เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๔

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 8 ตุลาคม 2021.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    6,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +14,189
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๔


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    6,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +14,189
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ จะว่าไปแล้วก็มีหลายเรื่อง เพียงแต่ว่าส่วนหนึ่งที่อยากจะบอกกับญาติโยมก็คือว่า วัตถุมงคลที่จองกันในกระทู้ต่าง ๆ ต้องการอะไรก็ให้รีบจอง เพราะว่าหลังจากการตัดยอดกลางเดือนแล้ว น่าจะมีการเก็บกลับเกือบหมด เนื่องจากกระทู้ต่าง ๆ หลายกระทู้สำเร็จเสร็จสิ้นลงตามความประสงค์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฐินปลดหนี้ กฐินวัดท่าขนุน หรือแม้กระทั่งที่ใกล้จะสำเร็จลงอย่างการหล่อพระพุทธรูปทองคำ ใครที่เล็งอะไรไว้ก็ให้รีบด่วนด้วย

    ส่วนวัตถุมงคลที่สร้างเลียนแบบพระกรุที่พี่ณพ (พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา) ทำมา ถ้าหากว่าต้องการก็รีบจองเพิ่ม เพราะว่าแม้แต่ตัวพี่ณพเองก็หวง กระผม/อาตมภาพเองก็ขอบอกว่า "วัตถุมงคลที่ดีนอกดีในแบบนี้หายากมาก แค่สังฆาฏิของพระสุปฏิปันโน ๒๐ กว่ารูปที่ผสมลงไป ชาตินี้ทั้งชาติหาไม่ได้อีกแล้ว..!"

    ถ้าจะฟังคำจากหลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข ท่านบอกว่า "นอกจากมหาวีระแล้ว ไม่มีใครสามารถรวมพระสุปฏิปันโนระดับนี้ไว้ได้มากขนาดนี้อีก" เนื่องเพราะว่าพระชุดนั้นทั้งหมดเป็นพระปฏิสัมภิทาญาณ ทั้งที่เป็นพระอริยเจ้าและพระโพธิสัตว์ ทุกท่านทรงความเป็นปฏิสัมภิทาญาณอย่างชัดเจน และแสดงออกให้ลูกศิษย์เห็นบ่อยมาก

    อย่างหลวงปู่สี วัดเขาถ้ำบุนนาค ที่อายุยืนถึง ๑๒๘ ปี หลวงพ่อวัดท่าซุงให้การยกย่องว่า "ถ้าในระดับปฏิสัมภิทาญาณด้วยกัน หลวงปู่สีอยู่ในระดับ แคสเซียส เคลย์ ของรุ่นเฮฟวี่เวท" ก็แปลว่าเป็นสุดยอดของสุดยอดทีเดียว
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    6,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +14,189
    หรืออย่างหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย เป็นพระอรหันต์รูปเดียวที่เข้านิโรธสมาบัติได้ในอิริยาบถทั้ง ๔ ซึ่งตัวกระผม/อาตมภาพเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีใครทำได้ มีอยู่วันหนึ่งเดินตรวจงานกับหลวงพ่อฤๅษีฯ ไปถึงตรงบริเวณกุฏิต้อนรับพระสุปฏิปันโน ๑๐ รูปในยุคนั้น หลวงพ่อท่านปรารภว่า "แม้แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าหลวงปู่ชุ่มท่านทำได้อย่างไร เพราะว่านิโรธสมาบัตินั้นเป็นการแยกจิตกับกายออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ในเมื่อจิตกับกายแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ร่างกายก็เหมือนกับขอนไม้ท่อนหนึ่ง แล้วไปบังคับให้เดินได้อย่างไร ?"

    กระผม/อาตมภาพกราบเรียนหลวงพ่อว่า "ถ้าตามความเข้าใจของผมก็คือ ตั้งกำลังอภิญญาให้สูงสุดเท่าที่ทำได้ แล้วอธิษฐานจิตไว้ก่อนว่า ในระหว่างนั้นจะทำอะไรบ้าง เป็นระยะเวลายาวนานเท่าไร แล้วค่อยเข้านิโรธสมาบัติ" หลวงพ่อท่านบอกว่า "ข้าก็ไม่เคยทำเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำได้อย่างที่แกพูดหรือเปล่า ? เพราะว่าส่วนใหญ่พระที่เข้านิโรธสมาบัติก็เข้าอิริยาบถเดียว ส่วนมากก็นอน ส่วนน้อยนั่ง ที่น้อยกว่านั้นน่าจะเป็นยืน"

    อย่างหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี ยืนอยู่ ๓ ปีกว่า ยืนจนกระทั่งปลวกขึ้นขามาถึงหัวเข่า แล้วก็ไปโดนคนเขาทุบออกมา ก็คือไปทุบรังปลวกทิ้ง ท่านพิจารณาว่า ไม่สามารถที่จะเข้านิโรธสมาบัติจนกระทั่งมรณภาพไปเลย เพราะว่าเวรกรรมที่เนื่องกับชาวบ้านยังเหลืออยู่ ต้องไปชดใช้เขาก่อน ท่านจึงยอมถอนออกจากสมาบัติแล้วก็กลับเข้ามาในบ้านในเมือง มาอนุเคราะห์สงเคราะห์แก่ญาติโยมทั้งหลายที่มีเวรมีกรรมเกี่ยวเนื่องกันมา

    ส่วนหนึ่งที่ลูกศิษย์หลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤๅษีฯ รู้จักหลวงปู่คำคะนิงดีมาก ก็เพราะว่าในประวัติหลวงปู่ปาน ที่หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านเขียนไว้ว่าเข้าป่าไปแล้ว ไปเจอนักบวชประหลาดแต่งตัวปุปะไม่เหมือนกับพระ เมื่อพูดไม่เข้าหูก็ตีกัน ก็คือดวลกันด้วยอำนาจอภิญญา ท้ายที่สุดก็มาเฉลยว่าคือหลวงปู่คำคะนิง ในส่วนนี้ต้องบอกว่าพระในระดับนั้น หายากสุด ๆ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    6,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +14,189
    แม้แต่หลวงปู่บุดดาที่กระผม/อาตมภาพมีโอกาสพบมากที่สุด เพราะว่าวัดท่านอยู่ไม่ห่างจากวัดท่าซุง ถ้าไปเพื่อหลักธรรมจริง ๆ คิดอะไรอยู่ ท่านจะพูดออกมาหมด ก็คือหลวงปู่ท่านบอกว่า "การเป็นพระอรหันต์ไม่ต้องรักษาศีลมากหรอก ศีลแค่ ๑๐ ข้อก็พอแล้ว"

    ผมเองนึกในใจว่า "ศีลพระตั้ง ๒๒๗ ข้อ" ท่านพูดสวนความคิดขึ้นมาทันทีว่า "ไอ้นั่นเป็นศีลเอาใจชาวโลก ดูอย่างสามเณรศีล ๑๐ ทำไมเป็นพระอรหันต์ได้ ?" ก็จริงของท่าน ก็เลยนึกต่อไปว่า "แล้วถ้าหากว่าผมปฏิบัติอยู่ในมรรค ๔ ผล ๔ จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวผมเองมาถูกทางแล้ว ?" ท่านบอกทันทีว่า "ดูที่ศีล ฆราวาสศีล ๕ อุบาสกอุบาสิกาศีล ๘ สามเณรศีล ๑๐"

    ไม่ต้องถามครับ แค่คิดอยู่ในใจ คิดไม่จบด้วย เอาแค่ "ถ้าผม..." ก็ได้คำตอบแล้ว แล้วคิดว่าพระระดับนี้ พวกท่านจะมีโอกาสได้เจอกันบ้างไหม ? เพราะว่าถ้าเป็นฆราวาสทั่วไป ท่านก็จะพยายามที่จะไม่แสดงออก เนื่องจากว่าแสดงไปตัวเองก็เดือดร้อน

    ประการแรก พระพุทธเจ้าห้ามแสดงอุตตริมนุสสธรรมต่ออนุปสัมบัน คือบุคคลที่ศีลไม่เท่ากัน แปลว่าแม้แต่สามเณรยังไม่มีโอกาสได้เห็น
    ประการที่สอง คนเรามักจะบ้าเรื่องความสามารถพิเศษ จนกระทั่งโดนเขาแหกตา อย่างเสกต่อเสกแตนออกจากปาก แล้วก็พวกประเภทโอนไว ทำบุญเร็ว ก็เสียผลประโยชน์ของตนเองไปมาก


    ประการสุดท้าย การที่จะเข้าถึงมรรคถึงผล ต้องเกิดจากการเลื่อมในศรัทธาใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง เลื่อมใส เพราะเห็นคุณความดีของพระรัตนตรัยจริง ๆ ไม่ใช่เลื่อมใสเพราะฤทธิ์เพราะอภิญญา เพราะถ้าเลื่อมใสในลักษณะอย่างนั้นเป็นการยึดติด ยึดติดทั้งวัตถุและตัวบุคคล


    แต่การเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยนั้น ก้าวล่วงวัตถุไปแล้ว ก็คืออาศัยวัตถุเป็นเครื่องยึดเกาะ เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริงว่า คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอย่างไร เมื่อถึงตอนนั้นแล้วกำลังใจก็จะไม่ยึดเกาะในวัตถุ แต่ยึดเกาะในนามธรรม คือความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงแทน

     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    6,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +14,189
    คราวนี้หลวงปู่หลวงพ่ออีกหลายท่านที่ทรงคุณความดีในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกันแล้ว อย่างหลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ สามารถที่จะสงเคราะห์คนได้มากกว่าพระอริยเจ้าทั่วไป เพราะว่าพระโพธิสัตว์นั้น ถ้าเพื่อความสุขของบุคคลอื่น บางทีท่านก็ยอมฝืนกฎของกรรม แต่ว่าพระอริยเจ้าจะไม่ยอมล่วงละเมิดกฎของกรรมแบบนั้น

    หรือว่าครอบครัวพระพี่พระน้อง อย่างหลวงปู่ครูบาพรหมจักรสังวร (พระสุพรมยานเถร) วัดพระพุทธบาทตากผ้า หลวงปู่ครูบาอินทจักรรักษา (พระสุธรรมยานเถร) หรือว่าหลวงปู่วัดน้ำบ่อหลวง ครูบาคัมภีระ (พระครูสุนทรคัมภีรญาณ) นี่ตระกูลพระอรหันต์เลย เพราะว่าหลวงปู่ครูบาเป็งที่เป็นโยมพ่อซึ่งมาบวชทีหลังกับโยมแม่ ล้วนแล้วแต่ปฏิบัติเข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งนั้น พูดง่าย ๆ ว่าครอบครัวนี้เกิดมาเพื่อเป็นพระอรหันต์ คล้าย ๆ กับครอบครัวพระสารีบุตร

    ครอบครัวพระสารีบุตร นอกจากพ่อกับแม่แล้ว ลูก ๗ คนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่พระสารีบุตรที่ชื่อสมัยนั้นคือท่านอุปติสสะ รองลงไปก็ท่านอุปเสนะ ท่านจาลา ท่านอุปจาลา ท่านสีสุปจาลา ท่านจุนทะ แล้วก็ท่านเรวัตตะ เจ็ดพี่น้อง แม้กระทั่งพระเรวัตตะที่อายุแค่ ๗ ขวบ ก็เป็นพระอรหันต์ทั้งบ้าน

    ดังนั้น..ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าสร้างเจดีย์ ๔ ครูบาก็เพื่อเชิดชูคุณความดีของครอบครัวพระอรหันต์ การที่บุคคลได้เกิดมาในครอบครัวเดียวกัน แสดงว่าสร้างบุญสร้างกรรมมาใกล้เคียงกัน ครอบครัวหลวงปู่ครูบาพรหมจักรสังวร แสดงว่าสร้างความดีมาในระดับที่พร้อมจะบรรลุมรรคผลเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งโยมครูบาเป็งที่เป็นพ่อ มาบวชเมื่อแก่มากแล้ว แต่เมื่อได้ผู้บอกทางที่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้เช่นกัน
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    6,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +14,189
    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งของที่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ใช้ ไม่ว่าจะของอะไรก็ตาม จะมีพลังงานหลงเหลืออยู่ หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงท่านเล่าว่า เตียงที่พระนาคเสนบรรลุมรรคผล เตียงที่ว่าก็น่าจะเป็นอาสนะที่ท่านนั่ง แต่ว่าเป็นลักษณะของเตียงไม้หรือตั่งไม้ ท่านบอกว่ามีคนไปนั่งปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุต่อมาอีกเป็นพันองค์เลย เพราะว่ากระแสพลังที่หลงเหลืออยู่ ช่วยประคองใจไม่ให้คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว กำลังใจสะอาดใกล้เคียงความเป็นพระอรหันต์เลย

    กระแสของบุคคลที่กำลังสูงกว่า โดยเฉพาะพระอริยเจ้า จะจูงใจของเราให้ไปในด้านที่ดีมากกว่า ถ้าหากว่าท่านใช้กำลังเต็มที่จริง ๆ เอาแค่พระโสดาบัน ต่อให้คนคิดร้ายอยู่ ก็ทำร้ายไม่ได้ เพราะว่ากำลังความดีของท่านเหมือนกับลบความจำด้านชั่วของเราออกไปชั่วคราว

    ในส่วนนี้ก็เลยทำให้บรรดาวัตถุธาตุต่าง ๆ ที่รับกระแสพลังจากตัวเจ้าของ จึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปโดยอัตโนมัติ
    ดังนั้น..เราจะเห็นว่ามีการสร้างบริโภคเจดีย์ บรรจุผ้าไตร บรรจุไม้เท้า หม้อกรองน้ำ หรือว่าบาตรของพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ตั้งแต่ยุคอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ นอกจากเป็นเจดีย์ คือเครื่องระลึกถึงคุณความดีของครูบาอาจารย์แล้ว ยังมีกระแสพลังที่จะช่วยผู้ปฏิบัติที่มุ่งไปในทางเดียวกัน ให้เข้าถึงที่สุดของทางได้ง่ายกว่าทำเองเป็นอย่างมาก
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    6,157
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +14,189
    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พระเครื่องชุดนี้ ส่วนที่อยากจะแนะนำก็คือว่า ท่านใดได้ไป เวลาภาวนา พนมมือขออนุญาตท่านแล้วก็ติดตัวไว้ ขอกระแสพลังของบรรดาพระสุปฏิปันโนทั้งหลาย เจ้าของสังฆาฎิหรือว่าเจ้าของผงวิเศษเหล่านั้น ช่วยสงเคราะห์กำลังใจของเรา ให้ทรงอยู่ในด้านความดี ไม่มีนิวรณ์ ๕ มากินใจชั่วคราว จะเป็นการทุ่นแรงในการปฏิบัติได้เป็นอย่างมาก

    บรรดาพระเครื่องที่ช่วยในการปฏิบัติธรรม กระผม/อาตมภาพเองก็เจอมาหลายอย่างด้วยกัน อย่างเช่นว่าพระของหลวงปู่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม พระของหลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข เนื่องจากว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้มุ่งแต่เอามรรคเอาผลอย่างเดียว เมื่อกระแสพลังที่ท่านประจุไว้ หรือว่าเสกไว้ อธิษฐานไว้ ก็จะพามุ่งไปในด้านที่ท่านตั้งความปรารถนาไว้เช่นกัน

    ความจริงยังมีเรื่องอื่นที่จะเล่าให้ฟังอีกหลายเรื่อง แต่ดูท่าว่าเวลาจะล่วงเลยมามากพอแล้ว จึงขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา ตลอดจนกระทั่งเจริญพรบอกกล่าวแก่ญาติโยมทั้งหลายแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...