เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 26 กรกฎาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพไปเข้าร่วมการประชุมปรึกษาหารือเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ ต้องบอกว่าเป็นครั้งที่ ๔ เนื่องเพราะว่าคณะกรรมการแต่ละชุดจะดำรงตำแหน่งตามวาระ ๓ ปี แล้วจะมีการเลือกกันใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดทุกคนก็เลือกให้กระผม/อาตมภาพทำหน้าที่ประธานสมัยที่ ๔ อีก ๓ ปี..!

    ในเรื่องของวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ต้องการบุคคลผู้เสียสละ เข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวมจริง ๆ ไม่ใช่เอาตำแหน่งไว้เป็นฐานเสียงการเมืองท้องถิ่น หรือว่าไม่ใช่เข้ามาหาประโยชน์ เพราะว่าไม่มีประโยชน์อะไรให้หา..!

    เนื่องจากว่าทางกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จะมีงบประมาณสนับสนุนการทำงานของสภาวัฒนธรรมระดับอำเภอปีละ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น สรุปก็คือให้งบประมาณเฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งไม่ถึง ๑,๐๐๐ บาท..! แต่กระผม/อาตมภาพใช้ไปปีหนึ่งหลายล้านบาท..!

    จึงเป็นตำแหน่งที่ดูใหญ่โตมาก แต่ไม่มีใครอยากจะเป็น แล้วในบรรดาสภาวัฒนธรรมอำเภอทั้ง ๑๓ อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ก็แทบจะมีงานอยู่เฉพาะอำเภอทองผาภูมิเท่านั้น เพราะว่าที่อื่นส่วนมากก็รองบประมาณ ซึ่งก็ไม่พอที่จะทำอะไรสักอย่าง

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กระผม/อาตมภาพจึงได้บอกกับที่ประชุมว่า ให้เป็นประธานก็จะรับ แต่โปรดทราบด้วยว่าถ้าหมดวาระนี้ อายุของกระผม/อาตมภาพก็ทะลุ ๗๐ ปีไปแล้ว ต้องเตรียมหาคนอื่นไว้ทดแทนด้วย ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับบุคคลคนเดียว

    บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งก็ตาม ถึงจะมีความสามารถแค่ไหน ก็ต้องมีคนทดแทนได้ในที่สุด แม้ว่าระยะแรก เราอาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคยบ้าง แต่พออยู่ร่วมกันนานไป ก็จะเห็นว่าเขาสามารถทำหน้าที่นั้นได้เช่นกัน เพียงแต่อย่าไปเปรียบเทียบกับคนโน้นคนนี้ ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะทำให้งานเดินหน้าไปได้ เพราะว่าแทนที่จะช่วยเหลือกัน สนับสนุนกัน ให้กำลังใจกัน ก็จะไปตำหนิว่าทำงานสู้ท่านนั้นไม่ได้ สู้ท่านนี้ไม่ได้ เป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนที่มาทำงานเปล่า ๆ

    โดยเฉพาะในเรื่องของวัฒนธรรมนั้น ทำอย่างไรที่เราจะแปรสภาพจากสิ่งของที่จับต้องได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ให้กลายมาเป็นรายได้ของชุมชน พูดง่าย ๆ ก็คือจะต้องทำให้วัฒนธรรมนั้นขายได้ เพื่อที่จะได้เป็นรายได้ของชาวบ้าน ในเมื่อได้รับประโยชน์จากตรงนี้ เขาก็จะเห็นคุณค่าเอง

    แต่เรื่องพวกนี้เราจะต้องทำในลักษณะครบวงจร อย่างที่กระผม/อาตมภาพสร้างตลาดริมแควเมืองท่าขนุน เพื่อให้ชาวบ้านทั้ง ๗ ตำบล นำเอาสินค้าของตนเองมาจำหน่ายทุกวันหยุดราชการ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    คราวนี้เรามีตลาดแต่คนไม่รู้จัก ก็ต้องทำประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก ถ้าหากว่าออกสื่ออย่างเดียวก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมให้จับต้องได้ ก็ต้องมาจัดการใส่บาตรทุกวันอาทิตย์ ตามโครงการ "หิ้วตะกร้า นุ่งผ้าไทย นั่งแคร่ไม้ ใส่บาตรพระ ทุกวันอาทิตย์" แล้วท้ายสุดก็เพิ่มวันเสาร์มาอีกวัน ตามโครงการ "วันเสาร์ใส่บาตรตลาดริมแคว ยลวิถีเมืองท่าขนุน"

    ในเมื่อสร้างตลาดให้แล้ว ช่วยทำประชาสัมพันธ์ให้แล้ว ยังต้องสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของเขาให้ต่อเนื่องอีก เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วคนเรามักจะมีอาการเหมือน "ไฟไหม้ฟาง" ก็คือเห่อชั่ววูบเฉพาะครั้งแรก ๆ เท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องมีการกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ให้เขาคิดโครงการโน้นขึ้นมา โครงการนี้ขึ้นมา อย่างล่าสุดที่ให้งบประมาณสนับสนุนไป ๒ โครงการ ก็คือโครงการคังด้งสร้างสมาธิของโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา

    คังด้งก็คือต้นแบบของยันต์แมงมุมดักทรัพย์ เนื่องเพราะคนกะเหรี่ยงเห็นว่าแมงมุมนั้นนอนกิน สร้างรังเสร็จก็ไม่ต้องไปไหน รอเหยื่อมาหาเอง จึงได้ทำข้าวของที่เลียนแบบลักษณะของใยแมงมุมขึ้นมา แล้วก็ถือว่าเป็นเครื่องรางของขลังในลักษณะเรียกทรัพย์ ท้ายที่สุดความเชื่อเหล่านี้พอแพร่กระจายออกไป คนอื่นที่เห็น ถึงไม่รู้ว่าเขาทำไว้ในลักษณะของการเรียกทรัพย์ แต่ก็เห็นเป็นเครื่องประดับสวยงาม ก็จะซื้อหาไปประดับบ้านบ้าง ถ้าเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็มีการแขวนเป็นพวงกุญแจบ้าง ติดกระเป๋าบ้าง

    อีกโครงการหนึ่งก็คือการทอผ้าฝ้ายผสมใยต้นกล้วยของโรงเรียนบ้านอูล่อง ซึ่งต้องชมเชยว่ารู้จักในการพลิกแพลงหาวัสดุในท้องถิ่นของตนเองมา เพื่อลดสิ่งที่หายากของทองผาภูมิก็คือฝ้ายลงไป โดยใช้วัสดุอื่นมาทดแทน อยู่ในลักษณะ ๔๐ : ๖๐ ก็จะทำให้ชิ้นงานราคาต่ำลงไปมาก ถึงเวลากลายเป็นผ้าทอพื้นเมืองที่ราคาไม่สูงมากนัก

    คราวนี้พอมีบุคคลที่ได้งบประมาณไป ทำสิ่งหนึ่งประการใดขึ้นมา ทางสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร นอกจากว่าเอาสินค้านั้นมาจำหน่ายที่ตลาดของเรา เพื่อให้มีข้าวของใหม่ ๆ ให้ชาวบ้านเขาได้เลือกซื้อหา รายได้ก็ตกเป็นของชาวบ้านเอง โดยที่ทุนตั้งต้นก็คือสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิเป็นผู้มอบให้ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเงินจากย่ามหลวงพ่อเล็กนั่นแหละ..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    เพียงแต่ว่าเราจะต้องเข้าใจด้วยว่า การทำงานกับคนทั้งหลายเหล่านี้ บางสิ่งบางอย่างก็เป็นอุปสรรคที่เราคิดไม่ถึง อย่างเช่นว่าพี่น้องกะเหรี่ยงจะมีความเคยชินว่าถ้ายังมีกินจะไม่ทำงาน เมื่อเราสนับสนุนให้มีการทอผ้า สร้างรายได้ขึ้นมา พอเขาขายได้เงิน ถ้ายังมีเงินอยู่ในกระเป๋าก็ยังไม่ทำงานต่อ กินหมดเมื่อไรค่อยว่ากันอีกที..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเราทำงานกับพี่น้องกะเหรี่ยง ก็ต้องเป็นโครงการที่จบลงในตัวของแต่ละโครงการ จะไปทำต่อเนื่องไม่ได้ เพราะโดยวิสัยของเขาก็คือถึงเวลาก็หยุดกินเสียก่อน..!

    โดยเฉพาะครั้งแรก ๆ ที่ไปสนับสนุน ใช้เวลาผลิตสินค้าพวกผ้าทอมือ พวกย่าม ๒ เดือนกว่า ๓ เดือน สะสมสินค้าพอจำหน่าย พอเอาออกวางตลาด ไม่ถึง ๑๕ นาทีหมดเกลี้ยง..! กระผม/อาตมภาพก็ยังแปลกใจว่าทำไมขายดีขนาดนั้น ก็เลยไปถาม ปรากฏว่าผ้าทอกะเหรี่ยงเขาขายชุดละ ๔๐๐ บาท ขณะที่อื่นเขาขาย ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ บาท..! ถามเขาว่า "ทำไมถึงขายถูกอย่างนั้น ?" เขาบอกว่า "ได้ค่าแรงแล้ว" สรุปก็คือต้นทุนทั้งหมด กูไม่ได้คืนสักบาทเดียว เขาเอาแค่ค่าแรงของตนเท่านั้น..!

    อีกส่วนหนึ่ง อย่างเช่นพี่น้องม้ง ทองผาภูมิมีชนเผ่าเยอะมากจนนึกไม่ถึง ของพี่น้องม้งนั้นเราไปสนับสนุนอยู่หลายปี ทำเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ออกความเห็นให้เขาว่า ในเมื่อมีพืชผักผลไม้เมืองหนาวมากมาย ถึงเวลางานประจำปี เราก็เอามาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว บรรดาชุดม้งสวย ๆ อย่างเช่นพวกเครื่องประดับเงินพวกอะไร เราก็เอามาจำหน่ายบ้าง ให้นักท่องเที่ยวเช่าไปแต่งตัวถ่ายรูปบ้าง ก็จะมีรายได้

    ปรากฏว่าเจอพี่น้องม้งเข้า กระผม/อาตมภาพก็ไปไม่เป็น เขาขนผักผลไม้มาเป็นตัน ๆ เลย ใส่ถุง น่าจะถุงหนึ่งประมาณ ๒๐ หรือ ๒๕ กิโลกรัม ที่เป็นถุงพลาสติกค่อนข้างใหญ่ แจกนักท่องเที่ยวทุกคนที่ไป บรรดาชุดที่คิดว่าเขาจะให้เช่า เขาก็ไม่ให้เช่า กุลีกุจอแต่งตัวให้นักท่องเที่ยวแล้วก็ไปถ่ายรูปด้วยกัน..!

    เมื่อสอบถามผู้ประสานงานแล้ว เขาบอกว่า
    ประเพณีของชาวม้ง ผู้ที่มาเยือนถึงบ้านก็คือแขก เขาต้องต้อนรับอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ไปเอาเงินจากแขก สรุปก็คือตั้งแต่สนับสนุนเขามาหลายปี คนม้งไม่สามารถจะทำเงินจากวัฒนธรรมม้งได้เลย ยกเว้นบรรดาเด็ก ๆ ที่มาทำการแสดงเวลามีงานประจำปีวัดท่าขนุน กระผม/อาตมภาพมอบรางวัลไปให้ ก็พอจะได้สตางค์ใช้บ้าง
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    ดังนั้น..ทองผาภูมิ ถึงแม้ว่าจะทำงานด้านวัฒนธรรมง่ายมาก เพราะว่ามีชนเผ่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นมอญ พม่า ทวาย กะเหรี่ยง ม้ง เย้า ลีซอ หรือกระทั่งขมุที่เป็นชนพื้นถิ่น แต่ว่าแต่ละชาติล้วนแล้วแต่มีจริตนิสัยต่าง ๆ กันไป ทำให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า การจะทำงานสำเร็จต้องมีปริสัญญุตา ก็คือต้องรู้ถึงกลุ่มบุคคลว่าแต่ละพวกเป็นอย่างไร ? ต้องเข้าไปหาแบบไหน ? ต้องสนับสนุนอย่างไร ? ต้องใช้คำพูดอย่างไร ?

    ถึงได้กล่าวเอาไว้ตั้งแต่ก่อนทำวัตรรอบแรกว่า พระพุทธเจ้าของเรารู้จริงทุกเรื่อง แล้วที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เอามาเป็นหลักในการพัฒนา ก็คือต้องเข้าใจ เข้าถึง จึงจะพัฒนาเขาได้ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปใช้ตลอดเวลา แต่พระองค์ท่านพูดแบบไม่มีบาลีปนเลย ลองหันไปดูป้ายข้างหลังแล้วกัน ลองดูสิว่าใครจะแคะออกได้บ้างว่า พระบรมราโชวาททั้ง ๔ ข้อนั้นเป็นหลักธรรมอะไร ?

    ดังนั้น..ในส่วนของการรู้จักคน และท้ายที่สุด รู้จักบริษัทคือหมู่คน จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ในการที่เราจะบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ออกมาให้ดีได้ และโดยเฉพาะอย่าไปตั้งความหวังว่าจะสำเร็จเท่านั้นเท่านี้ ทำให้ดีที่สุด เต็มกำลังกาย กำลังสติปัญญา กำลังคน กำลังทรัพย์แล้ว ได้แค่ไหนก็ต้องยอมรับว่าได้แค่นั้น ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะเครียดเอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...