เรื่องเล่าจากหลังวัด

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย jayandjune, 23 ตุลาคม 2004.

  1. jayandjune

    jayandjune สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +1
    แสงของของ
    ปลายเดือนมกราคมของพ.ศ.๒๕๔๗ เป็นช่วงที่ภาคอิสานตอนบนประสบกับอากาศหนาวที่แปลกกว่าทุกปีเล็กน้อย เป็นความแปลกที่ทรมานเสียด้วยคือ นอกจากจะหนาวเย็นจนกระดูกแทบกรอบแล้ว ฝนผิดฤดูก็ยังโปรยปรายเพิ่มความยะเยือกลงมาอีก ทำให้หลายคนที่ปรับตัวไม่ทันเป็นไข้ล้มป่วยไปตามๆกัน เป็นการตกที่มาราธรคือตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนจนหมดเดือนมกราคมเลยทีเดียว แต่พอขึ้นวันใหม่ของเดือนกุมภาพันธ์ก็ขาดเม็ดไปเสียเฉยๆเหลือเพียงความเหน็บหนาวจากไอความชื้นไว้เท่านั้น เมื่ออากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นบ้างเพราะแสงแดดเริ่มส่องมา กิจกรรมประจำวันของชาวบ้านรวมทั้งตัวผมก็เริ่มกลับมาดำเนินตามปกติอีกครั้ง แต่สำหรับผมนั้น ไม่ว่าจะหนาวหรือฝนก็ไม่มีผลเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆเท่าใดนักหากไม่ติตรงที่เป็นคนขี้เกียจสักหน่อย เพราะเป็นลูกจ้างประจำที่ต้องคอยเฝ้าดูแลสวนยางพาราให้เถ้าแก่ ด้วยสภาพร่างกายที่เคยชินกับทุกสภาพอากาศ ทำให้ผมไม่ค่อยใส่ใจกับความหนาวเย็นมากนัก เสื้อผ้าซ้อนกันสองตัวก็ทำให้ผมอยู่ได้อย่างสบายในเวลาทำงานกลางลมหนาวหรือแม้แต่ในเวลานอน บวกกับดีกรีของสาโทที่ทำไว้กินเองก็ช่วยให้ร่างกายต้านทานลมหนาวได้ดีขึ้นอีก และในยามที่ว่างจากการทำงานของคนที่ขาดความอบอุ่นตั้งแต่เด็กเพราะมีพี่น้องรวมกันสามารถตั้งทีมฟุตบอลได้และยังเหลือเป็นตัวสำรองได้อีกสองคนนั้น การปล่อยอารมณ์กับสารระเหยจึงเป็นความละมุนส่วนตัวที่ผมจะพอพึ่งได้ในยามเหงา ตราบเท่าที่ผมสามารถหาซื้อมันมาด้วยเงินของผมเอง แม้เถ้าแก่จะรู้ แกก็ไม่ว่าอะไรมากแค่เตือนว่าผมคงได้ตายเพราะมันซักวัน หากยังไม่ยอมเลิก ผมกลับอยากให้ถึงวันนั้นไวๆเพราะนี่ขนาดตอนมีชีวิตอยู่มันยังทำให้ผมรื่นรมย์ได้ขนาดนี้ ถ้าหากเกิดว่าผมตายไปพร้อมกันกับมันเท่ากับว่าขึ้นสวรรค์เป็นแน่แท้ ผมคิดอย่างนี้
    สวนยางที่ผมเฝ้าดูแลอยู่นั้น ห่างจากหมูบ้านแค่สองสามกิโลเมตรเท่านั้นโดยมีวัดตั้งอยู่ก่อนที่จะถึงหมู่บ้าน ทุกๆวันหลังจากที่ทำงานทุกอย่างแล้ว ผมมักจะนั่งทอดอารมณ์และสูดดมเจ้ากาวของโปรดก่อนจะหลับไปอย่างเป็นสุข ตื่นขึ้นมาเก็บยางอีกทีก็เช้ามืดก่อนทำเป็นยางแผ่น และเถ้าแก่ก็จะมารับเอาไปส่งตลาดอาทิตย์ละครั้ง เป็นวงจรของชีวิตที่เอื้ออำนวยต่อคนอย่างผมมากเหลือเกิน ทำงานได้เงินและก็...กาว
    หลังจากที่ทำงานประจำวันแล้ว วันนี้ผมต้องเข้าหมู่บ้านเสียหน่อยเพราะตั้งแต่คืนวานสิ่งบรรดาลความสุขของผมหมดลงพอดี จึงรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อให้ถึงหมู่บ้านก่อนสองทุ่มเนื่องจากในต่างจังหวัดนั้นร้านค้าจะปิดไวมาก เมื่อเรียบร้อยก็ปั่นจักรยานเข้าหมู่บ้านทันที สองข้างทางในเวลาพลบค่ำเช่นนี้มองดูอึมครึมน่ากลัวแม้ว่าจะพอมองลอดทะลุแนวต้นยางได้บ้างลางๆแต่ก็ยังน่ากลัว แสงจากตะเกียงแบตเตอร์รี่ของคนที่กรีดยางมองเห็นวับแวบไกลๆ ผมลืมบอกไปว่าที่แถวบ้านผมนั้นเขากรีดยางกันตั้งแต่เริ่มมืดกันเลย สองสามทุ่มก็เสร็จกันแล้ว
    สภาพถนนจะขึ้นๆลงๆตลอดเวลาเพราะสภาพพื้นที่เป็นเนินๆและก่อนที่จะถึงเขตวัดผมก็ต้องผ่านเนินอีกลูกหนึ่งซึ่งสูงมาก นี่ถ้าหากเป็นวันที่ผมได้ดมกาวมาก่อนละก็เนินแค่นี้ผมปั่นข้ามได้สบายแต่วันนี้เรี่ยวแรงผมหดหายไปมากเพราะขาดของดีส่วนตัวเลยต้องจูงเอากันล่ะและเมื่อลงเดินความวังเวงของสองข้างทางยิ่งทำให้ผมปอดยิ่งขึ้น เสียงฝูงนกเป็ดที่บินผ่านไปร้องประสานกันดังแว่วๆอยู่ในความมืดด้านบน ผมเร่งฝีเท้าเพื่อจะได้พ้นๆเนินและขึ้นปั่นจักรยานเสียที
    ขณะที่กำลังเร่งฝีเท้าอยู่นั่นเอง ผมก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอีกโขเมื่อเห็นแสงสว่างสาดข้ามเนินขึ้นมา ดูจากความสว่างแล้วคงเป็นรถยนต์ที่ขับสวนมานั่นเอง แต่ก็แปลกตรงที่ไม่มีเสียงของรถยนต์เลยและก็ไม่ได้ผิดสังเกตอะไรคิดเอาว่าเพราะเนินสูงนี่เองที่กั้นเสียงเอาไว้ มีอย่างเดียวคือขอให้รู้ว่ามีคนผ่านมาก็พอ มาเริ่มผิดสังเกตตรงที่เหมือนว่าแสงนั่นเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวมาทางผมแต่กลับค่อยๆเลื่อนออกนอกทาง จะว่ารถเลี้ยวก็ไม่น่าจะใช่ เพราะตรงยอดเนินนี้ไม่มีทางแยกไปทางไหนเลย เป็นแนวต้นยางล้วนๆ
    จนกระทั่งพ้นเนินขึ้นมา และมองเห็นที่มาของแสงสว่างเท่านั้น เลือดทุกหยดในตัวผมก็เหมือนว่ามันจะจับตัวกันเป็นก้อนขึ้นมาแทบจะทันที ขาของผมแข็งหยุดยืนอยู่กับที่สายตาเบิกค้างนิ่งจับอยู่ที่เบื้องหน้าทั้งที่อยากเบือนหนีแต่ก็ฝืนไม่ได้ ปลายจมูกเริ่มชาๆมันตึงไปจนถึงกกหูเหมือนถูกรัดด้วยหนังยางเส้นให_่จนน้ำตาปริ่มออกมา หนังศรีษะเกิดอาการคันขึ้นมาอย่างรุนแรงยังกับมีมดคันเป็นร้อยๆตัวรุมกัด มือกำแฮนด์จักรยานแน่นนิ่งอยู่ตรงนั้น
    มันไม่ใช่รถยนต์หรือเครื่องกำเนิดแสงใดๆที่มนุษย์สร้างขึ้นเลยหากแต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาผมขณะนี้คือ วัตถุทรงกลมใสเหมือนลูกแก้วขนาดลูกฟุตบอลที่เรืองแสงได้ น่าจะเรียกว่าส่องแสงได้มากกว่า กำลังลอยผ่านแนวต้นยางที่ความสูงในระดับสายตาไปอย่างช้าๆ บริเวณที่มันลอยผ่านไปสว่างโร่เหมือนมีไฟแสงจันทร์ริมถนนในตัวเมืองติดตั้งไว้ ลักษณะการเปล่งแสงไม่ใช่การกระพริบแต่สว่างจ้าตลอดเวลาก่อนจะหายเข้าไปทางด้านล่างของเนินซึ่งเป็นแนวทึบของป่าไผ่และกล้วยป่าที่ขึ้นปกคลุมสองฝั่งลำห้วยแต่ยังพอมองเห็นแสงที่ส่องลอดช่องระหว่างใบไม้ออกมาจนกระทั่งลับไปและทุกอย่างก็กลับอยู่ในสภาพอึมครึมของเวลาหัวค่ำปกติอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกินเวลาเพียงสามสี่นาทีเท่านั้น
    ผมเริ่มขยับนิ้ว กระพริบตา ปล่อยจักรยานและทรุดนั่งด้วยอาการหมดแรงน้ำตาไหลพรากแต่ไม่มีอาการสะอื้นเลย 20 นาทีผ่านไปหลังจากที่เช็ดน้ำตาและรวบรวมเรี่ยวแรงพอไปต่อไหวจึงจูงจักรยานเดินลงเนิน เพราะไม่มีแรงปั่นแล้ว ผมพยายามคิดว่าตัวเองเมากาวแต่ว่ามันก็ไม่ได้ตกถึงปอดผมตั้งแต่เมื่อวาน คงไม่เมาถึงวันนี้หรือว่าหิวกาวมากไปจนเกิดภาพหลอนขึ้นกันแน่
    และก็สะดุ้งแทบเหวออีกหนกับเสียงทักดังๆจากคันคูบ่อสระน้ำให_่หลังวัด
     
  2. กระเจียว

    กระเจียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,354
    ค่าพลัง:
    +2,008
    ว้าว ขอบพระคุณมากค่ะ
     
  3. นายฉิม

    นายฉิม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2004
    โพสต์:
    2,107
    ค่าพลัง:
    +2,692
    แล้วสรุปว่ามันเป็นแสงของอะไรกันล่ะ
     
  4. Sudtong

    Sudtong สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +11
    Test.Test
     
  5. khordsanth

    khordsanth Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    111
    ค่าพลัง:
    +98
    อยากกาว จนประสาทหลอนหรือเปล่าครับ
     
  6. tiger_weeds

    tiger_weeds สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2005
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +24
    สนุกดีครับ
     
  7. ivaldi

    ivaldi สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2005
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +2
    UFO
     

แชร์หน้านี้

Loading...