เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 พฤษภาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,461
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,140
    ค่าพลัง:
    +26,936
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,461
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,140
    ค่าพลัง:
    +26,936
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพต้องเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่เช้า เพื่อไปร่วมงาน ๑๐๕ ปีชาตกาล ของพระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี, Ph.D.) ซึ่งเป็นอดีตอธิการบดีรูปที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

    หลวงพ่อนครนอกจากจะเป็นอธิการบดีแล้ว ยังเป็นผู้เปิดโลกทัศน์ของมหาวิทยาลัยไปสู่ต่างประเทศเป็นรูปแรก ๆ เลย โดยเฉพาะประเทศจีน สมัยนี้อาตมภาพไปเมืองจีนปีหนึ่ง ๓ รอบ ๔ รอบ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันก็จะไปอีกแล้ว แต่สมัยหลวงพ่อนครนั้นไม่ได้ คุณไปเมืองจีนกลับมาไม่ได้กลับวัด เขาพาไปเข้า "สันติปาลาราม" รู้จักไหม ? "สันติบาล" สมัยนี้ก็ประมาณดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) เนื่องเพราะว่าสมัยนั้นประเทศจีนยังเป็นคอมมิวนิสต์ และบ้านเรายังไม่มีการสถาปนาความสัมพันธ์กับประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้น..ถ้าคุณไปก็จะเจอข้อหาคบคอมมิวนิสต์..!

    ผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุด ก็คือพระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาสภมหาเถระ ป.ธ. ๘) สมัยเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ "พระพิมลธรรม" ติดคุกด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์อยู่หลายปี ท่านก็นุ่งขาวห่มข่าวต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสา คืออยากขังก็ขังไป ตูก็ทำตัวเป็นพระนุ่งขาวอยู่ในคุกนี่แหละ..! จนกระทั่งท้ายที่สุดก็พ้นมลทินออกมา แล้วก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์..!

    หลวงพ่อนครเป็นพระที่กล้าพูดกล้าทำ และกล้ารับผลการกระทำที่ตนเองได้ทำไปแล้ว สมัยนี้เห็นแต่กล้ารับชอบ ไม่ค่อยกล้าจะรับผิดกัน..! แล้วหลวงพ่อนครก็มีความมหัศจรรย์ในชีวิตอยู่ ก็คือวันเกิดกับวันมรณภาพของท่านเป็นวันเดียวกัน คราวนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว เลยไม่มีโอกาสถามว่า ตอนท่านจบปริญญาเอกที่อินเดียนั้น จบวันเดียวกันหรือเปล่า ? เผื่อว่าท่านจะเลียนปฏิปทาพระพุทธเจ้า ก็คือ วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เป็นวันเดียวกัน คือวันวิสาขบูชาพรุ่งนี้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,461
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,140
    ค่าพลัง:
    +26,936
    หลวงพ่อนครเคยเล่าให้หลวงพ่อพระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙, Ph.D.) ราชบัณฑิต สมัยยังเป็นพระราชวรมุนี อธิการบดีรูปถัดจากท่านไม่นาน บอกว่าตอนท่านเรียนปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศอินเดีย โยมที่บ้านป่วยหนัก คราวนี้ "โยม" ท่านก็ไม่ได้บอกว่าโยมพ่อหรือโยมแม่ ทางบ้านพยายามปิดข่าวคราวไม่ให้ท่านรู้ จะได้ไม่เสียสมาธิในการเรียน

    เนื่องเพราะว่าสมัยก่อนการเรียนปริญญาเอกที่อินเดียนั้นโคตรจะยาก..! ยากตรงที่ว่าครูบาอาจารย์ไม่สอนอะไรเลย ก็คือพอไปสมัครเรียน เขาก็จะถามว่า "คุณอยากรู้เรื่องอะไร ?" แล้วก็แนะนำให้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้ ไปอ่านหนังสือเล่มนั้น ไปอ่านหนังสือเล่มโน้น อยากจะทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นคุณเขียนมา บทที่ ๑ จะเริ่มต้นอย่างไร ? บทที่ ๒ จะเริ่มต้นอย่างไร ?

    ถ้าไม่ได้อย่างใจครูบาอาจารย์ ท่านก็จะบอกว่าต้องไปแนวไหน ? ต้องเขียนอย่างไร ? พูดง่าย ๆ คือว่าทันทีที่เรียนก็เริ่มทำวิทยานิพนธ์เลย ไม่เหมือนกับสมัยนี้ ต้องรอโน่น เรียนไปแล้วปีหนึ่ง ปีครึ่ง สองปีแล้วแต่ความสามารถของลูกศิษย์

    "ท่านอาจารย์ใหญ่" (รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เคยปรารภกับกระผมว่า "รุ่นผมเรียนไม่ได้มีความรู้หลากหลายเหมือนรุ่นหลวงพ่อเล็ก เพราะว่าไม่ได้เรียนอะไรเลย นอกจากว่าอยากเรียนแบบไหน ครูบาอาจารย์ท่านให้ไปค้นคว้าแบบนั้นมา จึงได้ความรู้แค่ประเภทเดียว"

    ส่วนอย่างของกระผม/อาตมภาพเรียนรู้หลากหลายวิชามาก โดยเฉพาะกระผม/อาตมภาพเรียนด้านการจัดการ ต้องเรียนทฤษฎีต่างประเทศเป็นร้อย ๆ ท้ายที่สุดสรุปว่าทฤษฎีของต่างประเทศทั้งหมด ไม่ได้เสี้ยวเดียวในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะว่าความรู้ของต่างประเทศนั้นเถียงได้ พอถึงเวลาคนยกทฤษฎีที่ดีกว่าขึ้นมา ของเราก็ตกหายไป แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มีใครเถียงได้

    พระองค์ท่านบอกว่า "สัพเพ สังขารา อนิจจา ทุกอย่างไม่เที่ยง" ใครเถียงได้บ้าง ? "สัพเพ สังขารา ทุกขา ทุกอย่างเป็นทุกข์" "สัพเพ สังขารา อนัตตา ทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา" ใครสามารถหาเหตุผลมาเถียงได้บ้าง ?

    ดังนั้น ..กระผม/อาตมภาพถึงคิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ใช่ทฤษฎี แล้วก็ไม่ใช่ปรัชญา เพราะปรัชญายังเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาเถียงกันได้ไม่รู้จักจบ ถ้าเถียงจบแล้วจะกลายเป็นศาสตร์ อย่างเช่นว่า คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เหล่านี้เป็นต้น ในเมื่อเป็นทฤษฎีที่เถียงไม่ได้ จึงไม่ควรจะเรียกว่าทฤษฎีปกติ ไม่ใช่ Theory แบบของฝรั่งเขา จะต้องเป็น Theorem ทฤษฎีสัมบูรณ์ เพราะว่าเป็นสัจจะ คือ ความจริงแท้ในโลกนี้

    ไปไกลแล้ว พวกเราลืมไปแล้ว เลี้ยวกลับมาหาหลวงพ่อนครใหม่ ย้อนกลับมา ไปไกลเกินแล้ว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,461
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,140
    ค่าพลัง:
    +26,936
    หลวงพ่อนครท่านเรียนอยู่ ทางบ้านปิดข่าวว่าโยมป่วยหนัก พร้อมที่จะเสียชีวิต ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาทำวิทยานิพนธ์จนเสร็จ ครูบาอาจารย์อนุมัติปริญญาให้ พอทางบ้านทราบว่าผ่านการสอบปริญญาเอกแล้ว ค่อยโทรศัพท์แจ้งข่าว ท่านก็รีบเดินทางกลับเมืองไทย ยังไม่รอรับปริญญา เพราะว่าอีกนาน หลวงพ่อนครเล่าให้หลวงพ่อพระพรหมบัณฑิตฟังว่า ไปถึงโรงพยาบาลแล้ว โยมยังอยู่เป็นปกติ ได้พูดได้คุย รู้ว่าพระลูกชายจบปริญญาเอกแล้วโยมก็สิ้นใจ..!

    หลวงพ่อพระพรหมบัณฑิตบอกว่า ท่านก็แปลกใจว่าทำไมโยมถึงอยู่ได้จนพระลูกชายกลับมา ? อาจารย์ของกระผม/อาตมภาพนั้นเรียนมากไป มองข้าม "มโนสัญเจตนาหาร" ไปชัด ๆ เลย ก็คือคนและสัตว์ทั้งหลายอยู่ได้ด้วยอาหาร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้

    ในเมื่อสรรพสัตว์อยู่ได้ด้วยอาหาร ก็จะมี

    ๑) กวฬิงการาหาร อาหารก็คือพวกข้าว กับ น้ำ ขนม ถ้าเป็นพวกสัตว์ก็แล้วแต่ว่าเป็นสัตว์กินพืช หรือว่าสัตว์กินสัตว์ หรือว่ากินทั้งสองอย่าง

    ๒) ผัสสาหาร ลมหายใจเข้าออก ลองดูว่าถ้าไม่มีลมหายใจ เราจะอยู่ได้ไหม ?

    ๓) วิญญาณาหาร อาหารได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ซึ่งเข้าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ คนที่ไม่ได้รับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถึงขนาดเฉาตายมาเยอะแล้ว ปัจจุบันนี้เรียกว่า "โรคซึมเศร้า" บรรดานักโทษเด็ดขาดกลัวที่สุดก็คือกลัวโดนขังคุกมืด อยู่คนเดียวในที่มืดสนิท ไม่มีแม้กระทั่งเสียง วันหนึ่งจะมีเสียงครั้งเดียวก็คือตอนเขามาเปิดช่องเล็ก ๆ ส่งอาหารให้ ถ้าอยู่แบบนั้นนาน ๆ ไม่กลั้นใจตายเองก็เฉาตาย..! เพราะว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ได้เสพเสวยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้

    อย่างสุดท้าย ๔) มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความมุ่งมั่นของใจ ตั้งใจว่าลูกชายไม่กลับ เราก็จะรอจนกว่าจะได้เจอ แบบเดียวกับตานักวิ่งมาราธอน ที่วิ่งไปส่งข่าวว่ากองทัพกรีกชนะโรมันแล้ว ๔๒ กิโลเมตรเศษวิ่งไปได้ แจ้งข่าวเสร็จล้มตึงสิ้นใจ จะบอกว่าเหนื่อยตายก็ได้ แล้วทำไมเอ็งไม่เหนื่อยตายซะตั้งแต่ต้น..! ก็เพราะใจที่มุ่งมั่นว่า "ต้องไปส่งข่าวให้พรรคพวกของตนเองรู้"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,461
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,140
    ค่าพลัง:
    +26,936
    ดังนั้น..หลายต่อหลายท่านที่เกษียณอายุราชการแล้ว ก็มักจะเฉาตายในเวลาไม่นาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าคุณสะอิ้ง - พระธรรมพุทธิมงคล (สอิ้ง สิรินนฺโท ป.ธ. ๘) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี ของกระผม/อาตมภาพ หรือว่า "หลวงปู่" ของหลายท่าน เพราะตอนนี้ท่านก็ ๙๑ - ๙๒ ปีแล้ว ท่านบอกว่าท่านสร้างพระใหญ่ที่ผามังกรบินอู่ทองเพื่อหางานให้ตัวเองทำ ท่านบอกว่า "ตราบใดที่งานนี้ยังอยู่ ข้าไม่ตาย ถ้าวันไหนคึกขึ้นมาจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะอยู่ถึง ๑๒๐ ปี" อาตมภาพก็ช่วยท่านสร้างพระใหญ่หลวงพ่ออู่ทอง ถวายท่านไป ๑ ล้านบาท รอบสองจำไม่ได้ว่า ๕ แสนบาทหรือเท่าไร ?

    ไป ๆ มา ๆ วันนั้น ท่านบอกว่า "เฮ้ย..เล็ก..! ข้าน่าจะอยู่ไม่ถึง ๑๒๐ ปีแล้วว่ะ..ป่วย..!" ก็เลยถามว่าหลวงพ่อมีงานอะไรค้างอยู่ ท่านบอกว่าท่านจะสร้างพระจุฬามณีเจดียสถาน อยู่บนหน้าผาหลังเศียรพระ ถ้ามองในมุมตรงจะเหมือนกับพระสวมมงกุฎก็คือพระจุฬามณีนั้น

    กระผม/อาตมภาพถามว่า "ราคาเท่าไรครับ ?" หลวงพ่อท่านบอกว่า "๒ ล้านบาท" กระผม/อาตมภาพเรียนกราบท่านว่า "หลวงพ่อ ราคานี้ ๓ วันพังครับ..!" ท่านบอก "ไม่ใช่..ลูกศิษย์ข้าทำให้ เขาคิดแค่ต้นทุน ทำแข็งแรง..ไม่พังหรอก" "ถ้าอย่างนั้นผมถวายครับ เดี๋ยวหลวงพ่อมรณภาพก่อนจะไม่ได้ทำ..!" ก็เลยช่วยท่านสร้างไปอีก ๒ ล้านบาท อยู่มาจนทุกวันนี้ น่าจะปล่อยให้ท่านตะเกียกตะกายเอง จะได้ไป ๆ เสียที ไม่ต้องทรมาน..!

    หลวงพ่อท่านด้วยความที่ใจมุ่งมั่นว่ายังมีงานอยู่ ท่านก็ทำไปเรื่อย นอกจากพระใหญ่แล้วก็ยังแกะองค์โน้น องค์นี้ องค์นั้น เพิ่มขึ้นมา แกะสลักถ้ำเพื่อประชุมสงฆ์ เลียนแบบถ้ำสัตตบรรณคูหาที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ตอนนี้มีสกายวอล์คอีกด้วย ปล่อยท่านทำไปเถอะ อาตมาไม่อยากอยู่หรอก เหนื่อยจะตายชัก..!

    คราวนี้ในส่วนของมโนสัญเจตนาหาร เป็น ๑ ในอาหารที่คอยค้ำให้มนุษย์และสัตว์ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ว่า
    ถ้าหากว่าเป็นพระที่ท่านเข้าถึงที่สุดของทุกข์จริง ๆ แล้ว ไม่มีใครอยากอยู่หรอก อยู่วันหนึ่งก็ทุกข์วันหนึ่ง อยู่ชั่วโมงหนึ่งก็ทุกข์ชั่วโมงหนึ่ง อยู่นาทีหนึ่งก็ทุกข์นาทีหนึ่ง อยู่วินาทีหนึ่งก็ทุกข์วินาทีหนึ่ง

    ยังดีที่ไม่อยากตาย
    พระที่ท่านทำถึงจริง ๆ ไม่ได้อยากตาย แต่ไม่อยากอยู่ พวกเราหลายคนปฏิบัติธรรมแล้วคิดว่าอยากตายเป็นเรื่องดี...ไม่ใช่ จิตใจเศร้าหมองอย่างนั้น ถ้าตายไป..ดีไม่ดีลงอบายภูมิ พระที่ท่านทำถึงจริง ๆ ท่านจะวางกำลังใจในลักษณะ "อยู่ก็ได้ ตายก็ดี อยู่ก็ได้สร้างบุญสร้างบารมี ตายก็ได้ไปพระนิพพาน"

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...