เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 3 สิงหาคม 2022.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ก็ต้องเจริญพรขอบคุณญาติโยมทั้งหลายที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำบุญทอดผ้าป่า สร้างอาคารเรียนรวมของวิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ กระผม/อาตมภาพก็งัดเอาของเก่าเท่าที่มี แพงบ้าง ถูกบ้างออกมา ของบางอย่างน่าจะเป็นมรดกโลกได้แล้ว แต่ว่าเพื่อนเดือดร้อนก็ต้องช่วยกันหน่อย ผลก็ปรากฏว่าแพงแค่ไหนก็มีคนบูชา

    เรื่องพวกนี้เราต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เราทำก็คือช่วยกันสร้างอาคารเรียนรวมของวิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิให้เสร็จ อาคารเรียนเป็นวิหารทาน ถ้าไม่นับธรรมทานแล้ว ก็ถือว่าเป็นทานที่สูงสุดของพระพุทธศาสนา แต่เนื่องจากว่าเป็นอาคารเรียนของวิทยาลัยสงฆ์ ก็เลยกลายเป็นธรรมทานไปด้วย แล้วเป็นธรรมทานต่อเนื่อง ก็คือคนเข้าไปใช้งานกี่ครั้ง ธรรมทานนั้นก็ส่งผลถึงเราเท่านั้นครั้ง ก็นับว่าท่านทั้งหลายถือว่าโชคดีได้ทำบุญใหญ่โดยไม่รู้ตัว หรือบางท่านก็รู้ตัวและตั้งใจทำ เห็นมีหลายท่านที่โอนเงินเข้าไปอย่างเดียว ไม่รับวัตถุมงคลด้วย ต้องบอกว่าเป็นกำลังใจที่มั่นคงกับบุญมาก

    ส่วนท่านที่ตั้งใจรับวัตถุมงคล ก็อย่าลืมว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราได้มาอย่างไร ถ้าระลึกได้ว่าเราได้มาจากการทำบุญก็เป็นจาคานุสติ เป็นทานบารมี ถ้าหากว่าเป็นรูปพระพุทธ ก็เป็นพุทธานุสติ เป็นรูปพระสงฆ์ ก็เป็นสังฆานุสติ ต่อให้เป็นเครื่องรางของขลังที่ไม่ใช่รูปพระเลย เราก็รู้ว่าครูบาอาจารย์ท่านไหนทำ ก็ยังเป็นสังฆานุสติอยู่ดี

    เรื่องของวัตถุมงคลจึงเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณมา นำเอากรรมฐานใหญ่ ๆ ทั้งหลายเหล่านี้มาสอดแทรกเอาไว้ โดยที่ไม่ได้บอกกล่าวให้ชัดเจน ทำให้บรรดาผู้ที่ไร้ปัญญาจำนวนหนึ่ง มาตำหนิติเตียนในเรื่องของวัตถุมงคล

    โดยเฉพาะบุคคลที่กำลังใจยังอ่อนอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องยึด ซึ่งเครื่องยึดทั้งหลายเหล่านั้นก็จะโยงให้เข้าถึงพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ บางส่วนก็บังคับในเรื่องของสีลานุสติด้วย

    อย่างเช่นว่าพระเครื่องของหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค หรือแม้กระทั่งยันต์เกราะเพชร บังคับว่าอย่างน้อยต้องรักษาศีล ๒ ข้อ ก็คือไม่ลักขโมยกับไม่ดื่มสุราเมรัย การลักขโมยเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น การดื่มสุราเมรัยเป็นการเบียดเบียนตัวเอง ครบทั้งในทั้งนอก แต่คนที่ปัญญาน้อย ไม่ได้ระลึกถึงตรงจุดนี้ ก็ไปตำหนิเอา
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    เครื่องรางของขลังบางอย่างก็มีข้อห้าม ถ้าหากว่าตั้งใจระมัดระวังไม่ทำในสิ่งที่ห้ามนั้นได้ เราจะมีสติสมบูรณ์เท่ากับการรักษาศีล ถ้าหากว่าท่านใดที่ใช้เครื่องรางของขลัง แล้วมีสติ ไม่ด่าแม่คนอื่น ไม่ลอดใต้ถุนเรือน เหล่านี้เป็นต้น สติของท่านจะสมบูรณ์เท่ากับการรักษาศีลทั่วไป ถือว่าเป็นสีลานุสติได้

    ดังนั้น...เรื่องอุปเท่ห์ต่าง ๆ ที่โบราณาจารย์ท่านได้กำหนดเอาไว้ โดยเฉพาะในส่วนของคาถากำกับวัตถุมงคล นั่นเป็นส่วนของการภาวนา เราต้องไม่ลืมว่าไตรสิกขาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือศีล สมาธิ และปัญญา ในเมื่อเราระมัดระวังตามข้อห้ามก็เป็นศีล เราภาวนาคาถากำกับก็เป็นสมาธิ ก็เหลืออยู่แค่ว่าเราจะมีปัญญามองเห็นทุกข์เห็นโทษหรือไม่ ว่าการเกิดมาในโลกนี้ต้องลำบากแบบนี้ ต้องหาสิ่งของมาป้องกันตัวเอง

    ที่พระรัฐบาลเถระกล่าวกับพระเจ้าโกรัพยะว่า "โลกนี้ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน" ฟังบาลีแล้วยาก ก็คือถ้าไม่มีคนช่วยก็มักจะเอาตัวไม่รอด เริ่มมาตั้งแต่ที่พระเจ้าโกรัพยะถามพระรัฐบาลเถระว่าทำไมถึงบวช ? พระรัฐบาลเถระก็กล่าวธัมมุทเทส ๔ ประการ พวกที่เรียนนักธรรมจำได้ไหม ? โลกนี้สับสน พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา กลับไปท่องเสีย จะได้จำได้ว่า ๔ ข้อมีอะไรบ้าง ?

    คราวนี้การที่ไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน เราต้องอาศัยวัตถุมงคลป้องกันอันตรายต่าง ๆ คำว่า ตาณัง หรือต้านทาน ก็คือการป้องกัน ก็แปลว่า ถ้าเรามีปัญญาเพียงพอ เราจะเห็นว่าตราบใดที่เรายังต้องเกิดมา ก็ต้องเกิดอยู่บนกองทุกข์ ต้องอาศัยสิ่งต่าง ๆ มาช่วยบรรเทาเบาบางทุกข์ทั้งหลายนี้ลง

    ขาดในเรื่องของทรัพย์สินเงินทอง ก็ต้องหาวัตถุมงคลประเภทลาภผล ขาดคนรัก ก็ต้องหาประเภทเมตตามหานิยม จะออกรบราฆ่าฟัน รบทัพจับศึกกับเขา ก็ต้องหาประเภทคงกระพันชาตรี หรือถ้าหากว่าไม่มีนิสัยจะปะทะกับใคร ก็หาพวกแคล้วคลาดปลอดภัยเป็นต้น แล้วถ้ายังเกิดอยู่ก็ต้องหาไปทุกชาตินั่นแหละ..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าเราทั้งหลายมองเห็นตรงจุดนี้ก็จะเกิดปัญญา ซึ่งเป็นตัวสุดท้ายของไตรสิกขา ก็คือเห็นทุกข์เห็นโทษของการเกิด เห็นทุกข์เห็นโทษของการมีร่างกายนี้ ถ้าหากว่าเห็นอย่างเดียว ก็ยังเอาตัวไม่รอด ปัญญาจะต้องถึง สมาธิจะต้องถึง สมาธิถึงอย่างไร ก็คือเข้มแข็ง เพียงพอต่อการใช้งาน ปัญญาต้องถึงคืออะไร ? เห็นอย่างชัดเจนแล้วถอนกำลังใจออกมาด้วยสมาธิ ไม่ไปยึดไปเกาะอีก เราถึงสามารถที่จะหลุดพ้นไปตามลำดับขั้น

    ปัญญาสูง สมาธิสูง ก็หลุดพ้นได้สูง ปัญญาต่ำ สมาธิต่ำ ก็หลุดพ้นได้ต่ำ ปัญญาและสมาธิยังไม่เพียงพอที่จะหลุดพ้น อย่างน้อย ๆ ก็มีกำลังระงับตนเองไม่ให้ไปกระทำในสิ่งที่เป็นอกุศล ครองตนอยู่ในศีลในธรรม

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง และคนที่มีปัญญาเท่านั้นถึงจะเข้าถึงได้ แต่ต่อให้มีปัญญาน้อย ก็ยังอาศัยเป็นอนุสติ โยงใจเราให้ยึดอยู่กับความดี เพราะว่าถ้าไม่สามารถรักษากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ วัตถุมงคลนั้นก็จะไม่คุ้มครองเรา

    ดังนั้น...ในส่วนที่ท่านทั้งหลายร่วมกันทำมาเมื่อวานและวันนี้ จากความตั้งใจของกระผม/อาตมภาพก็คือ หาเงินให้ "พี่ไพ" สักล้านหนึ่ง เขาต้องการ ๑๕ ล้าน เราสายเดียวให้ไป ๑ ใน ๑๕ ก็น่าพอแล้ว

    ต้องบอกว่ากระผม/อาตมภาพเป็นที่พึ่งของเพื่อนฝูงมาตลอด ลองไปอ่านในพรหมชาติดู ดวงของผมเขาบอกว่าอย่างไร ? "จักพึ่งผู้อื่นมิได้สักครา เขากลับพึ่งพาดีเนื้อดีใจ" โคตรแม่นเลย..! เพราะอะไร ? ก็เพราะว่าถ้าหากว่าสิ่งไหนที่
    กระผม/อาตมภาพทำไม่ได้ คนอื่นก็ทำไม่ได้ด้วย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ กระผม/อาตมภาพดันไปทำให้เขาได้ ก็เจริญสิครับ ทนต่อไปก็แล้วกัน

    ทำเอาไว้มาก ถึงเวลาคนอื่นเขาไล่ไม่ทัน กำลังไม่พอ เขาช่วยเราไม่ได้ แต่ของเราเอง ถึงจะน้อยเท่าไร ก็ยังมากกว่าคนอื่น จึงต้องคอยช่วยเขาต่อไป
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,364
    ค่าพลัง:
    +19,568
    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ อย่างที่เคยบอกกล่าวเอาไว้ว่า บางคนเห็นว่ากระผม/อาตมภาพเป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือยมาก แต่ถ้าหากว่ารู้จักสังเกต จะเห็นว่ากระผม/อาตมภาพใช้เฉพาะในเรื่องของบุญของกุศลเท่านั้น พวกท่านจะไม่เห็นกระผม/อาตมภาพทำเพื่อความสุขส่วนตัวเลย กุฏิของกระผม/อาตมภาพ พวกคุณเข้าไปได้พักเดียวก็เหงื่อหยดติ๋งแล้ว กระทั่งพัดลมก็ยังไม่มี แล้วจะไปพูดถึงเครื่องปรับอากาศ ถึงมีติดไว้ก็ไปติดยันพัง..! นาน ๆ นึกขึ้นมาได้ก็ลองเปิดดูหน่อยว่ายังทำงานอยู่หรือเปล่า ?

    โบราณบอกอะไรไว้ไม่ผิดหรอก ลำบากก่อนแล้วสบายเมื่อปลายมือ กระผม/อาตมภาพทำตัวลำบาก เหมือนคนไม่มีอะไร ใช้ทรัพยากรน้อยมาก แม้กระทั่งเวลาเดินทาง ข้าวปลาอาหารส่วนใหญ่ก็อาศัยข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ หลายท่านที่ไม่มีร้านอาหารหรู ๆ แล้วฉันอาหารไม่ได้ ก็ปล่อยท่านไปเถอะ..!

    กระผม/อาตมภาพเองนั้น ต่อให้เป็นหาบเร่ข้างทางก็อยู่รอดไปแล้ววันหนึ่ง ข้าวกล่องหนึ่งกล่อง ๓๕ บาท ก็รอดตายไปอีกวัน แล้วเรื่องอะไรจะไปนั่งร้านให้หมดไปทีหนึ่งหลายร้อย บางทีก็ล่อไปเป็นพัน..! ให้ไปเลี้ยงเพื่อนเลี้ยงฝูง เลี้ยงครูบาอาจารย์นั้นเลี้ยงได้ ควักเท่าไรก็ควักไป แต่ถ้าให้ไปซื้อกินเองแบบนั้น
    กระผม/อาตมภาพไม่เอาหรอก

    ดังนั้น...เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าคนที่สังเกตเห็นจะเห็นว่า กระผม/อาตมภาพฟุ่มเฟือยเฉพาะเรื่องที่เป็นบุญเป็นกุศล มีเท่าไรก็ทำได้ ขนาดตัวเองหมดก็ยังให้เขาก่อน แต่ถ้าหากว่าให้ทำเพื่อตัวเอง..ไม่เอา มีแต่จะพาให้กิเลสเจริญรุ่งเรืองแล้วเอากำลังใจคืนได้ยาก

    วันนี้รบกวนเวลาพวกเรามากแล้ว ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้


    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...