เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 24 พฤศจิกายน 2022.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,536
    ค่าพลัง:
    +21,706
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕



     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,536
    ค่าพลัง:
    +21,706
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ กระผม/อาตมภาพได้เดินทางไปยังวัดน้อย ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเยี่ยมเพื่อนพระอุปัชฌาย์ที่กำลังพักฟื้นหลังผ่าตัดลำไส้ ก็คือพระครูใบฎีกาสามารถ ขนฺติวโร ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดน้อย และเจ้าคณะตำบลโคกครามเขต ๒

    ถ้าหากว่าพระภิกษุสามเณรของเรา ตลอดจนกระทั่งญาติโยมทั้งหลายศึกษาเกี่ยวกับสายพระกรรมฐานแล้ว ก็จะทราบดีว่าหลวงปู่เนียม วัดน้อยนั้นก็คือ "อาจารย์ปู่ทวด" ของพวกเราเอง

    เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงนั้น เป็นศิษย์หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค
    หลวงปู่ปาน วัดบางนมโคนั้นเป็นศิษย์หลวงปู่เนียม วัดน้อย
    ส่วนหลวงปู่เนียม วัดน้อยนั้นเป็นศิษย์หลวงปู่โต วัดระฆัง
    หลวงปู่โต วัดระฆังนั้น เป็นศิษย์หลวงปู่แสง วัดมณีชลขัณฑ์

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าเรานับการสืบสายกรรมฐานกันมา ก็จะสืบต่อกันมาเป็นลำดับดังที่ได้กล่าวมานี้

    ในเรื่องนี้ไม่ขอกล่าวถึง ส่วนที่จะกล่าวถึงก็คือว่า ท่านทั้งหลายอาจจะได้เห็นรูปของหลวงปู่เนียม วัดน้อย ไม่ว่าจะเป็นรูปนอนสีหไสยาสน์ตะแคงซ้ายก็ดี หรือว่ารูปนั่งกรรมฐานก็ตาม ขอให้ทราบว่า ในขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นช่างฝีมือทั้งของไทยของฝรั่งก็ตาม ไม่มีใครสามารถถ่ายรูปหลวงปู่เนียม วัดน้อยติดเลยแม้แต่รูปเดียว..!


    รูปทั้งสองอิริยาบถที่เห็นนั้น เป็นรูปที่ถ่ายหลังจากที่หลวงปู่เนียม วัดน้อย ท่านมรณภาพแล้ว และได้มีการนำเอาสังขารของท่าน มาจัดอยู่ในลักษณะของสีหไสยาสน์ก็ดี หรือว่าในลักษณะของการนั่งสมาธิก็ตาม แล้วถ่ายรูป ถึงติดภาพนั้นมาได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะถ่ายรูปติดได้เลย..! ตรงจุดนี้เราจะเห็นว่า "ท่านอาจารย์ปู่ทวด" ตามสายกรรมฐานของเรานั้น ท่านขลังจริงขนาดไหน

    ความจริงแล้วในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าหากว่าท่านไม่ได้ฝึกในส่วนของอากาสกสิณก็ดี นีลกสิณก็ตาม ถ้าหากต้องการที่จะทำให้ไม่สามารถถ่ายรูปติดนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านเคยถ่ายทอดพระคาถามาให้ ท่านทั้งหลายลองไปทำดูก็ได้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,536
    ค่าพลัง:
    +21,706
    กระผม/อาตมภาพเคยไปแกล้งทหารพม่าที่จับกระผม/อาตมภาพที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ทำการสอบสวนอย่างเข้มงวด เพราะเกรงว่าจะเป็นจารชนเข้าไปล้วงความลับทางการทหารของเขา เมื่อมีการถ่ายรูปเพื่อทำประวัติ กระผม/อาตมภาพจึงขอให้รูปนั้นถ่ายไม่ติด แต่เนื่องจากว่าในสมัยนั้นยังไม่ใช่ภาพถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล ยังเป็นการใช้ฟิล์ม กว่าที่เขาจะถ่ายหมดและล้างฟิล์มออกมา กระผม/อาตมภาพก็อาจจะกลับไปเมืองไทยนานแล้วก็ได้ ดังนั้น..จึงไม่เป็นที่สงสัยของเขาทั้งหลายเหล่านั้นเลย

    พระคาถานี้มีว่า "ยะทิโก มหาราชา ปะลายันติ" เราภาวนา ทำใจสบาย ๆ ไปเรื่อย กำหนดนึกก็ได้ว่า "ไม่มีอะไรเหลืออยู่แม้แต่น้อยหนึ่งเลย" ถ้าหากว่าใครทำขึ้น อันดับแรกเลยก็คือคนอื่นมองไม่เห็น แต่ถ้าหากว่าตั้งใจที่ให้บุคคลถ่ายรูปไม่ติด ก็ให้กำหนดใจในความว่างพร้อมกับภาวนาพระคาถานี้ ก็ไม่สามารถที่จะถ่ายรูปติดได้เช่นกัน

    วันนี้ก็เอาพระคาถาที่ศึกษา
    จากครูบาอาจารย์มานานแล้ว บางทีก็ลืมไปนานแล้วด้วย เพราะว่าไม่ใช่พระคาถาที่คิดจะนำมาใช้ สมัยก่อนก็ยังมีการซักซ้อมอยู่เป็นปกตินับร้อยคาถา ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการภาวนาเป็นชั่วโมง ๆ ทีเดียว เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นพระคาถาก็ดี เป็นกองกรรมฐานก็ตาม ก่อนที่เราจะไปใช้พระคาถาอื่น หรือว่ากองกรรมฐานอื่น สิ่งหนึ่งที่ครูบาอาจารย์สั่งเอาไว้อย่างชัดเจนก็คือ เราจะต้องซักซ้อมกองเก่าให้มีความคล่องตัวก่อน หรือว่าซักซ้อมพระคาถาเก่าให้มีความคล่องตัวก่อน แล้วจึงข้ามไปทำกองกรรมฐานใหม่ หรือว่าทำพระคาถาใหม่

    ดังนั้น..ในการฝึกปฏิบัติระยะแรก ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่เป็นวัยรุ่น หรือว่าในการบวชพรรษาแรก ๆ ก็ตาม กระผม/อาตมภาพต้องภาวนาพระคาถาวันหนึ่งเป็นร้อย ๆ บท แต่ละบทก็ต้องภาวนาจนกำลังใจทรงตัวในระดับที่เคยใช้งานได้ผลแล้ว จึงได้ขยับไปยังพระคาถาต่อไป

    ตอนช่วงท้าย ๆ นี้ก็แทบจะทิ้งหมดแล้ว เหลือแต่พระคาถาเงินล้านเท่านั้น ถ้าหากว่าคิดถึงเมื่อไรก็จะภาวนา หรือว่าส่วนที่ใช้ประจำในช่วงเช้า ก็คือการภาวนาอิติปิ โสฯ ๓ ห้อง ๓ จบ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา และภาวนาพระคาถาชินบัญชรอย่างน้อย ๑ จบ เพื่อบูชาครูบาอาจารย์ตามสายกรรมฐาน แล้วระยะเวลาที่เหลือ ถ้าหากว่านึกขึ้นมาได้ ก็จะภาวนาพระคาถาเงินล้าน มากบ้าง น้อยบ้าง ตามเวลาที่มีเหลืออยู่

    ถ้ามีเวลามากพอก็ภาวนาไป ๑๐๘ จบ ถ้าไม่มีเวลามากพอ ก็เอาแค่ที่นึกถึงได้ พระคาถาที่เคยใช้งานจำนวนมากจึงขึ้นสนิม กองอยู่ก้นคลัง นึกขึ้นมาเมื่อไร ก็นำมาบอกมากล่าวแก่พวกเรา อย่างที่ได้บอกกล่าวอยู่ในขณะนี้
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,536
    ค่าพลัง:
    +21,706
    อีกส่วนหนึ่งก็คือ มีผู้สงสัยว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุงนั้น ท่านเล่าไว้ใน "ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า" เหมือนอย่างกับว่าท่านไปฝึกวิชากับหลวงปู่เนียมวัดน้อยมาด้วยตนเอง ในส่วนนี้ขอบอกกล่าวให้ชัดเจนในที่ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ในปฏิปทาท่านผู้เฒ่านั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเล่าปนกันไป ในระหว่างประวัติของหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค หลวงปู่เล็ก วัดบางนมโค และหลวงพ่อกับเพื่อนอีก ๓ องค์ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงทำให้ประวัติบางตอน เหมือนกับหลวงพ่อท่านไปฝึกวิชากับหลวงปู่เนียม วัดน้อยเอง ทั้งที่ยุคของหลวงพ่อฤๅษีนั้น หลวงปู่เนียมท่านมรณภาพไปแล้ว

    เหตุที่ท่านต้องทำเช่นนั้นก็เพราะว่าในยุคนั้นมีคนกล่าวหาว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงนั้น อวดอุตริมนุสสธรรม กล่าวถึงในเรื่องที่เกินความสามารถที่บุคคลทั่ว ๆ ไปจะกระทำได้

    ในเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เล่า ไม่ว่าจะเป็นประวัติหลวงปู่ปาน วัดบางนมโคก็ดี หลวงปู่เล็ก วัดบางนมโคก็ดี ตลอดจนกระทั่งประวัติของท่านเองกับเพื่อนอีก ๓ องค์ด้วยกัน ปะปนกันไปหมด เมื่อถึงเวลาถ้าหากว่ามีคนมากล่าวหา ท่านจะได้บอกว่า ไม่ใช่ประวัติของท่าน เพราะว่ามีส่วนทั้งของหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค หลวงปู่เล็ก วัดบางนมโค ตลอดจนกระทั่งประวัติของท่านเองด้วย สับสนปนเปกันไปหมด เจตนาก็คือ ไม่ต้องการให้บุคคลมากล่าวหาท่านว่าอวดอุตริมนุสสธรรม แล้วก่อให้เกิดโทษแก่บุคคลเหล่านั้นเอง

    ต้องบอกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาแม้แต่บุคคลที่ประกาศตนเป็นศัตรูกับท่าน ไม่อยากให้เขาได้รับทุกข์รับโทษ จึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยง แต่ว่าทำให้ลูกศิษย์ส่วนหนึ่งซึ่งไม่เข้าใจ "ต้นสายปลายเหตุ" ลังเลสงสัยว่า "หลวงพ่อวัดท่าซุงโกหกประวัติตัวเองหรือเปล่า ?" เพราะไปเดาเองว่า "ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า" คือประวัติการเจริญพระกรรมฐานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านองค์เดียว

    ในเมื่อลังเลสงสัยแล้ว ไม่เข้าใจบริบทของยุคนั้นว่า เขาตั้งหน้าตั้งตาโจมตีพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านหนักหนาสาหัสขนาดไหน แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อเมตตาต่อท่านทั้งหลายเหล่านั้นขนาดไหน ก็ทำให้เราเองเสียเวลา ลังเลสงสัยในคุณครูบาอาจารย์ ลังเลสงสัยในคุณพระรัตนตรัย จนทำให้เราไม่สามารถรับความดีได้อย่างแท้จริง..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,536
    ค่าพลัง:
    +21,706
    อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงในวันนี้ก็คือ ปฏิทินฤกษ์พรหมประสิทธิ์ ซึ่งบางทีพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านก็เรียกว่าฤกษ์มหาเศรษฐี เพราะว่าท่านเคยไปเทศน์ เดินผ่านร้านขายกล้วยแขกหรือกล้วยทอดแห่งหนึ่ง แล้วเข้าไปขอพักขอน้ำเขาฉัน ปีถัดไปได้ผ่านไปอีก ปรากฏว่าเพิงกล้วยแขกกลายเป็นตึก ๓ ชั้นไปแล้ว..! ด้วยความสงสัยจึงไปสอบถามดูว่า แค่ขายกล้วยแขกไม่น่าที่จะร่ำรวยขนาดนี้

    บุคคลผู้นั้นจึงได้บอกกล่าวให้หลวงพ่อท่านได้ทราบว่า ได้ฤกษ์พิเศษมาจากหลวงพ่อที่วัด เมื่อทราบแล้วหลวงพ่อท่านซึ่งสนใจเรื่องทั้งหลายเหล่านี้แบบจริงจัง ก็ได้ตามไปจนถึงต้นเหตุ ปรากฏว่าหลวงพ่อท่านนั้นนำเอาใบลานเก่ามาให้ดู มีอยู่แค่ ๒ หน้าเท่านั้นที่จารึกเอาไว้ และมีฤกษ์ไม่ครบ ๗ วันด้วย

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจึงไปค้นคว้า ถึงขนาดเข้าหอสมุดแห่งชาติ แล้วในที่สุดก็ได้ฤกษ์มาครบ แต่ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็แนะนำให้แก่พวกเราครบบ้างไม่ครบบ้าง ตามแต่ญาติโยมที่มาขอ ทำให้พวกเราทั้งหลาย "จับแพะชนแกะ" แล้วก็ใช้เฉพาะในส่วนที่ท่านแนะนำ แม้ว่าบางฤกษ์จะเป็นแค่ฤกษ์ "สมตน" คือเสมอตัวเท่านั้น

    กระผม/อาตมภาพเคยกราบเรียนถามหลวงพ่อท่านว่า "ทำไมไม่บอกฤกษ์มหาสิทธิโชค หรือว่าฤกษ์อมฤตโชคให้แก่บุคคลนั้น อย่างแย่ ๆ ให้เป็นฤกษ์สิทธิโชคก็ยังดี ?" หลวงพ่อท่านบอกว่า "ถ้าแกไม่มียถากัมมุตาญาณ ไม่รู้ความดีความชั่วที่เขาทำมาว่ามีผลเพียงใด อาจจะแนะนำส่งเดชแล้วทำให้ญาติโยมเดือดร้อนก็เป็นไปได้ สมมติคนผู้นั้นสามารถแบกข้าวสารได้แค่ ๑๐ หรือว่า ๒๐ กิโลกรัม แล้วแกโยน
    ข้าวสารกระสอบละ ๑๐๐ กิโลกรัมไปให้ เขาก็โดนทับตายเท่านั้นเอง..!"

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กระผม/อาตมภาพซึ่งสงสัยว่าบุคคลซึ่งมี "วันลาภ วันชัย" ซึ่งเป็น "ฤกษ์หลวงปู่ปาน" เกิดไปตรงกับฤกษ์นี้ ซึ่งภายหลังเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า "ฤกษ์พรหมประสิทธิ์" แล้ววันลาภวันชัยของเขาไปตรงกับวันเสาร์ ๕ เขาทั้งหลายเหล่านั้น จะทำอะไรได้ ? ในเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อกล่าวว่า "วันเสาร์ ๕ นั้น ห้ามทำการมงคลใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากบวงสรวงพุทธาภิเษกเท่านั้น"
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,536
    ค่าพลัง:
    +21,706
    กระผม/อาตมภาพซึ่งเป็นคนขี้สงสัยและช่างค้นคว้า จึงโกยเอาตำราหมอดู ตลอดจนกระทั่งตำราพรหมชาติทั้งหมดที่มีอยู่มา แล้วค่อย ๆ เสาะหาไปทีละส่วน จนกระทั่งในที่สุดก็ได้ฤกษ์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มา ซึ่งแต่ละวันนั้นจะมีฤกษ์สิทธิโชค มหาสิทธิโชค อมฤตโชค ซึ่งกระผม/อาตมภาพนั้นเลือกเอาเฉพาะฤกษ์ที่ดีออกมาเท่านั้น ส่วนที่ไม่ได้อยู่ในฤกษ์ทั้งหลายเหล่านี้ เราก็ถือว่าเป็นฤกษ์เสียไป แล้วนำเอามาให้ลูกศิษย์ทั้งหลายได้ใช้

    ในระยะแรกก็มีการต่อต้านกันว่าเป็นความรู้ที่เกินจากที่ครูบาอาจารย์ให้ โดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าครูบาอาจารย์ท่านเป็นผู้ที่ช่างค้นคว้าขนาดไหน ท่านก็อยากรู้ว่าลูกศิษย์ของท่านจะมีจริตนิสัยแบบนี้บ้างหรือไม่ จึงได้บอกให้ไปแบบขาด ๆ เกิน ๆ แต่ว่าท่านทั้งหลายก็เคารพครูบาอาจารย์แบบ "เถรตรง" จนเกินไป ไม่กล้าที่จะทำอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่ครูบาอาจารย์สั่ง จึงได้ไปในแค่นั้น แล้วก็ยังมีหน้ามาคัดค้านอีกด้วย

    แต่พอภายหลังมีผู้ประสบผลดีจากฤกษ์พรหมประสิทธิ์ ที่กระผม/อาตมภาพนำแจกจ่ายให้ไปในแต่ละปี จึงค่อย ๆ ยอมรับ แล้วภายหลังก็ฉวยโอกาสเมื่อกระผม/อาตมภาพนำฤกษ์แต่ละปีออกมา ก็เอาไปแจกจ่ายต่อในหมู่คณะศิษย์ของตัวเอง ต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่ฉลาด ไม่ยอมเหนื่อย แต่ว่าคอยโกยเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์จากคนอื่นไปใช้งานเอง

    ต่อมาเมื่อกระผม/อาตมภาพมีตำแหน่งแห่งที่มากมายขึ้น เวลาน้อยลง ก็มีลูกศิษย์ที่เมตตามาขอศึกษา จนกระทั่งสามารถออกฤกษ์พรหมประสิทธิ์ได้เอง กระผม/อาตมภาพก็อนุญาตให้ทำเป็นเล่มจำหน่าย ซึ่งก็คือ "ปฏิทินฤกษ์พรหมประสิทธิ์" ในแต่ละปีนั่นเอง

    ท่านทั้งหลายที่ซื้อหาไป เมื่อถึงเวลาจะใช้ฤกษ์ในการทำกิจการงานสำคัญต่าง ๆ ก็ให้ใช้ไปตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิโชค มหาสิทธิโชค หรือว่าอมฤตโชคก็ตาม ท่านทั้งหลายสามารถที่จะใช้ได้ทั้งวัน เพราะว่าฤกษ์นี้เป็นฤกษ์ปลอด ไม่กำหนดด้วยเวลา ใช้ได้ตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันตกดินทีเดียว

    ดังนั้น..ท่านทั้งหลายที่ต้องการฤกษ์ทั้งหลายเหล่านี้ แล้วไม่สามารถที่จะดูเองได้ หรือว่าคนอื่นดูให้ก็ไม่แน่ใจ ลองเข้าไปดูใน "เว็บไซต์วัดท่าขนุน" ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะใช่ "ห้องสะพานบุญ" หรือเปล่า ? เผื่อว่าถ้าเขายังมีจำหน่ายอยู่ ก็ไปซื้อหากันเอาเอง

    แต่ว่าผู้ที่ทำมานั้น เคยโดนบรรดาผู้ที่นำไปจำหน่ายต่อ สั่งไปทีเดียวมาก ๆ จนคนอื่นไม่ได้ปฏิทินไว้ใช้งาน จึงได้ตั้งกติกาไว้ว่า ถ้าเกิน ๒๐ เล่มไปแล้ว คิดค่าส่งเล่มละ ๒๐ บาท พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้า ๒๑ เล่ม ท่านก็จ่ายค่าส่งในราคา ๒๐ เล่ม บวกอีก ๒๐ บาท ถ้า ๒๒ เล่ม ท่านก็จ่ายในราคาค่าส่ง ๒๐ เล่ม บวกอีก ๔๐ บาท เป็นต้น บวกไปเรื่อย ๆ แบบนี้ เพื่อให้ท่านที่อยู่ไกลและตัดสินใจช้า อย่างน้อยก็จะได้มีปฏิทินฤกษ์พรหมประสิทธิ์เอาไว้ใช้บ้าง ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปซื้อต่อเขาในราคาแพง ๆ ซึ่งตามที่ผ่านมาก็คือเขาบวกไปเล่มละ ๒๐ บาทก็มี ๕๐ บาทก็มี เป็นต้น

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...