เล่าเรื่องอภิญญา "หลวงพ่อปาน" วัดบางนมโค

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 28 มิถุนายน 2006.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    ตอนที่ 1
    คำว่า " อภิญญา" นั้นหมายถึง ฤทธิ์ทางใจ ซึ่งจะเกิดเฉพาะผู้บรรลุธรรมขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ฉบับนี้จึงขอเล่าเรื่อง ฤทธิ์อภิญญาของ " หลวงพ่อปาน" วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา พระสุปฏิปันโน ผู้มีชื่อเสียงอีกรูปหนึ่ง
    "หลวงพ่อปาน" เป็นลูกชาวบ้านย่านวัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2418 เป็นบุตรชายคนเล็ก นายอาจ และ นางอิ่ม สุทธาวงศ์ มีอาชีพทำนา ตั้งแต่เกิดโยมบิดาตั้งชื่อให้ท่านว่า "ปาน" เนื่องจากท่านมีสัญลักษณ์ประจำตัวที่นิ้วก้อยมือซ้ายเป็นปานแดง ตั้งแต่ปลายนิ้วถึงโดนนิ้ว ซึ่งนับว่าแปลกและไม่ค่อยจะมีกัน
    เมื่ออายุครบ 20 ปี หลวงพ่อปานได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2438 โดยมีพระอุปัชฌาย์คือ หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อ.บางบาล จ.อยุธยา เมื่อบวชแล้วท่านได้มาอยู่ที่วัดบางปลาหมอ โดยหลวงพ่อสุ่นได้สอนกรรมฐานวิปัสสนาและวิชาอาคมต่างๆให้ โดยเฉพาะการรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรือถูกคุณไชย ต่อมาหลวงพ่อปานได้เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเรียนเพิ่มเติมด้านแพทย์แผนโบราณ และยังได้หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานเพิ่มเติมให้อีก
    หลวงพ่อปานท่านเรียนวิชาจากชีปะขาว ในการสร้างพระเครื่อง และเรียนวิชายันต์เกราะเพชรจากอาจารย์แจง ซึ่งเป็นฆราวาสชาวสวรรคโลก เมื่อเรียนจบหลวงพ่อปานได้กลับมาตั้งสำนักสอนภาษาบาลีและนักธรรมที่วัดบางนมโค และเริ่มก่อสร้างวัดบางนมโคจนเจริญรุ่งเรือง
    หลวงพ่อปานท่านชอบออกธุดงค์ในป่าลึก บางครั้งก็ไปเพียงรูปเดียว บางทีก็มีกลุ่มลูกศิษย์ตามไปด้วย มีเรื่องเล่าจากลูกศิษย์รูปหนึ่งของหลวงพ่อปานคือ "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" (มรณภาพแล้ว) แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ถึงอภิญญาของหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาศิษย์ รวมถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่แปลก มหัศจรรย์ที่พบเห็นระหว่างธุดงค์ในป่าดังเรื่องราวต่อไปนี้
    เสียงดนตรีไทยกลางป่าลึก
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเล่าว่าขณะที่คณะธุดงค์ซึ่งเป็นกลุ่มลูกศิษย์หลวงพ่อปานธุดงค์รอนแรมกันกลางป่า มักจะมีสิ่งที่น่าสงสัยอยู่อย่างหนึ่งคือ "เสียงดนตรี" ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากไหน เป็นเสียงเพลงไทยเดิม ซึ่งมีให้ฟังทุกวัน และดังชัดมาก เหมือนกับนั่งฟังอยู่ติดวงดนตรีเลยทีเดียว แถมบางวันก็จะมีกองยาว มีเสียงโห่ยั่วเย้า บางวันก็เป็นเครื่องสาย มโหรี ปี่พาทย์วงใหญ่ ได้ยินเสียงร้องส่ง เป็นเสียงผู้หญิง ท่านว่าเสียงหวานแจ๋ว คล้ายน้ำตาล เมืองเพชร เรื่องลักษณะนี้ "พระธุดงค์" แทบทุกรูปที่เคยรอนแรมกลางป่ามักจะเจอคล้ายกับเป็นการทดสอบกิเลสว่าพระรูปไหนจะหวั่นไหว เคลิบเคลิ้มหรือใจแข็งมากกว่ากัน เพราะมีบางครั้งขณะเดินธุดงค์อยู่ก็อาจจะมีคนเอาทรัพย์ใต้ดินออกมาอวดให้เหลืองอร่าม ตระการตา ตระการใจ เรียกว่าพระรูปไหนหากใจไม่แข็งพอ ก็จะทำให้เกิดความละโมบ อยากได้ขึ้นมาทันที แต่หลวงพ่อปานท่านก็สอนศิษย์ของท่านว่า ตรงนี้มันเป็น "อนัตตา" อย่าไปยึดมั่นถือมั่นให้จิตสั่นคลอนจนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ

    เทวดามาใส่บาตร
    หลวงพ่อปานท่านจะฝึกพระสงฆ์ที่เป็นศิษย์อย่างเคร่งครัด เวลาที่อยู่ในป่าท่านให้ถือเอาใบไม้ที่ร่วงหล่น ต้นไม้ กระดูกสัตว์ที่ตายและปรากฏให้เห็นเป็นอารมณ์วิปัสสนาญาณ ในป่าลึกแม้จะไม่มีบ้านคนเลย แต่ศิษย์ทุกรูปของหลวงพ่อปานก็ต้องออกเดินบิณฑบาต วันหนึ่งขณะคณะศิษย์ออกบิณฑบาต เดินห่างจากโคนต้นไม้ที่ปักกลดไม่ถึง ๒๐๐ เมตร ก็ปรากฏร่างเด็กหญิงชาวป่า อายุไม่เกิน 13 ปี แต่งตัวด้วยผ้าเก่า ขาดรุ่งริ่ง มายืนรอใส่บาตร ข้าวในขันของเด็กคนนั้นสีเหลือง หอมแปลก พระทุกรูปจะได้ข้าวรูป ละ 2 ทัพพี ไม่มีกับข้าว แต่มีดอกไม้ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนใส่มาในข้าวด้วย ดอกไม้นั้นหอมชื่นใจ กลิ่นคล้ายกลิ่นกระแจะผสมเกสร เมื่อกลับที่พักพระแต่ละรูปก็ฉันข้าว 2 ทัพพี ได้พอดีอิ่ม เมื่ออิ่มแล้วรู้สึกชุ่มชื่น ปลอดโปร่ง ไม่หิวน้ำเลย
    เด็กผู้หญิงมารอใส่บาตรอยู่ 2 วัน วันที่ 2 พระรูปหนึ่งทนไม่ไหวจึงถามว่า "บ้านเธออยู่ไหน เดินมาคนเดียวไม่กลัวเสือหรือ?" ที่พระรูปนั้นถามก็เพราะสงสัย คือเมื่อเดินสำรวจไปเกือบ ๑๐ กิโลเมตร ก็ไม่ปรากฏบ้านผู้คนเลย เพราะฉะนั้นเด็กคนนี้ ไม่ทราบว่ามาจากไหน เมื่อถามแล้วเด็กคนนั้นก็มองหน้าไม่พูดอะไร แต่หันหลังกลับเข้าไปในป่า พร้อมเสียงหัวเราะดังลั่น และเพียงแค่ 10 เมตร ที่เดินจากไป เหล่าพระธุดงค์ก็มองไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นแล้ว
    นับจากวันนั้นก็ไม่มีใครมาใส่บาตรพระกลุ่มนี้อีก จึงพากันอดฉันอาหารถึง 3 วัน พอเข้าคืนที่ 3 ที่อดข้าว ขณะพระทุกรูปกำลังทำสมาธิในกลด ต่างก็เห็นหลวงพ่อปานไปหา ท่านบอกว่า "คนที่เขามาใส่บาตร เขาเป็นเทวดา และเขาจะอยู่ที่ไหน มีอาชีพอะไร เราไม่ควรสนใจ เราต้องการอย่างเดียวคืออาหาร เขาให้แล้วก็แล้วกัน ไปถามเขาทำไม พรุ่งนี้ไปทางเดิม หลวงพ่อตกลงกับเขาไว้แล้ว จะมีคนใส่บาตรเพิ่มเป็น 3-4 คน จงอย่าคุยกับเขา อย่าสนใจเขา เราต้องการแต่อาหารจงจำไว้" แล้วท่านก็หายไป
    เมื่อเลิกกรรมฐานลืมตา พระทุกรูปต่างก็เล่าเรื่องหลวงพ่อปานมาหา เรื่องราวตรงกันทั้งหมด พระทุกรูปไม่สงสัยว่าหลวงพ่อปานท่านรู้ได้ยังไง เพราะรู้ว่าท่านมีญาณพิเศษ ที่ลูกศิษย์รู้เห็นอยู่เป็นประจำเป็นอันว่ารุ่งเช้า เมื่อเดินไปบิณฑบาต ก็ปรากฏว่ามีคนมารอใส่บาตร 4 คนจริงๆ เป็นหญิง 3 ชาย 1
    เรื่อง เทพ เทวดา มาใส่บาตรกลางป่านี้ เป็นเรื่องที่พระธุดงค์หลายรูปมักพบเห็น

    หลวงพ่อปานพบช้างพระโพธิสัตว์
    การออกธุดงค์ของพระสงฆ์ในป่า มักพบเห็นสัตว์ป่านานาชนิดที่ต่างก็เดินหลีกกันไปหลีกกันมา คณะธุดงค์ของหลวงพ่อปานเล่าว่า ครั้งหนึ่งได้พบโขลงช้างประมาณ 50 เชือก กำลังกินใบไม้อยู่ มีเชือกหนึ่งพอเห็นหลวงพ่อปานเข้าไปใกล้ก็คลุกเข่าชูงวงขึ้นเหนือหัว เมื่อช้างเชือกอื่นเห็นหัวหน้าฝูงทำอย่างนั้นก็ทำตาม หลวงพ่อปานจึงถามว่า "พ่อปู่ ที่นี่มีที่ไหนร่มรื่นพอที่พระจะพักสบายบ้าง?" พอหลวงพ่อพูดจบ ช้างก็ลุกขึ้นและเดินนำทาง เดินไปประมาณ 300 เมตร ก็พบต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นมีบ่อน้ำใสสะอาด ช้างเอางวงชี้แล้วคุกเข่าชูงวงไว้เหนือหัว เสร็จแล้วก็พากันเดินกลับ คณะพระธุดงค์สงสัยว่าทำไมช้างจึงรู้นัก หลวงพ่อปานจึงบอกว่า ช้างเชือกนี้เป็น "พระโพธิสัตว์" และยังบอกว่า หากสงสัยในสิ่งใด หรือต้องการดูว่าสถานที่ที่ผ่านมาแต่ละแห่งในอดีตเป็นอย่างไร ผู้คนหายไปไหนกันหมด ก็ให้ตรวจสอบด้วยอำนาจญาณ เป็นการฝึกใช้ญาณและวิปัสสนากันตรงๆ


    ที่มา : นิตยสารหญิงไทย
    ฉบับที่ 689 ปีที่ 29
     
  2. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    ตอนจบ
    "หลวงพ่อปาน" เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มักพากลุ่มพระสงฆ์ซึ่งเป็นศิษย์ออกธุดงค์หาความวิเวกกลางป่าลึก ทั่วประเทศไทย และเพื่อนบ้านใกล้เคียง มีหลายครั้งที่เหล่าพระธุดงค์มักพบเห็นปรากฏการณ์แปลกๆ ชวนพิศวง อย่างเหตุการณ์หนึ่งที่คณะธุดงค์ได้พบพระภิกษุลึกลับในถ้ำ โดยหลวงพ่อปานได้นำพาไป ถ้ำนั้นอยู่ในเขตจังหวัดลพบุรีอยู่ไกลจากหมู่บ้านและผู้คนมาก เมื่อไปถึงหลวงพ่อปานก็แนะนำว่า "หลวงพ่อรูปนี้ทรงอภิญญาสมาบัติ ชำนาญในการเนรมิต และที่พามานี้ก็เพราะอยากให้เห็นของจริง" จากนั้นก็พากันพักผ่อนในถ้ำอันกว้างขวาง
    รุ่งเช้าวันต่อมา หลวงพ่อปานไม่สั่งให้พระลูกศิษย์ออกบิณฑบาต หลวงพ่อในถ้ำบอกว่าที่นี่กับข้าวหายาก แต่มีบอนอยู่มากในบึงเล็กใกล้น้ำ ท่านถามว่า "ฉันแกงบอนไหม?" หลวงพ่อปานบอกว่า "ฉัน" ท่านจึงไปตัดบอนมา มาถึงก็ไม่ปอกเปลือกหั่นแบบแกง เอาหม้อดินใหม่เอี่ยมมา 1 ลูก หั่นใส่แล้วเอาน้ำใส่หน่อยนึงและปิดฝา จากนั้นเอาข้าวสารหยิบมือหนึ่งใส่หม้อดินอีกลูก ใส่น้ำและเอาฝาปิดแล้วเอาหม้อทั้ง 2 ลูก วางกับพื้นเฉยๆ ไม่ได้ตั้งเตา นั่งคุยกันไปสักครู่ หลวงพ่อในถ้ำก็ถามว่า "หิวหรือยัง?" หลวงพ่อปานตอบว่า "หิวแล้ว" หลวงพ่อในถ้ำจึงบอกว่า หิวก็ฉันได้แล้วนี่ ข้าวกับแกงสุกนานแล้ว "ว่าแล้วท่านก็เปิดฝาหม้อข้าวหม้อแกงปรากฏว่าข้าวสุกเต็มหม้อ มีควันคลุ้งเหมือนเอาลงจากเตาใหม่ๆ แกงก็เต็มหม้อมีควันขึ้น กลิ่นหอมเหมือนแกงบอนปกติ แถมมีเนื้อปลาในแกง หม้อทั้ง 2 ลูก มองแล้วเหมือนจะจุกข้าวไม่ถึงจาน เพราะมันลูกเล็กนิดเดียว ท่านให้ล้อมวงกันฉัน แต่ตัวท่านเองไม่ฉัน ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ฉันมาหลายปีแล้ว คณะธุดงค์พากันสงสัย ถามว่าท่านไม่หิวหรือ ท่านบอกว่า ท่านอยู่ด้วย "ธรรมปิติ" ไม่หิวและมีกำลังเป็นปกติ แล้วคณะธุดงค์ก็นั่งล้อมวงกันฉัน แต่ละรูปฉันกันจนเต็มที่ น่าแปลกที่ข้าวกับแกงที่คิดว่าแม้รูปเดียวก็ไม่ได้ครึ่งท้อง เพราะดูหม้อเล็กน้อยนิดก็กลับตักเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่พอทั้งหมดอิ่มพร้อมกันแล้ว หาข้าวสุกสักเม็ด น้ำแกงสักหยดก็ไม่มี หลวงพ่อปานท่านรู้ใจศิษย์ท่าน ท่านจึงบอกว่า ข้าวแกงอย่างนี้เรียกว่า "อาหารอภิญญา" คือเกิดได้จากการเนรมิต เมื่อฉันเสร็จแล้วก็พักกับหลวงพ่อ ในถ้ำ 3 วัน ท่านก็สอนวิชชาอภิญญากับคณะธุดงค์ เมื่อครบ 3 วัน แล้วก็ลาท่านเดินทางต่อไป
    คณะธุดงค์ของหลวงพ่อปาน ชอบเดินทางไปทุกภาคของประเทศไทย ทิศเหนือไปถึงเชียงตุงของพม่า ทิศตะวันออกไปสุดภาคอีสาน และข้ามเขตไปในอินโนจีนถึงประเทศญวน ทิศใต้ไปถึงปีนัง และในยามที่อยู่วัดบางนมโค กิจวัตร ประจำวัน ของท่านส่วนใหญ่หลังจากที่ฉันเรียบร้อยแล้ว ท่านจะพักผ่อนจนถึงเวลาฉันเพล หลังจากนั้นแล้วท่านจะออกมานั่งรับแขก และทำน้ำมนต์เตรียมไว้เพื่อรักษาคนไข้ คนป่วยต่างๆที่มาหาท่าน วันหนึ่งๆมีคนมาหาท่าน เพื่อขอความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก สารพัดโรคที่ถูกทำของหรือถูกคุณไสยก็มีเยอะ รักษากันตั้งแต่เพลเรื่อยไปบางวันถึงดึกดื่นก็มีแม้ท่านจะเหน็ดเหนื่อย แต่ท่านก็ยังสงเคราะห์ชาวบ้านเช่นนี้ เสมอไป
    แม้หลวงพ่อปานท่านจะจากไปแล้วแต่ท่านก็ได้ทิ้งสิ่งล้ำค่าไว้แก่พุทธศาสนิกชน นั่นก็คือ "พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์" อานิสงค์แห่งพระคาถานี้ว่ากันว่า เมื่อภาวนาสม่ำเสมอ เงินทองข้าวของที่มีอยู่จะเพิ่มให้เห็นอย่างน่าอัศจรรย์ บางคนภาวนาจนได้สมาธิขั้นสูง เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าก็มี ที่มาของพระคาถาบทนี้ หลวงพ่อปานท่านได้มาจาก "ท่านครูผึ้ง" เมื่อท่านไปนครศรีธรรมราช ในเย็นวันที่ได้ไปถึง ขณะหลวงพ่อหานเข้าห้องจำวัดพักผ่อน โดยมีพระภิกษุอุปฐากคอยเฝ้าอยู่หน้าห้องพักนั้น ปรากฏว่าเวลา 5 โมงเย็น ได้มีชายชราผู้หนึ่ง รูปร่างเล็ก ท่าทางสง่า ผิวขาว นุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงินสวมเสื้อราชปะแตน ถุงเท้าขาว รองเท้าคัชชูสีดำ สวมหมวกสักหลาดไม้เท้าเลี่ยมทองชายชราผู้นั้นเดินมาหาพระอุปฐากถามว่า "หลวงพ่อตื่นแล้วหรือยัง?" ก็พอดีไดยินเสียงหลวงพ่อพูดออกมาจากห้องว่า "ไม่หลับหรอก นอนคอยอยู่ คิดว่าผิดนัดเสียแล้ว" แล้วหลวงพ่อปานก็เดินออกมาจากห้องพัก ชายชราผู้นั้นได้พูดว่า "ผมไม่ผิดนัดหรอกครับ เห็นว่าท่านเพิ่งมาถึงใหม่ๆ กำลังเหนื่อยก็เลยรอเวลาไว้ก่อน เย็นนี้คิดว่าว่างจึงเลือกเวลามา "ขณะที่ท่านทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้น สร้างความสงสัยให้แก่คณะที่ไปด้วยกันอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นว่าคนทั้งสองพบกันที่ไหนเลย ทำไมจึงพูดกันถึงเรื่องนัดหมายแต่หลวงพ่อปานก็พูดขึ้นมาว่า "พวกเราสงสัยหรือ?" ไม่ต้องสงสัยอะไร โยมผู้เฒ่านี้มีของดี" แล้วหวงพ่อก็พูดกับชายชราผู้นั้นว่า "โยมมีของดี ก็เอาของดีออกมาอวดพวกนี้หน่อยซิ?
    จากนั้นชายชราก็ได้เล่าประวัติพระคาถาบทหนึ่งซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก โดยท่านได้แนะนำตัวเองว่า ท่านชื่อ "ผึ้ง" อายุ 99 ปี เมื่ออายุท่านได้ประมาณ 40 ปี ได้มีพระธุดงค์ เดินธุดงค์มารูปเดียว ท่านเห็นพระรูปนั้นแล้ว รู้สึกเลื่อมใส่มาก จึงได้นิมนต์ให้พักอยู่เพื่อบำเพ็ญกุศล 4 วัน ได้ปฏิบัติท่านอย่างดี ได้เรียนกรรมฐานจากท่านเมื่อพระธุดงค์จะกลับ ท่านบอกว่า "โมฉันจะลากลับ ต่อไปจะไม่ได้มีโอกาสผ่านมาอีก หากโยมอยากพบอาตมา ก็ขอให้จุดธูปอาราธนาพระ แล้วอาตมาจะมาพบทางใน" แล้วท่านก็ได้มอบพระคาถา "พระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์" บทนี้ให้ พร้อมทั้งอธิบายวิธีปฏิบัติ ท่านให้หมั่นภาวนา เงินทองของใช้จะไม่ขาดมือ ถ้าปฏิบัติเป็นกรรมฐานนำทำให้ถึงฌานแล้วจะร่ำรวยเป็นเศรษฐี และบอกว่า "โยมเอาพระคาถาบทนี้ภาวนาเป็นกรรมฐานเถิดนะ ไม่เกิด 2 ปี โยมจะรวยใหญ่ เงินทองจะหลั่งไหลมาเอง พระคาถาบทนี้ของปัจเจกะพุทธเจ้า ตระกูลอาตมาได้เรียนสืบต่อกันมาทุกคน ไม่มีใครจน"
    ชายชราที่ชื่อ "ผึ้งได้มองพระคนท ให้หลวงพ่อปาน และบอกให้แจกพระคาถานี้เป็นธรรมทานด้วย เสร็จแล้วหลวงพ่อได้ถาม "ท่านครูผึ้ง" ว่าทำนานมั๊ยจึงรู้ผล ท่านครูผึ้งตอบว่า "ไม่นานครับ ประมาณเดือนแรกผ่านไปก็เริ่มรู้ผล ระยะแรก ให้ผลในทางกินก่อน เช่นหุงข้าวตามธรรมดา คนในบ้านก็กินเท่าเดิม เพิ่มการใส่บาตรแต่ข้าวเหลือ ทั้งๆที่หุงเท่าเดิม ต่อมาเงินเริ่มเพิ่ม เงินในที่เก็บเริ่มเกินบัญชี เงินจากร้านนับเก็บจำนวนเท่านี้ พอรุ่งขึ้นมาตรวจเงินพบว่าเกินมาทุกที ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด พระคาถาบทนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ภาวนาแล้วนอกจากเงินจะเพิ่มของก็เพิ่มด้วย ผมทำเป็นกรรมฐานด้วย ทำจนสว่าง หลับตาก็เกิดความสว่าง ได้เห็นพระพุทธรูปบ้าง พระสงฆ์บ้าง มีอยู่องค์หนึ่งครับจีวรสวยมากไม่เหมือนจีวรพระธรรมดา แล้วเริ่มเห็นเงิน คราวแรกเป็นจำนวนน้อยๆต่อมาเห็นจำนวนมากตามลำดับ ตอนนี้เองครับเงินทองไหลมากันใหญ่ ทำอะไรนิดหน่อยก็ดีไปหมด"
    หลวงพ่อปานท่านมรณภาพเมื่อ 26 กรกฎาคม 2481 หลังจากนี้ มีผู้นำพระคาถานี้ไปใช้ภาวนาโดยตั้งจิตอธิษฐานขอในสิ่งที่ต้องการแล้วได้ผลเป็นอันมาก คาถานั้นมีว่า
    ว่านะโม 3 จบ และว่าพระคาถาบทนำครั้งเดียวคือ "พุทธะ มะอะอุ นะโม พุทธายะ" พระคาถาปัจเจกะโพธิ์ว่า 3 จบ 5 จบ 7 จบ หรือ 9 จบ ก็ได้แต่ต้องสม่ำเสมอจึงจะเกิดผล
    "วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโยพุทธัสสะมาณี มามะ พุทธัสสะ สวาโหม"หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
    บุษบก บรรจุอัฐิหลวงพ่อปาน ตั้งอยู่ภายในวิหารจตุรมุข
    วิหารจตุรมุขที่สักการะอัฐิหลวงพ่อปาน



    ที่มา : นิตยสารหญิงไทย
    ฉบับที่ 690 ปีที่ 29
     
  3. jaejuaclub

    jaejuaclub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    117
    ค่าพลัง:
    +525
    (_/l\_)
     

แชร์หน้านี้

Loading...