เหมือนมีบางอย่าง ซ้อนทับกับร่างกาย ขณะนั่งสมาธิ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย gamemaster, 6 กันยายน 2010.

  1. gamemaster

    gamemaster Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2010
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +62
    - ในระหว่างนั่งสมาธิ จะอันเชิญประทานโดยพระพุทธเจ้าก่อน ผมจะนับเลข ไปเรื่อย ๆ พุทโธ 1 2 3 จนถึง 1000 ช่วงแรกเลยที่หัดนั่งเมื่อต้นปี มีรูปภาพที่ di cut เรียบร้อยแล้ว ลอยไปมา ส่วนใหญ่เป็นซากโบราณสถาน ที่เก่า ๆ มีรอยไหม้ ๆ

    - 3 เดือนผ่านไป ผมก็ยังนั่งทุกวัน ภาพต่าง ๆ หายไปแล้ว เมื่อนั่ง หลาย ๆ ชม. ขาเป็นตระคริวบ่อย ช่วงกลางคืน ตอนออกจากสมาธิมีครั้งนึง เห็นตัวเองนั่งอยู่ตรงข้าม ตกใจจนออกจากสมาธิ อันนี้ เป็นครั้งเดียว มีความรู้สึกว่าอันนี้ไม่น่าจะดี

    - เดือนที่ 4-5 ภาพต่าง ๆ ไม่มีล่ะ นั่งได้นานขึ้น ตอนนี้มีลักษณะแปลกออกไป เหมือนมือเรามันหายไป นึกไม่ออกเลยว่ามันยังอยู่หรือป่าว

    - เดือนที่ 6 ระยะหลัง ๆ นั่งแป้บเดียว ไม่รู้สึกเลยว่า ร่างกายมันอยู่ตรงไหน เหมือนนั่งอยู่คนละมิติกับโลก อันนี้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผม ตะคริวก็ไม่เป็นเหมือนกับไม่รู้สึกอะไรเลย พอนึกอยากได้ยินเสียงหัวใจ ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมา สติต่าง ๆ ยังอยู่ครับ ไม่ได้ทรมานแต่อย่างใด สักพักเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ไม่เข้าใจ ไหลจากแขนขึ้นมาทั้งสองฝั่ง ไล่ไปจนถึงขาทั้งสองข้าง ผมตกใจจนต้องออกจากสมาธิ และ งง ๆ ว่านั่นคืออะไร มันเย็น ๆ ว้าบ ๆ วันต่อมา ก็ลองปล่อยเลยเป็นไงเป็นกัน คราวนี้ ไหลขึ้นจนถึงหัว มันสบายดี แต่ หวิว ๆ ซาบซ่า บอกไม่ถูก แต่สติยังอยู่ครบ และนั่งต่อในโหมดนี้ต่อไป ให้ความรู้สึกแบบว่า เหมือนมีอะไรมาซ้อนทับลงไปประมาณนั้น อธิบายไม่ถูก ผู้รู้แนะนำด้วยนะครับ

    - เดือนที่ 7 อันนี้มาแปลกการนั่งก็เหมือนเคยเหมือนโดนซ้อนทับ แต่ ได้ยินเสียงใครไม่รู้ ก้องอยู่ในหู หรือเสียงหมาหอนเหมือนอยู่ใกลมาก ๆ ออกจากสมาธิแล้วก็ได้ยิน แถมบางทีพูดเป็นประโยคเลย บ่อยมาก ทุกวันเลย เคยคิดว่าตัวเองคงเริ่มเพี้ยน ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจ ก็ปกติ ไม่ได้บ้า แต่อย่างใด ช่วงหลังได้ยินเสียงว่า ช่วยด้วย บ่อยมาก ตอนนั่งสมาธิในบ้าน รู้สึกได้เลยว่า รอบรั้วบ้านมีวิญญาณยืนเต็มเลย ก็พยายามแผ่เมตตาให้ แต่วันถัดไป ยิ่งรู้สึกว่ามาเยอะกว่าเดิม มีบางทีได้ยินเกี่ยวกับเลือดนี่แหละ พอไปซื้อของแถวบ้าน คนแก่ทักว่า เคยไปบริจาคเลือดหรือยัง โอ้ว ไม่เคยเลย ก็ไปบริจาคเลือดมา และอุทิศไปให้

    ขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้รู้ทีนะครับ คือ ศึกษาขั้นตอนการนั่งแล้วไม่รู้อันไหน ถูกทาง และ ไม่ควร แนะนำด้วยครับผม
     
  2. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,651
    ส่งจิตออกนอกมากไปนะครับ......ถ้าส่งออกมันก็จะเห็นอะไรมากมายอย่างที่ว่าไม่ซ้ำ....ไม่ต้องไปสนใจนะครับ.....ถ้าสนใจ..ใจของเราก็จะเคลื่อนอาจจากกรรมฐาน...ช่วงแรกค้อนข้างดีแล้วนะครับ......จะให้แบบทดสอบไปสอบดูนะครับ.....ลองสอบดูด้วยตนเองไปก่อนนะ.....

    <O:p</O:p
    <TABLE style="WIDTH: 26%; mso-cellspacing: 1.5pt; mso-yfti-tbllook: 1184" class=MsoNormalTable border=1 cellPadding=0 width="26%"><TBODY><TR style="mso-yfti-irow: 0; mso-yfti-firstrow: yes; mso-yfti-lastrow: yes"><TD style="BORDER-BOTTOM: #f0f0f0; BORDER-LEFT: #f0f0f0; PADDING-BOTTOM: 0.75pt; BACKGROUND-COLOR: transparent; PADDING-LEFT: 0.75pt; PADDING-RIGHT: 0.75pt; BORDER-TOP: #f0f0f0; BORDER-RIGHT: #f0f0f0; PADDING-TOP: 0.75pt">
    อัปปนาสมาธิหรือฌาน<O:p</O:p

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    ต่อไปนี้จะพูดหรือแนะนำใน อัปปนาสมาธิคำว่า อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิใหญ่ มีอารมณ์
    มั่นคง เข้าถึงระดับฌานตั้งแต่ฌานที่หนึ่งถึงฌานที่สี่ แต่ก่อนที่จะพูดถึง อัปปนาสมาธิ ขอย้อน
    มาอธิบายถึงอุปจารสมาธิเล็กน้อยก่อน การที่พูดมาแล้วเป็นการพูดในเรื่องของนิมิตโดยตรง
    ท่านที่ไม่นิยมนิมิตจะไม่เข้าใจ

    อุปจารสมาธิระดับสุดท้าย
    เมื่อจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิขั้นสุดท้าย ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สนใจในนิมิต หรือสร้างนิมิตให้เกิดขึ้น
    ไม่ได้ ให้สังเกตอารมณ์ใจดังนี้ อารมณ์นี้มีเหมือนกันทั้งท่านที่ถือนิมิตหรือไม่ถือนิมิต คือจะมี
    ความรู้สึกว่ามีอารมณ์ตั้งมั่นทรงตัวดี มีความชุ่มชื่นไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติ มีอารมณ์เป็นสุข
    เยือกเย็นมาก ซึ่งไม่เคยพบมาเลยในชีวิต และมีอารมณ์เป็นหนึ่ง กำหนดอารมณ์ไว้อย่างไร
    อารมณ์ไม่เคลื่อนจากที่ตั้งอยู่ได้นาน ตอนนี้เป็น ฌาน อารมณ์ที่สังเกตได้คือ
    ๑.รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกคำภาวนาทรงตัว ไม่ลืมไม่เผลอไม่ฟุ้งไปสู่เรื่องอื่น
    นอกเหนือจากที่คิดจะภาวนา มีอารมณ์เต็มเปี่ยมด้วยกำลังใจไม่อิ่มไม่เบื่อไม่อยากลุกออกจากที่
    มีความสุขหรรษาเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เคยมีความสุขใดในชีวิตที่เคยพบมาก่อนเลยมีอารมณ์ตั้งมั่นดิ่ง
    อยู่ในที่เดียวเป็นพิเศษ (ข้อห้านี้เป็นฌาน)หูได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจนมากที่เข้ามากระทบ
    ประสาทหู เสียงคนหรือเสียงสัตว์ธรรมดาไม่ใช่เสียงทิพย์ แม้แต่เสียงเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดัง
    มาก ตอนนี้ได้ยินทุกอย่างชัดเจนตามปกติแต่ไม่รำคาญในเสียงนั้นเลยคงภาวนาหรือกำหนดรู้ลม
    หายใจเข้าออกได้เป็นปกติเหมือนไม่มีเสียงรบกวนลมหายใจจะเบากว่าเวลาปกติจนสังเกตได้ชัด
    อาการอย่างนี้ท่านเรียกว่า ปฐมฌาน คือฌานที่หนึ่ง
    ๒.เมื่อจิตเป็นสมาธิในฌานที่สองมีความรู้สึกดังนี้คือจะรู้สึกว่าคำภาวนาหายไป
    บางท่านหรือหลายท่านควรจะพูดว่า มากท่านก็คงไม่ผิดเมื่ออารมณ์เข้าถึงฌานที่สองใหม่ๆ
    อารมณ์ยังไม่ชิน เมื่อขณะที่จิตทรงอยู่ในฌานนี้ จะมีความอิ่มเอิบสุขสบาย จะเผลอตัว เมื่อจิต
    มีสมาธิลดลง เพราะกำลังจิตถอยสมาธิ จะลดลงอยู่ที่อุปจารสมาธิตอนนี้อารมณ์คิด คือความ
    รู้สึกก็เกิดขึ้น เมื่อจิตตั้งอยู่ในฌานจะไม่สามารถคิดอะไรได้ เพราะเอกัคคตารมณ์คืออารมณ์
    เป็นหนึ่งไม่มีอารมณ์คิดจะทรงตัวเฉยอยู่และไม่มีคำภาวนา คำภาวนานี้ตั้งแต่ฌานที่สองถึงฌาน
    ที่สี่จะไม่มีคำภาวนาเมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ได้ภาวนาก็จะคิดว่าตนเองหลับไปหรือเผลอไป ความจริง
    ไม่ใช่ ซึ่งเป็นอาการของฌานที่สอง
    ๓.เมื่อจิตมีสมาธิเข้าถึงฌานที่สามตอนนี้จะรู้สึกว่า ลมหายใจเบาลงมาเกือบไม่รู้สึก
    ว่าหายใจ แต่ความจริงยังรู้สึกถนัดอยู่แต่เบามากนั่นเอง อาการทางร่างกายจะรู้สึกเหมือนเกร็งไป
    ทั้งร่าง แต่ความจริงร่างกายเป็นปกติ แต่ที่มีความรู้สึกอย่างนั้นเป็นอาการของสมาธิ เสียงภายนอก
    ที่เข้ามากระทบหูเกือบไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยได้ยินแต่เบามาก จิตทรงอารมณ์เป็นหนึ่งสงัดดีมาก
    เป็นพิเศษ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่สาม
    ๔.อาการของฌานที่สี่เมื่อจิตเข้าถึงฌานที่สี่ ฌานสี่นี้มีสองขั้นคือ หยาบ กับ ละเอียด
    สำหรับฌานหนึ่ง สอง สาม นั้น แต่ละฌานมีสามชั้นคือ หยาบ กลาง ละเอียด ที่ไม่อธิบายไว้ ก็
    เพราะกลัวจะเฝือ เพราะเมื่อฝึกได้ใหม่ยังไม่มีกำลังใจที่แน่นอน ประเดี๋ยวได้ประเดี๋ยวสลายตัว
    อธิบายละเอียดเข้าแทนที่จะเป็นผลดี จะกลายเป็นอาหารผสมยาพิษไปจุกจิกใจเข้าเลยเลิกดีกว่า
    เป็นอันว่ารู้กันว่าเป็นฌานชั้นที่สี่ก็พอ ฌานอื่นๆ พอรู้ว่าถึงฌานก็พอ จงอย่าลืมว่าเมื่อถึง
    ฌานแล้วเวลาไม่นานก็พลัดจากฌาน คืออารมณ์ลดลงมาที่อารมณ์ปกติ ให้คิดว่าเราถึงฌานได้แล้ว
    จะอยู่นานหรือไม่นานก็ช่างเป็นอันว่าเราเข้าถึงธงชัยแล้วก็ดีถมไป วันนี้ฌานสลายตัววันหน้าเวลา
    หน้ายังมีอีก เมื่อเรายังไม่ตายเพียงใด เราก็เล่นเพลิดเพลินในฌานให้อารมณ์เป็นสุข เพื่อเพราะ
    กำลังสมาธิไว้เป็นกำลังช่วยตัดกิเลสในโอกาสหน้าต่อไป
    เลอะเทอะมาเสียนาน ตอนนี้เข้าตอนฌานสี่กันเถอะ เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่หยาบตอนนั้นจะมี
    ความรู้สึกว่า ลมหายใจหายไป ไม่รู้สึกว่าหายใจแต่ที่จริงแล้วลมหายใจยังมีตามปกติแต่ทว่าจิต
    ไม่รับทราบว่าร่างกายทำอะไร หายใจหรือไม่ จิตใจย่อมไม่รับรู้ตามท่านพูดว่าจิตกับประสาทแยก
    กันเด็ดขาด แต่ตอนฌานสี่หยาบนี้จิตแยกออกจากประสาทจริงแต่ยังไปไม่ไกลนัก ฉะนั้นเมื่อมี
    เสียงดังขนาดเครื่องขยายเสียงที่ดังมากๆ ตั้งอยู่ใกล้หูยังพอได้ยินแว่วๆ เหมือนอยู่ไกลกันมาก
    เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่ละเอียด ตอนนี้สบายมาก เพราะไม่รู้อะไรเลย (ไม่ใช่หลับ) ภายใน
    กำลังของจิตเข็มแข็งมาก มีความสว่างโพลง แต่จิตไม่ยอมรับรู้เรื่องของประสาทเลย ไม่ว่า
    เสียงหรือการกระทบกาย จิตไม่ยอมรับทราบด้วยประการทั้งปวง อาการของฌานสี่ที่ละเอียด
    เป็นอย่างนี้
    ที่นำอาการของฌานมากล่าวไว้ที่นี้ก็เพราะว่าการปฏิบัติในหมวดสุกขวิปัสสโก ก็ทรงฌาน
    เหมือนหมวดอื่นเหมือนกัน เพื่อนักปฏิบัติจะได้ทราบอาการเอาไว้ เพราะมีผู้มาถามเรื่องอาการ
    ของฌานนี้นับรายไม่ถ้วน บางรายถามแล้วถามอีกถามบ่อยๆ ชักสงสัยว่าทำจริงหรือเปล่า เพราะ
    ผู้ทำจริงเขาไม่ถามบ่อย เมื่อถามแล้วเอาไปปฏิบัติได้แล้วรู้เรื่องก็ไม่มีเรื่องถามต่อไป<O:p></O:p>
    **************************************************<O:p</O:p

    เข้าศึกษาได้ตั่งแต่เริ่มต้น...ทั้งหมด....ได้ที่นี่....หนังสือเล่มนี้เนื้อหาเพียงพอสำหรับผู้ที่จะปฏิบัติด้วยตนเอง....รวบรวมวิธี...และอาการทางสมาธิ...ทั้งหมด....ควรศึกษาให้เข้าใจสัก 1 รอบ(ไม่ยาวนัก)แล้วปฏิบัติได้เลย....คำถามทางสมาธิส่วนใหญ่ที่ถามในบอร์ดมักอยู่ที่นี่.......

    วิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายๆ....โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ...

    http://www.palungjit.org/smati/books/index.php?cat=7 <O:p</O:p
    <O:p</O:p
     
  3. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,912
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,492
    เมื่อจิตพอเริ่มจะเป็นสมาธิ เป็นสภาวะของมัน มีเป็นหลากหลาย กำหนดจิตที่มันเป็น ตามที่รู้ เป็นยังไงกำหนดยังงั้น รู้สึกอย่างไรกำหนดอย่างนั้น

    http://fws.cc/whatisnippana/index.php?topic=454.new#new
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กันยายน 2011
  4. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    24,213
    กระทู้เรื่องเด่น:
    53
    ค่าพลัง:
    +21,727
    ลองอ่านอันนี้ดูครับคุณ gamemaster เจริญในธรรมครับ ขอให้ปฏิบัติต่อไปนะครับ เป็นกําลังใจให้ทุกคนครับ

    อุปสรรคและวิธีแก้ไขในการทำสมาธิ

    http://www.buddhism-online.org/board...hp?topic=891.0
     
  5. gamemaster

    gamemaster Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2010
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +62
    ผมจะแก้ปัญหาเรื่องเสียงพูดที่ก้องในหูเรา ได้ยินอยู่คนเดียวได้ยังไงครับ เพราะบางครั้งผมทำงานดึก ร่างกายเหนื่อย อยากจะพักผ่อนแล้ว ก็ยังมีเสียงมารบกวนอยู่ บางทีก็มาชวนคุยเรื่องงาน บางทีก็ขอให้ช่วย บางเสียงก็ฟังแบบพูดจาไม่ค่อยชัด พอผมทำไม่สนใจ ก็ตะโกนจนนอนไม่ได้ ผมเป็นมา จะสองเดือนแล้วครับ ไปหาหมอก็ให้แต่ยานอนหลับมา
     
  6. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    อยากแก้ จริงหรือเปล่า

    ตรงนี้สำคัญนะ บางคนปากบอกอยากแก้ แต่ใจ มันกระซิบบอกว่าเป็นของดี
    เป็นของวิเศษ แบบนี้ มันจะแก้ไม่ได้

    เหตุที่แก้ไม่ได้ เพราะ ตัณหา นั้นทำงานสองลักษณะ คือ ถ้าไม่เป็นด้านชอบ
    ใจเห็นว่าดีจับเต็มเหนี่ยว ก็เป็นอีกด้านที่แสดงอาการไม่ชอบใจผลักเอาไว้แต่แอบ
    จับๆไม่ปล่อย เหมือน...กับ จับไว้ ลักษณะหนึ่ง กับ ผลักไว้แต่ก็สัมผัส อีก
    ลักษณะหนึ่ง

    สองลักษณะนี้ เป็นอาการตัณหาทั้งคู่ ถึงแม้ว่า จะพูดว่า ไม่ชอบ แล้วก็เถอะ

    ทีนี้ ยังมีละเอียดกว่านี้ คือ ทำทีเป็นเฉยต่อการชอบ และไม่ชอบ อันนี้ผลิกขึ้น
    มาอีกขั้น คือ เห็นความชอบใจ กับ ความไม่ชอบใจ ระคนอยู่ในจิต แต่ก็
    ทำทีเป็นเมินเฉยต่อสภาวะทั้งสอง เป็นการจับแบบลอยๆ ตรงสำนวนไทยเข้ามา
    อีกว่า ปากว่าตาขยิบ คือ มือไม่จับ ไม่สัมผัส ไม่ผลักด้วย แต่แอบชำเลือง
    ด้วยความพอใจที่มันมี--เสียงกระซิบ--เสียงมาคุย

    ก็ถ้าจริงใจ ต่อการวางจริง ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก

    ให้รู้เห็นไปตามความเป็นจริงไปตรงๆว่า เดี๋ยวก็มากระซิบ เดี๋ยวก็ไม่มากระซิบ
    กระซิบ หรือ ไม่กระซิบ ได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ล้วนแต่ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ
    จะไปจะมาบังคับไม่ได้ จะเป็นเสียงอะไร เสียงใคร ดังหรือค่อย ก็ล้วนแต่
    อนิจจังเลือกไม่ได้ กะเกณฑ์อะไรไม่ได้

    น้อมไปให้เห็นเป็น ไตรลักษณ์เสีย แล้วระลึกตามนั้นไว้เนืองๆ โดยแยกผู้ได้ยิน
    นั้นเป็นอีกส่วนหนึ่ง กับ ผู้แลเห็นผู้ได้ยินที่กำลังถูกกระซิบ ใจที่เป็นผู้แลเห็น
    ผู้กำลังได้ยินจะแยกออกมาเป็นผู้รู้ ที่ไม่เกี่ยวข้อง มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ได้ยิน

    ไอ้ผู้ได้ยินมันจะได้ยินเสียงอะไร ดังหรือค่อย ก็ช่างมัน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ
    ผู้สังเกตการณ์ที่แยกออกมา วิเวกอยู่

    ดูไปเรื่อยๆ จนกว่า สภาวะ "ผู้รู้ ผู้ดู" จะแยกตัวออกมาจาก "ผู้ได้ยิน"
    โดยที่ "ผู้รู้ ผู้ดู" นั้นก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร เป็นตน เป็นคน เรา หรือเขา
    ถ้าทำไปแบบนี้ ก็จะพอเห็นทางผักผ่อน เป็นกลางท่ามกลางความวุ่นวายได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 กันยายน 2010
  7. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580
    วิเคราห์ส่วนตัวนะ
    ช่วง 3 เดือนแรกอุปาทานนะครับ
    ช่วง 4-5 เดือนนี่ คาดว่าสมาธิคงเกิด อาการมือหายอะไรหายนี่เป็นเพราะจิตเริ่มสัมผัสความระเอียด มากขึ้นปิติน่าจะเริ่มเกิดช่วงนี้ลากยาวถึงอาการเดือนที่ 6 เพราะจะเกิดเรื่องอัศจรรย์ใจมากความจริงไม่มีอะไรครับที่ว่าเหมือนมีอีกร่างมาซ้อน ลองพิจรณาดูว่าอาการดังกล่าวเป็นลักษณะเหมือนร่างกายพองโตหรือป่าว ผมก็เคยเป็นครับ2อาการนี้คล้ายๆกัน

    ช่วงหลัง 7 เดือนอยากแนะนําให้หาครูบาอาจารย์ครับ
    อาการเหล่านี้ที่กล่าวมาเจอทุกคนครับ อย่าไปติดว่ามันอัศจรรย์อะไรเดี๋ยวก็ผ่านไปได้
     
  8. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    แผ่ เมตตา ไปแล้ว อย่าใส่ใจ

    จิตนี้ มีนิสัยหลัก คือ ยึด ติด เกาะ เมื่อ เราไปใส่ใจนานๆ บ่อยๆ จิตเราจะยึด ติด เกาะ กับ เสียงนั้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไป

    อย่าไปเอะใจ ใส่ใจ แผ่เมตตา พอ
     
  9. gamemaster

    gamemaster Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2010
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +62
    ขอบคุณทุกท่านนะครับ
    - ผมเกิดอาการกลัว ตอนที่ เหมือนกับร่างกายหายไป เหมือนมีแต่หัว กลัวว่าทำไรผิดไปหรือปล่าว แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันพอง เหมือนมีอะไรไหลจากมือเข้ามา จนถึงคอ ที่กลัว กลัวว่าผี:boo:เข้าแทรกเท่านั้น ผมยังขจัดความกลัวไม่หมด พอแปลก ๆ มาก็ตกใจแล้ว แต่ช่วงนี้ก็เริ่มชินขึ้นแล้ว

    - เรื่องเสียง ถ้าเป็นโดยปกติ ผมจะพยายามผ่านมันไปให้ได้ ตอนแรกคิดว่าเป็นปัญหาทางจิต พวกจิตหลอน แต่ผมไม่ได้ได้เล่นยาเสพติด เลยไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และ รู้สึกเหนื่อยกับการมาไม่เป็นเวลา และเสียงตะโกนบางครั้งดูก้าวร้าว เลยตัดสินใจไปหาหมอที่ รบ. เลย ได้แต่ยานอนหลับมา และมันก็ยังเป็นอยู่บ่อยครั้ง

    * แล้วการหาครูบาอาจารย์ ต้องไปเรียนที่ไหนครับ อยากทำแบบถูกวิธี ผมเชื่อในพระพุทธศาสนา และการเกิดซ้ำไปซ้ำมา ถ้าได้เกิดมาในยุคที่มีพุทธ อยากจะไปให้ได้ใกลที่สุดในภพนี้
     
  10. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    อยากหายจริงป่าว

    ก่อนจะไปหาครูบาอาจารย์
    ลอง เลือกเวลาซัก 2 ชั่วโมง ถือว่า
    ฟังเพลิน ๆ
    ไฟล์ที่ 071 072 เรื่อง จิตภาวนา
    ตามลิ้งนี้เลยครับ
     
  11. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    ขออภัย ที่คลิกลิ้งไปเลยไม่ได้ เนื่องจากผมโพสลิ้งตามทุกครั้ง จะไม่สามารถโชว์ลิ้งเพื่อคลิกได้เลย สิทธิพิเศษบางอย่างสำหรับผม


    อยากฟังก็ต้องก๊อบตามลิ้งดู ครับ
     
  12. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580
    ผมเดาว่าเวลาปฏิบัติ คุณใช้การจับลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ใช่มั้ยครับ
    ถ้าใช่ก็ไม่แปลก เพราะจิตคุณกําหนดแค่ตรงนั้น เวลาสงบละเอียดมากๆ ส่วนของร่างกายจึงหายไปเองเหลือแต่ช่วงบน ความจริงมันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ

    สําหรับสถานที่ปฏิบัติลองตั้งกระทู้ใหม่ ถามหาที่ปฏิบัติดูครับ ผมอยู่นครปฐม เวลาอยากปฏิบัติหนักๆจะไปวัดอัมพวัน สิงห์บุรี
    ที่วัดเขาสมโภชน์ สายวัดธรรมกาย สายวัดท่าซุงก็มีอยู่แต่ไม่ทราบว่าตามที่ต่างๆมีระเบียบการอย่างรัยและ อ.ใดสอบจิต ครับ แต่เน้นที่ใกล้ๆไว้ดีที่สุดเพื่ออนาคต
     
  13. นะมัตถุ โพธิยา

    นะมัตถุ โพธิยา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    618
    ค่าพลัง:
    +2,269
    1. ให้เดินจงกรม 30 นาที(ห้ามเกิน) แล้วต่อเนื่องด้วยนั่งสมาธิอีก 30 นาที(ห้ามเกิน) ต้องทำทุกวัน ห้ามขาด

    2. ขณะเดินจงกรม ให้นึก "พุทโธ"คำเดียว ในใจ นึกซ้ำๆไปเรื่อยๆ (ไม่ต้องก้าวขวานึกพุท-ก้าวซ้ายนึกโธ)

    3. ขณะนั่งสมาธิ ให้นึก "พุทโธ"คำเดียว ในใจ นึกซ้ำๆไปเรื่อยๆ (ไม่ต้องนับพุทโธ1 2 3 ..... 1000....)

    4. ในระหว่างวัน ไม่ต้องทรงสมาธิ ให้ใช้ชีวิตไปตามปกติ

    5. มีจุดวางใจ? (ช่วยบอกกลับด้วย)

    6. อย่าไปสนใจอาการแปลกๆทั้งภายใน-ภายนอกสมาธิ ทั้งปวง (ถ้านั่งสมาธิทุกวัน อาการพวกนี้จะหายไปเอง)

    7. อย่ารีบพรวดพราดออกจากสมาธิ ให้ค่อยๆออก ช้าๆ สบายๆ

    8. หลังออกจากสมาธิแล้ว ให้แผ่เมตตา ทุกครั้ง

    9. ควรเข้าหาครูบาอาจารย์ด้านสมาธิเรื่อยๆ เพื่อท่านจะได้แนะนำให้แก่คุณได้อย่างสม่ำเสมอ

    ----------------------------------------------------------------------

    คำแนะนำทั้งหมดนี้
    เป็นแนวทาง หลักสูตรครูสมาธิ ของพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร แห่งสถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ

    สนใจศึกษาหลักสูตรสมาธิแบบต่างๆเพิ่มเติม
    เชิญคลิกที่ http://www.samathi.com (เว็บของสถาบันพลังจิตตานุภาพ)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 กันยายน 2010
  14. gamemaster

    gamemaster Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2010
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +62
    ถ้านั่งเกิน 30 นาที เกิดเหตุอะไรไหมครับ
    นั่งทุกวันห้ามขาด หากขาดไปบางครั้ง เกิดเหตุอะไรไหมครับ
    จุดวางใจ หมายถึงอะไรครับ
    ถามเพราะสังสัยเวลาผมพลาดอ่ะครับ ขอบคุณครับ
     
  15. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580

    ก่อนอื่นต้องขอขมา คุณ นะมัตถุ โพธิยา และ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร
    เจตนาของข้าพเจ้าเพียงเพื่อต้องการช่วยเหลือสหายธรรม ตามภูมิธรรม และประสบกาณ์ เท่านั้นขอจงงดโทษทั้งปวงแก่ข้าพเจ้าเทอญ
    เดาว่า
    จุดวางใจจะหมายถึงบริเวณที่คุณกําหนจุด เช่นธรรมกายจะเพิ่งประมาณเหนือสะดืดกลางลําตัว หลวงพ่อโตจะเพ่งประมาณกระหม่อมกลางศรีษะเป็นต้น

    อันนี้จากประสบการณ์ที่ได้จากการสอบถามที่วัดอัมพวัน
    ตอนที่ปฏิบัติวัดอัมพวัน คนอบรมก็จะให้นั่งและเดินสลับกันไปเหมือนกันนะครับ
    ที่ให้เดินและนั่งสลับเพราะ ถ้านั่งมากๆจะเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนได้ง่าย
    แต่ท่านกําชับว่า

    ก่อนปฏิบัติให้กําหนดสัจจาธิษฐานไว้เลยว่าจะกรรมฐาน1ชั่วโมง หรือกี่ชั่วโมง
    แล้วทําให้ได้จะได้สัจะบารมีมาเป็นของแถม
    เช่นตั้งสัจจะไว้เลยรอบนี้จะปฏิบัติ 3 ชั่วโมง
    จะนั่งยาว 1.30 ชั่วโมง และเปลี่ยนเป็นเดิน 1.30 ชั่วโมง ก็ได้
    หรือจะ นั่ง 30 นาทีแล้วเดิน 30 นาที แล้วมานั่งต่อสลับกันไปก็ได้
    แต่ทั้ง 2 แบบย่อมให้ผลแตกต่างกัน
    ส่วนล่างนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ
    การปฏิบัติถ้าทําๆหยุดๆ ทําวันเว้น3วันแล้วทํา ย่อมไม่เห็นผลเท่าไหร่ท่านจึงให้ปฏิบัติทุกวัน เพื่อสร้างระเบียบวินัยให้ตัวเอง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งเป็นกุศโลบายของครูท่าน

    เดี๋ยวรอท่านอื่นและ คุณ นะมัตถุ โพธิยา มาต่อนะครับ
     
  16. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,912
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,492
    มีวิธีแก้ 2 วิธี คือ 1. คุณต้องกำหนดภาวะนั้นทุกขณะที่ได้ยินเสียง
    2. เมื่อไม่ทำตามนั้น ต้องหยุดการปฏิบัติไว้ก่อน

    http://fws.cc/whatisnippana/index.php?topic=454.0
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กันยายน 2010
  17. นะมัตถุ โพธิยา

    นะมัตถุ โพธิยา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    618
    ค่าพลัง:
    +2,269
    1. ถ้านั่งเกิน 30 นาที เกิดเหตุอะไรไหมครับ ?

    ตอบ
    พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโรแห่งสถาบันพลังจิตตานุภาพ
    ท่านสอนว่า วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุด ของสมาธิ คือ เพิ่มพลังจิต

    จิตใจที่ป่วย ก็เพราะมีพลังจิตน้อย
    จิตใจที่เข้มแข็ง ก็เพราะมีพลังจิตมาก

    ทุกครั้งที่ทำสมาธิจะได้พลังจิตเพิ่ม

    แต่ท่านก็ค้นพบอีกว่า การทำสมาธิที่เกิน 30 นาที
    ในช่วง 30 นาทีแรก จะเพิ่มพลังจิตได้เนื้อๆ
    แต่ในส่วนที่เกิน 30 นาทีไปแล้วนั้น อาจไม่เป็นเช่นนั้น
    จึงทำให้การทำสมาธินานเกิน 30 นาที อาจได้พลังจิตไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป

    -----------------------------------------------------------------

    2.นั่งทุกวันห้ามขาด หากขาดไปบางครั้ง เกิดเหตุอะไรไหมครับ ?
    ตอบ
    หลวงพ่อค้นพบว่า ร่างกายต้องการอาหารคือ ข้าว
    จิตของมนุษย์ต้องการอาหารคือ พลังจิต เช่นกัน
    ในเมื่อร่างกายต้องอาหารใหม่ทุกวัน จิตก็ต้องการพลังจิตใหม่ทุกวัน เช่นกัน

    อนึ่งสมาธิจะก้าวหน้าอยู่ที่ความต่อเนื่อง ความไม่ต่อเนื่องคือสมาธิถดถอย
    ดังนั้นมนุษย์ทุกคนจึงสมควรทำสมาธิทุกวัน
    การขาดทำสมาธิแม้แต่วันเดียว ก็คือความถดถอยของสมาธิ

    -------------------------------------------------------------------


    3. จุดวางใจ หมายถึงอะไรครับ ?
    ตอบ
    จุดวางใจ คือ การเอาความรู้สึกไปไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย
    เช่น กลางหน้าผาก ปลายจมูก กลางอก สะดือ ท้ายทอย กลางกระหม่อม ฯลฯ

    ทุกส่วนในร่างกายใช้เป็นจุดวางใจได้ทั้งหมด
    แต่ให้เลือกใช้จุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียวเท่านั้น
    โดยเลือกจุดที่เราวางความรู้สึกตรงจุดนั้นแล้ว เรารู้สึกสบายที่สุด

    ตัวอย่าง เช่น
    ถ้าทำสมาธิโดยดูลมหายใจ ปลายจมูกก็เป็นจุดวางใจที่นิยมจุดหนึ่ง เพราะเป็นจุดที่สังเกตลมหายใจกระทบได้ง่าย
    ถ้าเพ่งกสิณ จุดวางใจก็คือ ภาพกสิณ
    ถ้ากำหนดยุบหนอ-พองหนอ จุดวางใจก็อาจอยู่ที่สะดือหรือหน้าท้อง

    จุดวางใจมีความสำคัญมากๆ สำหรับการทำสมาธิ
    ทุกคนที่ทำสมาธิควรมีจุดวางใจ เพราะ
    1. จุดวางใจเป็นที่ตั้งอันมั่นคงของการกำหนดสมาธิ
    2. จุดวางใจเป็นประตูเข้า-ออกสมาธิ
    ดังนั้นผู้ที่ต้องการมีความก้าวหน้าไปสู่สมาธิชั้นสูงและมีชำนาญในการเข้า-ออกสมาธิ(วสี) จึงต้องมีจุดวางใจ
    เพราะจะทำให้เข้า-ออกสมาธิได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง


    ---------------------------------------------------------------


    ขอให้โชคดีครับchearr
     
  18. gamemaster

    gamemaster Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2010
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +62
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ ขอให้ชีวิตมีแต่ความสุข
     
  19. นะมัตถุ โพธิยา

    นะมัตถุ โพธิยา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    618
    ค่าพลัง:
    +2,269
    ถึง คุณ gamemaster

    วิธีที่ผมแนะนำ (เดินจงกรม 30 นาที(ห้ามเกิน) แล้วต่อเนื่องด้วยนั่งสมาธิอีก 30 นาที(ห้ามเกิน)) เป็นวิธีแบบกลางๆใช้กับกรณีทั่วไปครับ

    ถ้าคุณลองทำติดต่อกันสัก 3 วัน แล้วได้ผลอย่างไร
    ช่วยบอกกลับมาด้วยนะครับ
    เผื่ออาจจะต้องมีการปรับปรุงวิธีการ ให้เหมาะสมโดยเฉพาะกับคุณต่อไปครับ

    ขอให้โชคดีครับ chearr
     
  20. Numsai

    Numsai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    5,778
    ค่าพลัง:
    +87,678
    ขออนุโมทนาบุญค่ะ ควรหาครูบาอาจารย์ดีกว่าค่ะ เคยมีเพื่อนรุ่นน้อง ท่านหนึ่งมีอาการคล้ายอย่างนี้ ภายหลังไปฝึกกับพระอาจารย์ ท่านสอนให้เจริญสติปัฏฐาน ช่วยให้มากค่ะ

    หากไม่มีเวลาหาครูอาจารย์ เมื่อเห็นภาพ กำหนดเห็นหนอ ๆ ๆ ก็ได้ค่ะ สุดท้ายภาพก็หายไป

    เมื่อได้ยินเสียง กำหนดเสียงหนอ ๆ ไม่ต้องปรุงแต่งว่า เสียงอะไร พูดว่าอย่างไร

    พิจารณาทุกอย่างให้เป็นกฏไตรลักษณ์ให้หมด ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เมื่อเห็นภาพ สุดท้ายภาพก็เปลี่ยนไป ได้ยินเสียง และเสียงก็หายไป ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ แน่นอน

    สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ตัวเราตายแน่

    พิจารณาบ่อย ๆ อาการเหล่านี้จะหายไป จากนั้นจะเกิดสภาวะที่รู้ไปตามความเป็นจริงค่ะ

    ขอให้เจริญในธรรมค่ะ

    Numsai
     

แชร์หน้านี้

Loading...