แข่งกันริษยา

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 สิงหาคม 2018.

  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,699
    ?temp_hash=5b824c27b20231a517cba0087804a622.jpg



    แข่งกันริษยา

    น่าเวทนายิ่งนักที่ตั้งแต่อดีตมานานหาประมาณไม่ได้หมู่สัตว์ได้ถูกความริษยาเป็นเสมือนโจรร้ายที่รุกล้ำอยู่ในจิต

    ความริษยาปะทุขึ้นครั้งใดก็ทำร้ายตนเองและผู้อื่น บัดนี้เราได้ศึกษามหาปณิธานของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ จึงเป็นแสงสว่างกำจัดความมืดมนในดวงใจ

    มีคำกล่าวว่าเราควรใช้ความอิจฉาไปในทางที่ดีได้
    คือเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีเรามีจิตมุทิตาพลอยยินดีแล้ว ก็อยากได้ดีเช่นนั้นบ้างก็ควรพากเพียรให้ความดีแบบนั้นเกิดขึ้นในตัวเรา

    เมื่อความดีสำเร็จแบบนั้นสำเร็จแก่เราแล้ว เรายังต้องขอบคุณกับผู้นั้นที่เป็นแบบอย่างให้เราได้ดีไม่ใช่เมื่อเราได้ดีแล้ว หรือดีกว่าก็ทับถมผู้อื่น หากเป็นเช่นนี้เพราะเราไม่มีมุทิตาจิตตั้งแต่แรก การเพียรทำความดีของเราจึงเจือด้วยโทสะ

    แต่สำหรับความริษยานี้เมื่อเกิดกับผู้ใดก็จะปิดกั้นดวงจิต การกระทำและคำพูดของผู้นั้นให้มืดบอดตลอดกาล

    คัดจากทศปณิธานของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์
    จริยวัตรแม่บทของพระโพธิสัตว์ในยุคปัจจุบัน
    ปาฐกถาโดย พระวิศวภัทร

    #ดึงเชือกคลี่พระสูตรมุ่งหมายเข้าใจหมู่ธรรม
    #เปิดอ่านทัศนาพระสูตรเหมือนเปิดใจให้เห็นธรรม
    #บางคนคลี่กระดาษออกได้แต่กลับมองไม่เห็นตัวหนังสือในสัทธรรม
    #ไม่ใช่เพราะตามองไม่เห็นหรอกแต่ใจต่างหากที่มืดมนจนไม่เห็นหมึกทองคำ


    OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO



     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,699
    อรรถกถา โลสกชาดกว่าด้วย คนที่ต้องเศร้าโศก

    [​IMG]เอกนิบาตชาดก อรรถกถาอัตถกามวรรคที่ ๕ อรรถกถาโลสกชาดกที่ ๑
    [​IMG]พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระโลสกติสสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "โย อตฺถกามสฺส" ดังนี้.
    [​IMG]ก็พระเถระผู้มีชื่อว่า โลสกะ นี้คือใคร (มีประวัติเป็นมาอย่างไร)?
    [​IMG]ท่านเป็นบุตรของชาวประมงคนหนึ่ง ในแคว้นโกศล เป็นผู้ทำลายตระกูลวงศ์ของตน ไม่มีลาภ มาบวชในหมู่ภิกษุ. ได้ยินมาว่า ท่านจุติจากที่ที่ท่านเกิดแล้ว ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงชาวประมงนางหนึ่ง ณ หมู่บ้านชาวประมงตำบลหนึ่ง ซึ่งอยู่ร่วมกันถึงพันครอบครัว ในแคว้นโกศล.
    [​IMG]ในวันที่ท่านถือปฏิสนธิ ชาวประมงทั้งพันครอบครัวนั้นพากันถือข่ายเที่ยวหาปลา ในลำน้ำและบ่อบึง ไม่ได้แม้แต่ปลาตัวเล็กๆ สักตัวหนึ่ง. และนับแต่วันนั้นมา พวกชาวประมงเหล่านั้นก็พากันเสื่อมโทรมทีเดียว. เมื่ออยู่ในท้องมารดานั้นเล่า บ้านชาวประมงเหล่านั้นก็ถูกไฟไหม้ถึง ๗ ครั้ง ถูกพระราชาปรับสินไหมเจ็ดครั้ง. โดยนัยนี้ ชาวประมงเหล่านั้นจึงถึงความลำบากโดยลำดับ.
    [​IMG]พวกเขาคิดกันว่า เมื่อก่อนเรื่องทำนองนี้ ไม่เคยมีแก่พวกเราเลย แต่บัดนี้ พวกเราพากันย่ำแย่ ในระหว่างพวกเราต้องมีตัวกาลกรรณีคนหนึ่ง พวกเราจงแบ่งเป็นสองพวกเถิด. ดังนี้แล้ว แยกกันอยู่ฝ่ายละ ๕๐๐ ครอบครัว. แต่นั้น มารดาบิดาของเขาอยู่กลุ่มใด กลุ่มนั้นก็แย่ กลุ่มนอกนี้เจริญ. พวกที่แย่นั้น ก็แยกกลุ่มกันอีก โดยแยกกันออกเป็น ๒ กลุ่มอีก แยกกันไปโดยทำนองนี้ กระทั่งตระกูล (ของเขา) นั่นแหละ เหลือโดดเดี่ยว (เพียงตระกูลเดียว). เขาทั้งหลายจึงรู้ว่า คนเหล่านั้นเป็นกาลกรรณี ก็รุมกันโบยตีไล่ออกไป.
    [​IMG]ครั้งนั้น มารดาบิดาของเขาเลี้ยงชีพมาโดยแร้นแค้น พอท้องแก่ก็คลอด ณ ที่แห่งหนึ่ง. ธรรมดา ท่านผู้เป็นสัตว์เกิดมาในภพสุดท้าย ใครไม่อาจทำลายได้ เพราะมีอุปนิสัยแห่งอรหัตผลรุ่งเรืองอยู่ในหทัยของท่าน เหมือนดวงประทีปภายในหม้อ ฉะนั้น. มารดาเลี้ยงเขามาจนถึง ในเวลาที่เขาวิ่งเที่ยวไปมาได้ ก็เอากะโล่ดินเผาใบหนึ่งใส่มือให้ พลางเสือกไส ด้วยคำว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปสู่เรือนหลังนั้นเถิด ดังนี้แล้วหลบหนีไป.
    [​IMG]จำเดิมแต่นั้นมา เขาก็อยู่อย่างเดียวดาย เที่ยวหากินไปตามประสา หลับนอน ณ ที่แห่งหนึ่ง ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้ปรนนิบัติร่างกาย ดูเหมือนปีศาจคลุกฝุ่นเลี้ยงชีวิตมาได้โดยลำเค็ญ. เขามีอายุครบ ๗ ขวบ โดยลำดับ เลือกเม็ดข้าวกินทีละเม็ด เหมือนกาในที่สำหรับเทน้ำล้างหม้อ ใกล้ประตูเรือนแห่งหนึ่ง.
    [​IMG]ครั้งนั้น พระธรรมเสนาบดีเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในเมืองสาวัตถี เห็นแล้วรำพึงว่า เด็กคนนี้น่าสงสารนัก เป็นชาวบ้านไหนหนอ แผ่เมตตาจิตไปในเขาเพิ่มยิ่งขึ้น จึงเรียกว่า มานี่เถิด เด็กน้อย. เขามาไหว้พระเถระแล้วยืนอยู่. ลำดับนั้น พระเถระถามเขาว่า เจ้าเป็นชาวบ้านไหน พ่อแม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน?
    [​IMG]เขาตอบว่า ท่านขอรับ กระผมไร้ที่พึ่ง พ่อแม่ของกระผม พูดว่า เพราะกระผมทำให้ท่านต้องลำบาก จึงทิ้งกระผมหนีไป.
    [​IMG]พระเถระถามว่า เออ ก็เจ้าจักบวชไหมละ?
    [​IMG]เขาตอบว่า ท่านขอรับ กระผมอยากบวชนัก แต่คนกำพร้าอย่างกระผม ใครจักบวชให้.
    [​IMG]พระเถระกล่าวว่า เราจักบวชให้.
    [​IMG]เขากล่าวว่า สาธุ ท่านขอรับ โปรดอนุเคราะห์ให้กระผมบวชเถิด.
    [​IMG]พระเถระจึงให้ของเคี้ยว ของบริโภคแก่เขา แล้วพาไปวิหาร อาบน้ำให้เอง ให้บรรพชา จนอายุครบ จึงให้อุปสมบท. ในตอนแก่ท่านมีชื่อว่า "โลสกติสสเถระ" เป็นพระไม่มีบุญ มีลาภน้อย.
    [​IMG]เล่ากันว่า แม้ในคราวอสทิสทาน ท่านก็ไม่เคยได้ฉันเต็มท้อง ได้ขบฉันเพียงพอจะสืบต่อชีวิตไปได้เท่านั้น เพราะเมื่อใครใส่บาตรท่านเพียงข้าวต้มกระบวยเดียว บาตรก็ปรากฏเหมือนเต็มเสมอขอบแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น คนทั้งหลายก็สำคัญว่า บาตรของภิกษุรูปนี้เต็มแล้ว เลยถวายองค์หลังๆ. บางอาจารย์กล่าวว่า ในเวลาถวายยาคูในบาตรของท่าน ข้าวยาคูในภาชนะของคนทั้งหลาย ก็หายไป ดังนี้ก็มี. แม้ในปัจจัยอื่นมีของควรเคี้ยวเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. โดยสมัยต่อมา ท่านเจริญวิปัสสนา แม้จะดำรงในพระอรหัตต์อันเป็นผลชั้นยอด ก็ยังคงมีลาภน้อย. ครั้นเมื่ออายุสังขารของท่านล่วงโรยทรุดโทรมลง โดยลำดับ ก็ถึงวันเป็นที่ปรินิพพาน.
    [​IMG]ท่านพระธรรมเสนาบดีคำนึงอยู่ ก็รู้ถึงการปรินิพพานของท่าน จึงดำริว่า วันนี้ พระโลสกติสสเถระนี้จักปรินิพพาน ในวันนี้ เราควรให้อาหารแก่เธอจนพอ ดังนี้ แล้วพาท่านเข้าไปสู่เมืองสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต เพราะพาท่านไปด้วย พระเถระเลยไม่ได้ แม้เพียงการยกมือไหว้ ในเมืองสาวัตถี อันมีผู้คนมากมาย.
    [​IMG]พระเถระจึงกล่าวว่า อาวุโส เธอจงไปนั่งคอยอยู่ที่โรงฉันเถิด ดังนี้ แล้วส่งท่านกลับ. พอพระเถระมาจากที่นั้นเท่านั้น พวกมนุษย์ก็พูดกันว่า พระผู้เป็นเจ้ามาแล้ว นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะ ให้ฉันภัตตาหาร. พระเถระก็ส่งอาหารที่ได้แล้วนั้นไป โดยกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า พวกเธอจงให้ภัตรนี้แก่พระโลสกติสสเถระ. คนที่รับภัตร์นั้นไป ก็ลืมพระโลสกติสสเถระ พากันกินเสียเรียบ. จนเวลาที่พระเถระเดินไปถึงวิหาร พระโลสกติสสเถระก็ไปนมัสการพระเถระ.
    [​IMG]พระเถระหันกลับมายืนถามว่า อาวุโส คุณได้อาหารแล้วหรือ?
    [​IMG]ท่านตอบว่า ไม่ได้ดอกครับ.
    [​IMG]พระเถระถึงความสลดใจ ดูเวลา กาลก็ยังไม่ล่วงเลย. พระเถระจึงกล่าวว่า ช่างเถิดผู้มีอายุ คุณจงนั่งอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ครั้นให้พระโลสกติสสเถระนั่งรอในโรงฉันแล้ว ก็ไปสู่พระราชวังของพระเจ้าโกศล. พระราชารับสั่งให้รับบาตรของพระเถระ ทรงกำหนดว่า มิใช่กาลแห่งภัตร จึงรับสั่งให้ถวายของหวาน ๔ อย่างจนเต็มบาตร. พระเถระรับบาตรกลับไปถึง จึงเรียกพระโลสกติสสเถระว่า มาเถิด ผู้มีอายุติสสะ ฉันของหวาน ๔ อย่างนี้เถิด แล้วถือบาตรยืนอยู่.
    [​IMG]ท่านพระโลสกติสสเถระยำเกรงพระเถระ จึงไม่ฉัน.
    [​IMG]ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะท่านว่า มาเถิดน่า ท่านผู้มีอายุติสสะ ผมจะยืนถือบาตรไว้ คุณจงนั่งฉัน ถ้าผมปล่อยบาตรจากมือ บาตรต้องไม่มีอะไร. ลำดับนั้น ท่านพระโลสกติสสเถระ เมื่อพระธรรมเสนาบดีผู้เป็นอัครสาวกยืนถือบาตรไว้ให้ จึงนั่งฉันของหวาน ๔ อย่าง. ของหวาน ๔ อย่างนั้นไม่ถึงความหมดสิ้น ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ของพระเถระ. พระโลสกติสสเถระฉันจนเต็มความต้องการในเวลานั้น.
    [​IMG]ในวันนั้นเอง ท่านก็ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับในสำนักของท่าน ทรงรับสั่งให้กระทำการปลงสรีระ เก็บเอาธาตุทั้งหลายก่อพระเจดีย์บรรจุไว้.
    [​IMG]ในเวลานั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในธรรมสภา นั่งสนทนากันว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ท่านพระโลสกติสสเถระมีบุญน้อย มีลาภน้อย อันผู้มีบุญน้อย มีลาภน้อย เห็นปานดังนี้ บรรลุอริยธรรมได้อย่างไร.
    [​IMG]พระบรมศาสดาเสด็จไปธรรมสภา มีพระดำรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้ พวกเธอประชุมกันด้วยเรื่องอะไรเล่า?
    [​IMG]เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว.
    [​IMG]จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย โลสกติสสะผู้นี้ได้ประกอบกรรม คือความเป็นผู้มีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรมของตน ด้วยตนเอง เนื่องด้วย ครั้งก่อน เธอกระทำอันตรายลาภของผู้อื่น จึงเป็นผู้มีลาภน้อย แต่เป็นผู้บรรลุอริยธรรมได้ด้วยผลที่บำเพ็ญวิปัสสนา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้.
    [​IMG]แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
    [​IMG]ในอดีตกาล ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ.
    [​IMG]ภิกษุรูปหนึ่งอาศัยกุฏุมพีผู้หนึ่ง อยู่ในอาวาสประจำหมู่บ้าน เป็นผู้เรียบร้อย มีศีล หมั่นบำเพ็ญวิปัสสนา. ครั้งนั้น มีพระขีณาสพองค์หนึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้มาถึงบ้านที่อยู่ของกุฏุมพีผู้อุปัฏฐากภิกษุนั้น โดยลำดับ. กุฏุมพีเลื่อมใสในอิริยาบถของพระเถระ จึงรับบาตร นิมนต์เข้าสู่เรือน ให้ฉันภัตตาหารโดยเคารพ สดับพระธรรมกถาเล็กน้อย แล้วไหว้พระเถระ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นิมนต์พระคุณเจ้าไปสู่วิหารใกล้บ้านของกระผมก่อนเถิด ต่อเวลาเย็น พวกกระผมจึงจะไปเยี่ยม. พระเถระจึงไปสู่วิหาร นมัสการพระเถระเจ้าอาวาส ทักถามกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร. ท่านเจ้าอาวาสก็ทำปฏิสันถารกับท่าน แล้วถามว่า ผู้มีอายุ คุณได้รับภัตตาหารแล้วหรือ?
    [​IMG]ท่านตอบว่า ได้แล้วครับ.
    [​IMG]คุณได้ที่ไหนเล่า?
    [​IMG]ได้ที่เรือนกุฏุมพีใกล้ๆ วิหารนี้แหละ.
    [​IMG]ครั้นบอกอย่างนี้แล้ว ก็ถามถึงเสนาสนะของตน จัดแจงปัดกวาด เก็บบาตรจีวรไว้เรียบร้อย พลางก็นั่งระงับยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ด้วยความสุขในผลสมาบัติ. พอเวลาเย็น กุฏุมพีก็ให้คนถือเอาพวงดอกไม้ และน้ำมันเติมประทีปไปวิหาร นมัสการพระเถระเจ้าอาวาส แล้วถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญมีพระเถระอาคันตุกะมาพักรูปหนึ่ง มิใช่หรือ?
    [​IMG]ท่านตอบว่า จ้ะ มีมาพัก.
    [​IMG]คฤหบดีถามว่า เดี๋ยวนี้ ท่านพักอยู่ที่ไหน ขอรับ?
    [​IMG]ตอบว่า ที่เสนาสนะโน้น.
    [​IMG]กุฏุมพีไปสู่สำนักของท่าน นั่ง ณ ที่สมควร ฟังธรรมกถาจนถึงค่ำ จึงบูชาพระเจดีย์ และต้นโพธิ์ จุดประทีปสว่างไสว แล้วนิมนต์ภิกษุทั้งสองให้รับบาตรในวันรุ่งขึ้น แล้วกลับไป.
    [​IMG]ฝ่ายพระเถระผู้เป็นเจ้าอาวาส คิดว่า กุฏุมพีนี้ถูกพระอาคันตุกะ ยุให้แตกกับเราเสียแล้ว ถ้าเธอจักอยู่ในวิหารนี้ไซร้ ที่ไหน กุฏุมพีจะนับถือเรา เกิดความไม่พอใจในพระเถระ คิดว่า เราควรแสดงอาการไม่ให้เธออยู่ในวิหารนี้ ดังนี้แล้ว ในเวลาที่ท่านมาปรนนิบัติ ก็ไม่พูดด้วย.
    [​IMG]พระเถระผู้ขีณาสพทราบอัธยาศัยของภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส แล้วคำนึงว่า พระเถระนี้ไม่ได้ทราบถึง การที่เราไม่มีความห่วงใยในตระกูล ในลาภหรือในหมู่ แล้วกลับไปที่อยู่ของตน ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน และความสุขในผลสมาบัติ.
    [​IMG]ถึงวันรุ่งขึ้น ท่านเจ้าอาวาสก็ตีระฆังด้วยหลังเล็บ เคาะประตูด้วยเล็บ แล้วไปสู่เรือนของกุฏุมพี. กุฏุมพีรับบาตร นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้ แล้วถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระอาคันตุกะเถระไปไหนเสียเล่า?
    [​IMG]ท่านเจ้าอาวาสตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบความประพฤติของพระผู้ใกล้ชิดสนิทสนมของคุณ ฉันตีระฆัง เคาะประตู ก็ไม่อาจปลุกให้ตื่นได้ เมื่อวาน ฉันโภชนะอันประณีตในเรือนของคุณแล้ว คงอิ่มอยู่จนวันนี้ บัดนี้ ก็ยังนอนหลับอยู่นั่นเอง เมื่อท่านจะเลื่อมใส ก็เลื่อมใสในภิกษุผู้มีสภาพ เห็นปานนี้ทีเดียว.
    [​IMG]ฝ่ายพระเถระผู้ขีณาสพกำหนดเวลาภิกษาจารของตนแล้ว ก็ชำระสรีระของตนแล้ว ทรงบาตรจีวร เหาะไปในอากาศ (แต่) ได้ไปเสียในที่อื่น.
    [​IMG]กุฏุมพีนิมนต์พระเถระเจ้าอาวาส ฉันข้าวปายาสที่ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดแล้ว รมบาตรด้วยของหอม ใส่ข้าวปายาสจนเต็ม แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเถระนั้นเห็นจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พระคุณเจ้าจงนำข้าวปายาสนี้ไปให้ท่านด้วยเถิด. แล้วถวายบาตรไป. พระเถระเจ้าอาวาสไม่ห้ามเสียทันที คงรับบาตรมา เดินไปคิดไป ถ้าภิกษุนั้นได้ข้าวปายาสนี้ไซร้ ถึงเราจะจับคอฉุดให้ไป ก็จักไม่ไป ก็ถ้าเราจักให้ข้าวปายาสนี้แก่มนุษย์ กรรมของเราก็จักปรากฏ. หากเททิ้งลงในน้ำเล่า เนยใสก็จักปรากฏเหนือน้ำได้. ถ้าทิ้งบนแผ่นดิน ฝูงกาจักรุมกันกิน กรรมของเราก็จักปรากฏ. ควรทิ้งข้าวปายาสนี้ที่ไหนดีหนอ เห็นนากำลังไหม้อยู่แห่งหนึ่ง ก็คุ้ยถ่านขึ้น เทข้าวปายาสลงไป กลบด้วยก้อนถ่าน แล้วจึงไปวิหาร.
    [​IMG]ครั้นไม่เห็นภิกษุรูปนั้น จึงคิดได้ว่า ชะรอย ภิกษุนั้นจักเป็นพระขีณาสพ รู้อัธยาศัยของเราแล้ว จักไปเสียที่อื่นเป็นแน่ โอ เพราะท้องเป็นเหตุ เราทำกรรมไม่สมควรเลย. ทันใดนั้นเอง ความเสียใจอย่างใหญ่หลวงก็เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น. จำเดิมแต่วันนั้นไปทีเดียว ท่านก็กลายเป็นมนุษย์เปรต อยู่มาไม่นาน ก็ตายไปเกิดในนรก.
    [​IMG]ภิกษุนั้นหมกไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี เศษของผลกรรมยังนำให้ไปเกิดเป็นยักษ์ถึง ๕๐๐ ชาติ ไม่เคยได้กินอาหารเต็มท้องสักวันเดียว. (จนถึงวันจะตายจึงได้กินอิ่ม) คือได้กินรกคนเต็มท้องอยู่วันหนึ่ง. (ถัดจากเกิดเป็นยักษ์) ก็ไปเกิดเป็นหมา ๕๐๐ ชาติ. แม้ในกาลที่เป็นหมานั้น ก็ได้กินรากเต็มท้องวันเดียวเท่านั้น. ส่วนในกาลที่เหลือไม่เคยได้กินเต็มท้องเลย ตลอดเวลาที่เป็นหมา ๕๐๐ ชาติ.
    [​IMG]จุติจากเกิดเป็นหมา ก็มาเกิดในตระกูลคนเข็ญใจตระกูลหนึ่ง ในแคว้นกาสี. ตั้งแต่วันที่เขาเกิด ตระกูลนั้นก็ยิ่งยากจนหนักลงไปทีเดียว. แม้แต่น้ำและปลายข้าวครึ่งท้อง ก็ไม่เคยได้. เขาได้มีนามว่า มิตตพินทุกะ. พ่อแม่ของเขาไม่สามารถจะทนทุกข์ อันเกิดแต่ความอดอยากได้ ก็พูดว่า ไปเถิด อ้ายลูกกาลกรรณี ไล่ตีเขาให้ออกไป. มิตตพินทุกะไม่มีที่พำนัก ท่องเที่ยวไปจนถึงเมืองพาราณสี.
    [​IMG]ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐. ในเวลานั้น ชาวเมืองพาราณสีให้ทุนแก่คนเข็ญใจ ให้ศึกษาศิลปะ แม้เด็กมิตตพินทุกะนี้ ก็ได้ศึกษาศิลปะในสำนักของพระโพธิสัตว์. มิตตพินทุกะเป็นเด็กหยาบคาย ไม่เชื่อฟังโอวาท เที่ยวชกต่อย เกะกะไป แม้พระโพธิสัตว์จะสั่งสอนก็ไม่เชื่อฟังโอวาท. อาศัยเหตุนั้น ความเจริญเติบโตของเขาจึงเป็นความโง่เขลา.
    [​IMG]ครั้งนั้น เขาเกิดทะเลาะกับพวกเด็กๆ ทั้งไม่เชื่อฟังคำสอน เลยหนีเที่ยวไปถึงบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง รับจ้างเขาเลี้ยงชีวิต. เขาได้เสียกับหญิงเข็ญใจคนหนึ่ง ในหมู่บ้านนั้น. นางเกิดบุตรกับเขา ๒ คน. พวกชาวบ้านได้มอบงานส่งข่าวให้ทำว่า เจ้าพึงบอกข่าวดี ข่าวร้ายแก่พวกเรา ให้ค่าจ้างและปลูกกระท่อมให้อยู่ที่ประตูบ้าน.
    [​IMG]ก็เพราะอาศัยมิตตพินทุกะนั้นเป็นต้นเหตุให้พวกชาวบ้านชายแดนนั้น ถูกราชทัณฑ์เจ็ดครั้ง ไฟไหม้บ้านเจ็ดครั้ง. บ่อน้ำพังเจ็ดครั้ง. พวกเขาจึงปรึกษากันว่า แต่ก่อน เมื่อมิตตพินทุกะผู้นี้ยังไม่มา พวกเราไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เลย บัดนี้ นับแต่มิตตพินทุกะมาอยู่แล้ว พวกเราแย่ลงไปตามๆ กัน จึงช่วยกันรุมตี ขับเขาออกไป. เขาก็พาลูก ๒ คน (และเมีย) ไปที่อื่น ผ่านเข้าไปสู่ดงที่อมนุษย์ยึดครองแห่งหนึ่ง พวกอมนุษย์รุมกันจับลูกและเมียของเขา ฆ่ากินเนื้อเสียในดง นั้นเอง.
    [​IMG]ตัวเขาเองหนีรอดไปได้ ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ลุถึงท่าเรือแห่งหนึ่ง ชื่อคัมภีระ ประจวบเป็นวันที่เขาจะปล่อยเรือทีเดียว ก็สมัครเป็นกรรมกรลงเรือไป เรือแล่นไปในสมุทรได้ ๗ วัน ถึงวันที่ ๗ หยุดอยู่กลางทะเล เหมือนใครมาฉุดดึงไว้. ชาวเรือเหล่านั้นก็จับสลากกาลกรรณีกัน สลากกาลกรรณีตกถึงมิตตพินทุกะคนเดียว ถึงเจ็ดครั้ง. พวกชาวเรือจึงโยนลูกบวบไม้ไผ่ ให้เขาแพหนึ่ง แล้วช่วยกันจับมือมิตตพินทุกะโยนลงทะเลเสีย พอโยนมิตตพินทุกะลงทะเลแล้ว เรือก็แล่นต่อไปได้.
    [​IMG]มิตตพินทุกะนอนเหนือแพไม้ไผ่ลอยไปในทะเล ด้วยผลที่ได้รักษาศีลไว้ในศาสนาของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พบเทพธิดา ๔ นาง อันอยู่ในวิมานแก้วผลึกหลังหนึ่งในทะเล เสวยสุขสำราญอยู่ในสำนักเทพธิดาเหล่านั้นตลอด ๗ วัน. ก็นางเหล่านั้นเป็นเปรตมีวิมานอยู่ เสวยสุขได้ ๗ วัน เสวยทุกข์ ๗ วันหมุนเวียนไป.
    [​IMG]เมื่อนางจะไปเสวยทุกข์ ๗ วัน ก็สั่งมิตตพินทุกะไว้ว่า ท่านจงอยู่ที่นี่ อย่าไปไหน จนกว่าพวกฉันจะมา แล้วก็พากันไป. ครั้นนางพากันไปแล้ว มิตตพินทุกะก็ลงนอนในแพไม้ไผ่ ลอยต่อไปข้างหน้า ได้เทพธิดา ๘ นางในวิมานเงิน เทพธิดาเหล่านั้นก็เป็นเปรตมีวิมานเช่นเดียวกัน. มิตตพินทุกะลอยต่อไปได้เทพธิดา ๑๖ นางในวิมานแก้วมณี แล้วก็ลอยต่อไป ได้เทพธิดา ๓๒ นางในวิมานทอง เขามิได้ฟังคำของเทพธิดาเช่นเดียวกัน. จึงลอยต่อไปข้างหน้า ก็ได้พบเมืองยักษ์เมืองหนึ่งอยู่ในระหว่างเกาะ
    [​IMG]ในเมืองนั้น มียักษินีตนหนึ่งแปลงกายเป็นแม่แพะเที่ยวอยู่. มิตตพินทุกะไม่ทราบว่า แม่แพะเป็นยักษินี คิดแต่ว่า เราจักกินเนื้อแพะ โดดจับมันที่เท้า. นางยักษ์ก็ยกมิตตพินทุกะขึ้นสลัดไป ด้วยอานุภาพของยักษ์. มิตตพินทุกะถูกนางยักษ์สลัดข้ามทะเลไป ตกที่พุ่มไม้หนามพุ่มหนึ่ง ข้างคูเมืองพาราณสี แล้วก็กลิ้งตกลงไปที่แผ่นดิน.
    [​IMG]ก็ในครั้งนั้น แม่แพะของพระราชาหลายตัวเที่ยวหากินอยู่ เหนือคันคูนั้น ถูกพวกโจรลักไป พวกคนเลี้ยงคิดกันว่า พวกเราต้องจับโจรให้ได้ พากันซุ่มอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง. มิตตพินทุกะกลิ้งตกลงมา ยืนอยู่ที่พื้นดินได้แล้ว เห็นแม่แพะเหล่านั้น ก็คิดว่า เราจับแม่แพะตัวหนึ่งในเกาะแห่งหนึ่ง กลางทะเล ถูกมันดีดกระเด็นมาตกที่นี่ คราวนี้ ถ้าเราจับแม่แพะตัวหนึ่งที่เท้า มันคงดีดเรากระเด็นกลับไปถึงสำนักเทพธิดา ผู้มีวิมานอยู่ในทะเล ดังก่อน เขาเข้าใจเอาเองอย่างนี้ โดยไม่ไตร่ตรองให้แยบคาย ดังนี้ แล้วก็โดดจับแม่แพะตัวหนึ่งที่เท้า พอมันถูกเขาจับเท้าเท่านั้น ก็ร้องเอ็ดอึง พวกคนเลี้ยงแพะก็พากันกรูเข้ามาโดยรอบ ต่างร้องว่า คอยมานานแล้ว ไอ้ขโมยกินแม่แพะในราชสกุลนี้ ไอ้นี่เอง ดังนี้แล้วรุมซ้อม แล้วจับมัดพาไปสู่พระราชวัง.
    [​IMG]ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์แวดล้อมไปด้วยมาณพ ๕๐๐ ออกจากเมืองไปอาบน้ำ เห็นมิตตพินทุกะก็จำได้ จึงพูดกะคนเหล่านั้นว่า พ่อคุณทั้งหลาย คนผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของเรา พวกท่านจับเขา เพราะเหตุไร?
    [​IMG]คนเหล่านั้นตอบว่า พระคุณท่านขอรับ เขาเป็นคนร้ายขโมยแม่แพะของหลวง จับแม่แพะตัวหนึ่งที่เท้า เหตุนั้น พวกผมจึงจับเขา.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์ขอร้องว่า ถ้าเช่นนั้น จงให้เขาเป็นทาสของพวกเราเถิด เขาจักได้อาศัย พวกเราเลี้ยงชีวิตไป.
    [​IMG]คนเหล่านั้นรับคำว่า ดีแล้วขอรับ พระคุณท่าน พลางปล่อยเขา แล้วก็พากันไป.
    [​IMG]ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงไต่ถามมิตตพินทุกะว่า ตลอดเวลาที่หายหน้าไปนั้น เจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่า? มิตตพินทุกะก็เล่าเรื่องที่ตนกระทำทั้งหมดให้ฟัง. พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า คนที่ไม่กระทำตามถ้อยคำของผู้ที่หวังดี ย่อมได้ทุกข์อย่างนี้.
    [​IMG]แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า
    [​IMG]“ บุคคลผู้ใด เมื่อท่านผู้หวังดี เอ็นดูจะเกื้อกูล สั่งสอน มิได้กระทำตามที่ท่านสอน บุคคลนั้นย่อมเศร้าโศก เหมือนมิตตพินทุกะจับขาแพะ แล้วเศร้าโศกอยู่ ฉะนั้น ” ดังนี้.
    [​IMG]บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถกามสฺส ความว่า ผู้ปรารถนาอยู่ซึ่งความเจริญ.
    [​IMG]บทว่า หิตานุกมฺปิโน ความว่า ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล.
    [​IMG]บทว่า โอวชฺชมาโน ความว่า ตักเตือนสั่งสอนอยู่ ด้วยจิตอันอ่อนโยน.
    [​IMG]บทว่า น กโรติ สาสนํ ความว่า ไม่กระทำตามคำสั่งสอน คือเป็นคนว่ายาก ว่ากล่าวไม่ได้.
    [​IMG]บทว่า มิตฺตโก วิย โสจติ ความว่า ผู้นั้นย่อมเศร้าโศกตลอดกาลเป็นนิตย์ เหมือนมิตตพินทุกะผู้นี้ จับขาแพะแล้ว ย่อมเศร้าโศก คือลำบากอยู่ ฉะนั้น. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมด้วยคาถานี้ ซึ่งมีอรรถาธิบายดังพรรณนามานี้.
    [​IMG]พระเถระนั้น เคยได้อาหารเต็มท้องในอัตภาพทั้ง ๓ อย่างนี้ คือ ครั้งเป็นยักษ์ได้กินรกอิ่มวันหนึ่ง ครั้งเป็นหมาได้กินอาเจียนอิ่มวันหนึ่ง ครั้งสุดท้ายในวันปรินิพพานได้ฉันของหวาน ๔ อย่างอิ่ม ด้วยอานุภาพของพระธรรมเสนาบดี ขึ้นชื่อว่า การกระทำอันตรายแก่ลาภของผู้อื่น พึงทราบว่า มีโทษใหญ่หลวงอย่างนี้.
    [​IMG]ก็พระโพธิสัตว์ผู้เป็นอาจารย์และมิตตพินทุกะในครั้งนั้น ก็ไปตามกรรม.
    [​IMG]พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโลสกติสสเถระนั้นได้กระทำความเป็นคนมีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรมให้แก่ตนด้วยตนเอง อย่างนี้แล.
    [​IMG]ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
    [​IMG]มิตตพินทุกะในกาลนั้น ได้มาเป็น พระโลสกติสสเถระ ในกาลนี้
    [​IMG]อาจารย์ทิศาปาโมกข์ในกาลนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,699
    โลสกชาดก-ชาดกว่าด้วยโทษของความอิจฉาริษยา
     
  4. Nagamanee

    Nagamanee Mon ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2017
    โพสต์:
    530
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,517
    พระขีณาสพ ยังโดนหมู่มารริษยาฉันใด ยังจักใช้ขันติบารมี และ พระไพรีพินาศ ปกป้อง ความบริสุทธิ์ ของพระองค์ มิได้แปดเปื้อนเลย แม้แต่น้อย

    สาธุ ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,945
    กระทู้เรื่องเด่น:
    282
    ค่าพลัง:
    +57,699
    สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงภควา จึงจำแนกธรรมเป็นหมวดมุฑิตา ให้รู้จักพลอยยินดีในลาภสักการะ ในโลกธรรมฝ่ายบวก ในบุญกุศล และผลวิบากกรรมดีที่ผู้อื่นได้รับ

    เป็นบาทฐานให้รู้จักหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยอาการของความเป็นบุญ ไม่ทำร้ายจิตใจตนเองให้หม่นหมองด้วยกิเลสแห่งกิริยาอิจฉา ริษยา น้อยอกน้อยใจในสิ่งที่ตนทำ

    เป็นผู้ฉลาดในการรักตนเอง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต


    ในภายภาคหน้า จะมีอานิสงส์ส่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยให้เป็นผู้พลอยได้รับการยกย่อง ได้ลาภสักการะ ไม่ตกในฐานะที่ต่ำ เป็นที่รัก ไม่ถูกเบียดเบียนด้วยความหมั่นไส้ เป็นต้น
     
  6. Nagamanee

    Nagamanee Mon ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2017
    โพสต์:
    530
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,517
    ขอบคุณค่ะ /\
    จิตใสเป็นบุญ จิตขุ่นเป็นบาป
     

แชร์หน้านี้

Loading...