เสือสมิง

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย chaokhun, 31 ตุลาคม 2013.

  1. chaokhun

    chaokhun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    696
    ค่าพลัง:
    +5,701
    เรื่องนี้ถ้าเรามาคิดดูแล้วตามเหตุผลไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องลึกลับเหนือการพิสูจน์ ที่อยู่ ๆ จะมีเสือโคร่ง มาโผล่ขึ้นกลางกรุงเทพ มาได้อย่างไร จากป่าสู่กรุง ระยะทางห่างเป็นร้อย ๆ กิโลเมตร แต่เรื่องนี้ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

    หลายปีมาแล้ว คืนหนึ่ง เวลาประมาณ 4 ทุ่ม รู้สึกว่าคืนนั้นคนในหมู่บ้านจะเข้านอนแต่หัวค่ำ ในซอยบ้านผมจึงดูเงียบสงัด วังเวง ชอบกล ไม่มีคนเดินผ่าน ผมกับแฟนยังไม่นอน แล้วก็เดินมาที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ซึ่งด้านล่างทึบแต่ด้านบนโปร่ง ผมและแฟนก็เห็น ผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณยี่สิบกว่า หน้าตาดี แต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดา นุ่งผ้าถุง ที่แววตาของผู้หญิงคนนี้ ส่องประกายแวววาวสีเขียวเหมือนกับเสือ เธอยืนอยู่เฉย ๆ แต่ตัวเธอคงจะมีพลังอำนาจบางอย่าง จึงทำให้ผมมีความรู้สึก อยากจะออกไปหาเธอ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเธอต้องไม่ใช่คนแน่นอน ผมจะเปิดประตูออกไปหาเธอ แต่แฟนผม เตือนสติผมว่า อย่าออกไป ผมจึงได้สติ แล้วก็ยืนท่องคาถาชินบัญชร

    ทันใดนั้น ผู้หญิงคนนี้ ก็กลายร่างเป็น เสือโคร่ง ตัวใหญ่ แล้ววิ่งหายออกไปทางปากซอยทันที

    ผมสังเกตุ ทั้งผู้หญิง และ เสือ จะมีรูปร่างเหมือนกายละเอียด ที่แตกต่างกว่ากายหยาบของมนุษย์และสัตว์ทั่วไป

    ผมคิดว่าสิ่ศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน คงจะดลบันดาล พาเสือสมิง มาให้ผมดู และมาแฝงร่างของแฟนผม เพื่อคอยกำกับและเตือนสติผม


     
  2. บุรุษไร้เงา

    บุรุษไร้เงา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,437
    ค่าพลัง:
    +35,909
    พอจะสังเกตุทันไหมครับว่า ตอนที่เปลี่ยนเป็นเสือโคร่ง.
    ขนรอบๆดวงตาเสือโคร่ง และตรงกลางหน้าฝากเค้าเป็นสี
    อะไรครับ..ถามเฉยๆนะครับ.คำตอบไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
    เน้น.ฮาครับ..
     
  3. Kalina

    Kalina เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    931
    ค่าพลัง:
    +4,043
    .... ที่กรุงเทพก็มีคะ ถ้าจำไม่ผิดได้ฟังจากพระอาจารย์ท่านเคยบอกไว้ว่า ... อยู่แถวสมุทรปราการ หรือ แถวฝั่งธนนี้แหละคะ ... เจ้าวิชาคนปัจจุบันนี้เขามีสอนลูกศิษย์อยู่นะคะ แค่ไม่แน่ใจว่ามีสอนกันแบบลับ ๆ หรือ เปิดเผย .. ไม่แน่ใจว่าเป็นการ " สักยันต์ " หรือเปล่าคะ

    ... แต่ท่านบอกแค่ว่าข้อห้ามมีเยอะ โดยเฉพาะผู้หญิงท่านบอกว่าไม่แนะนำให้ยุ่งเพราะจะถือไม่ค่อยได้ .. เสี่ยงต่อการ " ผิดครูสูง "มาก ๆ .. และ เมื่อตายลงจะถูกครอบงำด้วยจิตแห่งครูวิชาเสือสมิงคะ


    5555555555 ส่วนเรื่องหน้าเป็นยังไง ... น่าจะเหมือนเคยเอาให้ท่านพี่ nopphakan ได้พิจารณาไปหลายครั้งแล้วนะคะ ... แม่เสือสาว ... พราวเสน่ห์ในรูปนั้นนะคะ ... เดียวรอบหน้าจะเอารูปถ่ายอันใหม่ให้ท่านพี่ช่วยตรวจดูนะคะว่านางกลายพันธุ์เป็นอย่างอื่น หรือ ยัง ...
     
  4. บุรุษไร้เงา

    บุรุษไร้เงา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,437
    ค่าพลัง:
    +35,909
    แหมๆคุณ กาลีนะ ท่าทางจะเคืองกับภูมิอสูรกายบ้านใกล้เรือนเคียงยังไม่หาย ๕๕๕
    ที่ถาม ท่านเจ้าคุณ ไม่มีอะไรหรอกครับ.คำตอบจะเป็นตัวบอกได้ว่าอาจจะเป็น
    เสือสมิงจริงๆหรือว่าโชคดีกว่านั้น ท่านเจ้าคุณอาจได้เห็นพาหนะของมหาเทพบางองค์เท่านั้นหละครับ..

    ปล.เน้นฮาครับ​
     
  5. pongio

    pongio เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    843
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,853
    "มัธยันต์" เล่าเรื่องขนหัวลุกของเสือสมิงจากป่ากาญจนบุรี

    เสือสมิงที่บ่อพลอย ก็กลายเป็นตำนานตั้งแต่นั้นสืบมา!
    เสียงใบไม้กิ่งไม้ถูก ย่ำและหักดังกราบแกรบมาเป็นระยะทางไกลหลาย 10 กิโลเมตรแล้ว ไม่ใช่ใครอื่นใด...ชายเลยวัยกลางคนคนหนึ่ง ท่าทางทะมัดทะแมง พาร่างอันกระฉับกระเฉงของแก ลัดลิ่วไปตามสุมทุมพุ่มไม้ ดูจากการแต่งตัวไม่จำเป็นต้องเดาให้ยากว่าแกประกอบอาชีพใด และเข้ามาในป่าลึกแห่งนี้เพื่อจุดประสงค์ใดอื่น... "พรานบุญ" แกมีอาชีพเป็นนายพราน หาของป่าและล่าสัตว์ขายตามประสาชีวิตชาวบ้านชาวชนบทมาหลายสิบปีแล้ว บนเนื้อที่ของป่าหลายร้อยกว่าตารางกิโลเมตร สมัยก่อน ถนนหนทางเข้าไม่ถึง ไม่มีแม้แต่รอยทางเกวียน หรือรอยทางเดินใดๆ ในป่าดงดิบที่ลึกเช่นนี้ ก็แน่สิ หากมีคนเข้าถึง ความเจริญก็เข้ามา แล้วพรานบุญแกจะมีกินมีใช้มีปัญญาเก็บหาของป่าและล่าสัตว์เพื่อประทังชีวิต อยู่จนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร...
    วันนี้ก็เหมือนอีกวัน ที่แกออกหาล่าสัตว์ตั้งแต่เช้า แต่ไม่เหมือนเช่นเคย เพราะวันนี้สัตว์ป่าและของป่าเริ่มหายากกว่าปกติ นั่นเพราะประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการด้านการโภชนาการความเป็นอยู่ของชาวบ้านต้องเพิ่มขึ้นตาม มันเป็นกฎของธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในเมื่อพื้นที่เดิมไม่สามารถหาได้แล้ว แกจึงจำเป็นต้องขยาย อาณาเขตการหากินให้กว้างขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้แกต้องเดินมาไกลกว่าปกติธรรมดา
    แกเดินเข้ามาครึ่งค่อนวันแล้ว ยังไม่ได้สัตว์สักตัว แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แกจึงหยุดพักเหนื่อยแล้วจัดการกับข้าวห่อที่เป็นเสบียงของมื้อกลางวันอย่าง เอร็ดอร่อย พออิ่มหนำแล้วก็ยันกายลุกขึ้น แล้วมุ่งหน้าไปต่ออย่างรวดเร็ว... “ให้มันได้อย่างนี้สิวะ!” แกพูดด้วยเสียงที่ดีใจเหลือประมาณ เห็ดโคนขึ้นติดกันเป็นทิวยาวเหยียด กอปรกับหน่อไม้ และผลไม้ป่า มากมาย ถึงจะมีรอยถูกกัดแทะจากสัตว์ป่าบริเวณนี้ แต่ก็มีเหลืออีกมากมายและเกินพอที่จะเก็บไปขายในตัวตลาด “ค่อยคุ้มค่าเหนื่อยหน่อย” มันมีประโยชน์ เพราะยังไม่ได้ล่าสัตว์ป่าเลยสักตัว นี่ถ้าแกมุ่งมาที่แห่งนี้เร็วกว่านี้ล่ะก็ คงได้สัตว์ติดไม้ติดมือกลับไปบ้างเป็นแน่แท้ เพราะเมื่อกี้ตอนแกเข้ามา เห็นเก้งตัวใหญ่ก้มกินน้ำอยู่ตรงลำธาร แต่เผ่นหนีไปเห็นหลังไวๆ ด้วยสัญชาติญาณ สัตว์ป่าที่ระแวดระวังภัยเมื่อมีสิ่งที่คิดว่าเป็นอันตรายเข้าใกล้
    แกแหงนมองดูทัศนีย์ ภาพรอบๆตัว หาต้นไม้ใหญ่เหมาะๆ สักต้น เผื่อโอกาสหน้ามาจะได้นั่งร้านดักจับสัตว์แถวนี้ แกคิดในใจ พลัน เมฆฝนก็ตั้งเค้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แกรีบเก็บเห็ดต้นสุดท้าย พลันเร่งรีบหาที่หลบฝน แต่แล้วแกแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อแกได้พบสิ่งที่ไม่คาดว่าจะพบในป่าดิบลึกเช่นนี้ ภายในป่า มีวัดเก่าแก่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวัดร้าง แกคิดว่า อาจจะเป็นวัดที่ไม่มีคนอยู่แล้วก็ได้ จึงตัดสินใจลองเข้าไปภายในเขตวัด แกเจอเข้ากับกุฏิเก่าๆ 3 หลัง มันผุซอมซ่อเหลือประมาณ “มีใครอยู่บ้างมั้ย!?” เงียบ.... “มีใครอยู่บ้าง!?” ยังคงเงียบเช่นเดิม…แต่ก่อนที่แกจะสรุปว่า ที่แห่งนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย พลันก็ต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อประตูกุฏิหลังสุดท้ายปรากฏแสงเทียนขึ้นเรืองรอง แกจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วหยุดอยู่หน้ากุฏิ
    พอประตูกุฏิเปิดออก ปรากฏร่างพระสงฆ์รูปหนึ่งรูปร่างผอมโซ กับผ้าเหลืองจีวรเก่าเกรอะกรัง พร้อมกับเทียนไขในมือ “หลงทางมารึโยม” “เปล่าขอรับ มาหาที่หลบฝนขอรับ” “อ้อเรอะ...” พระสงฆ์รูปนั้นซับน้ำหมากที่ปาก ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “เดินไปอีกหน่อย ที่ด้านตะวันตกน่ะ จะมีโบสถ์หลังหนึ่ง ไปหลบที่นั่นเถอะโยม” “ขอรับ...” “นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ถ้าอย่างไรฝนไม่หยุด โยมก็พักซะที่นั่นเลยก็ได้ เอ้อ! แล้วโยมกินอะไรมาบ้างรึยังล่ะนั่น?” “อ๋อ... ผมกินมาแล้วขอรับพระคุณเจ้า” พรานบุญรับคำ แต่ก่อนจะผละไปยังที่หมาย พระรูปนั้นก็ทิ้งท้าย “โยม... อย่างไรก็อย่าปิดประตูโบสถ์ให้แน่นหนานักล่ะ เพราะเดี๋ยวจะหายใจไม่ออก เปิดหน้าต่างให้หมดเลยยิ่งดี จะได้ระบายอากาศ โยมจะได้หายใจได้สะดวก”
    ‘ไม่เข้าทีซะแล้ว’ พรานบุญนึกในใจ แกเริ่มคิดฟุ้งซ่านถึงคำพูดที่แปลกๆ ของพระรูปนั้น และประกอบกับความผิดปกติวิสัย ที่พระรูปเดียว จะอยู่สันโดษกลางป่า กับวัดร้างที่ห่างไกลผู้คนนี่ได้อย่างไร แกเดินคิดจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูโบสถ์ เป็นโบสถ์ขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก สภาพผุพังไม่แพ้กุฏินั่น แต่ก็ยังดีกว่าเหลือเฟือ แกจัดแจงวางข้าวของสัมภาระลงแล้วค่อยๆ ทิ้งกายนั่งลงอย่างถอนแรง คิดในใจว่าคงต้องนอนค้างที่นี่เป็นแน่แท้... ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุดพลันสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา แกเดินตรวจตราดูประตูหน้าต่าง แล้วล็อกมันอย่างแน่นหนา จึงวางใจก่อนจะทิ้งกายลงนอนได้ด้วยใจที่ชื้นฝ่อ...
    เนิ่นนานเท่าไรไม่รู้ได้ เมื่อสายฝนเริ่มซาแล้ว แต่ยังตกพอเปาะแปะอยู่ ก๊อกๆๆ แกสะดุ้งตื่นตามสัญชาติญาณพรานไพร... เสียงเคาะประตูโบสถ์ดังขึ้น แต่แกยังไม่วางใจเปิด ใครมันจะมาเคาะเอาดึกดื่นป่านนี้ แกนึกในใจ ก๊อกๆๆๆๆ ยังคงมีเสียงเคาะอยู่ แน่นอน พรานบุญซึ่งผ่านชีวิตมาครึ่งค่อนคน ย่อมรู้ดีว่า ในยามวิกาลเช่นนี้หากมีเสียงประหลาดเกิดขึ้นอย่าได้พูด หรือทักเด็ดขาด ก่อนที่แกจะทันพูดอะไร ก็ปรากฏเสียงพูดทางต้นทางว่า “โยม....” พรานบุญงง งง นิดนึง “ขอรับ...” ตอบรับคำไปอย่างถ้อยคำที่ยังอยู่ในที และยังไม่เปิดประตูโบสถ์ “หิวหรือเปล่า อาตมาเอาข้าวที่เหลือมาให้” "ไม่ล่ะขอรับหลวงพ่อ กระผมทานแล้วขอรับ เมื่อเย็นหลวงพ่อถามกระผมไปแล้วมิใช่หรือขอรับ” “งั้นแล้วไป อาตมากลัวโยมหิวรอบดึก ว่าแต่โยมไม่หิวแน่นะ” “ไม่ล่ะขอรับ ขอบพระคุณมากขอรับ” การสนทนาที่อึดอัดที่สุดในชีวิตของพรานบุญสิ้นสุดลง แกสลัดความว้าวุ่นออกจากหัว ก่อนที่จะทรุดตัวลงไปนอนต่อ
    เวลาผ่านไปอย่าง เนิ่นนาน..... ก๊อกๆๆๆๆๆ เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้ง “วะ!!” แกสบถในใจ แต่ไม่ยอมตอบ ลุกขึ้นนั่งในที “ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” “โยม...” ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”แกไม่ยอมตอบ ยังคงนั่งนิ่ง เสียงเคาะประตูดังรัว ถี่ยิบขึ้น และค่อยๆ เร่งดังขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้นปึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ “โยม......” ปึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!! “โยม!.....เปิด” “ปึง ๆๆๆๆๆๆ! โครมๆๆๆๆๆๆๆๆ!!” และบัดนี้มันไม่ใช่การเคาะอีกแล้ว.... แต่มันเหมือนกับการพยายามที่จะพังเข้ามามากกว่า ภายในอากาศที่ชุ่มชื่นหลังฝนตก แต่ในโบสถ์ พรานบุญกลับนั่งเหมือนร้อนรุ่ม เหงื่อเม็ดโตผุดไหลหยดเต็มหน้าเต็มตัว “ฉิบหายแล้วสิกู ซวยแล้ว!!” แกสบถออกมากับตัวเองด้วยอารมณ์ที่คาดเดาได้ไม่ยาก ดวงตาฉายแววความหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเบื้องหน้ายิ่งนัก ... เสียงเคาะประตูเงียบไปแล้ว มันเงียบจนน่ากลัว... บัดนี้มันเงียบยิ่งกว่าอยู่คนเดียว แกได้ยินแม้กระทั่งหัวใจเต้นของตัวเอง พยายามข่มความกลัวไม่ให้พลุ่งพล่าน แกไม่ขอนอนอีกต่อไปแล้ว นั่งฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างใจจดจ้อง... แกได้ยินเสียงเดินย่ำไปมารอบๆ โบสถ์ ใช่แล้ว สิ่งที่อยู่ภายนอก พยายามจะหาช่องทางที่จะเร้นกายเข้ามายังภายในโบสถ์ให้ได้
    ปึ้งๆๆๆๆๆ หน้าต่างของโบสถ์ถูกเคาะระนาว ไล่ตั้งแต่หน้าต่างบานแรก มาบานที่ 2 ไล่เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนจะสร้างความตระหนกให้พรานบุญอยู่ไม่น้อย แกรีบวิ่งเข้าไปตรวจตราหน้าต่างบานอื่นๆ ภายในโบสถ์อย่างทันที ทุกอย่างเงียบไปอีกครั้ง.... เนิ่นนานเท่าใดไม่รู้ แต่พรานบุญกลับรู้สึกว่ามันนานเป็นชาติเหลือเกิน แกขยับตัวมานั่งกลางโบสถ์ เหลียวซ้ายที ขวาที อย่างระแวดระวัง และระแวง!... กุก กัก กุก กัก!! ครึ่ก!!. คราวนี้เสียงมันไปดังอยู่บนหลังคาโบสถ์!! “นรกเอ๊ยยย! กูไปทำอะไรให้มึงวะ!?” พรานบุญถามไปอย่างไม่ต้องการขอคำตอบ... พลันนั้น ก็มีมือสัตว์ใหญ่ ตะกุยตะกายอยู่บนหลังคาโบสถ์นั่น กระเบื้องด้านบนหล่นลงเกรียวกราว พรานบุญถึงกับตาค้าง ตกใจอย่างเป็นที่สุด

    “เสือสมิง!!” แกอุทานด้วยความตระหนกสุดขีด... แต่ก่อนที่แกจะถูกความหวาดกลัวครอบงำจนสติแตกเตลิดเปิดเปิงนั้น แกก็ได้สติล้วงมือเข้าไปในย่ามคู่ชีพ ล้วงเอาสิ่งๆ หนึ่งออกมา เป็นตุ๊กตาดินเผาปั้นเป็นรูปร่างสัตว์แบบที่เราๆ คุ้นตากัน.. .ควายธนู...!! ใช่แล้ว การที่แกเป็นพราน ก็หมายใช่ว่า แกจะเก่งเรื่องการล่า ดักจับสัตว์ หรือหาของป่าแต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมีดีติดตัวบ้าง เพราะมันเป็นของคู่กัน... เศษกระเบื้องหล่นลงเกรียวกราวจนเปิดเป็นช่องโหว่ขนาดแขนของสัตว์ร้ายตนนั้น สามารถล้วงเข้ามาได้แล้ว มันร้องคำรามด้วยความหิวกระหาย ขณะที่พรานใหญ่นั่งบริกรรมคาถาอยู่อย่างรีบเร่ง “ไอ้เผือก.... ช่วยพ่อด้วย!!” พูดจบแกก็โยนควายธนูตัวแรกขึ้นไปยังอากาศ น่าแปลก มันไม่หล่นลงพื้นตามกฎของนิวตั้น แต่กลับหายวับไปต่อหน้าต่อตา...มอ.......!! โฮกกกก ใช่แล้ว.... มันกลายเป็นควายสีเผือก ตัวโตเขาโง้งยาว แหลมคม... กำลังประจันหน้ากับเสือลายพาดกลอน ขนาด 8 ศอก!! บนหลังคาโบสถ์ “อะสังวิสุ โลปุสะภุพะ นะโมพุทธายะ อันตราโย วินาสสันตุ” เมื่อบทสวดบทสุดท้ายจบลง สงครามระหว่างสัตว์ใหญ่ทั้งสองเปิดฉากขึ้นอย่างดุเดือดเลือดพล่าน!! เศษกระเบื้องตกหล่นกระจุยกระจาย เสียงควายเผือกกับเสือเขื่อง เข้าห้ำหั่นประจัญบานกันอย่างดุเดือด เสียงคำรามและเสียงร้องดังประสานกันระงมไปทั่ว!!... พรานบุญยังไม่วางใจง่ายๆ ล้วงมือเข้าไปในย่ามอีกครั้ง... คราวนี้เป็นควายธนูตัวสีแดง.... “ไอ้แดง.... ถ้าไอ้เผือกมันพลาดท่า เอ็งต้องช่วยพ่อนะลูก!!” พลันแกก็นั่งบริกรรมคาถาเพื่อปลุกเสก “ไอ้แดง” ควายธนูตัวที่ 2 ของแก.... มอ! โครม เสียงร้องของควายเผือกที่อยู่บนหลังคาดังขึ้น พร้อมกับปรากฏร่างควายดินเผาตัวสีขาว หล่นลงตรงหน้าของพรานบุญไม่ถึงเมตร มันหักครึ่งท่อน
    “ระยำนะมึง” โฮก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันร้องคำรามอย่างมีชัย... แต่ยังไม่ทันได้สาใจกับชัยชนะ มันเป็นอันต้องกระเด็นจนตัวลอยเคว้งคว้าง ก่อนจะหล่นลงกระแทกกับหลังคาโบสถ์ บึ้ก …… โครม.....ได้ผล ควายธนูตัวสีแดงที่พรานบุญเพิ่งปล่อยขึ้นมาเป็นตัวที่สอง เล่นงานมันอย่างจัง... มันสัมผัสได้ถึงความแตกต่างกับควายตัวสีขาวเมื่อครู่.... ตัวที่สองเจ๋งกว่าเป็นไหนๆ “ตากูบ้างแล้ว ไอ้นรก!”
    แกร้องตะโกนด้วยความสะใจ หมดสิ้นความกลัวอีกต่อไป เพราะเวลานี้ต้องแลกด้วยความกล้าแล้ว การต่อสู้ของสัตว์อาคมที่เรียกกันว่า ควายธนู กับสางป่าที่เรียกกันว่า เสือสมิง นั้น กำลังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไอ้แดง ควายธนูตัวที่ 2 ของพรานบุญตัวนี้แข็งกล้านักต่อสู้กับเสือร้ายด้วยความมีชั้นเชิง แต่ก็ใช่ว่าจะเหนือกว่าซะทีเดียว เศษกระเบื้องหลังคาโบสถ์แตกหล่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตามแรงปะทะ พรานบุญใจจดใจจ่อ จ้องมองเหตุการณ์นั้นอย่างไม่ยอมคลาดสายตา ไม่นาน เสือโคร่งผีก็สิ้นท่า โดนขวิดเข้าเต็มๆ ที่สีข้าง ลอยละลิ่วตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง!! ตุบ!! “เสร็จกู!!” พรานบุญร้องด้วยความคึกคะนอง ปนเปกับความสะใจเป็นที่สุด เจ้าเสือผีนอนหายใจรวยรินอยู่ที่พื้นเบื้องล่าง ควายอาคมไม่รอช้า เตรียมโดดลงจากหลังคาโบสถ์ หมายซ้ำให้ตาย ด้วยความเจ้าเล่ห์ของเสือโคร่งสมิง นั่นคือกลลวง!! มันรอโอกาสนี้อยู่แล้ว เมื่อควายอาคมโดดลงมาจากหลังคาโบสถ์ ร่างกำลังลอยอยู่บนอากาศ มันรีบถลาลุก แล้วฉากตัวออกด้านข้างเพื่อหามุมโจมตีอย่างรวดเร็ว แน่นอน วัตถุที่อยู่กลางอากาศย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถหลบหลีก มันทะยานตัวขึ้นสวนทิศทางที่ควายอาคมโดดลงมา! ควายอาคมไม่ทันได้ระวังตัว มันรวดเร็วเหลือเกิน!! ฉัวะ!! พรานบุญถึงกับอึ้ง... พูดอะไรไม่ออก เมื่อเห็นตุ๊กตาควายสีแดงของแกหล่นลงตรงหน้า สภาพไม่ต่างจากควายเผือกตัวแรก.... หักครึ่งท่อน... แกร่ก....!! แกร่ก....!!
    เสียงดังมาจากบนหลังคาโบสถ์อีกครั้ง สมิงพรายนรก มันพยายามจะเข้ามากินแกด้วยความเคียดแค้น ไม่มีเวลาแล้ว เป็นไงเป็นกัน แกล้วงมือไปในย่ามอีกครั้ง หยิบควายธนูตัวสุดท้ายออกมา แกนึกถึงคำที่พ่อบอกสมัยที่เพิ่งได้รับการปลูกถ่ายวิชา พ่อกำชับนักหนา ว่าถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ จงอย่าปลุกควายตัวนี้ เพราะนั่นคือ แกต้องแลกกับชีวิตที่แกเหลืออยู่ถึง 9 ปี และตอนนี้แกคิดว่าหากไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะเป็นตอนไหน เพราะหากยังมัวกลัวว่าอายุจะถูกทอนลงไป 9 ปี จนถึงกับยอมทิ้งชีวิตทั้งชีวิตให้ไอ้เสือนรกระยำตัวนี้เชียวหรือ!!?? “ไอ้ดำ...! ช่วยพ่อด้วยลูก เหลือแต่เอ็งแล้ว ช่วยพ่อด้วย!!”แกรีบท่องบริกรรมคาถาเป็นครั้งสุดท้าย เดิมพันด้วยวิชาที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิต มนต์คาถาหลายร้อยคาบเท่าที่จะจำได้ถูกปลุกเสกใส่ควายธนูตัวสุดท้ายของแก อย่างหมดไส้หมดพุง จากนั้นก็โยนขึ้นไปกลางอากาศ
    มอออออออ เสือสมิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ บนหลังคาโบสถ์ ปรากฏร่างควายตัวสีดำทมึน ตัวใหญ่มากกว่าควายธนูตัวแรกถึง 2 เท่า ตามลำตัวควายสีดำนิลตัวนี้ ปรากฏอักขระยันต์ 108 เป็นสีแดงเพลิง!! ที่น่าตื่นตาไปกว่านั้น ที่เขาสองข้างนอกจะยาวแหลม และใหญ่อย่างน่ากลัวแล้ว มันยังลุกไหม้ด้วยเปลวไฟอาคมที่ร้อนแรง!! ดวงตาแดงก่ำหายใจฟืดฟาด จดจ้องไปที่เสือสมิงอย่างดุร้าย... โฮก..... เสือร้ายคำรามข่ม หวังให้ฝ่ายตรงข้ามกลัว..... บึก! ผิดถนัด... เพราะคำตอบที่ได้รับคือการขวิดอันทรงพลัง และรุนแรง ส่งผลให้เสือร้ายลอยกระเด็นสูงจากพื้นหลายศอก ก่อนร่วงหล่นลงบนหลังคา โครม! มันบาดเจ็บซ้ำสอง... แต่ทว่าครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่า เลือดไหลนองพื้น ปากแผลและขนมีรอยไหม้เหม็นคลุ้ง ถึงกระนั้นมันก็ยังสู้ไม่ถอย กระโจนเข้าจู่โจมอย่างอาฆาต การต่อสู้อันดุเดือดเริ่มขั้นอีกครั้ง.... เสือร้ายสู้ยิบตา ควายอาคมก็เช่นกัน ผลัดกันรุกและรับพัลวัน เสียงการต่อสู้ระหว่างเสือสมิงกับควายธนูดังสะท้านไปทั่วผืนไพรยามราตรี.... เนิ่นนานเท่าไรไม่ทราบได้.... เสียงการต่อสู้สงบลง การต่อสู้ก็ยุติลงด้วย.... ควายอาคมร่วงหล่นลงตรงหน้าพรานบุญเช่นเดิม.... คราวนี้มันไม่หักครึ่งท่อน แต่กลับมาด้วยสภาพที่สมบูรณ์ และที่ปลายเขามีรอยเลือดของเสือร้ายติดอยู่
    รุ่งเช้า.... แสงแดดสาดส่องเข้ามายังรอยทะลุ และรอยรั่วบนหลังคา กระทบกับใบหน้าลุงบุญ แกรีบยันกายลุกขึ้นเก็บข้าวของที่วางไว้อย่างไม่รีบร้อน เปิดประตูโบสถ์ และค่อยๆ เดินตรวจตราบริเวณภายนอกอย่างระมัดระวัง พระช่วย!! เสือลายพาดกลอนยาว 8 ศอก นอนตายแข็งทื่ออยู่ ห่างจากโบสถ์ไม่ถึง 10 เมตร ด้วยสภาพที่ครึ่งท่อนด้านล่างไหม้เกรียม ตามลำตัว มีรอยแผลที่เกิดจากเขาของควายธนูเหวอะหวะ ที่น่าตกใจคือ ตามลำตัวที่ไหม้เกรียมนั้น ยังเหลือร่องรอยของผ้าเหลืองของภิกษุรูปนั้นอย่างเห็นได้ชัด ใช่แล้ว พระรูปนั้นเป็นเสือสมิงนั่นเอง... “ต่อไปนี้คงหมดเรื่องหมดราวซะที อโหสิเถอะวะ!!” พรานบุญพูด ก่อนที่จะเดินจากไป พร้อมกับประสบการณ์ที่จะติดตัวแกไปยากที่จะลืมเลือนได้เลย และนี่คือ เรื่องราวของพรานป่าคนหนึ่งที่ถึงตอนนี้แกจะไม่อยู่แล้ว แต่เรื่องราวของแก ยังคงพูดกันปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น หลานสู่หลาน และจะยังคงเป็นที่เลื่องลือเช่นนี้ สืบต่อไป.....
     
  6. pongio

    pongio เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    843
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,853
    เสือเย็นแห่งวัดหมื่นสาร จังหวัดเชียงใหม่


    นานมาแล้ว ในสมัยที่ผู้ชายนิยมการหาความรู้ด้วยวิธีเรียนคาถาอาคมต่าง ๆ เช่น เรียนคาถาปราบผี เรียนคาถาเมตตามหานิยม เรียนคาถาอยู่ยงคงกระพัน เรียนคาถาล่องหนหายตัว เรียนคาถาแปลงกาย เป็นต้น ซึ่งการเรียนรู้นี้ แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหนก็เรียนแบบนั้น หรือเรียนหลาย ๆ แบบก็ได้ การเรียนคาถาอาคมนี้ต้องควบคุมสติตนเองให้ได้ มิฉะนั้นจะเป็นผลร้ายกับตัวเอง ดังพระภิกษุชรารูปหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เรียนคาถาแปลงกายเป็นเสือเย็น (เสือสมิง) แล้วควบคุมตนเองไม่ได้ ออกมาไล่กัดวัวควายของชาวบ้าน จึงถูกปราบด้วยคาถาอาคม ในที่สุดก็มรณภาพ


    นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ทางด้านทิศใต้ตรงป่าช้าประตูหายยามีวัดโบราณอยู่วัดหนึ่ง ไม่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่เลยสักรูปเดียว จึงกลายเป็นวัดร้าง โบสถ์ วิหาร เจดีย์ กุฏิพระชำรุดทรุดโทรมเป็นซากปรักหักพังมีเถาวัลย์และไม้เลื้อยขึ้นปกคลุมหนาแน่น ทำให้บรรยากาศแลดูเงียบเหงาวังเวงยิ่งนัก ต่อมา มีพระภิกษุชรารูปหนึ่งมาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ และออกบิณฑบาตในเวลาเช้าทุกวัน ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าพระภิกษุชรารูปนี้เป็นใครมาจากไหน แต่ก็ยังใส่บาตรเป็นประจำเพราะมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา


    วัดร้างแห่งนี้มักเป็นที่พักแรมของพ่อค้าเมืองเชียงใหม่ที่นำสินค้า เช่น ข้าวสาร เมี่ยง ใบพลู น้ำตาล เกลือ ไปขายในชนบทห่างไกลเป็นประจำเพราะอยู่นอกเมือง สะดวกที่จะให้วัวต่าง (ต่าง คือ ภาชนะสำหรับบรรทุกของ มีคานพาดไว้บนหลังสัตว์ให้ห้อยลงมาทั้ง 2 ข้าง) หยุดพัก


    วันหนึ่ง มีพ่อค้ามาหยุดพักที่วัดร้างนี้เหมือนเช่นเคย ในเวลาเย็น พ่อค้าให้ลูกจ้างปลดต่างบรรทุกสินค้าออกแล้วนำวัวมาผูกรวมกันไว้ที่หลัก กลางดึกคืนนั้นพ่อค้าได้ยินเสียงวัวตื่นตกใจเหมือนกำลังพบกับสัตว์ร้ายแล้วพากันเตลิดออกจากหลัก พ่อค้าและลูกจ้างช่วยกันจุดไต้ออกติดตามวัวทั้งคืน จนเวลาใกล้รุ่งก็พบวัวตายไป 2 ตัว


    “ เอ๊ะ! นั่นวัวของเราที่หายไปนี่ มานอนตายอยู่ตรงนี้เอง มีรอยเล็บและรอยขบกัดไปทั้งตัวเลย แล้วยังมีรอยเท้าสัตว์ด้วย เอ... ดูเหมือนจะเป็นรอยเท้าเสือนะ คุณพระช่วย! รอยเท้าเสือจริง ๆ ด้วย ดูจากรอยเท้าต้องเป็นเสือตัวใหญ่มากทีเดียว พวกเราอยู่วัดนี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวเสือจะกัดเอา... พวกเจ้าจงรีบไปเก็บของ เสร็จแล้วออกเดินทางทันที และบอกต่อ ๆ กันไปด้วย จะได้ไม่ต้องมีใครมาหยุดพักแรมที่วัดนี้อีก” หัวหน้าพ่อค้าสั่งลูกจ้าง


    ข่าวการปรากฏตัวของเสือแพร่สะพัดไปทั่ว ไม่มีพ่อค้าคนใดกล้าหยุดพักแรมที่วัดนี้เลย ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าไปไหนในยามค่ำคืน โดยเฉพาะในวันข้างขึ้นหรือแรม 15 ค่ำ เสือร้ายจะปรากฏกายไล่กัดกินวัวของชาวบ้านเป็นประจำ ชาวบ้านพยายามช่วยกันหาวิธีที่จะจัดการกับเสือร้าย ถึงขนาดรวบรวมข้าวสารให้มีน้ำหนักถึงหนึ่งหมื่น เพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ที่สามารถกำจัดเสือ แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับอาสาและก็ไม่มีใครพบตัวมันด้วย


    อยู่มาวันหนึ่งพ่อค้ากลุ่มหนึ่งจำเป็นต้องแวะพักแรมที่วัดร้างแห่งนี้ เพราะวัวต่างหลายตัวได้รับบาดเจ็บเดินต่อไปไม่ไหว ขณะที่พวกพ่อค้ากำลังหาอาหารเย็นอยู่นั้น พระภิกษุชราได้เข้ามาพูดคุยเรื่องเสือเย็นที่กำลังออกอาละวาด ทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในละแวกนั้น ซึ่งพวกพ่อค้าก็กลัวเสือเย็นเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องพักเพราะสงสารวัวที่บาดเจ็บ


    คืนนั้นเป็นคืนข้างแรม 15 ค่ำ ท้องฟ้ามืดสนิท หัวหน้าพ่อค้าสั่งให้ลูกน้องช่วยกันจุดฟืนให้สว่างไว้มาก ๆ เพื่อป้องกันอันตรายยามค่ำคืนและให้นำวัวมาผูกรวมกันไว้ที่หลัก แล้วสั่งให้ลูกจ้างอยู่เวรยาม คอยเติมฟืนตลอดทั้งคืน พร้อมกันนี้ก็ให้สั่นพางราง (พาง คือ แผ่นโลหะสำหรับตีบอกเสียง) เป็นจังหวะเพื่อให้วัวอบอุ่นใจไม่ตื่นตระหนกง่าย ๆ


    กลางดึกคืนนั้น ขณะที่หัวหน้าพ่อค้ากำลังเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยของฝูงวัว และกำชับลูกจ้างให้คอยเติมฟืนอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของพระภิกษุชราถามเรื่องการนอนของพวกตน จึงนึกสังหรณ์ใจว่าพระภิกษุรูปนี้อาจเป็นเสือเย็น หัวหน้าพ่อค้ารีบตอบกลับไป จากนั้นเขาก็นำตอกมาสานเป็นควายธนูตัวเล็ก ๆ 4 ตัว แต่สานยังไม่เสร็จเสียงของพระภิกษุชราก็ถามขึ้นอีกว่า


    “ยังไม่นอนอีกหรือ ดึกแล้วนะ”


    “ยังไม่นอนขอรับ อีกประเดี๋ยวผมถึงจะนอนขอรับ” หัวหน้าพ่อค้าตอบ


    เมื่อเขาสานเสร็จแล้ว หัวหน้าพ่อค้าก็นำควายไม้ไผ่ทั้ง 4 ตัวมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมกับเครื่องบูชาแม่พระธรณี อันประกอบด้วย หมาก พลูนั่งบริกรรมคาถาหัวใจควายธนูแล้วเป่าลงไปที่ควายไม้ไผ่นั้น 3 ครั้ง เสร็จแล้วนำควายไปวางรอบประจำทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ทิศละ 1 ตัว เวลานั้นเป็นเวลาดึกสงัด กองไฟที่ก่อไว้เริ่มมอดลงจนเหลือแต่เถ้าถ่านแดง ๆ ทำให้บริเวณที่พักของพ่อค้ามืดมองเห็นแต่เพียงราง ๆ ผู้คนในกองคาราวานหลับหมด ยกเว้นหัวหน้าพ่อค้าที่ยังนั่งบริกรรมคาถาอยู่เพียงคนเดียว เวลาไม่นาน เขาก็มองเห็นร่างร่างหนึ่งค่อย ๆ ก้าวช้า ๆ เข้ามาใน บริเวณที่พัก หัวหน้าเขม้นตามอง จึงเห็นว่าร่างนั้นคือ เสือโคร่งขนาดใหญ่กำลังย่างเท้าช้า ๆ เข้าหาฝูงวัวต่างที่กำลังตื่นตระหนก เขาบริกรรมคาถาหัวใจควายธนูเป็นครั้งสุดท้าย แล้วลุกขึ้นตบมือร้องว่า


    “เอา...ลูก เอา ๆ ๆ”


    ทันใดนั้น ควายไม้ไผ่ทั้ง 4 ตัวก็กลายเป็นควายธนูตัวใหญ่ เขาโง้งยาววิ่งกระโจนเข้าหาเสือโคร่งทันที เสือไล่ตะปบกัดควายธนู ควายก็ไล่ขวิดเสือ ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันอย่างไม่ลดละ ในที่สุด เสือโคร่งสู้ควายทั้ง 4 ตัวไม่ได้ก็วิ่งหนีหายไปในความมืด ฝูงวัวต่างปลอดภัยทุกตัว เช้ามืดหัวหน้าพ่อค้าพาลูกจ้างเดินสำรวจรอบ ๆ ที่พัก ก็พบร่องรอยการต่อสู้ของเสือและควายธนู


    “ดูซิ พวกเรา นี่รอยเท้าเสือกับควายต่อสู้กัน เอ๊ะ ! มีรอยเลือดหยดเป็นทางไปทางนั้นด้วย สงสัยว่าเสือคงจะได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อยเสียดาย... ไม่มีเวลาตามไปดู เพราะเราต้องรีบไปเสียด้วย เอ้า ! พวกเราไปช่วยกันเก็บของเถอะ เรียบร้อยแล้วออกเดินทางทันที” หัวหน้าพ่อค้าพูดกับลูกน้อง


    วันนั้น พระภิกษุชราไม่ออกบิณฑบาตเหมือนทุกวัน ชาวบ้านรออยู่จนสายก็ไม่เห็นจึงพากันไปดูที่กุฏิ พบรอยเลือดหยดเป็นทางเข้าไป จึงรีบเข้าไปดูก็เห็นภาพพระภิกษุชรานอนสิ้นใจ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลเหมือนถูกควายขวิด ชาวบ้านจึงพากันลงความเห็นว่า พระภิกษุชราคือเสือเย็นนั้นเอง คงเป็นเพราะท่านเรียนวิชาเสือสมิงหรือเสือเย็น แล้วควบคุมตนเองไม่ได้ต้องกลายร่างเป็นเสือออกอาละวาดทุกวันขึ้น 15 ค่ำ หรือแรม 15 ค่ำ อยู่เป็นประจำ จนต้องมรณภาพในสภาพเช่นนี้


    ต่อมา ชาวบ้านช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดร้างขึ้นใหม่ พร้อมกับนิมนต์พระมาจำพรรษาแล้วตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดหมื่นสาร”


    อันหมายถึงข้าวสารน้ำหนักหนึ่งหมื่น ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นรางวัลใจการปราบเสือเย็น ปัจจุบันวัดนี้อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่
     
  7. chaokhun

    chaokhun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    696
    ค่าพลัง:
    +5,701

    ไม่ได้สังเกตุครับ
     
  8. Kalina

    Kalina เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    931
    ค่าพลัง:
    +4,043
    ... 555555555555555555555555555 ... ขอเสียมารยาทนิดหนึ่งนะคะ ... แทงใจดำ กาลีนะ มาก ๆ เลยคะ 5555555555

    ... ยอมรับว่าตอนนี้เคืองคะ หลังจากที่ปล่อยวางไปได้นานทีเดียว .. แต่พอดีมันมีเหตุคะเลยกลับมาเป็นแบบนี้แต่ก็ยังยึดถือกฏอยู่นะคะ ... คงต้องพยายาม อุเบกขาสักระยะคะ .... เราปล่อยเขาไปนานแล้ว .. แต่เขาไม่ยอมปล่อยเรานะสิคะ .. วันนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลยคะทำเป็นเดินมาขอเบอโทรเจ้ามือหวย กับ แม่ของกาลีนะ .. แต่เดินเลยเข้ามาจนถึงหลังบ้านเลยนะคะ ทั้งที่แม่กาลีนะนั้งอยู่หน้าบ้านประมาณว่าเข้ามาส่องห้องนอน กาลีนะ นะคะ .. แล้วลูกสาวเขาก็มาถามแม่ กาลีนะ ว่าจอมปลวกในห้องนอน กาลีนะ ไปขุดมาจากไหน .. กวน ๆ คนในบ้านเรานะคะ ... ... อุตส่าห์คิดว่าสงบสุขได้ตั้งนาน ... ไม่อยากให้พวกนี้เข้ามายุ่งย่ามกับเรานะคะ อยากต่างคนต่างอยู่ ... แค่เสียงหัวเราะพวกเขาเราที่บ้านก็ปวดหัว หงุดหงิดกันแล้ว ...

    ... แล้วเจ้าของอสุรกายอีกคนก็จะเจอกันอีกไม่กี่วันนี้แหละคะจะได้ ป่ะกันจัง ๆ แน่ ๆ คะ .. แต่จะพยายามทำให้ได้เจ้าคะท่านพี่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 พฤศจิกายน 2013
  9. dakjued

    dakjued เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    251
    ค่าพลัง:
    +851
    ส่งสัยมีกรรมเนื่องๆกันมั้งคับ เขาถึงชอบมายุ่งกับคุณกาลีนะ อิอิ
     
  10. Kalina

    Kalina เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    931
    ค่าพลัง:
    +4,043
    5555555555555555 เอาคนไหนละคะ ... อสุรกายเสือสมิงนั้นมีคะ .. มีกับเจ้าของกายหยาบคะ ... ส่วนอสุรกายแถวบ้านนี้ คู่แข่งทางการค้า ... คะ .. แต่แม่กาลีนะเป็นคนช่วยเขาให้ได้มาค้าขายที่นี้เอง ...คงจะมีกรรมร่วมกันมาก่อนมั้งคะ
     
  11. dakjued

    dakjued เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    251
    ค่าพลัง:
    +851
    ยังไม่เคย ถามเรื่องเสือสมิง กับครูบาอาจารย์เลย สงสัยกลับบ้านคราวนี้ต้องถามหน่อย น่าสนใจมาก อิอิ
    เคยถามแต่พวกควายธนูว่าจะจัดการแบบไหน ฟังเอาแค่ความรู้เพราะผมทำไม่ได้ 555+
     
  12. ubon2555

    ubon2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    3,586
    ค่าพลัง:
    +3,521
    ขอแจมเล่าด้วยคนนะค่ะเราเป็นคนชอบสะสมของขลังนะค่ะชอบมาตั้งแต่เด็กพอดีมีคนให้รูปหล่อลอยองค์พระพิฆเนตรคนให้บอกว่าเป็นของเจ้าคุณศรีวัดสุทัศพิธีพราหมประมาณปี84-85เป็นของหลวงพ่อท่านหนึ่งให้มาอีกทีค่ะพอได้มาด็นนำมาวางไว้หัวที่นอนคืนนั้นฝันแปลกๆทั่งคืนค่ะฝันเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่จะเข้ามากัดค่ะเรากลัวมากแต่ก็ไม่ยอมวิ่งหนีค่ะในมือมีดสั่นด้ามเล็กๆอยู่ด้าม เดียวตอนที่เสือจะเข้ามากัดตัดสินใจท่องคาถาชินบัญชรแล้วเอามืออีกข้างง้างปากเสือแล้วแทงมีดสั้นเข้าไปในปากเสือจนเสือตายความแปลกอยู่ที่ฝันซ้ำๆว่าฆ่าเสือตาย8-9รอบได้ในคืนนั้นเป็นภาพซ้ำๆค่ะแต่หลังจากคืนนั้นก็ไม่เคยฝันอีกเลยค่ะทุกวันนี้พระองค์นั้นก็ยังอยู่กับเราตลอดค่ะ#มาทราบทีหลังว่าที่่่ลุงคนนั้นแกเอาพระมาให้เพราะแกนอนฝันร้ายและหลวงพ่อที่ให้มาท่านเรียนวิชาเสือสมิงเคยมีคนเห็นเสือเดินเข้าไปแถวที่พักท่านบ่อยๆค่ะ
     
  13. Penty

    Penty เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2014
    โพสต์:
    475
    ค่าพลัง:
    +1,580
    สนุกมาก อย่างกับดูหนังเลยค่ะ ชอบๆ
     

แชร์หน้านี้

Loading...