดี๋ยวเดียวคนเต็มหมด ทุกคนมาถึงแล้วก็มากราบแบบสนิท ท่านก็ยิ้มแย้มแจ่มใส คุยด้วยดี ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่าพระองค์นี้เป็นพระอริยเจ้า ตั้งแต่ขั้นอภิญญา 6 ขึ้นไป แต่จะเป็นขนาดไหนไม่รู้ จะเป็นปฏิสัมภิทาญาณหรือเปล่าก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะอธิษฐานไว้แบบนั้น

    เวลาท่านฉันข้าวเสร็จ ท่านก็ให้พร เสียงเพราะมาก เวลาให้พรเสร็จท่านก็บอกว่า ใครมีสำรับกับข้าวมาถวายพระบ้าง ให้เอาถ้วยไปล้างให้สะอาดคนละลูก รายละลูกแล้วส่งมาให้ท่าน ทุกคนก็ปฏิบัติตาม ส่งถ้วยไปแล้วท่านก็ควักขี้งัว ในย่ามของท่านเต็มไปหมด ใส่ถ้วยเต็มเอาฝาปิดแล้วก็ส่งให้ บอกเอาไป พวกเอ็งจะได้ค้าขายหากินดี ไปพูดอะไรกับใครก็ตาม สีปาก เอาขี้งัวนี่น่ะสีปากแล้วพูด ชาวบ้านรักชาวบ้านชอบ ว่าเข้าแบบนั้นชาวบ้านก็คงจะสะอึก พอเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็ลากลับ เวลาลากลับ ท่านเดินลงไปบันได พอพ้นบันไดลงไป ปรากฏว่าคนข้างล่างก็ไม่เห็นท่าน คนข้างล่างไม่เห็นท่านลงไป แต่คนข้างบนเห็นท่านลง

    เป็นอันว่าข้างบนก็ไม่มี ข้างล่างก็ไม่มี หายไปเสียแล้ว ชาวบ้านเขาก็บอกว่าของในถ้วยนี้น่ะ เขาไม่เรียกว่าขี้วัว ก็ดีเหมือนกัน ถ้าไปเรียกขี้วัวเข้ามันจะเป็นขี้วัวเพราะอำนาจฤทธิ์ของท่าน ถามว่าของในถ้วยนี่จะทำยังไง ก็บอกว่า ประเดี๋ยวก่อนซี สำรวจดูก่อน จริยาของท่านไม่เหมือนพระอื่นนะ เวลาท่านมาท่านแสดงรกรักรุงรัง แสดงท่าเอะอะโวยวาย แต่เวลาเราพูดดีเข้า ท่านเรียบร้อยดีเสียกว่าพวกฉันเสียอีก กิริยาน่ารักน่าไหว้ น่าบูชา ทีนี้ขี้วัวนี่ก็เหมือนกัน มันจะเป็นเหมือนท่านเวลาท่านควักออกมาจากย่ามมันอาจจะเป็นขี้วัว

    เหมือนกับท่านเดินมาทีแรก คือท่าทางเอะอะโวยวาย ตานี้เวลาท่านกลับไปเรียบร้อย เข้าใจว่าขี้วัวจะเป็นอย่างอื่น ถ้าหากขี้วัวนี้เป็นขี้วัวตามเดิม ก็แสดงว่าพระองค์นี้ ไม่ใช่พระอรหันต์ขั้นฉลภิญโญ ขั้นอภิญญา 6 ขึ้นไป พอว่าเท่านั้นชาวบ้านต่างคนต่างก็เปิดฝาถ้วยดู เจ้าขี้วัวทั้งหมดกลายเป็นสีผึ้งสีปาก หอมกรุ่น เรียกว่าหอมมากว่าสีผึ้งธรรมดา เรื่องนี้ก็จบกันเท่านี้ แล้วเขาจะไปใช้สีผึ้งทำอะไรมันเรื่องของเขา ท่านสั่งแล้ว

    ทีนี้ ต่อมาก็มีอีกองค์หนึ่ง ควรจะเล่าให้ฟัง
    นายพ่วง เพื่อนกับนายอิน นายอินคนนี้เขาเป็นญาติกับอาตมาเคยเป็นทหาร นายพ่วงนี่ เป็นเพื่อนกัน อาตมารู้จักนายพ่วงได้ก็เพราะอาศัยนายอิน นายพ่วงนี่อยู่ตำบล บางซอ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

    ตานี้มีพระองค์หนึ่ง วันหนึ่งตาพ่วงนี่แกทำไร่อ้อย แกอยู่กลางไร่มีพระองค์หนึ่งเดินมา ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะเข้าพรรษาคือเป็นวันเข้าพรรษาแล้ว ตาพ่วงแกเห็นเข้าแกก็ถามหลวงพ่อจะไปไหนครับ ท่านก็ตอบว่า ไม่รู้จะไปไหน เพราะว่าอยู่วัดกับใครเขาไม่ได้ อยู่วัดไหนวัดไหนเขาก็ไล่ อยู่กับเขาไม่ได้ก็เดินหาที่อยู่ยังไม่มีที่อยู่ ตาพ่วงแกมีกระท่อมสำหรับเฝ้าอ้อยอยู่หลังหนึ่ง ก็นิมนต์ท่าน

    บอกนิมนต์หลวงพ่อจำพรรษาอยู่ที่นี่เถิดขอรับ กระผมจะส่งเอง เรื่องอาหารการบริโภค ผ้าผ่อนท่อนสไบ ยารักษาโรค ทุกอย่างที่หลวงพ่อต้องการ ตามสมณวิสัย ผมจะถวายเอง หลวงพ่อไม่ต้องไปหาวัดอยู่หรอกขอรับ พระแถวนี้ก็พระทั้งนั้นแหละขอรับ แต่รู้สึกว่าพระอยู่ข้างๆ พระ แกว่ายังงั้น บวชแล้วก็แค่นั้นแหละขอรับ ไม่ได้สร้างความเจริญให้แก่ตัวมุ่งหน้าแต่จะหาลาภหายศกัน อยากจะเป็นพระครู อยากจะเป็นเจ้าคุณ อยากจะเป็นสมภาร อยากจะเป็นใบฎีกา สมุห์ปลัด วิ่งเต้นกันให้มันยุ่งไปหมด ลงท้ายลูกวัดก็เอาถ่านไม่ได้ ผู้หญิงยิงเรือผ่านไม่ได้ ยักคิ้วหลิ่วตา เวลามาบิณฑบาตก็ไม่น่าจะเลื่อมใส ไม่น่าไหว้ ไม่น่าบูชา แต่ก็จำจะต้องทำบุญเพราะหาพระที่ดีทำบุญไม่ได้ ฉะนั้น ขอนิมนต์หลวงพ่ออยู่ที่นี่เถอะขอรับ ท่านก็เลยอยู่

    ก็อยู่กับตาพ่วงมาตลอดปี ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 1 พรรษาผ่านไป ทีนี้พอพรรษาที่ 2 ปีนั้นน้ำท่วมไร่อ้อย หลวงพ่อก็อยู่เกาะ ตาพ่วงก็ดี เอาไม้ลูกบวบไปทำแพให้ 2 ลูก สำหรับจะผ่อนคลายออกมาเดินเล่น เอากระดานปูเข้า

    วันหนึ่งเป็นเวลาเดือน 12 ท่านก็เลยบอกว่าพ่วงเอ๊ย จะต้องการอะไรจากพ่อก็เอาเสียเถอะนะ ต่อไปพ่อจะต้องขอลาเจ้าละ ตาพ่วงก็บอกว่าหลวงพ่อครับ ฤดูน้ำ น้ำยังมากอยู่หลวงพ่อจะไปยังไง ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร จะเอาอะไรก็เอาเสียนะ พ่ออยู่ไม่ได้ จะต้องขอลาเจ้า ตาพ่วงก็ค้านแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้ขออะไร

    มาวันหนึ่ง ปรากฏว่าเจ้าภาพเขาจะแต่งงานลูกสาวเขา สองรายด้วยกัน บ้านเหนือกับบ้านใต้ แล้วฤกษ์ที่เขาหาได้ก็เป็นวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน คือเวลาเช้าวันเดียวกัน เขามานิมนต์ท่านทั้งสองราย ท่านรับนิมนต์ทั้งสองราย ท่านรับนิมนต์แล้วท่านก็ไม่ได้บอกกะตาพ่วงว่าจะไปฉันเช้าบ้านไหน เพราะท่านอยู่กลางเกาะน้ำแถบนั้น ไม่มีเรือท่านก็ไปไม่ได้ ในเมื่อถึงเวลาแต่งงานเข้าจริงๆ ปรากฏว่าท่านไปฉันทั้งสองบ้าน แต่ความจริงไม่ได้ฉัน 2 บ้านเท่านั้น ฉัน 3 บ้าน ที่กระท่อมนั้น ตาพ่วงนำอาหารไปถวาย ท่านก็อยู่ที่นั่น แล้วบ้านเหนือบ้านใต้ที่เขาแต่งงานกัน ท่านก็ไปฉันทั้งสองบ้าน เป็นอันว่าเวลาเดียวกันท่านไปฉัน 3 บ้าน เป็นพระ 3 องค์ เพราะมันเวลาเดียวกัน เรื่องราวก็ชักจะยุ่งกันใหญ่

    ตานี้ คนเขามาถามตาพ่วงบอก เอ๊ะ หลวงพ่อแกไปฉันบ้านเหนือรึ ตาพ่วงก็บอกเปล่า ฉันที่กระท่อมนี่ ข้าเอาอาหารไปถวายท่านนี่นะยังอยู่ ไอ้บ้านใต้ก็มายืนยันบอก เอ๊ะ หลวงพ่อแกไปฉันที่บ้านใต้เขานี่ เวลาเดียวกันตาพ่วงก็บอก เอมันจะยังไงพ่อคุณบ้านเหนือก็ไป บ้านใต้ก็ไป แล้วก็เวลาเช้าที่เขาถวายอาหารกันนี่ ฉันก็เอาอาหารมาถวายหลวงพ่อของฉันอยู่ตรงนี้นี่นะ แล้วมันจะเป็น 3 องค์ ขึ้นมาได้ยังไงล่ะ ในที่สุดตาพ่วงก็ไปถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ไม่ได้ตอบว่ายังไง หัวเราะหึ หึ เป็นแต่เพียงบอกว่า พ่วงเอ็งต้องการอะไรก็บอกพ่อนะ พ่อจะให้ พ่อจำเป็นจะต้องไป อยู่ไม่ได้ มันถึงเวลา ตาพ่วงก็ค้านว่าหลวงพ่อจะไปก็ไปได้ขอรับ ให้น้ำแห้งเสียก่อน เวลานี้น้ำยังมาก ท่านก็เฉย

    วันรุ่งขึ้นตอนเช้า ตาพ่วงเอาข้าวไปถวายตามปกติ ปรากฏว่าพระองค์นั้นตายแล้ว ตายเสียฉิบ มีตะกรุด มีสีผึ้งสีปากไว้ให้ มีจดหมายเขียนไว้ให้ บอกตะกรุดนี้เอาไว้ป้องกันตัว พ่วงเอ็งเป็นคนดีมาก เอาตะกรุดนี่ไว้ป้องกันตัว แล้วฐานะเอ็งไม่ค่อยดีจงเอาสีผึ้งนี้สีปากเวลาขายของ จะขายของดี

    เป็นอันว่าพระประเภทนี้พอมีอยู่ ถ้าพระประเภทนี้นะอยู่ที่ไหน บรรดาพระจัญไรทั้งหลายรังเกียจ เพราะอะไร เพราะปฏิปทาไม่เหมือนกัน พระอริยเจ้านี่เป็นที่รังเกียจของพระปุถุชนคนธรรมดาที่หนาไปด้วยกิเลส นี่เป็นเรื่องจริงๆ มีหลายองค์ เรื่องนี้ขอยุติเพียงนี้
     
  8. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๘.พระครูสุวรรณพิทักษ์บรรพต

    อันนี้ เรามาเลี้ยวเข้าจังหวัดพระนครเสียหน่อย มากรุงเทพฯ นะ ก็ดีเข้ากรุงเทพฯ กันเสียที อ้อ เรื่องของกรุงเทพฯ ยังมีพระอีกองค์หนึ่งนะ พระกรุงเทพฯ น่ะ หลวงพ่อนาค

    พระครูสุวรรณพิทักษ์บรรพต คณะ 11 วัดสระเกศ พระองค์นี้หลวงพ่อปานเคารพมาก แล้วก็สรรเสริญมากว่าเป็นพระดี ท่านเคยสั่งว่าเวลาฉันตายแล้วนะ เวลามีอะไรขัดข้องก็มีหลวงพ่อพระครูสุวรรณพิทักษ์บรรพตนี่แหละพอที่จะเป็นที่พึ่งได้ ท่านสั่งไว้หลายองค์ แต่ละองค์ก็มีอายุมากๆ เกรงว่าจะตายไป องค์โน้นตายเสียแล้วจะได้อาศัยองค์นี้ ท่านว่ายังงั้น ทีนี้ตอนที่หลวงพ่อปานตายแล้ว อาตมาก็ไปสมัสการท่าน องค์นี้เรื่องไม่มาก หูท่านหนัก เวลาพูดก็ต้องพูดดังๆ ไอ้เราเป็นคนเคารพคนแก่อยู่แล้ว จะพูดดังก็เกรงใจ เกรงจะหาว่าเป็นการเหยียดหยามคนแก่ แต่ท่านก็เกณฑ์ให้พูดดังๆ ถ้าพูดไม่ดังท่านก็ไม่ได้ยิน เวลาไปหาท่าน ปรากฏว่าอายุ 93 ปีแล้ว

    ครั้งแรกท่านถามก่อนว่ามาจากไหน ก็กราบเรียนท่านว่ามาจากวัดบางนมโคขอรับ ควาจริงตอนนั้นเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว เกล้ากระผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน ท่านก็ยกมือขึ้นป้อง ร้องว่า อ๋อ ไอ้ลูกศิษย์ท่านปานเรอะ ไอ้ลิงดำใช่ไหม เอาเข้าแล้ว ไม่รู้ว่ารู้จักยังไง เลยกราบเรียนถามท่านว่ารู้จักยังไงขอรับ ตอบว่าข้ารู้ อาจารย์แกเขาเคยบอกให้ฟัง เรื่องนี้เล่าไว้ตอนต้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะที่พูดนี่ไม่ได้เขียนก็ไม่ทราบว่าพูดแล้วหรือยัง ตอนนี้ก็เลยขอย่อเรื่องเอาสั้นๆ เป็นอันว่าไปคราวนั้นก็เอาชื่อของอาจารย์ทั้งหลายที่เก่งในทางไสยศาสตร์ ลงเลขลงยันต์ คงกระพันชาตรี เหนียวแบบนั้นเหนียวแบบนี้ มีลูกศิษย์ลูกหามากไปถวายท่าน บอกว่าพระทั้งหมดนี้ 10 องค์กว่าๆ เวลานี้ตายแล้วขอรับ เกล้ากระผมอยากทราบว่า พวกนี้ตายแล้ว ไปสวรรค์ ไปพรหม ไปนิพพาน หรือไปนรก

    ท่านบอก เออดีเหมือนกันว่ะ ถามงี้ก็ดี ไม่ค่อยมีใครมันถามหรอกว่าไอ้นรกนี่ข้าไปเที่ยวเสมอ แต่อเวจีไม่ได้ลงสักที เห็นไฟมันพลุ่งๆ ขึ้นมา อยากจะไปดูให้เห็นพอจะไปก็พอดีสว่าง เขาไปตามบอกสว่างเสียแล้ว นี่เป็นหน้าที่ของเทวดาอิน เทวดาอินแกอยู่ที่ทางสี่แพร่ง ทางไปนรก ไปพรหม ไปสวรรค์ แล้วก็มามนุษย์ แกมีหน้าที่คอยตามพระหรือฆราวาสที่ได้ฌานที่เพลินไป ไม่กลับตามเวลา ตามให้กลับว่าเวลาจะสว่าง

    ท่านได้รับบัญชีไว้แล้ว ท่านก็บอกเอายังงี้นะ พรุ่งนี้มาใหม่ข้าจะบอกให้ฟังว่า เขาจะไปทางไหนกัน ก็เลยกลับ เมื่อกลับมาแล้ววันรุ่งขึ้นเช้าก็ไปใหม่ พอไปแล้ว ท่านก็รายงานให้ทราบ ท่านบอกว่า เออ อาจารย์พวกนี้ว่ะ เมื่อคืนนี้ข้าไปดูมาแล้ว ไม่เห็นมีนี่บนสวรรค์ น่ากลัวจะดันไปนรกหมดแล้ว ทั้งนี้เพราะอะไร ท่านก็เลยบอกว่า เพราะเจตนาเขาไม่เหมือนเรา เวลาเขาให้ของใครเขาก็บอกว่า นี่เหนียวยังงั้น ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก แทงไม่เข้า ตีไม่แตก ไปยุให้คนมันทำชั่ว ไปยุให้คนเป็นนักเลง เมื่อคนมันหนังเหนียวแล้วมันก็ไปข่มเหงชาวบ้านเขา ไปปล้นเขา ท่านอาจารย์ก็กลายเป็นต้นตอ ก็เป็นผู้อำนวยการกระทำความชั่ว แล้วเจตนาที่แจกของเหล่านั้นก็เป็นเตนาชั่ว คือตั้งราคาเป็นสำคัญ ของชิ้นนั้นราคาเท่านั้น ของชิ้นนี้ราคาเท่านี้ เพราะมันเหนียว มันคงกระพัน ลงทุนบาทหนึ่งก็เรียกราคาเป็นร้อยเป็นพัน แบบนี้ เจตนาก็ไม่ใช่เจตนาของพระ ไม่ได้ปฏิบัติตนอย่างพระ

    ขณะที่บวชอยู่ก็จิตไม่เป็นพระ นี่มันเป็นทางลงนรกลงไปแล้ว พอจิตไม่เป็นพระเท่านั้นมันก็ลงนรกแล้ว แล้วต่อมาก็มาเป็นหัวหน้าโจรเขาอีก แจกของเหนียว พอเจ้าพวกนั้นเป็นนักเลงไปข่มเหงชาวบ้าน เพราะอาศัยหนังเหนียวจากอาจารย์ให้ของ ไปปล้นสะดมเขา ไปแย่งชิงวิ่งราว เพราะอาศัยมีความเชื่อมั่นของดีจากอาจารย์ เป็นอันว่าท่านอาจารย์ก็มีส่วนร่วมลงนรกเป็นวาระที่ 2 เรียกว่ามีสมบัติ 2 ชิ้น พอที่จะนำนรกไปแบบสบายๆ เป็นอันว่าเรื่องราวของท่านสุวรรณพิทักษ์บรรพตก็ขอย่อไว้แค่นี้นะ

    ต่อไปเรื่องท่านอาจารย์ซัววัดสาสี อำเภอบางปลาม้าเล่นโป
     
  9. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๔๙.ท่านอาจารย์ซัว

    เรื่องอาจารย์ซัวเล่นโปนี่ ความจริงท่านไม่ได้เล่น มีนักเล่นโปเจ้ามือโปหลายคน เอาว่าคนเล่นโปก็แล้วกัน ลูกค้าชอบมาขอน้ำมนต์โปท่าน ความจริงไอ้การพนันนี่ พระท่านไม่สนับสนุน ในเมื่อมาขอท่าน ท่านมีน้ำมันมะพร้าวอยู่ขวดหนึ่งท่านบอกว่า อีนี่น่ะ น้ำมันทาโป ท่านไม่ได้บอกว่าโปมันจะต้องออกยังงั้นยังงี้ เขาถามว่าออกแบบไหน ท่านบอกไปทามันก็แล้วกัน ไปทาคราวไรก็ปรากฏว่าโปกินหมด กินกันมาเป็นปีน่ะแหละ คนก็ชอบมาขอท่าน ท่านก็ให้น้ำมันมะพร้าวไป ไม่ได้เสก จะหาว่าท่านหลอกลวงก็ไม่ได้ ท่านไม่ได้โฆษณาขายของ แล้วเงินท่านก็ไม่ได้ กลับเสียสตางค์ค่าน้ำมันมะพร้าว

    ทีนี้ วันหนึ่งเจ้ามือโปเขานั่งเรือมา ท่านอยู่แพ เขาร้องเรียกอาจารย์ซัวครับ อาจารย์ซัว ท่านนั่งอยู่หนาแพ ถามว่าธุระอะไร เขาก็บอกว่าน้ำมันโปของท่านนะ อย่าให้คนไปเลยขอรับ ผมจะแย่เสียแล้ว นี่แสดงว่าเขารู้ว่าคนมาเอาน้ำมันจากท่านเขาก็รวยทุกคราว เขาเยาะเย้ยท่าน ท่านก็ยิ้มๆ ถามว่าวันนี้ไปเล่นไหนเล่า เขาก็ตอบว่าตำบลสบเพลิงขอรับ บ้านคนนั้นบ้านคนนี้ ก็บอก เออ เดี๋ยวจะตามไปนะ ชักไม่ชอบใจแล้ว แต่ว่าหน้ายิ้ม

    เมื่อเขาไปแล้วท่านก็เรียกน้องชายมา ชื่อประเสริฐ บอกประเสริฐเอ๊ย ไปเอาเรือมาทีไป๊ ประเดี๋ยวหลวงพี่จะไปสบเพลิง ไปดูเขาเล่นโป น้องชายก็เอาเรือมาแจวตามไป สมัยนั้นเรือยนต์มันหายาก ปีหนึ่งจะเห็นเรือยนต์สักลำหนึ่ง พอถึงใกล้บ้านที่เขาจะเล่นโป ก็ไปจอดบ้านข้างๆ กัน ขึ้นไปบนบ้านนั้น มีสะพานทอดถึงกัน เมื่อขึ้นไปแล้วก็ให้น้องชายไปดูซิว่าโปมันออกอะไรคราวนี้ พอเห็นว่าโปออกอะไรแล้วเขาก็มาบอกท่าน ท่านก็ส่งสตางค์ให้ 10 บาท บอกคราวนี้เอ็งไปเล่นตรงนั้นนะ น้องชายก็ไปเล่น ออกตามนั้น ก็กลับมาบอกท่านว่าได้ครับไม่เสีย ท่านก็บอกว่าอีคราวนี้ไปเล่นตรงนั้นนะ น้องชายก็ขยันเดินหน่อยเพราะบ้านมันติดกัน ครั้งที่สอง นายประเสริฐก็ถูกอีก ได้

    ต่อมาตั้งแต่นั้นชาวบ้านรวมหัวกันเลย เห็นนายประเสริฐเล่นตรงไหน เล่นตรงนั้น สองทีเท่านั้นเอง เจ้ามือเสียหายยับเยิน ทองหยองของลูกเมียที่ติดมาด้วยก็ต้องแกะออกใช้เขา เรือที่มาก็ต้องตีราคาเป็นเงิน เพราะไม่มีเงินชำระ เป็นอันว่าคราวนั้นเจ้ามือหลายท้องสิ้นท่า แล้วต่อมาเจ้ามือก็มาหาท่าน ขออภัยแล้วบอกอย่าให้อีกเลย บอน นี่ฉันไมได้ให้น่า ความจริงอีตอนก่อน แกไม่ควร เขามาขอน้ำมันโปฉัน ฉันไม่เคยทำฉันให้น้ำมันมะพร้าวมันไป มันก็ไปเล่นกัน แกก็ได้อยู่แล้วตามยถากรรม

    เรื่องนี้ฉันไม่เกี่ยว ถ้าแกไม่มาเยาะมาเย้ยฉันละก็ ฉันก็ไม่แสดงให้ปรากฏ นี่ฉันแสดงให้แกรู้เท่านั้นนะ ยังไม่ถึงกับลงโทษแก ถ้าหากว่าฉันจะลงโทษแกละก็ มันจะยิ่งกว่านี้ นี่เอากันแค่รู้ แค่ทองหมด แค่เรือหมด ก็ใช้ได้ พอหรือยัง ถ้าไม่พอจะแสดงให้ดูอีก เจ้านั่นกราบเป็นการใหญ่ ขออภัยว่าจะไม่พูดถูกดูหมิ่นต่อไป เรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้

    นี่เห็นหัวข้อเขียนเรื่อง อาจารย์ทิม 60 บาท เรื่องนี้ไม่พูดหรอกนะ เพราะว่าไม่มีตัวตน ยืนยันมันลำบาก รู้กันไว้เองก็แล้วกัน มาพูดกันถึงหลวงพ่อนาค
     
  10. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๕๐.เจ้าคุณเทพสิทธินายก วัดระฆัง

    เจ้าคุณเทพสิทธินายกหลวงปู่นาค วัดระฆัง เป็นคนดีในกรุงเทพฯ ในระยะใกล้ๆ หลวงปู่นาค วัดระฆัง นี่เคยรู้จักกับอาตมามาหลายปี เอาขั้นรู้จักนะ ไม่ใช่ดันไปเป็นเพื่อนกับท่าน

    ครั้งหนึ่ง ท่านไปที่วัดบางซ้ายนอก อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา เดี๋ยวนี้เขายกขึ้นเป็นอำเภอบางซ้ายแล้ว อาตมานอนหลับ พอท่านไปถึงท่านก็จับขากระตุก พอลุกขึ้นมาเห็นเป็นหลวงพ่อนาค เลยรีบลุกขึ้นกราบ แล้วปูพรมให้ท่าน อาตมาก็ไม่ใช่พระวัดนั้น จะไปเทศน์ ถึงเวลากลางคืนเขานิมนต์ท่านไปปลุกพระ ปูพรมแล้วท่านก็นั่ง แล้วก็มีพระมหาไว พระครูอดุลย์ อดุลย์วรวิทย์หรืออะไรก็ไม่ทราบ อดุลย์ก็แล้วกัน มหาไวเจ้าคณะอำเภอบางซ้ายคนปัจจุบัน หยิบพระให้องค์หนึ่งเป็นพระทำใหม่

    ถามว่าพระองค์นี้เขาปลุกเสกใช้ได้ไหมขอรับ พอท่านหยิบปั๊บท่านก็บอกเลย บอกว่าพระที่ปลุกเสกพระองค์นี้น่ะรูปร่างขาวๆ ท้วมๆ ใช่ไหม อายุประมาณสัก 30 ปี พระครูอดุลย์ก็บอกว่าใช่ ท่านบอกว่า อือ เขาเก่งเหมือนกันนะ เขาเก่งเหมือนกัน ทำหนักไปในด้านคงกระพันชาตรี นี่เป็นจุดหนึ่งของหลวงพ่อนาคนะ เราเล่ากันจุดเล็กๆ ก็แล้วกัน

    จุดที่สอง ร้อยเอกไพบูลย์ นายทหารช่าง ช.พัน 1 สมัย ปี พ.ศ. 2502 หรือจะเป็น 2503 ก็ไม่ทราบ ปีนั้นอาตมาไปพักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม จังหวัดธนบุรี หลังกองเรือเล็ก กองทัพเรือ ร้อยเอกไพบูลย์ก็ไปบวชอยู่ด้วย เวลาบวชก็อยากเจริญกรรมฐาน ก็สอนให้ตามแบบฉบับเท่าที่รู้ ความจริงก็ไมได้รู้มากนัก พอรู้บ้าง ไอ้รู้บ้างก็ไม่ใช่ว่ารู้ดี เท่าที่มีความรู้ก็สอนไป

    แกนั่งปั๊บคืนแรก เห็นคน 3 คน มายืนดำ ตัวใหญ่อยู่ข้างๆ ความจริงอาตมานั่งอยู่อีกห้องหนึ่งก็เห็นเหมือนกัน รู้ว่าเพื่อนเก่าของร้อยเอกไพบูลย์มาเยี่ยม เพราะตัวแกดำๆ แกเคยเป็นกุมภัณฑ์ ตอนเช้าแกก็รายงานเรื่องการเห็นให้ทราบ ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนเขามาคุ้มครอง แกก็กลัว คืนที่ 2 ทึ่ 3 แกก็ยังแสดงความกลัว ก็เลยนึกว่านี่ท่าจะไม่เป็นเรื่อง ถ้าขืนกลัวหนักๆ ประสาทจะแย่ ดีไม่ดีจะเป็นบ้าเอา พูดเท่าไรแกก็ไม่เชื่อแล้ว ก็เลยบอกว่าเอายังงี้ก็แล้วกัน คืนที่ 4 นี่ หาดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปหาหลวงพ่อนาค วัดระฆัง เพราะในพรรษานั้นท่านสอนพระกรรมฐาน ตอนค่ำก็ไปนมัสการท่านก่อนสองทุ่ม เวลาสองทุ่ม ท่านลงมือให้นักปฏิบัติกรรมฐานเจริญกรรมฐาน

    เวลาทุ่มเศษๆ ก็ไปพบท่าน เลยบอกร้อยเอกไพบูลย์ เป็นพระแล้ว เข้าไปนมัสการ พอส่งพานให้ท่าน พอกราบเงยหน้าขึ้นมาท่านก็บอกเลย จะไปกลัวทำไมผี ไอ้ 3 คนที่มันมายืนอยู่ข้างๆ นี่มันเพื่อนเก่าของเรานี่ เขามายืนอารักขารักษาความปลอดภัยให้ ไม่น่าจะกลัว ต่อจากนี้ไปไม่ต้องกลัวนะ เรามีครูบาอาจารย์ ( เวลานั้นถือฉันเป็นครู ) ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งหมด เราจะได้ดีนะ ทำให้ดีจะได้ดี นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านรู้ เอาเรื่องที่ท่านรู้โดยไม่ต้องบอกมาคุยกัน ท่านจะรู้เพราะอะไรก็ช่าง

    ตานี้มาอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องรถนายทหารหาย นายทหารคนนี้ก็เป็นทหารผู้ใหญ่แล้ว ไม่เอาชื่อมาคุยดีกว่า เป็นอันว่าเรื่องก็มาจากร้อยเอกไพบูลย์ เหมือนกัน ร้อยเอกไพบูลย์ มารายงานให้ทราบบอกรถเจ้านายหาย ไปดูหนังที่โรงหนังสือคิงส์หรือแกรนด์ก็ไม่ทราบ เป็นรถประจำตำแหน่ง ไม่ทราบว่าไปไหน เขาบอกให้ดูให้ด้วย เลยบอกว่า ถ้าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะไม่ยอมพยากรณ์ ข้าวของดีๆ มีค่าสูงยังมีอยู่ละก็ไอ้ของญี่ปุ่นไม่น่าจะขาย ไม่น่าจะโฆษณา อ้าว ไม่ได้แอนตี้ของญี่ปุ่นกะเขานา นี่เปรียบเทียบให้ฟัง

    ของเยอรมันทำของแข็งแรง ของญี่ปุ่นทำของไม่แข็งแรง ขายราคาถูก ก็แบบความรู้ของอาตมากับความรู้ของหลวงพ่อนาค ความรู้ของหลวงพ่อนาคเหมือนของเยอรมัน แข็งแรงมั่นคง ของดีจริงๆ ไอ้ของอาตมานี่มันของญี่ปุ่นใช้อะไรไม่ค่อยได้ บางมันก็ดีแต่ไม่ดีเสียมากกว่าดี ก็เลยบอกว่า ถ้าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่ดูให้แก แกไปหาหลวงพ่อนาค ก็ไปหาหลวงพ่อนาคกัน พร้อมกับจ้าวนายของเขาเอาดอกไม้ธูปเทียนไป

    พอประเคนดอกไม้ธูปเทียน 2 คน ก็กราบ กราบพอเงยหน้าขึ้นมาท่านก็พูดเลยว่า ไอ้รถของคุณน่ะ ไม่ต้องไปวิตกกังวลหรอก พรุ่งนี้เวลาประมาณสักบ่าย 5 โมง จะมีตำรวจเอามาส่งให้ ตำรวจเขาจับไว้ ทางด้านสายเหนือของจังหวัดพระนคร เลี้ยงดูกันตามสมควร คือเราขอบใจเขา พอพูดจบท่านก็ถามว่าเออ ขอโทษเถอะไอ้ฉันมันคนแก่พูดเลอะเทอะไปนี่มาธุระอะไรกันนี่ พอเท่านั้นแหละ พ่อเจ้าประคุณ 2 คน ก็บอกว่าจบเรื่องแล้วขอรับหลวงพ่อ เรื่องนี้ก็มีแค่นี้นะ ฟังแค่นี้แล้วก็คิดไว้ด้วยว่าท่านรู้แบบไหน นี่ไม่บอกให้ฟังเพราะเป็นเรื่องเล่าให้ฟัง

    แล้วก็มีอีกตอนหนึ่ง นายตำรวจสมัย คุณเผ่า เวลานี้ยังรับราชการอยู่ เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่แล้วไม่ออกชื่อหรอก ประเดี๋ยวแกจะว่าเอา ออกชื่อไม่ได้ สมัยนั้นเป็นร้อยตำรวจโท พระของแกหาย พระพุทธรูปขนาด 5 นิ้ว ราคาก็ร้อยกว่าๆ แต่ว่าคนไปล้วงคองูเขียวตายเข้านี่มันโมโห ที่เรียกว่างูเขียวตายเพราะอะไร เพราะเวลานั้น แกไปรับราชการไปทำงาน ไปอยู่เวรที่โรงพัก ทีนี้พระอยู่ที่บ้าน คนขโมยที่บ้าน จะหาว่าแกเผอเรอไม่ระมัดระวังไม่ได้ เพราะแกไม่ได้อยู่ ก็เหมือนกับงูเขียว แต่ว่าตายแล้ว เพราะบ้านมันจะคุ้มครองอะไรได้

    เมื่อพระแกหายก็มาถาม แกถามว่าพระของผมใครลักเอาไปขอรับ ก็เลยบอกว่าคุณจะมาถามอะไรฉัน ในเมื่อพระของคุณหาย แล้วอีกประการหนึ่งท่านที่มีความรู้ดีกว่าฉัน คือหลวงพ่อนาค ถ้าคุณอยากจะรู้คุณไปถามหลวงพ่อนาคก็แล้วกัน แล้วคุณจำไว้นะ ถ้าหากว่าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่เพียงใด ถ้าหากว่าคุณมีความขัดข้องใดๆ ก็ตาม ถ้ามาถามฉัน ฉันจะไม่บอก เพราะว่าหลวงพ่อนาคดีกว่าฉันหลายล้านเท่า ไปหาหลวงพ่อนาคก็แล้วกัน เป็นอันว่าแกก็ไปหาหลวงพ่อนาค

    พอเอาดอกไม้ธูปเทียนไป ก็กราบ เจตนาของแกมีอยู่ว่า ถ้าแกรู้ตัวเมื่อไรแกจะยิงทิ้งทันที ในฐานะที่ย่องมาล้วงคองูเขียวตาย คือบ้านคำว่างูเขียวในที่นี้หมายถึงบ้านแล้วก็ตาย เพราะบ้านมันพูดไม่ได้มันเลื้อยไม่ได้ เหมือนกับงูเขียวตาย ไม่มีพิษ แต่ว่าเจ้าของพระเป็นงูเห่าแล้วก็มีพิษมาก อาตมาก็ทราบเจตนาของแก สีหน้าของแกบอกอาการของแกบอก คิดว่าอีตานี้ถ้ารู้ตัวเมื่อไรแกยิงทิ้งแน่ เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยยิงทิ้ง

    แกกราบลงไป 3 วาระ พอเงยหน้าขึ้นมา หลวงพ่อนาคหรือท่านเจ้าคุณเทพสิทธินายก องค์เดียวกันก็บอกว่า คุณ คุณจะไปฆ่าจะไปแกงเขาทำไม คุณคิดจะไปฆ่าเขานะประโยชน์มันดีที่ไหน พระพุทธรูปองค์เดียวราคา 100 กว่าบาท เวลานี้คุณเป็นร้อยตำรวจโทกินเงินเดือนเท่าไร แล้วต่อไป ถ้าคุณยังไม่ออกคุณอาจจะได้เลื่อนยศเป็นนายพันนายพลก็ได้ แล้วเงินเดือนมันเดือนละเท่าไร ถ้าคุณไปฆ่าเขาตายบังเอิญเขาต่อสู้ หมายความวาญาติของเขาฟ้องร้องขึ้นมา คดีถึงโรงศาลคุณก็จะติดคุกติดตะราง

    เมื่อเวลาคุณติดคุกติดตะรางน่ะ เงินเดือนจะได้หรือเปล่า เงินเดือนมันก็ไม่ได้ ศักดิ์ศรีของคุณก็เสียไป อนาคตก็ถูกบั่นทอน แล้วลูกเมียข้างหลังก็จะมีแต่ความลำบาก จะหากินเองมันจะสะดวกที่ไหน นี่คุณคิดไม่ถูกนี่ พระราคา 100 กว่าบาท แล้วคุณคิดจะฆ่าเขานอกจากนั้นคุณตายแล้ว คุณยังจะต้องตกนรกอีก เมื่อเราอยากได้พระใหม่ เราก็ไปซื้อมาใหม่ มันก็หมดเรื่องกันไป ท่านพูดมากกว่านี้นา แนะนำถึงเรื่องสวรรค์เรื่องนรกอยู่นาน ประมาณค่อนชั่วโมง

    เมื่อพูดจบ ท่านก็ถามว่าขอโทษเถอะคุณ คุณมาธุระอะไร ฉันน่ะเป็นคนแก่นะ พูดเลอะๆ เลือนๆ แบบนี้ บางทีใครเขามาก็พูดส่งเดชไปตามอารมณ์คนแก่นะคุณนะ อย่าถือสาหาความกันบคนแก่เลย พ่อเจ้าพระคุณ ร้อยตำรวจโทคนนั้น เวลานี้เป็นนายพันแล้ว ใครก็ช่างแกก็เลยกราบอีก 3 ครั้ง บอกหลวงพ่อขอรับ เรื่องที่ผมต้องการจะรู้น่ะ จบไปแล้วขอรับ ที่หลวงพ่อพูดน่ะ ตรงตามความเป็นจริง ท่านก็บอก เอ๊อะ ยังงั้นเรอะ ขอโทษเถอะ ไอ้ฉันคนแก่มันก็พูดส่ง บางทีนั่งอยู่คนเดียวมันก็พูดนาคุณนา ไม่ได้พูดแต่กับคุณหรอก เวลาเห็นใครเขาบางทีมันก็นึกอยากจะพูดส่งไปยังงั้นแหละ แต่หลายคนเขาก็พูดว่าไอ้ที่พูดน่ะมันตรงตามความเป็นจริง ไอ้ธุระที่เขามามันก็หมดไป ฉันว่ามันก็เป็นเรื่องบังเอิญนะ นี่เป็นเรื่องของหลวงพ่อนาคตอนหนึ่งนะ ท่านผู้ฟัง ท่านจะคิดว่าหลวงพ่อนาคท่านรู้เรื่องยังงี้ได้ด้วยอะไร ด้วยญาณหรือเดาก็ตามใจเถอะ ไม่ได้ว่าอะไรนะ นี่มาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น

    ตานี้มาคุยกันต่อไปถึงเรื่องของหลวงพ่อนาค ก็คือพระลงอเวจี พระองค์นี้ก็ออกชื่อไม่ได้เหมือนกัน ถ้าออกชื่อเมื่อไรอาตมาเห็นจะติดตะรางเมื่อนั้น เพราะลูกศิษย์เยอะเหลือเกิน พระที่วัดไหน จังหวัดไหน ก็ไม่บอกอีกเหมือนกัน ถ้าใครขืนเดา เดาผิดแล้ว จะมาโทษกันไม่ได้นะ ไม่ยอมรับ บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ยอมรับ เรื่องนี้ไม่รับ ใครอย่ามาถามเลยยันตาย ไม่พูดหรอก ถ้าขืนพูดเมื่อไรมันตายก่อนเวลา ไม่เอาแล้วเรื่องจริง

    เรื่องก็มีอยู่ว่าวันหนึ่งมีอาจารย์วิปัสสนา สมัยโน้น สมัยยังไม่ถึงกึ่งพุทธกาล ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากสมัยนั้น สมถะ วิปัสสนาเพิ่งจะก้าวขึ้นสู่ระดับตาของชาวโลก ความจริงสมถวิปัสสนามาตรฐานนี่มีมานานแล้ว ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ หรือก่อนพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ แล้วพระพุทธเจ้าก็มาคิดใหม่ ค้นคว้าใหม่ ได้อริยสัจแล้วก็สอนกันเรื่อยมา ยังระบบนิพพาน ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้วก็สอนกันเรื่อยมา

    แล้วมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดมีวิปัสสนาเบสิคเกิดขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง แต่ท่านก็เรียกว่าวิปัสสนาเหมือนกัน อันนี้สำหรับผลอาตมาจะไม่พยากรณ์ เพราะว่าไม่ได้เข้าไปร่วมสำนัก จะถือว่าไม่มีผลน่ะไม่ได้ ความจริง การเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นไปตามอัธยาศัยของบุคคล จะทำให้เหมือนกันน่ะมันไม่ได้ แบบเดียวกัน แต่พลิกแพลงไปคนละจังหวะกัน เหมือนกัน ได้ผลดีเหมือนกัน อย่าไปโทษกันนะ นักวิปัสสนา ถ้าทำไม่เหมือนกันละอย่าไปว่าเขาผิด อย่าไปว่าเขาถูก ปล่อยเขา เพราะเรื่องผลมันเป็นปัจจัตตัง รู้เอง แล้วการบรรลุมรรคผล มีกิริยาไม่เหมือนกัน

    อย่างแม่ชีคนหนึ่ง ไม่ใช่นางภิกษุณี ฟังเทศน์มาเกือบล้มเกือบตายไม่ได้อรหัตผล พอกลับมาถึงกระท่อม ตักน้ำล้างเท้าก่อนจะขึ้นกระท่อม น้ำไหลไปแล้วก็หยุด แล้วมองดูน้ำ นึกว่าชีวิตเรากับน้ำมีสภาพเหมือนกัน เมื่อมีการเคลื่อนไปในที่สุดก็หยุด ไม่ช้าเราก็ตายเราจะเกิดสักกี่ชาติก็มีสภาพเป็นแบบนี้ เท่านี้ท่านก็บรรลุอรหันต์ พระบางองค์ฟังเทศน์เกือบตายไม่ได้สำเร็จอรหันต์ ไปนั่งดูพยับแดด พอตอนเย็นพยับแดดหายไป สำเร็จอรหันต์ เห็นเป็นอนัตตาเทียบกับตัว

    นี่การเป็นอรหันต์บรรลุมรรคผล มีจริยาท่าทางไม่เหมือนกัน แต่กำลังจิตเหมือนกัน ฉะนั้นอาการของการเจริญวิปัสสนาแต่ละสำนักไม่เหมือนกัน แต่ถ้าใช้กำลังจิตถูกต้อง ตรงกับที่พระพุทธเจ้าแนะนำ ก็เป็นอันว่าใช้ได้ ฉะนั้นวิปัสสนาแบบเบสิค แบบไหนก็ช่าง ใครเป็นอาจารย์ก็ช่าง ใครเป็นต้นคิดก็ช่าง ไม่พูดให้ฟัง ท่านจะมีผลเป็นยังไง ท่านก็สอนกับท่านผู้เจริญเท่านั้นจะทราบผล พวกเราทุกคนภายนอกจะรู้ผลไม่ได้ ฉะนั้นอย่าไปประณามกัน ว่าของคนนั้นไม่ดีของคนนี้ไม่ดี ดีเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุดก็ดีที่เคยเจริญ มีจิตตกอยู่ในสันโดษ ถ้าว่านั่งทำตัวเป็นตัวเองอยู่สักพักหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้ทำเลย

    ตานี้มาว่ากันถึงอาจารย์ผู้นี้ ท่านเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาแบบเบสิค สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเริ่มต้นก่อน หรือใครจะก่อนท่านก็ไม่ทราบ รู้ว่าองค์นี้มีชื่อเสียงฟุ้งขจรไปมาก ต่อมาท่านก็ตาย เรื่องธรรมดาตาย ไม่ใช่ของผิดธรรมดา คนเกิดมาแล้ว ไม่ตายไม่มี เมื่อตายแล้วเขาก็ทำศพ มีนายทหารเรือหลายคนไปนั่งอยู่ แล้วมีนายทหารเรือบางท่านบวชเป็นพระ อาตมาก็ย่องไปกับเขาเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ไปในฐานะบังสุกุลหรือพระเทศน์ ไม่ได้สตางค์คราวนั้น ผีพระองค์นี้ไปแล้วก็จน ไม่ได้เงินมา ก็มีหลายพันผีที่ไปแล้วได้เงินมา แต่เพราะอาศัยได้เงินผีได้ของผีมาใช้ เลยไม่ช้าอาตมาก็เป็นผีเหมือนกัน เพราะดันไปใช้ของผีเข้า กินข้าวในงานผี ใช้ผ้าเขาเผาผี เขาถวายผ้าไตร เงินในงานของผีเขาติดกัณฑ์เทศน์ ค่ามาติกา บังสุกุลเขาถวาย ขืนใช้เข้าไปชื่อผีมันก็ติดมากลายเป็นผีไปหลายครั้งแล้ว

    เมื่อปี พ.ศ. 2515 หามตัวเข้าโรงพยาบาล ไม่กินข้าวไม่กินน้ำมา 9 วัน เกือบเป็นผี แต่ความจริงถ้าเป็นผีเสียตอนนั้นน่ากลัวมันจะสบาย เพราะอะไร เห็นที่อยู่สวยแจ๋วเทียว สวยกว่าการตายทุกครั้งหมด แต่คราวนี้ไม่ทันตาย ใจมันเห็น แหมมันสวยจริงๆ อยากไปอยู่จัง ช่างเถอะจะไปอยู่เมื่อไหร่ก็ช่าง ไม่ดิ้นรน เพราะมีความหวังอยู่แล้ว

    ตานี้เมื่อพระองค์นั้นตาย อาตมาก็ไป ไปฐานะไปเผาพระ มีนายทหารเรือคนหนึ่ง ตอนนั้นเป็นเรือเอก ชื่อเรือเอกเสงี่ยม จำนามสกุลไม่ได้เสียแล้ว แกบวชพระแล้วก็นั่งอยู่ใกล้หลวงพ่อนาค พอนั่งใกล้ๆ แล้วก็ถามหลวงพ่อนาคว่า หลวงพ่อนาคขอรับ ท่านองค์นี้ตาย เขาจัดศพเป็นงานใหญ่ หลวงพ่อมีความรู้สึกเป็นยังไงขอรับ หลวงพ่อนาคก็บอกว่าเอ๊อะ ข้าจะมีความรู้สึกยังไง ก็ในเมื่อคนมันไปอเวจีเสียแล้ว

    อาตมานั่งรองลงมาข้างท้ายก็สงสัย ท่านบอกว่าคนนี้ไม่ใช่พระ ก็ยกมือพนมกราบเรียนถามท่านว่า หลวงพ่อหมายถึงใครขอรับ คำว่าคนไปอเวจีน่ะ ท่านก็เลยตอบว่า ไอ้คนที่เขาจัดงานศพวันนี้น่ะซิไปอเวจี ก็เลยกราบเรียนท่านว่า หลวงพ่อเป็นพระนะขอรับ ไม่ใช่คน ท่านบอกว่าพระเมื่อไร ข้าเรียกคนนี่ยังสูงไปแล้วนา แต่ความจริงมันเป็นสัตว์นรกมาตั้งแต่ก่อนตาย ไอ้คนเราจะตาย จะเป็นพรหมต้องเป็นพรหมก่อนตาย ถ้าจะเป็นเทวดาก็ต้องเป็นเทวดาก่อนตาย จะเป็นสัตว์นรกก็เป็นสัตว์นรกก่อนตาย ใครจะไปนิพพานก็เข้าถึงนิพพานก่อนตาย ก็เจ้านี่มันเป็นสัตว์นรกก่อนตาย นี่ไปอเวจีแล้ว เสร็จกัน แล้วท่านก็เผา

    เมื่อเขาเผาเสร็จ เอาดอกไม้จันทน์ไปใส่แล้วก็กลับมา กลับมาที่กุฏิ พวกคณะนายทหารเรือด้วยแล้วก็มีคนหลายคนตามหลวงพ่อนาคมา เมื่อท่านนั่ง พวกเราก็กราบอีกวาระหนึ่ง เพราะมีความเคารพเต็มที่ สำหรับหลวงพ่อนาคนี่ อาตมามีความเคารพเต็มที่ หมายความว่า เคารพหมดตัว ไม่มีเหลือ ไม่เคยนึกตำหนิว่า ตรงไหนของท่านไม่ดี ไอ้ร่างกายน่ะไม่ดีจริง แต่ด้านจิตใจของท่านดีจริงๆ หายาก ไหว้มานานเรียกว่าไหว้ตั้งแต่ก่อนออกจากรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด องค์นี้เต็มใจไหว้ แต่งบางคนที่มียศใหญ่ บางทีไหว้นิดเดียว ยกมือขึ้น 10 นิ้ว แต่ว่าให้นิ้วเดียว ทั้งนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าเกรงใจ ยศใหญ่แต่ใจสกปรก สำหรับท่านที่มียศใหญ่แต่ใจสะอาดก็มีเยอะ

    อันนี้ไหว้หมด 10 นิ้ว แล้วก็แถมหัวด้วย เป็นอันว่าเมื่อท่านมาแล้ว ถึงกุฏิก็กราบ กราบแล้วก็คุยกัน คุยหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่เรื่องพระองค์นั้น คุยไปคุยมาก็เลยถามว่าหลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อตายแล้วไปไหน ข้าจะไปรู้หรือหว่า นี่ข้ายังไม่ตายนี่ เลยกราบเรียนท่านว่าคนอื่นเขาตายหลวงพ่อรู้นี่ว่าไปอเวจี แล้วหลวงพ่อตายแล้วหลวงพ่อจะไปไหนล่ะ ท่านก็บอกข้ายังไม่ตายนี่ ข้ายังไม่รู้ บอก ต้องรู้ขอรับ หลวงพ่อบอกนี่ ว่าตายแล้วจะไปเป็นพรหมก็ต้องเป็นพรหมก่อนตาย ถ้าจะเป็นเทวดาก็ต้องเป็นเทวดาก่อนตาย ถ้าจะไปนิพพานก็ต้องเห็นนิพพานก่อนตาย จะลงนรก อบายภูมิ เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องถึงสภาพอย่างนั้นก่อนตาย

    ตานี้ผมถามหลวงพ่ออีก ก่อนตายนี่หลวงพ่อไปไหน แล้วก็เวลาตายแล้วหลวงพ่อจะไปไหน ท่านก็นั่งมองหน้า บอก แหม ไอ้นี่มันปากตะไกรจริง อาจารย์มันถึงเรียกไอ้ลิงดำ มันไม่ใช่ปากคน ปากลิง บอกดีขอรับปากลิงกินได้ทุกอย่าง ท่านก็หัวเราะชอบใจ บอกเอางี้ก็แล้วกันนะ ถามว่าเอาไงขอรับ เอางี้ เจ้าคุณธรรมพี่ชายข้านา คำว่าพี่ชายอาจจะไม่ใช่พี่ตัวก็ได้ เพราะว่าเป็นคนรุ่นก่อน เรียกว่าบวชก่อนเจ้าคุณธรรมนี่

    เวลาท่านจะตาย ท่านเจ็บหนัก ท่านได้อรหัตผลตอนนั้น แล้วก็เวลาท่านตายท่านก็เลยไปนิพพาน แล้วข้าไปไหนข้าไม่รู้ว่ะ เวลาตายข้าจะไปไหนข้าไม่รู้ ก็เลยกราบเรียนท่านว่าคนที่จะรู้ว่าคนอื่นได้ฌานสมาบัติขนาดไหนก็ดี หรือเป็นพระอริยเจ้าอันดับไหนก็ดี ถ้าตัวเองเข้าไม่ถึง ตามพระไตรปิฎกท่านบอกว่าไม่รู้ เหมือนกับคนเรียนหนังสือ คนเรียนประถมปีที่ 1 จะไปรู้เรื่องของประถมปีที่ 4 ไม่ได้ พวกเรียนประถมปีที่ 4 จะรู้เรื่องของชั้นมัธยมไม่ได้ คนที่เรียนชั้นมัธยมจะไปรู้เรื่องตามหลักวิชาการของคนที่เรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ นี่กฎของความจริงเป็นยังงี้ แล้วถ้าหลวงพ่อไม่เป็นอรหันต์ แล้วจะรู้ว่าเจ้าคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ยังไง ท่านบอกกูไม่รู้โว้ย ก็นึกเอายังงั้นนี่หว่า นึกว่าท่านเป็นพระอรหันต์อีตอนใกล้จะตาย พ่อเล่นไม่ตายแบบนี้ พ่อเอาหัวขนเอาเฉยๆ

    ก็เป็นอันว่าเรื่องของหลวงพ่อนาคสำหรับวันนี้นะยุติกันเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้เริ่มชั่วโมงใหม่
    วันนี้วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตอนเที่ยงวันนี้จะไปหาหมอ บอกไว้ด้วย ร่างกายมันไม่ค่อยดี ช่างมันเถอะ แต่ว่าท่านเจ้ากรมเสริมแกเอาการบ้านมาให้ก็เลยทำส่งไป ทำการบ้านแบบนี้ ความจริงมันก็เป็นปฏิปักษ์กับโรคที่มันเป็นอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไร มันใกล้จะจบแล้วก็ดี เจ้ากรมเสริมเป็นคนช่างจำดีมาก ไอ้เรื่องแบบนี้มันเรื่องเบาสมอง ฟังแล้วไม่ต้องคิด อ่านแล้วไม่ต้องคิด เป็นนิทานเล่าสู่กันฟัง

    เรื่องของหลวงพ่อนาค เขียนไว้อีกข้อเดียว คือเรื่องดูใจเวลาปลุกพระ นี่เรื่องมันเกี่ยวกันกับอาตมา ต้องขอประทานโทษบรรดาท่านผู้อ่านหรือท่านผู้ฟัง เมื่อฟังแล้วอ่านแล้วก็อย่าคิดว่าอาตมาเป็นผู้วิเศษ อย่าคิดยังงั้นนะ จงคิดเสียว่าอาตมาก็เป็นเถรหัวล้านธรรมดาๆ ไม่มีอะไรดีกว่าท่านผู้ฟัง เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เจ็บแล้วก็ตาย กินแล้วก็ขี้ ตื่นแล้วก็หลับ ธรรมดา ปวดเมื่อยไม่สบาย ปวดฟันตาฟ้าหูฟางเหมือนกัน พูดจาเอะอะโวยวายหยาบคายก็ได้ พูดนิ่มนวลก็ได้ ทำท่าเป็นผู้ดีก็ได้ ทำท่าเป็นสิงห์หน้าพลับพลาก็ได้ ทำเป็นหมาเห่าชาวบ้านก็ได้ เป็นทุกอย่าง ไอ้ที่ทำอย่างนั้น เพราะใจมันเป็นอย่างนั้น ไม่เหมือนหลวงพ่อนาค ท่านดีจริงๆ เลยยอมรับนับถือท่าน

    มาครั้งหนึ่ง ที่วัดชิโนรสาราม ธนบุรี ตอนนั้น สมัยนั้น เจ้าคุณสุวรรณเวที(ทองดี) อดีตเป็นพระของวัดระฆังมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็ทำพิธีพุทธาภิเศก ปลุกพระเรียกว่าบวชพระพุทธเจ้า พระเครื่องนี่เขาทำรูปเปรียบพระพุทธเจ้าบ้าง บางทีก็ทำรูปเปรียบของพระสงฆ์ แต่วันนั้นทำรูปเปรียบเฉพาะพระพุทธเจ้า ก็เลยเรียกว่าไปบวชพระพุทธเจ้ากัน ปลุก ไม่ใช่บวชกระมัง ท่านกำลังหลับ ไปปลุกให้ตื่น ท่านมีหน้าที่ปลุกเขานิมนต์มา 9 องค์ พระอะไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่รู้จักมีอยู่หลายองค์

    แต่พูดถึงอยู่ 2 องค์ คือ หลวงพ่อนาค กับพระครูธรรมาภิราม พระแขนสั้นแขนยาวนครปฐม นอกนั้นที่รู้จักก็มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนกัน ในสมัยนี้ก็โด่งดัง สมัยนั้นก็โด่งดังอีก 7 องค์ แต่ไม่พูดถึงหรอก คือพูดถึงไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกด่า เวลาท่านปลุกพระ สำหรับพระครูธรรมาภิราม รู้จักอาตมาดี อาตมาเรียกหลวงน้า พอเจอะท่านเข้าก็คุยตามแบบฉบับ ทีแรกก็ทำท่าเป็นพระติ๋มๆ เพราะไม่เคยรู้จักใคร พออาตมาเข้าไปก็เลยออกท่าตามแบบฉบับ ออกท่าอะไรทราบไหม ท่าลิง ก็ไปยั่วท่านด้วยอาการต่างๆ ท่านก็ทำโน่นทำนี่

    ชาวบ้านเขาก็เลยรู้สึกว่าท่านจะล่อกแล่กไปหน่อย ก็เลยบอกว่าหลวงน้า ไอ้แก้วน้ำน่ะ มันอยู่ไกลผม หลวงน้าช่วยหยิบมาให้ทีเถอะ ท่านบอก เฮ้ย แขนกูหยิบไม่ถึงนี่หว่า ก็เลยบอก เอ๊อะ พระจะปลุกพระนี่ เอาพระที่ไม่มีฤทธิ์มามันก็เสีย เสียของเปลืองที่ ไม่เอา ถ้าหยิบแก้วน้ำไม่ได้ก็นิมนต์กลับวัด ไม่มีประโยชน์ พระแบบนี้ ความจริงตอนนั้นพระคณาจารย์หลายองค์ก็นั่งอยู่ด้วย แต่เราไม่เกี่ยว เราคุยกับน้าชาย ท่านบอกไอ้นี่มันดูผิดคนนี่หว่า หนอยแน่มันดูถูกนี่หว่า หาว่ากูหยิบไม่ได้เรอะ ก็ตอบว่าไม่ได้ดูถูก แต่ว่าหยิบไม่ถึง นิมนต์กลับวัดเลย เอามารกที่ พระประเภทนี้ เสียศักดิ์ศรีครูบาอาจารย์ นี่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานนะ แล้วก็เป็นหลานชายหลวงพ่อปานด้วยนะ ไม่ใช่ลูกศิษย์อย่างเดียว

    มองหน้าเป๋ง เออ มึงดูถูกกู กูก็เอาได้วะ เรื่องอะไร ท่านก็ยื่นแขนซ้ายออกไปมันก็ไม่ถึง เลยเอาแขนขวาตบตรงข้อศอก บอกแขนยาวออกไปซิหว่า ไอ้แขนมันค่อยๆ ยาวออกไปๆ ความจริง ไอ้แก้วน้ำตั้งอยู่ห่างสุดแขนท่านสักเมตรหนึ่งเห็นจะได้หรือเมตรเศษๆ ในที่สุดท่านก็หยิบแก้วน้ำมาส่งให้ คนพวกนั้นมองกันตาตั้งหมดแปลกใจว่าพระทำได้ ท่านก็บอก ไอ้นี่มันเป็นยังงี้ละ ถ้าไปเจอะมันเข้าทีไรมันทำเสียผู้ใหญ่ทุกทีแหละ มันให้เล่นอย่างโน้นเล่นอย่างนี้ ไม่เล่นมันก็ว่า เราจะให้มันทำมั่งมันก็บอกว่ามันลูกศิษย์รุ่นหลัง มันเล็กกว่า มันไม่ทำ นี่ให้มันทำอะไรซี มันไม่ทำหรอก แล้วมันก็ไม่ทำจริงๆ เพราะอะไร เพราะว่า หลวงน้า คือหลวงพ่อปานนะ ท่านเรียกหลวงน้า หลวงน้าท่านสั่งมันไว้ ห้ามไม่ให้ทำ มันก็เลยเลิกทำ

    ไอ้นี่เคารพคำสั่งครูบาอาจารย์จริงๆ ไอ้เราไม่ถูกจำกัดนี่ มันก็เลยใช้ให้เราทำอะไรต่ออะไรเรื่อยไป ชาวบ้านเขาถามว่าไม่โกรธมันรึ ลูกหลาน บอก โกรธมันยังไงไปด่ามันเข้าซี ดีไม่ดีมันล้วงย่ามเอาสตางค์หมด ไม่ได้หรอก ไปด่งไปด่ามันไม่ได้หรอก ถ้ามันจะว่าอะไร จะใช้อะไรก็ต้องตามใจมัน เดี๋ยวมันไม่ชอบในมันก็หยิบก็ล้วงเอาตามพอใจ เขาก็ถามว่าไม่บาปเรอะ มันจะบาปยังไง มันลูกมันหลาน มันเอาไปแล้วก็เลยนึกให้มันไปเลย ไม่เอาโทษเอาโพยกับมัน นี่เล่าเรื่องตอนต้นนะ สำหรับครูธรรมาภิราม

    ทีนี้ถึงเวลาปลุกพระจริงๆ เก้าองค์เข้าไปนั่ง อาตมาเองคิดในใจ ว่าเราก็ไม่มีความรู้อะไร ความดีด้านสมาธิก็ไม่มีอะไร เพราะเป็นคนธรรมดาๆ เป็นพระเดินผ่านหน้านรกไปผ่านหน้านรกมา เดินห่างนรกอยู่ครึ่งนิ้วเท่านั้นเอง ถ้าเผลอเมื่อไรหัวก็ทิ่มนรกเมื่อนั้น ก็เลยนึกในใจว่าเอาพระ 9 องค์นี้องค์ไหนมีอานุภาพมากบ้าง อยากรู้ก็เลยเข้าไปในโบสถ์ เขาปลุกในโบสถ์ ไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ สำหรับพระที่ปลุกพระเขาทำเก้าอี้ให้นั่ง เอาไม้ไผ่มาทำเก้าอี้ เขาบอกว่าถ้าปลุกด้วยเก้าอี้ไม้ไผ่มันขลังดี ไอ้นั่นเรื่องของอุปาทาน ไม่เกี่ยว เรื่องของคนคิด

    เมื่อไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า คือมองดูพระประธานเป็นกำลัง ขอบารมีพระพุทธเจ้าได้โปรดสงเคราะห์ ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะดูอานุภาพจิตของพระแต่ละองค์ที่มานั่งปลุกพระในวันนี้ ถ้ากระแสจิตของบุคคลใด มีขนาดเท่าใด มีอานุภาพอย่างไรก็ขอให้ปรากฏแก่อารมณ์ของข้าพระพุทธเจ้า นึกเท่านี้นะ อธิษฐานเอาตามเรื่อง ตามเรื่องของคนที่ไม่มีฌานสมาบัติชั้นดีอย่างเขาหรืออาจจะไม่มีเลย พออธิษฐานเท่านั้นก็จับลมหายใจเข้าออก ทำจิตสงบนิดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์

    นี่เป็นอำนาจของพุทธานุภาพจริงๆ นะ ไม่ใช่ความดีของอาตมา เห็นกระแสจิตของพระทุกองค์ใสแจ๋ว เหมือนกับเห็นของในเวลากลางวัน สำหรับกระแสจิตหลวงพ่อนาคนี่พุ่งออกมาใหญ่เหลือเกิน คลุมเครื่องรางของขลังทั้งหมด เรียกว่าแสงสว่างของจิตแทรกลงไปในเครื่องของขลังอยู่ที่ผิดด้านหน้า ยันข้างล่างสุด เรียกว่าคลุมหมด อาบลงไปหมดเลย โพลงสว่างชัด ของพระครูธรรมาภิราม พุ่งออกมาเหมือนหอก เป็นกระแสเล็กแต่พุ่งแรงมาก แสดงว่าพระครูธรรมาภิราม เป็นพระนักเลง ชอบคงกระพันชาตรี ของหลวงพ่อนาคนี่เต็มไปด้วยอำนาจพระพุทธบารมีจริงๆ มีความเยือกเย็นสบายๆ ยังไงชอบกล แต่พระอีก 9 องค์ มองดูไปแล้วกระแสจิตไม่ได้ออกมา เหมือนกับจุดเทียนจุดริบหรี่ ปักอยู่ในอกนั่นเองอยู่เฉยๆ เป็นดวงนิดหนึ่ง แล้วก็อยู่ในอกเฉยๆ ก็นั่งดูอยู่ยังงั้นจนกว่าเขาจะเลิกปลุกกัน

    เมื่อถึงเวลา 23 น. เศษๆ ก็หมดสัญญาณการปลุก ความจริงการปลุกพระนี่ ไม่ต้องใช้เวลามาก ถ้าใช้เวลามากแล้วไม่มีผล ควรจะให้พระกำหนดกันเอง ปลุกพร้อมกัน ใครเต็มเมื่อไรก็พัดผ่อนได้เมื่อนั้น แต่ยังไม่ลุกออกมา ยังงี้จะดีมาก แล้วเวลาปลุกพระ ต้องใช้กำลังสมาธิสูงมาก ถ้าพระได้สมาบัติยังต่ำหรือโยเยอยู่ ยังไม่มั่นคงนัก จิตจะส่ายไปตามกระแสสวด ผลจะไม่ดี แต่ว่าที่ทำกันเวลานี้ ก็มีพระสวดพุทธาภิเศกควบไปด้วย เขาเอาแบบมาจากไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าเอาแบบมาจากไหน แต่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีแค่ไหนก็ตามเรื่อง หากมีพระกำลังจิตดีก็ใช้ได้ ถ้าพระกำลังจิตไม่ดีก็เลยนั่งหลับตา อีตอนนั่งหลับตาใครจะรู้ว่าทำอะไรบ้าง บางวัดก็เกณฑ์กันตลอดรุ่งไม่เห็นมีประโยชน์ เคยไปร่วมกับเขาเหมือนกัน ถ้าเกณฑ์ตลอดรุ่งดีไม่ดีก็นั่งหลับเลย

    ตานี้ พอเขาเลิกทำพิธี พระอาจารย์ทุกองค์ก็ลงมา พอลงมาเสร็จท่านก็ไปนั่งกันตามหน้าอาสนสงฆ์แต่ไม่ถึงท้าย อาตมานั่งอยู่ทางท้ายกับพระสมุห์สมบูรณ์ พอลงมานั่งกันเรียบร้อย หลวงพ่อนาคก็บอกว่านี่ท่านพวกนี้รู้ไหม ไอ้ขโมยมันมานั่งขโมยอยู่ พระพวกนั้นก็ทำหน้าล่อกแล่กๆ มีพระครูธรรมาภิรามองค์เดียวยิ้ม หันมายิ้มด้วยแสดงว่าท่านรู้ก็เลยยิ้มกับท่าน แต่หลวงพ่อนาคท่านก็ทำเฉย ทำไม่รู้ไม่ชี้ บอกท่านทั้งหลายรู้หรือเปล่า ไอ้ขโมยมันมานั่งขโมยอยู่ ท้ายอาสนสงฆ์ แล้วก็มีญาติโยมคนหนึ่งถามว่าขโมยอะไร ถามขโมยอะไรเจ้าค่ะหลวงพ่อ ท่านก็บอก มันไม่ได้ขโมยอะไรหรอก มันมานั่งขโมยดูใจพระปลุกพระ ไอ้ขโมย มันนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์

    ตานี้เวลาที่ท่านลงมาแล้วเขาขอพระท่าน ท่านก็แจก เวลาท่านแจกไปขอท่านมั่ง ท่านไม่ให้ บอกไอ้นี่ขโมย ไม่ให้ละ ทำได้อย่างที่เขาทำนี่ ทำได้ไปทำเอาเองซี ท่านไม่ให้ ก็มีพระหลายองค์ท่านมองหน้า ท่านก็เลยบอกว่าไอ้นี่แหละขโมย ขโมยดูใจพระทุกองค์ มันรู้ ว่าใจพระองค์ไหนเป็นยังไง นี่มันทำได้นะพระนี่ มันทำได้ ทำได้คล้ายๆ ข้าแหละ แต่ไอ้ข้ากับมันใครดีกว่ากันข้าไม่รู้หรอก

    แต่วันนี้ท่านผู้ฟังจำไว้นะ ว่าอาตมาไม่ดีเท่าหลวงพ่อนาค แล้วก็ดียังไม่ใกล้หลวงพ่อนาค ยังไกลอยู่นะ เพราะยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ยังเป็นคนปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ มีหนาว มีร้อน มีเมื่อย มีหิว มีกระหาย รู้เปรี้ยว รู้เค็ม รู้เผ็ด แล้วมีอารมณ์ เสียงดังบ้าง ดุบ้าง ด่าบ้าง ว่าบ้าง คำสุภาพบ้าง ยิ้มแย้มแจ่มใสบ้าง หน้าบึ้งขึงจอบ้าง อย่างนี้อย่าชมกันว่าดีนะ เป็นอาการของคนเลว แต่มันยังอยากจะเลวอยู่ก็ปล่อยมันไป ตายเมื่อไร เลิกเมื่อนั้น

    เป็นอันว่าเรื่องของหลวงพ่อนาค ยุติกันเพียงเท่านี้ แต่ก็ยังไมเลิกพูด เวลามันยังไม่หมด วันนี้เห็นจะสรุปงานกันได้แล้วนะ เพราะว่าเทปเหลือนิดเดียว
     
  11. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๕๑.เข้าทรง

    วันนี้มาว่ากันถึงการเข้าทรงหลวงพ่อสุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า คือว่าสมัยปี พ.ศ. 2509 ปีนั้นไปสอนพระกรรมฐานที่วัดสะพาน หน้าจังหวัดชัยนาท มีนาวาอากาศโท อาทร โรจนวิภาต สมัยนั้นเป็นเสนาธิการ บน. 4 ยศสมัยนั้นนะ เวลานี้เป็นนาวาอากาศเอกพิเศษแล้ว พ.ศ. นี้ แกก็นำคณะไปเจริญพระกรรมฐานด้วย มีนายทหารหลายคนและคุณตุ๋ย ภรรยา หรือคุณศิริรัตน์ โรจนวิภาตด้วย เรื่องการเจริญพระกรรมฐานก็สอนกันไปตามเพลง

    แต่ทว่ามีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งคือการเข้าทรงผสม มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อกิมลุ้ย อยู่จังหวัดชัยนาท แกเคยเข้าจ้าวเข้าทรง มาวันหนึ่ง คณะพวกนี้มากัน หลวงพ่อสุขก็มาเข้าทรง ความจริงไม่ได้เชิญ กำลังนั่งๆ คุยกันอยู่ยังงี้แหละ มาถึงก็เข้าปุบปั๊บ ถามว่าใครบอกว่าหลวงพ่อสุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า ก็เลยบอกว่า ถ้าหลวงพ่อสุขจริงๆ ต้องมีปาฏิหาริย์ เพราะว่าหลวงพ่อสุขเป็นพระอภิญญา ท่านก็เลยแสดงปาฏิหาริย์ให้ดู ไปดูพระอาทิตย์กัน เวลาประมาณเที่ยงหรือบ่ายโมง ให้ทุกคนไปยืนจ้องพระอาทิตย์ ท่านเอาน้ำมันก๊าดไปขวดหนึ่ง เอาฝอยมาสุมๆ ไฟเข้าแล้วให้ดูไฟ พอดูไฟเสร็จให้มองดูพระอาทิตย์ บอกว่าจะไม่แสบตา ไม่เคืองตา ทุกคนบอกว่าเป็นยังงั้นจริงๆ เห็นพระอาทิตย์สีเหลืองคล้ายๆ พระจันทร์นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์

    ทีนี้ คนไปดูก็ไม่ครบ อาตมาก็ไม่ได้ไปดูด้วย ท่านกลับมาอีก ให้ทุกคนเอามือวัดศอกของตัวเอง ที่ตานกแก้ววัดออกไป ได้ 2 ตืบพอดี ทุกคนวัดเองนะ แขนของใครใครวัด ท่านบอกว่าต่อจากนี้ไปจะให้แขนยาว เอ้า วัดใหม่ แขนมันยาวแล้ว ทุกคนก็เห็นแขนปกติ แต่วัดเข้าจริงๆ สองคืบไม่ถึง มันยาวออกไปอีกประมาณ 7 - 8 นิ้วฟุต ไม่ใช่นิดหน่อย ต่างคนต่างวัดเองนะ แขนของตัว ไม่ใช่แขนของคนทรง ตานี้ท่านก็บอกว่า ต่อไปนี้จะให้แขนสั้น วัดเข้าจริงๆ 2 คืบ ไอ้คืบมันเลยไปไหนๆ เลยขนาดนิ้วฟุต 5 - 6 นิ้วฟุตเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ของการทรง

    ความจริงไอ้ที่ทรงจริงๆ มันมีทรงไม่จริงมันก็มี แล้วต่อมาท่านก็แสดงปาฏิหาริย์อีกอย่างหนึ่ง คือให้เอาหัวหอมที่เขาทำครัวมา แล้วก็วางเข้าเอาฝากระป๋องวางทับ หัวหอมหัวเดียวนะ หลายหัวก็ได้แต่ให้เอา 1 หัว กับฝากระป๋อง 1 ฝา แล้วให้เอามือแตะฝากระป๋อง ปรากฏว่าหัวหอมหมุนจี๋เป็นลูกข่าง แล้วจะอธิษฐานให้มันเดินวนไปทางไหนก็ได้ นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก เรากดของเราเองนะ ท่านไม่ได้กดฝากระป๋อง พวกที่มาน่ะ หาหัวหอมมาได้เอาฝากระป๋องวางทับ เอานิ้วชี้แตะลงไปบนฝากระป๋อง ปรากฏว่าหัวหอมหมุนเหมือนลูกข่าง จะให้นาเท่าไหร่ก็ได้นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ ที่นำเรื่องนี้มาพูด เพื่อแสดงว่าการเข้าจ้าวเข้าทรงน่ะของจริงๆ น่ะมี แต่ไอ้ที่ปลอมกันเสียก็คงจะมาก ที่เลอะเทอะนะ คงจะมีมากเหมือนกัน

    ในระยะนั้นเอง พอหลวงพ่อสุขออกไป ปรากฏว่าหลวงพ่อปานมาเข้าทรง แล้วก็ใช้เด็กลูกชายของนาวาอากาศโท อาทร โรจนวิภาต ยศเวลานั้น มาขอพระของหลวงพ่อปานกับอาตมา บอกว่าพระมีอยู่ในย่าม ความจริงย่ามน่ะไม่มีพระเลย รู้ตัว ถ้าจะหลงอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระของหลวงพ่อปานแล้วไม่มีจริงๆ พระอื่นก็ไม่มีเพราะตามปกติไม่ค่อยได้ใส่ไว้ ถ้าใส่พระไว้แล้วพวกก็ขอตามลู่ตามทาง เป็นการดูหมิ่นพระรัตนตรัย ก็เลยไม่ใส่ใครอยากจะได้ก็มาที่วัด ถ้ามาไม่ถูกจังหวะ ทำท่าเป็นนายพระ ก็ไม่ให้เหมือนกัน

    ถ้ามีความเคารพต่อพระรัตนตรัยก็ให้ และไม่ได้ตั้งราคานี่ เรื่องของพระมีความรู้สึกเป็นยังงี้ ให้เด็กมาขอก็บอกไม่มี ไอ้เด็กกลับไปบอกว่าไม่มี ท่านบอกว่ามีซี ในย่ามน่ะมี บอกด้วยว่ามีอยู่ในลิ้นย่าม ความจริงลิ้นย่ามนี้ล้วงวันยังค่ำ เพราะเอาของใส่ไว้ในนั้น แล้วก็ไม่ใช่ที่เก็บพระ ถ้าเอาพระใส่ไว้ ต้องไว้อีกจุดหนึ่งแล้วต้องห่ออะไรไว้ ไมให้ปนกับของอย่างอื่น พอล้วงลงไป ปรากฏว่ามี เสียท่าท่าน ตานี้ก็เลยเดินไปหา รู้สึกอัศจรรย์เข้าไปหาแล้วถามท่านว่าทำไมจึงมีพระ ตอบว่าฉันเอามาใส่ไว้ หมดเรื่องกัน

    ตานี้เป็นเรื่องของคนทรง คนทรงนี้ไม่รู้ภาษาหนังสือไม่เคยเรียน ปกติธัมมะธัมโมไม่รู้อะไร วันนั้นท่านนั่งเทศน์ คนทรงเทศน์ เห็นจะเป็นหลวงพ่อช่วยเทศน์ เทศน์สอนด้านธรรมะ เทศน์ได้ดีเหลือเกิน ว่าภาษาบาลีชัดถ้อยชัดคำ แล้วก็แปลสละสลวยคล้ายกับท่านมีชีวิตอยู่ แล้วก็การอธิบายธรรมะเข้าใจชัด เหมือนกับว่าท่านมีชีวิต

    ก็เลยทำให้อาตมาไม่สงสัย คิดว่านี่วิญญาณของหลวงพ่อปานคงมาสิงเขาแน่ ในที่สุดเขาก็ลาออกไป แต่การเชิญไม่ได้นะ ขณะใดที่เชิญท่านมาเข้าทรง ปรากฏว่าไม่มีผล เวลาจะมาท่านก็มาของท่านเอง เวลาจะกลับท่านก็กลับของท่านเอง การเชิญนี่ไม่ได้ผล นี่ว่ากันถึงการเข้าทรง
     
  12. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๕๒.การเข้าทรงกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

    มีคนแก่คนหนึ่ง แกไปเยี่ยม คนนี้เห็นจะเป็นคนใจอ่อน ปรากฏว่ามีการเข้าทรงขึ้น กลางวันเวลาเที่ยงเศษๆ ตามประวัติ ท่านกรมหลวงชุมพรท่านชอบสุรา แต่ว่าชอบไอ้เป้นะ น้ำตาลเมา ท่านก็สั่งให้หาไอ้เป้ บอกหาไม่ได้ ก็เลยไปซื้อแม่โขงมา 2 ขวดใหญ่ๆ เอามาลองดู ถ้ากรมหลวงชุมพรจริงๆ ก็ต้องดื่มได้แล้วก็ไม่มีโซดา ท่านก็เรียกนายทหารหลายคนให้ไปดื่มกับท่านที่นั่น นายทหารก็บอกกำลังเที่ยงไม่ไหว ท่านบอกกินเถอะ ไม่ต้องเติมโซดา ไม่เมาหรอก จืดเป็นน้ำท่า รินใส่แก้ให้ คนทรงรินนะ

    หมายความว่ากรมหลวงชุมพรเข้าสิงอยู่ พวกนายทหารดื่มกันหลายคน ปรากฏว่าไม่เมาเลย ไม่มีรสเป็นเหล้าอยู่เลย เหมือนกับน้ำจืดๆ สักประเดี๋ยวท่านก็รินมาใหม่ บอกอีตอนนี้เมาละ อย่ากินมากนะ ลองจิบดูซิ พระเขาจะว่าเอา นี่ข้าบอกให้รู้ ไอ้เหล้าน่ะ ให้เมาก็ได้ ไม่เมาก็ง่าย พวกนายทหารจิบเข้าไปหน่อยบอกชักมึนศีรษะ กลางวันๆ ก็เลยถอนตัวท่านก็เลยบอกว่า เท่านี้แหละ พวกนายทหารกลับไปนั่งได้ แล้วสุราที่เหลืออยู่ทั้งหมด ท่านก็ล่อเพียวๆ เลย ทั้ง 2 ขวด ไอ้ขวดแรก ยุบไปนิดหน่อย 2 ขวดหมดเลย

    พอถามว่ามาธุระอะไร ก็ตอบว่าไม่ได้ทำธุระอะไรหรอก เห็นทำดีกัน ก็เลยมาเยี่ยม ถามว่ามาเยี่ยม ทำไมมากินเหล้าในเขตวัด ท่านก็บอกว่าอยากเลี้ยงท่านนา ก็บอก นี่ไม่ได้เลี้ยงนา มาขอนี่ ท่านก็บอกว่าอยากให้ท่านก็กิน ถาม ที่ดื่มนี้เพื่อประโยชน์อะไร ท่านก็บอกว่าทำให้รู้ว่าอีคนทรงมันกินไม่ได้ ถ้ามันขืนกินแบบนี้มันก็ตาย แต่นี้ให้เห็นว่าผมมาจริงๆ นี่เป็นการแสดงเท่านั้นอย่างอื่นไม่ต้องพูดกัน
     
  13. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๕๓.จ้าวแก้วจินดา

    ท่านเจ้าแก้วจินดา นี่อยู่บ้านบางกะทิง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลานั้นอาตมาอยู่ที่วัดบางนมโค มีคนเขาไปหากัน ไปหาแล้วก็มาบอกให้ฟังทุกทีว่าจ้าวแก้วจินดาอยากพบ ตอนนั้น อาตมากำลังเป็นพระกระทิงเปลี่ยว ล่าจ้าวเข้าทรงมีเพื่อนอยู่ 2 - 3 องค์ ถ้าใครเขาเข้าทรงที่ไหนว่ามีชื่อเสียงมากละเป็นไปแน่ ไอ้ไปน่ะ ไม่ใช่ไปทำไม ไปจับผิดเขา ไอ้จิตเลวมันมีมาก เรียกว่าความเลวมันยังสิงอยู่ในใจมาก อยากจะไปดูว่าจริงหรือไม่จริง แต่ว่าที่มีชื่อมีเสียงจริงๆ ไปทีไรแพ้เขาทุกที เจ๊งกลับมา สู้เขาไม่ได้

    ทีนี้สำหรับจ้าวแก้วจินดานี่ ไม่ได้ตั้งใจจะไปลอง มีชื่อเสียงมาก แต่ทว่าท่านสั่งให้ไป หลายคราวเข้าก็ชักรำคาญ คิดว่าจ้าวนี่มันดีแค่ไหน ทรงก็ทรงไป ดันมากวนใจพระ ดีละ จะได้รู้กัน ก็ไปชวนเพื่อนอีก 2 องค์ พระแบบขนาดไม่เต็มบาทเหมือนกัน สองสลึงก็ไม่ค่อยเต็ม เป็นอันว่าสามองค์รวมกันแล้วไม่ได้สลึงดีกว่า

    ไปด้วยกันก็ปรึกษาหารือกัน ว่าเราจะไปพิสูจน์แบบนั้นแบบนี้ พูดคุยกัน คุยที่กุฏิว่าไปถึงแล้วเราจะพิสูจน์แบบไหนก็ว่ากันไป พอไปถึงบ้านนั่งเรือยนต์ไป เวลานั้นเป็นฤดูน้ำท่วม เห็นจะเป็นเดือนสิบ เดือน 11 ไปถึงประมาณ 5 โมง คนทรงกำลังทำปลา จะแกง อยู่ที่ชานบ้าน ไอ้ชานบ้านก็น้ำเปี่ยมเต็มทีใกล้จะท่วมอยู่แล้ว พอเห็นเรือบ่ายเข้าไปเท่านั้น แกก็รีบล้างมือวิ่งเข้าห้อง

    พอเข้าไปในห้องแต่งตัวออกมาใหม่ เป็นแบบเครื่องทรงของจ้าว จ้าวเข้าทรงนะ ไม่ใช่เจ้าฟ้า ออกมาร้องเรียกบอกนิมนต์ขอรับๆ แหม ผมคอยท่านอยู่ตั้งแต่ตอนบ่าย เห็นท่านนั่งปรึกษาหารือกัน ผมดีใจมานั่งคอยอยู่ ท่าทางเป็นผู้ชาย องอาจปูเสื่อให้นั่ง ก็นั่งกันคนละอาสนะ ตามปกติเวลาเข้าทรง ท่านมีเตียงและมีเบาะ วันนั้นไม่ยอมนั่งบนเตียง บนเบาะ บอกจ้าวหรือเทวดาจะนั่งเหนือพระไม่สมควร แต่พระบางองค์ก็นั่งเหนือได้เหมือนกัน ท่านว่ายังงั้น แล้วพระพวกท่านนี่ผมไม่นั่งเหนือหรอก เขาว่างั้น เพราะว่าศักดิ์ศรีใหญ่ ชักยิ้มๆ ไป โดนจ้าวยอเข้าชักยิ้ม

    พอนั่งลงปุบแกก็พูดเลยว่าก่อนที่ท่านจะมาน่ะ ท่านปรึกษากัน องค์นั้นพูดว่ายังงั้น องค์นี้พูดว่ายังงี้ แล้วท่านก็พูดเรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้นที่เราปรึกษากัน คล้ายๆ กับเอาถ้อยคำของเราไปอ่านให้ฟัง หมดเลยไม่เหลือพอฟังเท่านั้นกำลังใจก็ตก มีความรู้สึกว่านี่เขาเข้าจริง เขารู้จริง พอพูดจบท่านก็ถามว่าจะพิสูจน์หรือยัง ก็เลยบอกว่าไม่ต้องพิสูจน์แล้ว เท่านี้พอเท่านี้น่ะพอ จะต้องไปพิสูจน์ทำไม

    ในเมื่อท่านรู้เรื่องที่ข้าพเจ้าพูดได้ และพูดอยู่ที่อื่นไม่ใช่ที่นี่ แล้วพูดได้ถูกต้องคล้ายๆ กับลอกเอาถ้อยคำที่พูดมาพูดให้ฟัง อย่างนี้ใช้ได้ น่านับถือแล้วแกก็ถามว่านับถือหรือยัง บอก ยัง เป็นแต่เพียงน่านับถือเท่านั้น มันต้องดีกว่านี้อีก ก็เลยนั่งคุยกันไป คุยกันไปตามเรื่องตามราวจนกระทั่ง 24 นาฬิกา มันสองยามแล้ว แกบอกแกอยากกินเหล้า มาเจอะจ้าวกินเหล้าเข้าอีก ก็เลยว่าแกว่า มาอยากกินเหล้าอะไรตอนนี้ หัวค่ำทำไมไม่อยากกิน มาอยากกินตอนดึกชาวบ้านเขานอนกันหมดแล้ว แกบอกว่าไม่นอนหรอก มีอยู่บ้านหนึ่งไม่หลับ บ้านมันขายเหล้า อยู่แพนู่น ท้ายคุ้งนู่น

    ความจริงมองไม่เห็น มันยังจุดตะเกียงอยู่แพเดียว ให้คนขับเรือไปเอามา มันมีอยู่ 4 ขวด ไปเอามาให้หมด ก็เลยเอาสตางค์ให้คนขับเรือไป บอกวิ่งเรือไปทางด้านนี้ ถ้าเห็นแพจุดตะเกียงอยู่ มีแพเดียวนะ ถ้าจุด 2 แพไม่ต้องแวะ ถ้ามีแพๆ เดียวจุดตะเกียงอยู่ แวะเข้าไปไปซื้อเหล้ามา ท่านชอบใจ บอกลองผมเรอะ ตอบว่าไม่ได้ลอง เห็นว่ายังงั้นนี้ มันก็เป็นการลองกัน เจ้าคนเรือไปซื้อปรากฏว่ามี 4 ขวดจริงๆ แม่โขงที่มีน้ำอยู่ มีอยู่ 4 ขวด สุราอย่างอื่นมีมันก็ไม่เอามา เอาแต่แม่โขงมา 4 ขวด

    พอมาถึง ท่านก็บอกแหมมันอยากน้ำมานาน เปิด 1 ขวด ดื่มหมด ขวดที่ 2 ดื่มหมด ขวดที่ 3 ดื่ม ขวดที่ 4 ดื่ม หมดไม่เหลือสักขวดไม่มีโซดาปน ถามว่าไม่เมารึ ตอบว่าไม่เมาหรอก ถามว่าเป็นเทวดากินเหล้าทำไม บอก ไอ้ที่กินนี่น่ะ หลอกให้ท่านเสียสตางค์ เล่นยังงั้นแหละอยากมาลองนี่ ก็เลยเอาค่าจ้างลองเสีย ถามว่าแล้วได้ผลเป็นยังไง ตอบว่าก็จะได้รู้ซีว่าอีคนนี้มันไม่ได้หลอม ผมมาจริงๆ ถ้ามันปลอมเข้า มันกินเหล้าแบบนี้มันก็ตายแล้ว จะนั่งพูดแบบนี้ไม่ได้ นั่นเป็นการพิสูจน์จุดหนึ่ง

    คุยไปคุยมา คุยไปถึงเวลา 2 นาฬิกา ท่านบอก เดี๋ยวๆ หยุดประเดี๋ยวเขามารายงาน ก็หันหน้าไปข้างหลังถามว่าใคร เอ๋อ ชื่อเจ้าอะไร ลืมชื่อเสียอีกแล้ว อีตาคนนี้เคยคุยให้เจ้ากรมฟัง ลืมชื่อ ตอนนี้มันนึกไม่ออกนะ ถาม ชื่อเจ้านี่รึ ตายเมื่อไหร่ ตี 1 ครึ่งรึ แล้วไปไหน เป็นโรคอะไรตาย ท่านถามยังงั้นนะ อ้อๆ เราได้ยินเสียงคล้ายๆ คนพูดโทรศัพท์ได้ยินเสียงฝ่ายเดียว อ้อเจ้าจูๆ เจ้าจูเรอะ อ๋อ เป็นโรคอะไรตาย ตายเมื่อไร ตี 1 ครึ่งเรอะ บ้านอยู่ที่ไหน อ๋อ ตำบลบางปลาหมอ อำเภอบางบาล เหลอ อ้อ เอาไปให้พระแก้วพระกาฬไว้ก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะไปถ้าเขาถามละบอกว่า เวลานี้ข้าคุยกะพระลูกชายพระอินทร์อยู่ ท่านว่ายังงั้น

    เดี๋ยวข้าจะไป เขามาลองดีข้า ข้ามีดีสู้กะเขา เดี๋ยวสู้กันก่อน พอท่านหันหน้ากลับมาก็เลยถามท่านว่าใครตาย บอกไอ้จู ตำบลบางปลาหมอน่ะ ชอบกะท่านมันตายแล้วเมื่อเวลาตี 1 ครึ่ง มันก็ทำความดีไว้มาก สร้างวัดสร้างวาไว้เยอะ มันเคยเอาสตางค์ไปช่วยท่านทำไม่ใช่รึ บอกใช่ คนนี้ใจบุญเวลานี้เขานำไปสวรรค์แล้ว ประเดี๋ยวจะไปชำระ ถามชำระอะไร ตอบไม่ชำระอะไรหรอก มันควรจะอยู่ที่ไหนน่ะซี ไปจัดให้มัน มันจะได้ไม่ทะเลาะกัน ถามสวรรค์เขาต้องมีการจัดเหมือนกันเรอะ

    ท่านก็บอกว่า ต้องมี การจัดถ้าคนเขามีบุญมากจริงๆ มีที่โดยเฉพาะก็ไม่ต้องจัด ถ้าไม่แน่นอนนักก็ต้องจัดเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนเมืองมนุษย์ ท่านก็บอกผมลากลับละนะ มันตี 2 กว่าแล้ว เดี๋ยวทางโน้นเขาจะคอย นิมนต์ท่านกลับเถอะ ความจริงท่าน 3 องค์นี่ กลับไม่ถึงวัดหรอก เดี๋ยวก็ไปสืบเรื่องไอ้จูตายอีก แหมรู้เสียด้วย พอท่านบอกเท่านั้นก็นึกแล้วว่าจะไปแถวนั้น มันมีทางลงได้อีกทางหนึ่ง ขามาทางตลาดบ้านแพน ขาลงนี่ลงทางวัดบางปลาหมอลงได้ แล้วก็เลี้ยวขึ้นไปวัด เพราะมันเป็นเกาะอยู่ตรงนั้น

    เมื่อท่านออกจากทรง คนทรงก็มีสภาพปกติ ไม่เห็นมา แล้วก็ลากลับ บอกคนเรือให้กลับเรือไปทางคลองมโนราห์ ออกมาทางวัดบางปลาหมอ พอถึงตอนปลายๆ คลองก็ถึงบ้านตาล แล้วก็มีบ้านผู้ใหญ่สินอยู่ตรงข้ามบ้านนั้นมีปี่พาทย์ 2 เครื่อง เครื่องไทยกับเครื่องมอญ สายนั้นถ้าใครเขาตายก็เอาเครื่องมอญบรรเลง แล้วก็ตีเพลงมอญตลอดเวลาจนกว่าจะเผาเสร็จ นี่เป็นระเบียบ ก็เลยไปจอดบ้านผู้ใหญ่สิน เรียกน้าสินๆ หลับหรือยัง แกบอกว่าตื่นแล้วขอรับ หลับไปตั้งแต่หัวค่ำ ตื่นเมื่อกี่นี้เอง

    ก็เลยบอกแกว่า อาศัยนอนสักคืนซิ ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะอาศัยนอนแกถามว่าไปไหนมา บอกว่าไปบางกะทิงมากลับมาดึกไปหน่อยจะไปวัดเขาก็ปิดประตูใส่กลอนกันหมดแล้ว จะไปเรียกเขาก็ลำบากขออาศัยนอนหน้าบ้านนี่ แกบอกว่านิมนต์ขึ้นไปนอนบนบ้าน บอกไม่ต้องหรอกเรือใหญ่ นอนในเรือนี่แหละ เช้ามืดจะไป เพราะเป็นในพรรษา เช้าตรู่ประมาณตี 4 ถ้าน้าตื่นละปลุกด้วยนะ ถ้าฉันตื่นก่อนฉันจะไปก่อน ถ้าเห็นฉันตื่นสายไปใกล้สว่างละปลุกด้วย เพราะเรือวิ่งไปจากบ้านผู้ใหญ่สินมาที่วัด 10 นาทีก็ถึง

    เมื่อเรือจอดเรียบร้อยแล้ว ความประสงค์อยากจะสืบเรื่องตาจูตาย ก็เลยถามว่าเจ้านง ไปไหนล่ะ เจ้านงน่ะเป็นลูกเขยผู้ใหญ่สิน เป็นคนคุมปี่พาทย์ ปี่พาทย์จะไปบรรเลงที่ไหน เจ้านงก็เป็นคนคุมไป แกก็เลยบอกว่าไอ้นงมันอยู่ที่ไหน มันข้ามไปฝั่งโน้น ไอ้จูดันเสือกตายเสียเมื่อตี 1 กว่าๆ แหมพอตายแล้วมันจะมาขนเครื่องตอนเช้าก็ไม่ได้ มันดันจะต้องมาบรรเลงกันตอนดึกตอนดื่นถึงตี 2 มันขนกันสักครู่นี้เองแหละ พึ่งไปขนกันเสร็จแล้วก็ตั้งวงเพิ่งตีจบไปก่อนหน้าท่านมาสัก 5 นาที พิณพาทย์ที่นั่นเขามีระเบียบ บรรเลงไปเพลงหนึ่งแล้วเว้นได้ 10 นาที จึงบรรเลงต่อ เว้นไว้แต่เจ้าภาพจะมีงานสวดหรือว่ามีงานเทศน์ อย่างนั้นพิณพาทย์จะไม่บรรเลง จะหยุดอยู่ ถ้าในยามว่างก็หยุดแค่ 10 นาที บรรเลงเพลง 10 นาที บรรเลงครั้งหนึ่งเป็นเพลงมอญ เวลาพูดจบก็พอดีเสียงปี่พาทย์มอญขึ้นพอดี เป็นอันว่าตาจูตาย ตายแน่ คุยกันไปคุยกันมาเวลามันก็ใกล้จะตี 4 ไม่ได้นอน เลยลาท่านผู้ใหญ่สินกลับวัด

    เรื่องจ้าวแก้วจินดานี่ก็มีความจริง แล้วต่อมามีน้องชายเป็นลูกของน้า เป็นญาติกันห่างๆ อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ชื่อนายชั้นเจ้านี่ป่วย เจ็บขาเดินไม่ได้มาหลายเดือน รักษาที่ไหนก็ไม่หาย หมอหลวงหมอราษฎร์ก็ไม่มีประโยชน์ รักษาไม่หายอาการปวดก็ไม่เบา เขาก็พามาที่วัด ถามว่ามีหมอที่ไหนรักษาดีๆ บ้าง บอกแกก็รักษามาแล้วนี่ หมอทุกอย่างที่ฉันเห็นว่าดี เออ เอายังงี้ก็แล้วกัน ท่านแก้วจินดาท่านศักดิ์สิทธิ์ชาวบ้านเขาไปหากัน แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านรักษาโรคนี้ได้หรือไม่ได้ ลองไปหากันดู

    วันรุ่งขึ้นก็เอาแกใส่เรือยนต์ไป ไปหาจ้าวแก้วจินดา ไปท่านก็รดน้ำมนต์ให้ คนทรงน่ะ เขาเข้าแล้วก็รดน้ำมนต์ให้ แล้วก็บอกด้วยรดน้ำมนต์ 3 วัน แล้วไปหายที่บ้าน ความจริงรดน้ำมนต์ มาแล้ววันหนึ่งอาการก็ไม่ดีขึ้น แต่ท่านบังคับให้ไปรด 3 วัน วันที่ 2 รดมาแล้วอาการก็ไม่ดี วันที่ 3 ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ท่านบอกว่าไม่ต้องมาอีก ให้กลับบ้านได้ ไปถึงบ้านก็หาย เลยนึกไม่ออกว่าคนมันยังขยับเขยื้อนไม่ได้ ถึงบ้านมันจะหายได้ยังไง แต่ว่าคำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่ง

    ในเมื่อท่านสั่งแบบนั้นก็เลยพาไปส่ง วันรุ่งขึ้นวันที่ 4 ก็เลยพาไปส่งบ้านฤดูนั้นเป็นฤดูเกี่ยวข้าว ลูกเมียเขาก็เกี่ยวข้าวมากองไว้ ไอ้เจ้านี่ก็มีอาการห่วงข้าว เพราะคนบนบ้านไม่มีใครเห็น พอเรือจอดถึงท่ามันก็ลุกปรุ๊ดจากจากเรือวิ่งไปไล่ควายทันที นี่ตามธรรมดามันขยับเขยื้อนเดินไม่ไหวจริงๆ แล้วเวลานั้น พอถึงบ้าน มันวิ่งไปไล่ควายได้

    เมื่อไปแล้วเรียกลงมาถามว่าไม่เจ็บขารึ บอกเอ๊ะ ผมลืมไป ความเป็นห่วงของ ลืมไปคิดว่าตัวกำลังเจ็บขาอยู่ แต่ความจริงมันไม่มีความรู้สึกเจ็บเลย เวลาวิ่ง ถามว่าเดี๋ยวนี้เจ็บไหม มันบอกว่าไม่เจ็บแล้ว ตอนนั่งมาในเรือยังเจ็บไหม โอ้โฮยังขยับไม่ได้เลย เป็นอันว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เจ้าชั้น ขาดีเลิกเจ็บ เป็นอันว่าการรดน้ำมนต์ของท่านมีผลจริงๆ คือมีผลว่าพอถึงบ้านก็หวย อีตอนรดไม่หาย เรื่องนี้ก็จบเท่านี้แหละ เรื่องของท่านมาก
     
  14. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    ๕๔.จ้าวปล่องเหลี่ยม

    จ้าวปล่องเหลี่ยม โน่น อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม วันนั้นไปเทศน์ในเขตใกล้ๆ จ้าวปล่องเหลี่ยม ไปเทศน์ในเขตอำเภอสามพราน มีคนเขาพูดกันว่าจ้าวที่ปล่องเหลี่ยม ไอ้ปล่องเหลี่ยมอันนี้เดิมเป็นโรงน้ำตาลหรือโรงหนีบอ้อยอะไรก็ไม่ทราบ มีปล่องเป็นสี่เหลี่ยม โรงงานไม่มีแล้วมีความศักดิ์สิทธิ์มาก

    การไปเทศน์คราวนั้นก็ไปครบชุด ชุดล่าจ้าว 3 องค์ด้วยกันพอดี พอได้ฟังเขาคุยตอนเที่ยงก็ปรึกษากัน มีเวลาว่างก่อนขึ้นธรรมาสน์ บอกวันนี้เทศน์แล้วลองไปดูไหม เพื่อนๆ ก็บอกเออดีเหมือนกันแหละ ไหนๆ ก็มาแล้วนี่ เขาคุยถึงความศักดิ์สิทธิ์ของจ้าว เรามาถึงแล้วไม่ต้องลงทุน ถ้ากลับไปถึงวัดแล้วมาใหม่ ต้องลงทุนมาก ตกลงกันว่า หลังจากเทศน์แล้วจะไป

    เมื่อเทศน์จบ พักผ่อนดีแล้วก็เอาเรือยนต์วิ่งไป เขาบอกทิศทางให้ พอไปถึงเขตที่เขาชี้บ้านไว้ก็เข้าไป จ้าวก็ไม่เชิญเหมือนกัน เหมือนจ้าวแก้วจินดา คนทรงวิ่งเข้าไปในบ้าน แต่งเครื่องทรงออกมาปูเสื่อให้ผืนหนึ่ง แล้วตัวเองนั่งอีกผืนหนึ่ง พอนั่งลงไปแล้ว เขาก็บอก แหม ผมคอยตั้งแต่เที่ยง เห็นเวลาก่อนขึ้นธรรมาสน์ ท่านปรึกษาหารือกันว่าจะมา ผมดีใจ เลยมาคอยท่าน เอาเข้าอีกแล้ว มาโดนดีเข้าอีกราย

    ในที่สุดก็หมดกำลังใจ คิดแล้วว่า สู้เขาไม่ได้แน่ แล้วท่านก็ถามว่าจะพิสูจน์อะไรเล่าครับ จะทดลองอะไร ความจริงคนทรงเป็นผู้หญิง แต่ใช้คำว่าครับ เหมือนผู้ชาย ก็เลยตอบว่าโยม แบบนี้ไมพิสูจน์ ไม่ทดลองแล้ว รู้การปรึกษาหารือกัน เท่านี้พอ ท่านก็บอกว่ามันยังไม่เป็นหลักฐานนี่ขอรับ เอาของอะไรไปเป็นพยานสักอย่างเอาไหม ก็เลยบอกว่าสุดแล้วแต่โยม อาตมาน่ะไม่ประสงค์อะไร นอกจากความจริง ท่านบอก เรื่องความจริงแบบนี้ ท่านไปพูดเขาอาจจะเชื่อแต่คงเชื่อไม่มาก เอาของไปด้วยนะ

    ท่านก็เลยให้ตัดกระดาษยาวนิ้วครึ่ง กว้าง 1 นิ้ว สามชิ้น กระดาษขาวๆ ก็ตัดตามท่านสั่ง บอกให้ตักน้ำมา 1 ขัน ก็ตักมา บอกวางข้างหน้าท่าน ก็วางไว้ข้างหน้า เอากระดาษใส่ลงไป ก็ใส่กระดาษ ท่านบอกเอาผ้าปิด ก็เอาผ้าปิด เมื่อเอาผ้าปิดแล้ว ท่านก็นั่งคุยไปคุยมา ในที่สุด สักครึ่งชั่วโมง ท่านก็บอก ผมทำตะกรุดให้เรียบร้อยแล้วครับนิมนต์เปิดผ้าได้ ปรากฏว่าเป็นตะกรุดทองคำสามดอกลอยน้ำ ท่านบอก นิมนต์แจกองค์ละดอก เอาไปใช้ตามอัธยาศัย แล้วเมื่อนำตะกรุดนั้นมาแล้ว มาให้เจ๊กตรวจดู บอกว่าเป็นทองคำ 100 เปอร์เซ็นต์ นิ่มๆ นี่เป็นความจริง

    เอาละท่านผู้ฟัง เรื่องสำคัญๆ ที่จะพึงมีก็รู้สึกว่าหมดไปแล้ว สำหรับเรื่องราวต่างๆ ที่คุยมานี่ก็เป็นเรื่องจริงที่อาตมาผ่านมาเองเป็นส่วนใหญ่ รับรองว่าได้เห็นมาจริงๆ นะ ไอ้ที่ไม่เห็นก็เล่าไว้ว่าได้ทราบจากคนอื่น ท่านทั้งหลายจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของท่าน ตอนต่อไปถ้าจะมีเรื่องอะไรบ้างก็ว่ากันไปเป็นชุดๆ ที่เล่ามาแล้วถ้าไปลอกเป็น ตัวหนังสือก็หลายสิบยก เพราะมันหลายชั่วโมง ก็มากพอแล้ว ขอยุติกันเพียงเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผลจงมีแด่ท่านผู้ฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี.
     
  15. ตุปั๊ดตุเป๋

    ตุปั๊ดตุเป๋ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    412
    ค่าพลัง:
    +89
    คำนำ
    เรื่องจริงอิงนิทาน ๑ คำสอนโดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน


    หลวงพ่อของเรา คือ ฤาษี ลิงดำ วันจันทาราม (วัดท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี ท่านเป็นศิษย์ หลวงพ่อปาน สุทธาวงศ์ (พระครูวิหารกิจจานุการ) วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    หลวงพ่อมีประสพการณ์ในเรื่องอัศจรรย์ต่างๆ เป็นอันมาก ในระยะเวลาที่เรารู้จักท่าน ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 5 ปี นับถึงวันเขียนคำนำนี้ ท่านค่อยๆ ทยอยเล่าเรื่องเหล่านั้นให้พวกเราฟังในยามที่ว่างจากการปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องสนุกๆ และยากที่จะหาคนผ่านประสบการณ์มามากๆ อย่างท่าน

    ผู้เขียนคำนำ ออกจะเป็นคนเห็นแก่ตัวสักหน่อย ไม่อยากให้ลูกหลานต้องลำบากเรื่องการจัดทำหนังสือแจกงานศพของตัวเอง ประกอบกับได้พบมาแล้วว่าเรื่องชนิดนี้ ถ้าจำเอามาเล่าต่อไม่ว่าจะจำแม่นละเอียดลออเพียงใด คนอ่านก็ต้องหาว่าโกหกจนได้ ดังนั้นจึงขอร้องให้หลวงพ่อเล่าเรื่องเหล่านี้ลงเทปไว้แล้วมาถอดเป็นตัวหนังสือ กะว่าเอาไว้พิมพ์แจกงานศพตัวเอง พรรคพวกที่ได้ทราบความคิดนี้พากันชอบอกชอบใจ บอกว่าถ้ามีเรื่องมากจนพิมพ์เป็นเล่มเดียวไม่ไหวก็ให้ลงท้ายไว้ด้วยใจความว่า โปรดอ่านตอนต่อไปในงานศพของคนนั้นๆ ทีเดียว

    เป็นอันว่าหลวงพ่อรับคำ แล้วอัดเทปมาตามหัวข้อเรื่องที่พวกเราจำได้ และจดให้ท่านไว้ นับได้กว่า 40 เรื่อง แต่อัดมาจริงตอนนี้ แถมพกให้ด้วยเป็น 54 เรื่อง มาทราบเอาตอนที่ท่านบ่นมาในเทปว่าไปรังแกท่านเข้า คืออัดเทปเป็นการแสลงโรค เลยต้องกราบขอขมาไว้ ณ ที่นี้

    ผู้ที่บวชเป็นพระ ท่านว่าควรมีปฏิปทา 3 อย่าง คือ อธิศีล รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต อธิจิต ทำสมาธิ อธิปัญญา ทำวิปัสสนา พระส่วนมาก อธิศีลยังไปไม่ไหว ไม่ต้องพูดถึงอธิจิต อธิปัญญา เอาแค่อ่านตำรา ตีความผิดบ้างถูกบ้าง แล้วมักจะคัดค้านว่า ผี เทวดา นรก สวรรค์ มีที่ไหนกัน ท่านพูดเปรียบเทียบต่างหาก สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ เท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น หมายความว่าผู้ใดทำผิดไว้จิตย่อมเกรงว่าผิดนั้นจะถูกจับได้จึงตกนรกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้เขียนคำนำเห็นว่าไม่จริง เป็นการพูดอย่างขอไปที เลยไปเปิดพระไตรปิฎกดู ขึ้นต้นพระวินัยเล่ม 1 หน้า 2 ก็ว่าไว้ชัดเจนว่าพวกทำมิจฉาทิฏฐิต่างๆ ตลอดจนพวกติเตียนพระอริยเจ้า " ต่อเบื้องหน้าแตกกายทำลายไป จึงไปสู่ทุคติวินิบาตนรก " นี่ท่านพูดไว้ชัดว่าตายแล้วจึงไปนรก ส่วนเรื่องการเห็นผี เห็นเทวดา พรหม นรก สวรรค์ นั้น ต้องใช้ทิพยจักขุญาณ ยิ่งล้ำจักษุมนุษย์ธรรมดา จึงจะมองเห็นได้ ซึ่งพวกเราก็ขืนจะเอาตาธรรมดาไปดูให้เห็นอยู่ร่ำไป

    หลวงพ่อเป็นพระสมบูรณ์แบบ อธิศีล โดยเฉพาะสีลัพพตปรามาสยอมตัวตายดีกว่าศีลขาดนี้ท่านเน้นหนัก เพราะฉะนั้น เราจึงเชื่อได้สนิทว่า เรื่องที่ท่านเล่ามานี้

    ไม่มุสาแน่ และท่านก็เลือกเล่าแต่เรื่องที่ท่านประสบเองเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้น อธิจิต ของท่าน เราก็สรุปได้ว่าท่านรู้วิชาสาม สามารถรู้อดีต รู้จิตใจคนอื่นได้ อธิปัญญา ท่านก็ไล่เราไปนิพพานอยู่ทุกวัน บอกว่าไม่ยาก ความรู้ทางตำราของท่านก็เก่ง เป็นท่านมหา เพราะฉะนั้น ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติท่านมีครบ เรื่องผีสางเทวดา นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน มีจริงไปดูมาแล้ว อย่างนี้ท่านกล้าพูดกับพวกเรา จึงเป็นที่สบอารมณ์พวกเรามาก พระอื่นอาจเก่งกว่านี้ แต่ท่านไม่ค่อยจะพูดให้เราฟัง กลัวจะถูกหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม หลวงพ่อของเราท่านไม่กลัว เพราะเป็นการพูดเพื่อส่งเสริมกำลังใจ ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ปีติให้เกิดในใจบรรดาศิษย์ เมื่อมีความมั่นใจว่านิพพานมีจริง นรก สวรรค์ มีจริง ก็ปฏิบัติทางจิตได้ง่าย กำจัดนิวรณ์ 5 ข้อ 5 คือวิจิกิจฉาไปได้

    ถึงตอนนี้ ท่านผู้มีปัญญาก็จะค้าน ว่าผีบางผี เทวดาบางองค์ก็มีคนเห็น โดยไม่ต้องใช้ทิพยจักขุญาณอะไรนั่นเลย มีจริงของท่าน เคล็ดมีอยู่ว่า หากท่านเหล่านี้ประสงค์จะให้เราเห็น เราก็สามารถเห็นได้ด้วยตาธรรมดา บางทีไปด้วยกัน 2 คน ท่านให้เห็นคนเดียว คือคนหนึ่งเห็น อีกคนหนึ่งไม่เห็นก็มี
    ในเรื่องที่เล่ามานี้ หลวงพ่อท่านเปรยไว้ว่าใครจะเชื่อก็เชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็เชิญตามอัธยาศัย ไม่ได้พูดให้เชื่อ แต่เล่าให้ฟังตามที่พบมา ผู้เขียนคำนำก็ขอเตือนไว้คำเดียวก็แล้วกัน คือ ไม่เชื่อก็เฉยๆ ไว้ดีกว่า ถือว่าฟังนิทาน
    ถ้าบังเอิญหนังสือนี้ได้พิมพ์แจกงานศพของผู้เขียนคำนำจริงๆ ก็ขอย้ำอีกว่าขอให้เชื่อเถอะ

    พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม สุขสวัสดิ์
    13 มี.ค. 16
     

แชร์หน้านี้

Loading...