เอาอะไรไปละ" ความไม่รู้ " ได้คับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Neoworld, 13 กันยายน 2019.

  1. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ เนื่องจาก สถานี "ผิดตั้งแต่ต้น" ขณะนี้ เกิดอาการ "คลื่นกระแสแปรปรวน"
    +++ ก็เลย "ขอย้ายสถานี" มาเป็นที่นี่ก่อน "เอาอะไรไปละ" ความไม่รู้ " ได้คับ"
    +++ หวังว่า "สถานีนี้" จะไม่เกิดอาการ "ภัยพิบัติทางจิต" ใหน้ำส้มแตก อีกนะ
    ===========================================
    +++ จากประสพการณ์ "พุทโธ = ผู้รู้/ผู้ตื่น/ผู้เบิกบาน" ในชั้น "สมถะฌานสมาบัติ"

    +++ ตรงนี้เป็น "อาการ ทำ พุทโธ" ล้วน ๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง กับการ "ท่อง พุทโธ"

    +++ ผู้อ่าน ควรอยู่ในระดับ "ขั้นต่ำ ต้องวาง ลมหายใจรวมทั้งคำบริกรรม" ไปได้แล้ว
    +++ โพสท์นี้ จะเริ่มจาก "หลังจาก วาง ลมหายใจ+บริกรรม"
    +++ แล้ว อาการที่ "สติ ทรงอยู่" จะมีอาการ + วิธีทำ "ต่อยอด" ออกไปอย่างไร

    +++ ผมจะเอา อาการที่กล่าวมานี้ "เป็นจุดเริ่มต้นก่อน"
    +++ ตรงอาการ "ไม่มี วิตก วิจาร ปิติ สุข" ตรงนี้ เป็นอาการที่ "พ้นไปแล้วใน สติ/พุทโธ/ผู้ตื่น"
    +++ แต่อาการ "รู้ชัด ในจิตดวงเดียว ที่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่มีอาการใดใด" ตรงนี้ เป็น "เอกัคตา"

    +++ แต่ "ไม่ใช่ เอกัคตา ของ ฌานฤษี" ตรงนี้เป็น "เอกัคตา ของ สติ"

    +++ ตรงนี้เป็น อาการที่ "สติ ทำปัฏฐาน ได้ด้วยตัวมันเองแล้ว"
    +++ ตรงนี้เป็น อาการที่ "สติ เริ่มเป็น สัมโภชฌงค์" ได้ด้วยตัวมันเอง

    +++ ตรงนี้เป็นบทสวดเริ่มต้น ตรง "โพชฌังโค สะติสังขาโต"
    +++ อาการของ "โพชฌังโค สะติสังขาโต" จะเป็น "อาการ" ดังที่กล่าวมานี้

    +++ ต่อจากตรงนี้ จะเป็น การลงมือทำ "ธัมมานัง วิจะโย ตะถา"
    ===========================================
    *** หมายเหตุสั้น ๆ ในกลุ่ม "สุขะวิปัสสโก" จะไม่มีการทำตรงนี้
    *** แต่จะใช้ "ดำรงค์สติมั่นตรงนี้ แล้วทำการ รู้ธรรมเฉพาะหน้า" อย่างเดียว
    *** จะไม่มีการทำ โอปะนะยิโก "เข้า/ออก สภาวะธรรม" อย่างไรทั้งสิ้น
    *** ให้เข้าใจไว้ว่า "ตรงนี้เป็น รอยต่อ ของแต่ละประเภท" ก็พอ
    ===========================================
    +++ ให้เริ่มที่ อาการ "รู้ชัด" ตรงนี้ แล้วให้ "รู้อยู่เฉย ๆ ว่า"
    +++ มันเป็น อาการ "รู้อยู่ เฉยอยู่"
    +++ จากนั้นจึง "ทำการ เลือกเฉพาะ" อาการ "รู้ VS เฉย"

    +++ ตรงการ "เลือกเฉพาะ" ตรงนี้เป็น "ธัมมานัง วิจะโย ตะถา"
    +++ เมื่อ อาการ "เลือกเฉพาะ (แยบคาย)" ได้แล้ว จะเกิดอาการ "เคลื่อนไปสู่"
    +++ หรือ อาการ "เคลื่อนเข้ามา" อย่างไรก็ได้ ผลลัพธ์เหมือนกัน

    +++ อาการ "เคลื่อนไปสู่/เคลื่อนมาหา" ตรงนี้เป็นอาการโดยตรงของ "โอปนยิโก"
    +++ น้อม "ตน" ไปสู่/เข้าหา ส่วนสภาวะธรรมนั้น ณ ตรงนี้ คือ "รู้ VS เฉย"
    +++ ให้เลือกเอา "สภาวะธรรมเดียว" เท่านั้น

    +++ ตัวอย่างนี้ จะใช้อาการ "เฉย" เป็นตัวอย่าง
    +++ ให้ "รู้ชัด" ต่อไป ณ ขณะที่ "เริ่มเคลื่อนเข้าสู่ เฉย"
    +++ จะรู้ได้ชัดเจนเองว่า "อาการเฉย จะเริ่มแปรเป็น เฉยอย่างยิ่ง"
    +++ ตรงนี้ "ภาษาในกลุ่มฝึก" จะเรียกว่า "เนื้อเปลี่ยน" (เนื้อสภาวะธรรม)

    +++ ให้ทำ "การเคลื่อน ต่อไปเรื่อย ๆ" (โอปะนะยิโก ต่อเนื่อง)
    +++ อาการ "เนื้อเฉย" จะเริ่มเปลี่ยนเป็น "เนื้อตื่น ของ ผู้ตื่น"
    +++ เมื่อยัง "เคลื่อนต่อไป" เนื้อสภาวะ ก็จะเริ่มกลายเป็น "ตื่นอย่างยิ่ง"
    +++ เมื่อ "อยู่ในเนื้อสภาวะธรรมนี้" สำหรับบางคน จะตื่นอยู่ "นานนับสัปดาห์"

    +++ หาก "ทำโอปนยิโก ต่อเนื่อง ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ"
    +++ อาการ "เนื้อสภาวะธรรม" จะเปลี่ยนจาก "ตื่น สู่ พลังงาน"
    +++ แล้วจาก "พลังงาน สู่ การเปล่งรังสี" เป็น พรรณราย เลื่อมพรายประภัสสร (ผู้เบิกบาน)
    +++ ซึ่งเป็นอาการของ "อาภัสสระพรหม ของ สัมโภชฌงค์" ไม่ใช่ 31 ภพภูมิ
    +++ ตรงนี้เป็น "สิ้นสุด สมถะฌานสมาบัติ ในโภชฌงค์" แต่ยังไม่ใช่ "วิปัสสนาญาณทัศนะ"
    +++ ดังนั้น "อย่าเอาไปปนกัน" มิฉะนั้น จะ "วิปลาส" เอาได้ง่าย ๆ
    +++ อาการ ถัดจาก "ตื่น/ตื่นอย่างยิ่ง" จะไม่มี "รูปลักษณะ" หลงเหลืออยู่เลย
    +++ เป็นอาการของ "เนื้อสภาวะธรรม ที่ไร้รูปลักษณะใด ๆ ทั้งสิ้น"
    +++ ตรงนี้เท่านั้น จึงเป็น "อรูป ใน สัมโภชฌงค์"
    +++ อย่าเอาไปปนกับ "ฌานฤษี" มิฉะนั้น จะ "วิปลาส" แน่นอน


    +++ คำถามอยู่ในระดับ "รู้ชัด ในจิตดวงเดียว ที่ไม่เปลี่ยนแปลง"
    +++ คำตอบ ก็อยู่ในระดับนี้ "พร้อมกับ ต่อยอดให้ นิดหน่อย"
    +++ ไม่มีการ "ฟุ้งซ่าน ออกไปนอกเรื่อง แต่อย่างใดทั้งสิ้น"
    +++ น่าจะ "เป็นประโยชน์" อยู่บ้าง "นิดหน่อย" นะครับ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 5
    • โกรธ โกรธ x 3
    • รักเลย รักเลย x 1
    • ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย x 1
    • ดูรายการ
  2. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ อาการ "เข้าไปเสวย" ตรงนี้เป็นอาการเดียวกันกับ "โอปะนะยิโก"
    +++ ดังนั้นจึงต้อง "เฟ้นธรรม/เลือกสภาวะ" ที่เรียกว่า "ทำในใจให้แยบคาย" นั่นแล...
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 3
    • โกรธ โกรธ x 3
    • รักเลย รักเลย x 1
    • ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย x 1
    • ดูรายการ
  3. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ คำตอบมีประโยชน์มากๆ


    ยังมีอีกคำถามครับ แป็บนึง เครื่องมันเล๋กกะจิ๊ด
     
  4. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    เมื่อช่วงเย็นหลังทำงาน พอผมลงจากรถแป็บนึง อืม จะเรียกอะไรดี..คือพวกตึก กำแพง ต้นไม้ หรือคนเดินไปเดินมา ที่ผมเห็นข้างหน้า จู่ๆมัน คล้ายลักษณะที่มันไม่มีชื่อเรียกของ คน สัตว์ สิ่งของ บุคคล ตัวเรา ตัวเขา..คือมันเห็นที่ตา ไม่มีเวทนา อะไรทั้งนั้น ประมาณนี้ครับ
     
  5. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ช่วงที่โพสท์ข้อความข้างบนเสร็จ มีอาการเย็นตามฝ่าเท้า และพวงกุญแจมังกร (55555หัวเราะเสร็จแล้วก็หยุด) ท้อง ลิ้นปี่ หน้าอก และแทรกซึมมาเรื่อยๆ น่าจะประมาณหัว แต่ชัดที่สุดคือฝ่าเท้าสองข้าง แล้วมาอยู่กับตัวเฉยๆ
     
  6. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ต้องย้ายสถานี อีกหรือไม่ครับ
     
  7. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ความเย็นจากด้านหน้า มีอ้อมมาทางด้านหลังครับ ลามขึ้นมาเรื่อยๆ


    ขอบคุณทุกท่าน และกรุณาติดตามความเพี้ยนในรอบต่อไป ราตรีสวัสดิ์
     
  8. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,651
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +11,674
  9. Sataniel

    Sataniel เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    1,293
    ค่าพลัง:
    +2,163
    อุปทาน = คิดเอาเอง ความรู้สึก(ไม่ได้นึกใดๆ)มันนึกเอาเองได้? นิมิต(ภาพในสมาธิ)ก็ไม่มีเรารู้สึกปวดหัวนี่คือเรามโนว่าปวดหัวไง? คอยขัดขวางมรรค(วิธี/วิถี/ลองทำ)ผล(ทำแล้วได้ผลยังไง)คนอื่นเขานี่นะผมไม่รู้นะว่าคุณรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่แต่ไม่ว่าจะรู้ไหมผลที่ตามมามีอยู่นะครับ

    ส่วนถ้าหมายถึง "อุปาทาน"(ไม่ใช่อุปทาน) นั้นหมายถึงติดข้องเช่นติดข้องชอบเพ่งและรู้สึกในสิ่งไหนๆ แต่นี่คือสมถะยังไม่ใช่วิปัสสนาใดๆ ไม่ว่าจะหมายถึงแบบไหนคุณก็ "มั่ว" หมดเลยครับ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 4
    • โกรธ โกรธ x 3
    • รักเลย รักเลย x 1
    • ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย x 1
    • ดูรายการ
  10. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ อุปทาน = อุปสงค์ VS อุปทาน (เศรษฐศาสตร์)

    +++ อุปาทานหลอก = ความยึดมั่นถือมั่น เช่น เวลาฝึกสมาธิ แล้วมีคนมาถามว่า "เห็นเทวดามั้ย"
    +++ จากนั้นคนที่เพิ่ง เริ่มฝึก ก็เริ่ม "มโนเอาเอง" หากเห็น ก็ "ยึดเอาเอง ว่า เทวดามาจริง" เป็นต้น
    +++ อาการตรงนี้ เป็นอาการของ "อุปาทานหลอก" ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "มโนเอาเอง"
    +++ ไม่ใช่ "มโนยิทธิ" ตามที่ พระไตรปิฏก กล่าวไว้ ซึ่งเป็นเรื่อง "ถอดกายถอดจิต" เอาไว้แค่นี้พอนะ
     
  11. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ ก็ต้องพิจารณาว่า เป็นสถานที่ "อโคจร" อีกหรือไม่ นะครับ
     
  12. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ อาการตรงนี้ เรียกง่าย ๆ ว่า "ลืมตาเฉย ๆ ก็เห็นเอง"
    +++ จะเรียกอีกอย่างก็ได้ว่า "เห็นตามความเป็นจริง มันเป็นอย่างที่ มันเป็น"
    +++ ตรงนี้เป็น "อาการ หยุดสมมุติ หยุดสันนิษฐาน หรือ หยุดมโน/หยุดจิต"

    +++ ตรงนี้ "พ้น" นิวรณ์ 5 ในเรื่อง "อุทธัจจะกุกกุจจะ และ วิจิกิจฉา"
    +++ คือ "พ้น" อาการ มโนเรื่อยเปื่อย และ เอ๊ะนั่น นี่ โน่น ต่าง ๆ

    +++ หากเป็น "ขณะภาวนา" ตรงนี้จะเป็นอาการ "วางลมหายใจ/กาย วางคำบริกรรม/จิต" ไปแล้ว
    +++ ซึ่งอยู่ใน "บริเวณที่คุณ Lungchai เข้าถึง และ เป็นอยู่" เรียบร้อยแล้ว

    +++ อาการทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นไปในส่วนของ "รูป" และสามารถ "หยุดรูป" ได้ชั่วคราว
    +++ เหตุที่ผมใช้คำว่า "รูป/หมวดรูป" เพราะมันเป็นเรื่อง "เห็น" ทั้งหมด

    +++ อีกประการหนึ่ง คือ จะเกิดอาการ "สัพสิ่งเคลื่อน แต่ เราไม่เคลื่อน" ใน "จิตระดับนี้" อยู่ด้วย
    +++ ภาษากำลังภายในจะเรียกว่า "สงบสยบเคลื่อนไหว" เป็นอาการ "จิตไม่เคลื่อน แต่ รู้การเคลื่อนทั้งหมด"

    +++ ค่อย ๆ เลือกภาษาเอาก็แล้วกัน ว่าจะเอาประเภท "พระปฏิบัติ หรือ พระวัดเส้าหลิน" ก็ตามสะดวก
    +++ หากจะเอา "ภาษาเท่ ๆ" ตรงนี้เป็นอาการ "หยุด/ดับ สมมุติ" ไปแล้ว ก็ได้
    +++ แต่จะมีพวก "มั่วหลาย" มโนเอาเองว่า เป็น "พะ+อริเยอะ" ไปแล้ว
    +++ วางไว้แค่นี้ก่อน ยังมีต่อเนื่องอีก เพราะยังไม่พ้น "บัญญัติ"

    +++ หากอยู่ ณ ขณะนั่งภาวนา แล้วเกิดอาการ "หยุดมโน หยุดจิต" ตรงนี้อีก
    +++ ให้ "อยู่+ในหยุด" นั้นเฉย ๆ มันจะเป็นอาการ "โล่ง ๆ (อากิญจัญ)" ซึ่งละเอียดกว่า "ว่าง (อากาสา)"
    +++ อาการ "โล่ง (อากิญจัญ)" ตรงนี้เป็นอาการ ที่ "นิวรณ์ 5 เกิดไม่ได้"

    +++ แต่จะมีการ "อุบัติ" ของอาการ "จะ/นึก จะ/คิด" ที่คอย "จะผุด" แต่ "ผุดไม่สำเร็จ"
    +++ ให้อยู่ใน "อาการหยุด ต่อไป" แล้วปล่อยให้อาการ "ผุดไม่ขึ้น" ตรงนั้น เป็นเช่นนั้นต่อไป
    +++ เราไม่มีอาการ "เข้าไปยุ่ง เข้าไปเกาะเกี่ยว" เป็นอาการ "เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา"
    +++ อยู่ไปสักครู่ ก็จะ "รู้ได้เอง" ว่า ไอ้นั่นมันเป็น "สัญญาขันธ์ ที่ พยายามจะผุด" ขึ้นมานั่นเอง

    +++ อาการที่ "สัญญา พยายามจะ ผุด" ตรงนี้จึงเป็น "สัญญา"
    +++ อาการที่ "สัญญา ผุด ไม่สำเร็จ" ตรงนี้จึงเป็น "ไม่ใช่สัญญา"
    +++ อาการตรงนี้ เรียกว่า "เนวสัญญานาสัญญายตนะ"

    +++ แม้แต่ "ครูบาอาจารย์ ในระดับ กรรม-ฐาน หลายราย"
    +++ หลงเข้าใจว่าเป็นอาการ "จิต เกิด/ดับ" เลย "นั่งดู มันไปเรื่อย ๆ"
    +++ แต่ลืมนึกไปว่า "แล้วใครกันล่ะ ที่กำลัง นั่งดู" ตรงนี้อยู่

    +++ ยังมีอีกระดับหนึ่ง คือ หลังจาก "ปล่อยให้เป็น เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา" แล้ว
    +++ ก็จะเกิดอาการ "ปล่อยมันไป เราไม่เกี่ยว" ซึ่ง หลังจากเกิดอาการ "ปล่อยมันไป ชั่งหัวมัน" แล้ว
    +++ มันก็จะ "ไร้อาการ เกิด/ดับ ของสัญญา" อีกต่อไป กลายเป็น "ไร้สัพสิ่ง ทั้ง รูป/นาม"
    +++ จะเรียกว่า "ดับสนิท/ดับรอบ" ก็ได้ ตรงนี้เป็นอาการของการ "ดับ สัญญา+เวทนา"
    +++ อันเป็นอาการของ "สัญญาเวทยิทธินิโรธ" ซึ่งเป็น "สมาบัติในพระพุทธศาสนา เท่านั้น"

    +++ มีเรื่องของ "หลวงปู่มั่น" เล่าไว้ในเรื่อง "อฐิษฐานฤทธิ์" ที่เกี่ยวพันกับ "นิโรธสมาบัติ" ด้วย
    +++ เคยโพสท์ไว้แล้ว ในกระทู้ก่อน ๆ ก็จะวางไว้แค่นี้ก่อนนะ
     
  13. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ พวงกุญแจมังกร = พวง+มังกร = ฮั๋ม ใช่หรือเปล่า 555

    +++ เป็นอาการ "ความรู้สึกตัวชนิดหนึ่ง แต่ รับเอาเฉพาะ ความเย็น เข้ามาเท่านั้น"
    +++ อาการต่าง ๆ ที่ "ความรู้สึก" สามารถ "ทำได้/ลามไป ทั่วตัว" นี้ เป็นสิ่งที่ดี
    +++ แต่ สมควรเลือก "อาการที่เหมาะกับตน" เช่น อุ่น ๆ/ซ่าน ๆ/หนึบหยุ่น ๆ /ต่าง ๆ
    +++ หลังจากที่ "ได้ทั่วตัว" แล้วก็จะรู้ได้เองว่า "ทั้งสติ+สัมปชัญญะ มั่นคง"
    +++ แล้วหาก "อยู่" กับความรู้สึกตัวนั้น ๆ ได้ ก็จะเกิดอาการ "สัมปชัญญะกาย"
    +++ และจะเป็น "สติสัมโภชฌงค์" ที่สามารถ "เลือกอาการ ความรู้สึกได้"
    +++ สามารถ "แปร+เปลี่ยน" ความรู้สึกได้ "ด้วยตนเอง" เป็น "ธัมมะวิจัยสัมโภชฌงค์" ในตัว

    +++ ควร "ทำเล่น ๆ บ่อย ๆ" ให้ถือว่า "เป็นเกมส์แห่ง ความรู้สึกตัว ก็ได้" ประโยชน์อเนกอนันต์ทีเดียว
    +++ ทำให้ถึง "ตะจะปริยันโต มีหนังหุ้มอยู่ เป็นที่สุดรอบ" แล้วจะ "พัฒนา" ไปได้ไกลอย่างยิ่ง นะครับ
     
  14. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ขอบคุณมากครับ คุณธรรมชาติ
     
  15. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    216
    ค่าพลัง:
    +111
    ก็คือการเรียนรู้สติปัฏฐาน 4
     
  16. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,264
    ค่าพลัง:
    +9,068
    +++ ก็ยังดีที่ PM มาถาม ก็เลยได้ Email จากเวป
    +++ ไม่งั้น ก็ ต้องรอ จนกว่าผมจะเข้ามาเจอนะ
    +++ เข้าเรื่องดีกว่า
    +++ คำที่กล่าวนี้ "มันไม่เคยมีอยู่จริง" ไม่ว่ามันจะมาจาก ใคร หรือ สื่ออะไรก็ตาม
    +++ มันเป็นสิ่งที่เคย "เป็นจุดเริ่มต้น" ของอาการ "คิด/เข้าใจ" ถึงความ "ไม่มีอะไร" มาก่อน
    +++ อาการ "จุดชนวน" ตรงนี้ ฝังรากลึกอยู่ในจิต มานานมากแล้ว
    +++ ตรงนี้ เป็นอาการของ "นักคิด/พิจารณา" แบบที่เป็นกันอยู่ในปัจจุบัณ นั่นแล...

    +++ มันเคย "คิด/พิจารณา" มาตั้งแต่ "ยุคไหน ดึกดำบรรพ์เท่าไร กี่อสงไขย" มาแล้ว ก็ไม่ทราบได้
    +++ แต่มันเคย "คิด/พิจารณา/เข้าใจ" มาก่อนหน้านี้หมดแล้ว เพียงแต่ "มันไม่เคยทำจริง ๆ สักครั้ง"

    +++ มันเคย "คิดเอาเอง/เออเอาเอง/เข้าใจถ่องแท้เอาเอง" จนสิ้นกระบวนความ มานานแล้ว
    +++ และขณะที่มัน "เข้าใจถ่องแท้เอาเอง" นั้น มันก็เกิดอาการ "เข้าใจ/ปิติ/ตื่น/สว่างไสว" มาก่อน
    +++ อาการ "ปิติ/ตื่น" ตรงนี้ คุณ "เคยเป็นมาก่อนแล้ว" แต่ ไม่ใช่ชาตินี้
    +++ เหตุมาจาก "การจุดชนวน" ของคำว่า "มันไม่เคยมีอยู่จริง" นั่นเอง...
    +++ ให้เปลี่ยน "การเอะใจ" เสียใหม่ว่า

    +++ ก็ "เรารู้อยู่แล้ว" ว่า
    +++ "มันไม่เคยมีอยู่จริง"
    +++ "มันไม่มีอะไรเลย"
    +++ "ไม่มีขอบเขต"
    +++ "ไม่มีที่มาไม่มีที่ไปไม่มีที่สิ้นสุด"
    +++ "แม้กระทั่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นแบบนี้"

    +++ แต่แล้ว "ทำไม เราจึงอุตริ มาเกิดที่นี่ ตรงนี้ ณ ชาตินี้ได้"
    +++ "เรา รู้ หมดแล้ว" "เรา เข้าใจ หมดแล้ว" แต่ทำไม "เรายังไม่พ้น"

    +++ แม้แต่ "เข้าใจทั้งหมด รู้จนถึงที่สุด จนถึง ตื่นสว่างจ้าด้วยความเข้าใจ"
    +++ แต่ไหง เราดันมาอยู่ที่นี่ อีกล่ะ ทำไม "มันไม่มีอะไรเลย" แต่ "เรา" ดันมี
    +++ ก็บอกเขาไปว่า "ก็ทิ้งไปหมด ตั้งหลายชาติมาแล้ว"

    +++ ทิ้งจน "มันไม่เคยมีอยู่จริง" ทิ้งจน "มันไม่มีอะไรเลย"
    +++ ทิ้งจน "ไม่มีขอบเขต" ทิ้งจน "ไม่มีที่มาไม่มีที่ไป"
    +++ ทิ้งจน "ไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นแบบนี้"

    +++ ทิ้งจน "ไม่มีอะไรเหลือ" ทิ้ง "มัน มัน มัน มัน มัน ไปหมดแล้ว"
    +++ เพียงแต่ยังไม่ได้ "ทิ้ง กู กู กู กู กู กู กู กู สักครั้งเดียว" เท่านั้นเอง

    +++ ก็ไปบอก คนที่บอกคุณว่า "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นให้ทิ้งมันให้หมด" คนนั้น
    +++ ว่า "เคยทิ้งทั้งหมด อย่างที่คุณเคยทิ้ง มาก่อนหรือเปล่า"
    +++ คุณทิ้ง "มัน" นานนับอสงไขย มาตั้งนานแล้ว แต่ "ยังไม่พ้น"
    ==========================================
    +++ เอาล่ะ เรื่องของคนอื่น ก็ให้อยู่ในข่าย "ทิ้ง มัน มัน มัน มัน มัน ไปด้วยกันทั้งหมด" ก็แล้วกัน
    +++ ตอนนี้ให้ "อยู่ในเรื่องเดียว" คือ "ทิ้ง กู กู กู กู กู กู กู กู ลูกเดียว" เท่านั้นพอ...

    +++ อันดับแรก "ก่อนที่จะ ทิ้งกูได้ ต้อง รู้จักกู ให้ได้เสียก่อน"
    +++ วิธีที่จะ "รู้จักกูได้ ก็ต้อง รู้สึกกู" ให้ได้เสียก่อน

    +++ วิธี "รู้สึกกู คือ รู้สึกตัว ให้ได้ทั้งตัว"
    +++ อย่าให้ "กู แขน/ขา/ตัว/หัว ขาด"
    +++ ไม่งั้นจะเป็น "กูพิการ ตั้งแต่ ยังไม่ได้กำเนิด"
    +++ ให้ "อยู่กับกู ลูกเดียว" ขั้นตอนนี้เรียกว่า "มีตนเป็นที่พึ่ง"
    +++ เอาตรงนี้ก่อน อย่าชิงสุกก่อนห่าม ไม่งั้น "ล้มทั้งกระดาน" ตามเคย

    +++ ขั้นตอนนี้ "ห้ามรู้ตัว" เป็นอันขาด "ให้รู้สึกตัว" เท่านั้น
    +++ ขั้นตอน "รู้ตัว" จะต้องมา "ทีหลัง ขั้นตอน รู้สึกตัว"
    +++ จนกว่า ขั้นตอน "รู้สึกตัว" จะชัดเจนว่า "นี่แหละ ตัวกู"
    +++ จากนั้นจึงจะทำขั้นตอน "รู้ตัวเฉย ๆ" จึงจะ "แยกตัวกู" ออกได้

    +++ การที่จะ "ทิ้งตัวกู" ต้องรู้จักและ "จับตัวกู" ให้อยู่หมัด
    +++ แต่ถ้าดันไป "คิด ว่าอะไรคือ ตัวกู" ก็รับประกันได้ว่า "เมาหมัด" แน่นอน
    ==========================================
    +++ หากปรารถนาที่จะ "แก้ไขสิ่งที่ข้องใจ รวมทั้งอาการทั้งหมด"
    +++ ให้อยู่กับ "อาการตื่น" ฉวยโอกาสที่ ณ ขณะนี้ "ตื่น" ยังมีอยู่
    +++ เพียงแต่ "ให้ตื่น มันอยู่ใน ขอบเขตร่างกาย" แบบ ทั้งตัว
    +++ จะเรียกว่า "เป็นตื่น แบบเต็มตัว ก็ได้" ให้ประคองอยู่อย่างนั้น

    +++ อาการตื่น ก็จะค่อย ๆ ควบคุมบังคับได้ เมื่อ "อยู่ในขอบเขตกาย"
    +++ จากนั้น "ให้ทำ" อาการ "รู้ขอบเขตกาย ทั้งหมด"
    +++ จนกว่า "อาการ ขอบเขตกายทั้งตัว ถูกรู้"
    +++ จะเป็นอาการ "เรารู้ อยู่ส่วนหนึ่ง ขอบเขตกาย เป็นคนละส่วน"
    +++ ซึ่ง "อาการตื่น อยู่ข้างใน ขอบเขตกาย"

    +++ ตรงนี้ นับขอบเขตกาย คือ "รูปกาย" เท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น
    +++ และ "รูปกาย" นี้ เป็น "ฌาน ในระดับ ผู้ตื่น"
    +++ หากต้องการที่จะ "ฝึกผ่านในชั้นอรูป" ก็ให้ "รู้แต่ อาการตื่น" เท่านั้น
    +++ ไม่ต้องสนใจ "ขอบเขตกาย/รูปกาย" อีกต่อไป
    +++ มันจะกลายเป็น "สภาวะ รู้อยู่ ตื่นอยู่ ผสมกัน"
    +++ ให้เลือกเอาแต่ (เรียกว่า เฟ้นธรรม) สภาวะ "รู้" เท่านั้น
    +++ จากนั้นก็ให้ "เริ่มฝึกนิสัย ให้ อยู่กับรู้" เรื่อยไป
    +++ แล้วก็จะ "พัฒนาตามรอย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" ไปได้เอง

    +++ ยังมีรายละเอียดอีกมาก แต่จะโพสท์ "เฉพาะที่จำเป็น เฉพาะผู้ถาม" เท่านั้น
    +++ ให้ทดลอง "เลือกทำ" เอาตื่นเป็น รู้สึกที่ตื่นทั้งตัว ก็ได้
    +++ แล้ว "แยกรูปกาย" แล้วผ่านเข้า "อรูป" แล้ว "เป็นรู้"
    +++ ก็จะเข้าถึง อาการ "ไม่มีอะไรเลย ไม่มีขอบเขตไม่มีที่มาไม่มีที่ไปไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นแบบนี้"

    +++ เป็นแค่เพียง "รู้ (วิชชา)" ในการใช้ชีวิตปกติ (จรณสัมปันโน)
    +++ แล้วทุกอย่างจะ "ค่อยเป็นไป" ด้วยสภาวะของมันเอง นะครับ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 3
    • โกรธ โกรธ x 2
    • รักเลย รักเลย x 1
    • ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย x 1
    • ดูรายการ
  17. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    เดี๋ยวผมไปตามลุงแมว มาคุยครับ
     
  18. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,627
    ค่าพลัง:
    +10,868
    ตามที่ไหน ก้อลุงแมวไม่มีตัวตน
    ฮับ
     
  19. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ว่าด้วยเรื่องมโนนึกนะครับ..
    บางทีผมอ่านเนื้อหาสาระที่โพสท์กันขึ้นมามันเกิดอาการขำกลิ้งจนน้ำตาจิไหล เสร็จแล้วก็มานั่งมโนอีกที ได้ความรู้ขึ้นมาว่า เป็นอาการปิติยินดี หรือพีงพอใจ ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังขาร ไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้ แค่เพียงรู้เท่าทัน มันก็ดับไปเอง..

    แต่มีหลายบุคคล พอเห็นปิติยินดีปรีดา หรือเห็นว่า นั่นคือความดีของตัวกุเป็นถ่องแท้ เลยเก็บมันไว้..แต่ พอต่อมา เห็นสิ่งชั่วๆ หรือสิ่งไม่ดี ไม่งาม ของตัวกุ พอเห็นแล้ว นั่นไม่ใช่ของกุแหงๆ เลยถีบตกกระเด็น.



    สรุปนะครับ ให้ยอมรับทั้งสองฝ่าย โดยที่ไม่ผลักไส
     
  20. Lungchai

    Lungchai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,539
    ค่าพลัง:
    +9,285
    ไปซื้อของข้างนอกครับ ไปครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...