เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 22 พฤศจิกายน 2022.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,520
    ค่าพลัง:
    +21,650
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,520
    ค่าพลัง:
    +21,650
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ ภารกิจสำคัญในวันนี้ของกระผม/อาตมภาพก็คือ บรรยายให้กับนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุอำเภอทองผาภูมิ (รุ่นที่ ๓) ซึ่งมารับฟังการบรรยายและทัศนศึกษานอกที่ตั้ง โดยหัวข้อที่ต้องบรรยายก็คือ หลักธรรมสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

    กระผม/อาตมภาพก็เน้นในเรื่องของความมีสติ เพราะว่าผู้สูงอายุหลายท่านมักจะลืมไปว่าตนเองนั้นชรามากแล้ว โดยเฉพาะตัวกระผม/อาตมภาพ ดังนั้น..อาจจะเผลอไปทำอะไรหนัก ๆ โดยคิดว่าตนเองยังหนุ่มยังสาวอยู่ ทำให้มีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วย หรือว่าเกิดอาการสภาพร่างกายรวนขึ้นมาได้ อีกส่วนหนึ่งก็คือให้เน้นในเรื่องของสังคหวัตถุ ๔ ก็คือ ๑. ต้องรู้จักแบ่งปันกับคนอื่น ๒. รู้จักทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ๓. มีวาจาที่เหมาะสมกับกาลเทศะ และท้ายที่สุดก็คือ ๔. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

    หลังจากนั้นก็ได้นำพานักเรียนผู้สูงอายุเดินขึ้นไปไหว้พระพุทธเจติยคีรี ซึ่งมีบันได ๒๙๓ ขั้น จากที่ผู้สูงอายุไม่เคยคิดจะขึ้นไปกันเลย เมื่อได้รับกำลังใจจากกระผม/อาตมภาพว่าให้ขึ้นไปดูว่า ทองผาภูมิของเรานั้น หน้าตาเปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดไหนแล้ว ? หลายคนเมื่อขึ้นไปถึงก็ตื่นเต้นมาก

    บางคนก็บอกว่า ไม่นึกเลยว่าหลวงพ่อจะพัฒนาวัดท่าขนุนและรอบบริเวณได้ถึงขนาดนี้ บางท่านก็บอกว่า เคยขึ้นมาครั้งเดียวในสมัยที่เพิ่งจะสร้างเสร็จใหม่ ๆ แล้วก็ไม่ได้ขึ้นมาอีกเลยจนถึงวันนี้ ก็แปลว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ขึ้นมาเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว เพราะว่าพระพุทธเจติยคีรี สร้างเสร็จและฉลองในปี ๒๕๓๔ ปีนี้เป็นปี ๒๕๖๕ แล้ว

    เมื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันเรียบร้อย ทุกคนก็เดินทางลงจากยอดเขา สำหรับผู้สูงอายุแล้ว ขาลงเป็นเรื่องที่ยากกว่าขาขึ้น เพราะว่าต้องอาศัยกำลังขาในการยั้งตัวเองลงมาทีละขั้น บุคคลที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงอาจจะมีการอ่อนล้า หัวเข่าพับลง ทำให้เกิดอุบัติเหตุตกบันไดได้ กระผม/อาตมภาพจึงย้ำกับทุกคนว่าให้เกาะราวบันได้ลงด้านข้างทั้ง ๒ ฝั่ง อย่าได้เลียนแบบกระผม/อาตมภาพที่เดินลงตรง ๆ เพราะว่าความแข็งแรงนั้นต่างกัน

    กระผม/อาตมภาพเดินขึ้นยอดเขาพระพุทธเจติยคีรีใช้เวลาประมาณ ๔ นาทีครึ่งเท่านั้น แต่ว่าในวันตักบาตรเทโว ๒๕๖๕ เนื่องจากว่าอดข้าวมาจากการเข้ากรรมฐาน ๓ วัน ครั้งล่าสุดที่ผ่านมาจึงใช้เวลาในการเดินขึ้นไปจนถึงด้านบนเกือบ ๗ นาที..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,520
    ค่าพลัง:
    +21,650
    เมื่อลงมาข้างล่าง ยังไม่ทันที่จะพักให้เหงื่อแห้ง เลขานุการเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ก็คือพระพัฒน์ ฐิตาจาโร มาเรียนว่า "เสธ.นิดกับคณะมาถึงแล้วครับ" เสธ.นิดในที่นี้ก็คือ พลตรีศรชัย มนตริวัตร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย อดีต ส.ส.จังหวัดกาญจนบุรีหลายสมัย ซึ่งเคยร่วมงานกันมาอย่างใกล้ชิดในสมัยที่กระผม/อาตมภาพได้ช่วยเหลืองานพระเดชพระคุณพระเทพเมธากร (ณรงค์ ปริสุทโธ ป.ธ.๔) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี อดีตเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ประชุมชนาราม

    โดยเฉพาะตอนที่ตั้งใจจะพัฒนาวัดราษฎร์ประชุมชนาราม หรือว่าวัดท่ามะขาม แล้วมีความเห็นตรงกันว่า "ควรที่จะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ทั้งวัด..!"

    แต่ปรากฏว่าเมื่อเดินไปถึงศาลา ๑๐๐ ปีหลวงปู่สาย สิ่งที่เห็นก็คือคณะของคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา ซึ่งคุณหญิงกอแก้ว ก็คือภริยาของพลตำรวจเอกพจน์ บุณยะจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเห็นหน้ากระผม/อาตมภาพ คุณหญิงกราบด้วยความดีใจ กระผม/อาตมภาพต่อว่า "เหตุใดถึงต้องใช้ชื่อเสธ.นิดด้วย ?" คุณหญิงตอบแบบคนรู้จริงว่า "ถ้าใช้ชื่อคณะของดิฉันขอพบ ถ้าท่านไม่หนีไปเลย ก็คงจะอ้างว่าติดงาน ไม่ว่างที่จะพบ" กระผม/อาตมภาพ
    ได้ฟังแล้ว ฉิวก็ฉิว..ขำก็ขำ..!

    เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วญาติโยมทั้งหลายที่ไปวัดท่าขนุนนั้น โอกาสที่จะได้พบตัวกระผม/อาตมภาพนั้นน้อยมาก เนื่องเพราะว่าตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ที่บรรดาผู้บังคับบัญชาก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตาม ประเดประดังจัดสรรถวายมานั้น รวมแล้วถึง ๓๐ กว่าตำแหน่ง ทำให้ต้องวิ่งทั้งงานการคณะสงฆ์ ตลอดจนกระทั่งงานกึ่งราชการอยู่ด้านนอก แทบจะไม่มีเวลาให้ญาติโยมได้พบที่วัดเลย

    บุคคลที่ไปวัดต้องเสี่ยงดวงเอาเองว่าจะมีโอกาสได้พบหรือไม่ เพราะว่าต่อให้มีการนัดหมาย ถ้าหากว่าเป็นงานคณะสงฆ์ หรือว่างานในรั้วในวังมา กระผม/อาตมภาพก็จะต้องทิ้งการนัดหมายของท่านทั้งหลายไปโดยปริยาย เพราะว่าลำดับความสำคัญให้กับงานเหล่านั้นมากกว่า

    โดยเฉพาะบุคคลที่มาจำนวนหนึ่ง ไม่ทราบเหมือนกันว่าไปเอาข่าวมาจากไหน จึงตั้งใจมาเพื่อให้กระผม/อาตมภาพรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ที่กระผม/อาตมภาพเคยบอกกล่าวอย่างชัดเจนหลายครั้งแล้วว่า "ไม่ใช่หมอ ไม่สามารถที่จะรักษาได้ ถ้าหากว่าต้องการจะรักษาโรค ก็ให้ไปหาแพทย์แผนปัจจุบัน หรือว่าไปหาครูบาอาจารย์ที่ท่านมีความถนัดในด้านนี้" แต่บางคนก็ต่อว่ามารุนแรงมาก ด่าขนาดขึ้น "ไอ้เหี้_" "ไอ้สัตว์" เลยก็มี กล่าวหาว่ากระผม/อาตมภาพ "ไม่ใช่พระ" "ขาดเมตตาจิต"..!!!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    10,369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,520
    ค่าพลัง:
    +21,650
    กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยอยู่ว่า ท่านทั้งหลายจะหลงประเด็นหรือเปล่า ? เพราะว่าเมื่อไม่มีความสามารถที่จะรักษาโรค ต่อให้มีความเมตตาขนาดไหน ก็คงไม่สามารถที่จะช่วยเหลือได้ ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า "การที่เราจะไปบอกกับควายว่า ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ก็มีควายน้อยตัวนักที่จะเข้าใจภาษาคนอย่างแท้จริงได้ ก็มักจะเอานิสัย หรือว่าความคิด ตลอดจนกระทั่งการกระทำแบบควายมาคิดว่า แนวทางในการประพฤติปฏิบัติของครูบาอาจารย์หรือว่าของพระ จะต้องเป็นควายอย่างนั้น จะต้องเป็นควายแบบนี้ตามใจของตนเองถึงจะใช่ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่ใช่พระ..!"

    กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่สงสารว่า คนทั้งหลายเหล่านี้ช่างเป็นบุคคลที่ปัญญาน้อย ห่างไกลคุณความดีเหลือเกิน เพราะว่าอันดับแรกเลย ที่ไปวัดก็คือตั้งใจไปใช้พระ ต้องการให้พระรักษาโรคให้ตนเอง เมื่อพระไม่รักษาให้ เพราะไม่มีความชำนาญ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็กล่าวหาว่าพระขาดความเมตตา มีการทั้งด่าว่า ทั้งต่อว่า ดังที่กระผม/อาตมภาพเคยเจอมาด้วยตนเอง โดยที่ไม่ได้คิดว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่ว่ามีเมตตาก็จะช่วยเหลือได้ เป็นการพูดแบบเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด ถ้าไม่ได้อย่างใจของกู ก็แปลว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นไม่ใช่พระ..!


    กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่สงสาร และรออยู่ว่า วันใดวันหนึ่งที่กำลังใจของท่านทั้งหลายสูงกว่านี้ สามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวทั้งหลายมากกว่านี้ ไม่เอาความคิดเฉพาะตนมาเป็นเครื่องวัดบุคคลอื่น โดยเฉพาะนักปฏิบัติ แล้วท่านทั้งหลายก็คงจะมีโอกาสในการขอขมาพระรัตนตรัยด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วท่านก็จะได้แบกกรรมทั้งหลายเหล่านี้ไป โอกาสที่จะลงสู่อบายภูมิก็มีสูงมาก..!


    หลังจากที่รับคณะของคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา แบบลวก ๆ จนกระทั่งคุณหญิงถามว่า "เตรียมไล่กันแล้วใช่ไหม ?" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่บอกว่า วัดท่าขนุนนั้นฉันเพลเวลา ๑๑ โมงครึ่ง คุณหญิงนัดมาตอน ๑๑ โมง ความจริงถ้าเป็นวัดอื่นก็คงไม่มีใครรอรับอยู่แล้ว แต่ว่าวัดท่าขนุนโชคดีที่ฉันเพลตอน ๑๑ โมงครึ่ง มีเวลาในการฉันแค่ ๓๐ นาที ถ้าให้เวลากับคณะของคุณหญิงมากไปกว่านี้ พระก็คงจะต้องอดเพลเช่นกัน

    อำนวยอวยพรและถ่ายรูปกันเสร็จสรรพเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็ขอตัวไปฉันเพล โดยเฉพาะไปดูแลผู้สูงอายุทั้งหลายที่ทำตัวเป็นเด็กวัด มารอรับข้าวก้นบาตรอยู่ด้วย หลังจากเรียบร้อยแล้วก็ต้องเก็บข้าวของขึ้นรถ เพื่อเดินทางไปยังภารกิจที่รัดตัวต่อไป

    โดยที่อยากจะเรียนกับบรรดาแขกผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่า ถ้าหากว่ามีบุญสัมพันธ์กรรมสัมพันธ์กัน ท่านทั้งหลายไปวัดก็มีโอกาสพบเจอเอง ถ้าหากว่าวาระบุญวาระกรรมยังไม่เปิดให้ ต่อให้นัดแนะกันไว้ ท่านทั้งหลายก็ไม่มีโอกาสได้พบ แบบเดียวกับคนทองผาภูมิ เห็นกระผม/อาตมภาพบิณฑบาต ก็ดีใจว่า "วันนี้หลวงพ่ออยู่วัด" พอสายหน่อยมาถึงวัด ปรากฏว่าหลวงพ่อข้ามไปหลายจังหวัดแล้ว..! เนื่องจากว่ากลับจากบิณฑบาต ฉันเช้าเสร็จ ก็ต้องรีบเดินทางไปตามภารกิจของตน


    จึงเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวคำขอโทษขออภัยต่อท่านทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ เพราะว่ากิจการงานของคณะสงฆ์ก็ดี งานที่ครูบาอาจารย์สั่งให้ทำก็ตาม กระผม/อาตมภาพถือว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่าการที่จะมานั่งรับญาติโยมอยู่กับวัด ทำให้ท่านทั้งหลายเดินทางไปไกลแล้วไม่มีโอกาสได้เจอเป็นส่วนมาก ได้แต่หวังว่าโอกาสหน้า ถ้าท่านทั้งหลายไม่ท้อใจเสียก่อน พยายามไปอีก ก็คงได้พบได้เจอกัน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...