เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 4 สิงหาคม 2022.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตั้งแต่เช้ากระผม/อาตมภาพเดินทางไปเยี่ยมสนามอบรมพระนวกะของคณะสงฆ์อำเภอไทรโยค โดยปกติแล้วก็ต้องไปบรรยายถวายความรู้ให้กับพระนวกะ แต่ว่าวันนี้ไม่สามารถที่จะทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากว่าติดงานไหว้ครูและปฐมนิเทศของนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรีศรีไพบูลย์ จึงได้แค่เดินทางไปเยี่ยมเท่านั้น และโดยปกติเส้นทางบ้านมะเซอย่อนี้ กระผม/อาตมภาพจะไม่ย่างกรายไปเลย ตลอดระยะเวลาประมาณ ๔๐ ปีเศษ..!

    เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า กระผม/อาตมภาพนิมิตเห็นสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นที่เก่าซึ่งมีความผูกพันกันมาก่อน ถ้าหากว่าไปถึงที่นั้นก็คงต้องเหนื่อย เพราะว่าต้องไปสร้างให้เขา จึงใช้วิธีหลบหลีกไปเรื่อย จนกระทั่งตอนนี้พ้น ๔๐ ปี พ้นวาระกรรมแล้ว จึงสามารถที่จะเหยียบย่างเข้าไปได้

    ในเรื่องของนิมิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว เราต้องเป็นผู้มีสติ โดยเฉพาะระลึกรู้อยู่เสมอว่านี่คือชาติปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นแล้วหลายท่านไปเจอบุคคลที่เคยมีความสัมพันธ์แต่เก่าก่อนกันมาในชาติอื่น แล้วก็ไปฟื้นความสัมพันธ์กันขึ้นมา บางทีก็แทบจะฆ่ากันตาย เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ามีบางคนไปบอกกับอีกคนหนึ่งว่า "เมียคุณเคยเป็นเมียผมมาก่อนในอดีต" พูดง่าย ๆ ว่า ไม่โดนผัวเขาในชาติปัจจุบันนี้ฆ่าทิ้ง ก็นับว่าบุญโขแล้ว


    ในส่วนของนิมิตต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะว่าถ้าเราไปยึดติดแล้วก็จะหลงทางไปไกล เหตุที่หลงทางไปไกลก็เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วก็จะไหลไปตามกรรมในอดีตของตน จนกระทั่งลืมวัตถุประสงค์ว่าการปฏิบัติธรรมนั้น เป้าหมายของเราคือความหลุดพ้นจากกองทุกข์ เข้าสู่พระนิพพาน


    นิมิตต่าง ๆ นั้น กระผม/อาตมภาพได้พบมาตั้งแต่เด็ก ถ้าหากนิมิตเห็นว่ามีพลังงานเป็นกลุ่มก้อนเหมือนเมฆหนาทึบดำทะมึน กดดันลงมาอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ถ้าตื่นขึ้นมาก็จะป่วยไข้ทุกครั้ง แล้วขณะเดียวกัน ถ้าหากนิมิตเห็นว่าตนเองกำลังเดินอยู่ในดงไผ่เขียวขจี มีแสงแดดสีทองส่องลอดแนวไผ่ลงมาเป็นลำ ๆ ลักษณะอย่างนั้น ถ้าหากว่าตื่นขึ้นมาก็จะหายป่วยทุกครั้งเช่นกัน

    นิมิตพวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครื่องหมายเฉพาะของแต่ละคน อย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านเล่าว่า ถ้านิมิตเห็นคนใส่ชุดแดงเมื่อไร แปลว่าต้องป่วย ยิ่งแดงมากก็ยิ่งป่วยมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านนิมิตเห็นคนใส่ชุดแดงทั้งตัว หลังจากนั้นก็ป่วยหนักสาหัสไปเป็นปีเลย เป็นต้น
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ถ้ารู้จักสังเกต ก็อาจจะบอกอะไรเราได้เหมือนกัน เนื่องเพราะว่าบางคนก็ไม่เข้าใจว่านิมิตกับความฝันนั้นต่างกันอย่างไร นิมิตนั้นมักจะมาแบบไม่มีหัวไม่มีท้าย ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเฉย ๆ รับรู้หรือไม่รับรู้ก็มาให้เห็น หลังจากนั้นแล้วก็จะหายไป แต่ว่าความฝันนั้น เรามักจะเห็นเป็นเรื่องเป็นราว รู้สึกเหมือนกับเรากำลังดำเนินชีวิตจริงอยู่ในปัจจุบัน

    ดังนั้น...นักปฏิบัติทั้งหลาย ถ้าสามารถแยกออกได้ บางส่วนก็มีประโยชน์ อย่างเช่น ถ้าหากว่ากระผม/อาตมภาพฝันว่าจับปลาได้เมื่อไร ก็จะได้เงินทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งฝันว่าจับปลาได้เป็นลำเรือ แล้วก็มีโยมถวายเงินเป็นล้านเลย ซึ่งในลักษณะอย่างนี้เป็นนิมิตของใครของมัน แต่จะได้มากหรือได้น้อย ก็อยู่ในจำนวนปลาที่จับได้

    แต่ถ้ากระผม/อาตมภาพฝันว่าตัวเองลงเล่นน้ำ หรือว่าแช่อยู่ในน้ำ ก็เป็นอันว่า ตื่นขึ้นมาเมื่อไรก็ป่วยหนักเมื่อนั้น..!

    อีกเรื่องหนึ่งเป็นนิมิตที่กระผม/อาตมภาพใช้เวลาถึง ๓๐ กว่าปี จึงได้พบเจอสถานที่นั้น ก็คือตั้งแต่ตอนเด็ก ถ้าฝันว่าสู้ศัตรูไม่ได้แล้วต้องหลบหนี ก็จะหลบหนีไปยังสถานที่หนึ่ง ซึ่งเมื่อไปถึงตรงนั้นแล้ว จะมีน้ำตกไหลลงมา
    กระผม/อาตมภาพจะต้องปีนทวนกระแสน้ำตกขึ้นไป เมื่ออ้อมไปทางด้านหลังน้ำตกที่เป็นเนินเขา ก็จะมีต้นไม้ โดยเฉพาะมีกอไผ่ด้วย กระผม/อาตมภาพสามารถที่จะปีนไต่ลงไปได้อย่างสะดวก แล้วก็หลบซ่อนในสถานที่นั้นแบบคล่องแคล่วและชำนาญมาก เหมือนกับเคยมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งก็สามารถที่จะหลบพ้นจากเงื้อมมือศัตรูได้อย่างปลอดภัย

    หลังจากนั้น ๓๐ กว่าปี ก็มาพบสถานที่นั้นว่าอยู่ที่วนอุทยานพุม่วง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อได้เข้าไปยังสถานที่นั้น ตอนแรกก็สะดุดใจว่า เอ๊ะ...รู้สึกว่าพื้นที่จะคุ้นเคย แต่ว่าไม่มีน้ำตก จึงได้ถามเจ้าหน้าที่อุทยานที่นำทางว่า ตรงหน้าผานี้เคยมีน้ำตกหรือไม่ ? เจ้าหน้าที่บอกว่าระยะนี้น้ำตกจะมีเฉพาะช่วงหน้าฝนเท่านั้น ก่อนหน้านี้ก็เคยมีอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อป่าโดนทำลายไปมาก น้ำมีน้อยลง ก็จะมีเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ฝนตกหนักเท่านั้น

    กระผม/อาตมภาพจึงหาข้ออ้างว่าจะเข้าส้วมสักหน่อย แล้วลองปีนหลบไปด้านหลังดู ทุกสิ่งทุกอย่างก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนว่า เหมือนกับที่ได้รับนิมิตมาตลอด ๓๐ กว่าปีทุกประการ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    ดังนั้น...เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าหากว่าสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่เรารู้สึกว่าคุ้นเคย พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงบอกว่า "ถ้าเราอยู่ที่นั่นจะมีคนเก่า ๆ ที่เคยร่วมบุญกันมาให้การสนับสนุนเราเป็นจำนวนมาก แต่ว่าแกต้องระมัดระวังเอาไว้ด้วย ที่ไหนมีคนรัก ที่นั่นมีคนเกลียด"

    โบราณบอกว่า "คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ" คำว่า ผืนหนัง ในที่นี้คือหนังที่หุ้มตัวเรา แต่ว่าเสื่อนั้นสามารถหุ้มเราได้ทั้งตัว ใหญ่กว่าหนังอีก ถ้าหากว่าไปอยู่ที่ไหนก็ตามแล้วมีคนรัก มีคนให้การสนับสนุน ต้องระวังไว้ด้วยว่าจะมีศัตรูคอยมาทำลาย คอยมาบั่นทอนอยู่เช่นกัน

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเราจัดการถูกก็มีประโยชน์ ถ้าจัดการผิด ส่วนใหญ่ก็เตลิดเปิดเปิงไปตามนิมิต โดนหลอกให้ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย จนกระทั่งไม่มีเวลาที่จะปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นของตนเอง

    เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนสนามสอบเรียบร้อยแล้ว
    กระผม/อาตมภาพก็ได้เดินทางไปยังวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรีศรีไพบูลย์ เพื่อร่วมพิธีไหว้ครูและปฐมนิเทศประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งกระผม/อาตมภาพได้ส่งข้อความทางไลน์ไปแจ้งทางด้านโน้นไว้แต่แรกแล้วว่า เนื่องจากการประชุมอบรมพระนวกะของคณะสงฆ์อำเภอไทรโยคนั้นอยู่ในช่วงทางผ่าน จึงขอแวะเข้าไปเยี่ยมสนามเสียก่อน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้บรรยายถวายความรู้ ก็ขอเข้าไปดูว่าเขาจัดการกันในสถานที่ใด คราวหน้าถ้ามีกิจการงานอะไร ก็จะได้ไปได้ถูก

    แต่ปรากฏว่าแม้แต่ครั้งนี้ไปแล้วก็เกือบจะหลงทาง เนื่องจากว่าพอไปแล้ว "พี่กู" บอกทางผิด ต้องอาศัยการเดาและคลำกันไปเอง จนกระทั่งหลงอยู่กลางป่า ไปเจอบ้านไม้หลังใหญ่ น่าจะมีคหบดีผู้มีเงินไปซื้อที่แล้วสร้างไว้เป็นที่พักผ่อน ไม่มีใครอยู่ดูแลเลย แม้ว่าเดินเข้าไปหาเพื่อจะถามทาง จนกระทั่งไปเจอผีบ้านผีเรือน "นั่งจุ้มปุ๊ก" อยู่ใต้บ้าน แล้วสอบถาม เขาถึงได้บอกว่า "ให้ตรงไปข้างหน้าอีกหน่อย แล้วจะเจอวัดอยู่ทางขวามือ"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    แต่ว่าในช่วงการเดินทางออกมานี้ เนื่องจากว่ากระผม/อาตมภาพมีความจำค่อนข้างดี ไปสถานที่ไหนครั้งแรก ก็จะจำทางได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว จึงวิ่งไปถึงวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรีศรีไพบูลย์ ตอนประมาณ ๙ โมงครึ่ง ซึ่งทางคณะครูบาอาจารย์และนิสิต ทั้งพระภิกษุสามเณรและฆราวาส เริ่มพิธีไหว้ครูพอดิบพอดี จึงได้ขึ้นไปนั่งร่วมงานกับเขาได้ทันเวลา

    เมื่อพระเดชพระคุณพระเทพปริยัติโสภณ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรีศรีไพบูลย์ รับการไหว้ครูและให้โอวาทแล้ว ก็ต่อด้วยท่านพระครูสิริกาญจนาภิรักษ์, ดร. รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ซึ่งท่านเป็นพระด็อกเตอร์รูปแรกของจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อท่านให้โอวาทเสร็จก็ถึงคิวของกระผม/อาตมภาพ ที่เคยดำรงตำแหน่งรักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร แต่ว่าได้ลาออกมาหลายเดือนแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ

    การให้โอวาทในครั้งนี้ก็ได้ตักเตือนไปว่า เรื่องของการไหว้ครู ควรที่จะดูแบบธรรมเนียมโบราณด้วยว่า เรานิยมไหว้ครูกันในวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมิถุนายน และขณะเดียวกัน การปฐมนิเทศนิสิตใหม่นั้นก็ควรจะทำในช่วงเปิดเทอมใหม่ ไม่ใช่มาทำหลังจากที่เรียนไปแล้ว ๒ เดือนกว่า ๓ เดือนในลักษณะแบบนี้

    อีกส่วนหนึ่งก็คือ ขอให้นิสิตฝ่ายบรรพชิต ทั้งพระภิกษุและสามเณร ระลึกถึงสมณสัญญา ก็คือความเป็นพระเป็นเณรของเรา ไม่ใช่ว่าพอเห็นนิสิตผู้หญิงหน้าตาดี ๆ ก็แถเข้าไปจีบ ซึ่งมีแต่จะพาให้ตนเองเดือดร้อน ต้องอาบัติหนักโดยใช่เหตุ..!

    โดยเฉพาะการศึกษาหาความรู้นั้น ให้ทุกท่านทุ่มเทอย่างเต็มที่เหมือนกับกระผม/อาตมภาพที่ได้ทำให้ดูมาโดยตลอดว่า ถ้าหากเป็นวันที่มีการเรียนการสอน กระผม/อาตมภาพจะไม่รับกิจนิมนต์ที่ใดเลย ทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนมาตลอด ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ นับเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ทุกครั้งนิสิตก็จะเห็นพระครูวิลาศกาญจนธรรมไปนั่งรออยู่ในห้อง แม้ว่านิสิตที่มาถึงท่านแรกก็ยังเข้าห้องทีหลังเสมอ
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    ถ้าทุกคนตั้งใจ ทุ่มเทให้กับการเรียน โดยการวางกำลังใจว่า เราเรียนเพื่อให้รู้ รู้แล้วเราต้องสามารถที่จะนำไปบอกต่อคนอื่นได้ด้วย นำไปสอนต่อคนอื่นได้ด้วย ไม่ใช่เรียนเพื่อให้จบเท่านั้น ถ้าท่านเรียนในลักษณะนี้ก็จะเป็นการเรียนแบบภัณฑาคาริกปริยัติ ก็คือเรียนแบบคลังเก็บความรู้

    ต่อให้ไม่สามารถนำความรู้นั้นก่อให้เกิดประโยชน์ในทางธรรมแก่ตน คือปฏิบัติจนหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ อย่างน้อยเราก็เป็นผู้ที่รักษาหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อส่งต่อให้กับคนอื่นได้อย่างถูกต้อง ตรงตามคำสอนของพระองค์ท่าน

    เมื่อให้โอวาทกับทุกท่านจบแล้ว
    กระผม/อาตมภาพก็ได้มอบเงินสนับสนุนการศึกษา ให้กับนิสิตของอำเภอทองผาภูมิทุกรูป ซึ่งกระผม/อาตมภาพจะถวายให้รูปละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน แล้วก็มอบเงินพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่

    ในส่วนของฆราวาสทุกคน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางวิทยาลัยสงฆ์ เพื่อเป็นกำลังใจให้เขาทั้งหลายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่เต็มทาง หลังจากนั้นก็ลาทุกท่านทุกคนในสถานที่นั้น เพื่อเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...