แชร์ประสบการณ์และคำสอน หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย ติสาโร, 19 เมษายน 2018.

  1. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    28577513_10211283935160783_322851869988063072_n.jpg หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี
     
  2. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ภาพจำลองอุโบสถวัดสันติวนาราม 8m001.jpg
     
  3. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ภาพจำลอง และ ภาพของจริง อุโบสถวัดสันติวนาราม ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน ที่ว่ากันว่า ณ ตอนนี้เป็นอุโบสถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดาวน์โหลด.jpg
     
  4. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ภาพปัจจุบันของอุโบสถวัดสันติวนารามที่กำลังก่อสร้างอยู่ครับ ยิ่งใหญ่ทั้งศาสตร์และศิลป์ 28699006_1711553995600245_1571832798549970867_o.jpg
     
  5. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    สมาชิกทุกท่านสามารถเข้ามาหาข้อมูลของหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร และอุโบสถวัดสันติวนารามได้ที่เวปของทางวัด http://luangpuboonsong.com/web/
    .
    .
    หรือจะเข้ากลุ่มทางเฟส ชื่อ "หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี"
     
  6. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ·
    #ประวัติหลวงปู่บุญส่ง #ฉบับสมบูรณ์
    .
    พระอริยสงฆ์ผู้เป็นนาบุญ
    " #หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร"
    วัดสันติวนาราม จ.จันทบุรี
    .
    หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
    พระสุปฏิปันโน แห่ง จ.จันทบุรี
    .
    สถานะเดิมท่านนั้น
    ถือกำเนิดมาจากครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน
    ที่มีฐานะปานกลาง ที่ต้องหาเช้ากินค่ำ
    และเป็นครอบครัวที่มีลูกมาก
    .
    .
    องค์ท่านมีนามเดิมว่า
    "บุญส่ง " เกิดในสกุล " จำลองรักษ์ "
    เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
    (ซึ่งถือว่าสูงสุดในสมัยนั้น)
    .
    .
    ถือกำเนิดในวันพุธที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๐
    หรือวันแรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีฉลู
    (ซึ่งเป็นวันสิ้นปีตามปฏิทินไทย - ข้อมูลตามใบสุทธิ)
    .
    .
    ณ โรงพยาบาลศิริราช
    ต.ศิริราช อ.บางกอกน้อย จ.ธนบุรี (ในสมัยนั้น)
    ปัจจุบันคือ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย จ.กทม.
    .
    .
    หลวงปู่บุญส่งเป็นบุตรคนที่ ๒
    จากพี่น้องทั้งหมด ๑๒ คน
    โดยองค์ท่านเป็นลูกชายคนแรกของครอบครัว
    .
    .
    บิดาชื่อ " นายกิมเส่ง จำลองรักษ์"
    มารดาชื่อ " นางจำลอง จำลองรักษ์"
    .
    .
    โดยพื้นเพเดิมของครอบครัว
    เป็นคน จ.ฉะเชิงเทรา
    .
    .
    อาศัยอยู่บริเวณคลองเชื่อมแม่น้ำสองสาย
    คือ แม่น้ำเจ้าพระยาตรงพระโขนง
    กับแม่น้ำบางปะกงตรงท่าถั่ว
    ในปัจจุบัน คือ "ประตูน้ำท่าถั่ว"
    .
    .
    โดยโยมบิดา - มารดาท่าน
    ประกอบอาชีพเดินเรือ
    ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยา
    และแม่น้ำบางปะกง
    .
    .
    จึงทำให้ชีวิตส่วนใหญ่
    ของครอบครัวองค์ท่านนั้น
    มักอยู่บนผืนน้ำและลำเรือ
    .
    .
    .
    #ปฐมวัย
    .
    .
    หลวงปู่ท่านได้ปรารภว่า
    ช่วงปฐมวัยในวัยประมาณกำลังซน
    ท่านนั่งเล่นอยู่ในเรือสินค้า
    .
    เกิดพลัดตกลงไปในแม่น้ำบางปะกง
    ขณะเรือถึงช่วงระยะของห้วงน้ำที่มีน้ำวน
    โดยไม่มีใครเห็น
    .
    .
    เมื่อบิดามารดา
    ท่านสังเกตุว่าท่านเงียบไปนาน
    จึงได้มองหาในเรือ แต่ไม่พบ
    .
    คิดว่าตกน้ำแน่แล้ว
    จึงเดินไปทางข้างลำเรือ
    คิดว่าท่านไม่รอดแล้วแน่
    .
    โยมบิดามารดาท่านต้องตกตะลึง
    เมื่อเห็นหลวงปู่ลอยละเลียดน้ำ
    ขนาบอยู่ข้างลำเรืออย่างน่าอัศจรรย์
    .
    .
    ผิวขององค์ท่านขาวเมื่อต้องกับแสงจันทร์
    ซึ่งนั่นถือเป็นเหตุการณ์ครั้งแรก
    ที่แสดงถึงความเป็นผู้มีบุญของท่าน
    .
    .
    #วัยรุ่น
    .
    .
    ส่วนชีวิตในวัยรุ่นของท่านนั้น
    องค์ท่านปรารภว่า
    .
    .
    เคยปั่นสามล้อรับจ้างหน้าวัดหลวงพ่อโสธร
    เคยขายปลา เป็นกระเป๋ารถเมล์
    .
    ขับรถขนดินทำทางสายปัตตานี-นราธิวาส
    เดินสายชกมวย
    รวมถึงเป็นหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย
    คุมไร่แห่งหนึ่งทางภาคเหนือ
    .
    .
    องค์ท่านถือกำเนิดเกิดมาจากบ้าน
    ที่มีลูกมากและยากจน ผ่านการต่อสู้ชีวิต
    ที่มีทั้งทางผิดและถูกก่อนการบวช
    แม้บวชแล้วก็ยังต้องต่อสู้กับความอดอยาก
    ไม่มีแม้แต่คนจะใส่บาตรให้ฉัน
    .
    .
    หลวงปู่ท่านทำทุกอย่าง
    ผ่านอะไรมาหลายอย่างเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
    ท่านเห็นถึงความทุกข์ในชีวิต
    ของฆราวาสมากมาย
    .
    .
    จนถึงอายุ ๒๙ ปี
    ท่านจึงคิดว่านี่ไม่ใช่วิถีทางสำหรับท่าน
    จึงคิดออกอุปสมบท
    .
    โดยท่านคิดว่า จะบวชสัก ๕ ปี
    แล้วจะสึกออกมามีครอบครัว
    .
    .
    ถ้าศาสนาไม่มีอะไรให้ท่าน
    ได้เห็นถึงสัจธรรมของชีวิต
    ก็จะสึกออกมา ... ท่านปรารภเช่นนี้
    .
    .
    แต่ด้วยธรรมบันดาลท่านมีบุญบารมี
    และมีวาสนามาแต่ปางก่อน
    .
    .
    หลวงปู่ได้ค้นพบเจอขุมสมบัติ
    ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ทำให้ท่านได้เป็นเนื้อนาบุญ
    ของศาสนาจนถึงทุกวันนี้
    .
    .
    .
    #สู่ร่มกาสาวพัสตร์
    .
    .
    หลวงปู่บุญส่งอุปสมบท
    ในวันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๐
    หรือ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะแม เวลา ๐๙.๓๘ น.
    (ตามปฏิทินไทย-ข้อมูลตามใบสุทธิ)
    ขณะมีอายุ 30 ปี
    .
    .
    ณ พัทธสีมา วัดตรีรัตนาราม (ธ.)
    ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง
    .
    .
    โดยมี " พระวรพรตปัญญาจารย์ "
    หรือ "หลวงปู่แฟ้ม อภิรโต"
    วัดป่าอรัญญิกาวาส (วัดป่า)
    ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี
    เป็นพระอุปัชฌาย์
    .
    .
    พระครูสรพาจน์พิไล
    เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    .
    พระปลัดเฉี่ยง
    เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    .
    .
    ได้รับนามฉายาว่า #ฐิตสาโร
    แปลได้ความว่า #ผู้มีความเห็นตรงตามธรรมวินัย
    .
    (อ่าน "ฐิตสาโรภิกขุ"
    "พระออริยสงฆ์ผู้มีความเห็นตรงตามธรรมวินัย")
    (https\://goo.gl/65QPFe)
    .
    .
    หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
    ท่านเคยไปอยู่ศึกษากับ
    #หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
    วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
    .
    รวมถึงได้รับข้ออรรถข้อธรรม
    จากพ่อแม่ครูอาจารย์
    แห่งวงศ์พระกรรมฐานรุ่นใหญ่
    ในอดีตอีกหลายรูป อาทิ
    .
    .
    - หลวงปู่คำดี ปภาโส
    วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย
    - หลวงปู่ศรีจันทร์ วัณณาโภ
    วัดเลยหลง จ.เลย

    - หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
    วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย

    - หลวงปู่หลุย จันทสาโร
    วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย

    - หลวงปู่ขาว อนาลโย
    วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู

    - หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ
    วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี

    - พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
    วัดภูทอก จ.บึงกาฬ

    - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
    วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย

    - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
    วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย

    - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
    วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่

    - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
    วัดบรรพตคีรี(ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร

    - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
    วัดบ้านตาด จ.อุดรธานี

    - หลวงปู่จันทา ถาวโร
    วัดป่าเขาน้อย จ.พิจิตร

    - หลวงปู่คำพอง ติสโส
    วัดถ้ำกกดู่ จ.อุดรธานี

    - #พระอาจารย์วัน อุตตโม
    วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม หรือ ถ้ำพวง
    จ.สกลนคร
    .
    .
    (โดยพระอาจารย์วันรูปนี้
    มาช่วยหลวงปู่บุญส่งในนิมิต
    คราวที่องค์ท่านอาพาธหนักจวนเจียน
    เข้าใกล้ความตายมากที่สุด
    แต่ก็สามารถรอดพ้นหัตถ์ของพญามัจจุราชมาได้
    .
    ก็ด้วยความเมตตาของท่านพระอาจารย์วัน
    ที่ครั้งนั้นได้มาช่วยหลวงปู่บุญส่ง
    ในนิมิตจนรอดพ้นจากพิษไข้
    ทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน)
    .
    .
    (#พระอาจารย์วัน อุตตโม
    ภิกษุนิรนามผู้มาช่วยหลวงปู่บุญส่งพ้นความตาย
    จนได้กลายมาเป็นเนื้อนาบุญในภายหลัง)
    (https\://goo.gl/B1aAyG)
    .
    .
    นอกจากนั้นแล้วองค์หลวงปู่บุญส่ง
    ยังเป็นสหธรรมมิกรุ่นน้อง
    .
    .
    " หลวงปู่ท่อน ญาณธโร "
    วัดศรีอภัยวัน จ.เลย
    (หลวงปู่บุญส่งจะเคารพหลวงปู่ท่อนมาก)
    .
    " หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก "
    วัดป่าธรรมวิเวก จ.ขอนแก่น
    .
    " หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต "
    วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู
    .
    "หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป"
    วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่
    .
    .
    ร่วมถึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับ
    " หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญฺญมากโร "
    วัดป่าหมู่ใหม่ จ.เชียงใหม่
    .
    "หลวงปู่กวง โกสโล”
    วัดป่านาบุญ จ.เชียงใหม่
    .
    "หลวงพ่อประสงค์ สุตันโต"
    วัดป่าประจงค์จิต จ.ชัยภูมิ
    .
    .
    เพราะได้เคยออกธุดงค์ร่วมกัน
    หลายครั้งในสมัยอดีต
    .
    โดยทั้ง
    "หลวงปู่บุญส่ง"
    "หลวงปู่กวง"
    และ "หลวงพ่อประสงค์" นั้น
    .
    .
    หลวงพ่อประสิทธิ์ เคยปรารภไว้ว่า
    พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๓ รูปนี้
    คือ " ๓ สามทหารเสือ"
    .
    ที่ร่วมธุดงค์เคียงบ่าเคียงไหล่
    กับท่านในอดีต
    คราวออกแสวงหาโมกขธรรมร่วมกัน
    .
    .
    นอกจากนั้นแล้วยังมี
    .
    - ท่านเจ้าคุณพระวิมลเมธาจารย์
    หรือ "หลวงปู่สุพจน์ ฐิตัพพโต"
    วัดห้วงพัฒนา อ.เขาสมิง จ.ตราด
    เจ้าคณะจังหวัดตราด(ธ)
    .
    - หลวงพ่อประสิทธิ์ เนมิโย
    วัดมหาเจรีย์ (ไกลกังวล)
    อ.สอยดาว จ.จันทบุรี
    (รูปนี้เคยธุดงค์ร่วมคณะ
    หลวงพ่อประสิทธิ์ จ.เชียงใหม่ด้วย)
    .
    - หลวงพ่อวิชัย เขมิโย -
    วัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นต้น
    .
    .
    เบื้อต้นถือได้ว่าเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์
    ยุคปัจจุบัน
    .
    ที่มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
    กับหลวงปู่บุญส่ง ซึ่งต่างเคยพบกัน
    คราวธุดงค์เมื่อครั้งอดีต
    .
    .
    สำหรับพ่อแม่ครูอาจารย์ที่หลวงปู่บุญส่ง
    ได้เคยรับข้ออรรถข้อธรรมมานั้น
    องค์ท่านได้ปรารภว่า
    .
    .
    #หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
    วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่
    ถือเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์
    ที่ท่านประทับใจมากที่สุด
    .
    .
    โดยหลวงปู่บุญส่งท่านมักกล่าวอยู่เสมอว่า
    .
    .
    “สมัยอยู่กับหลวงปู่แหวน
    เป็นช่วงที่อบอุ่นที่สุด
    พระทุกรูปที่อยู่จะต้องแย่งกันรับใช้หลวงปู่แหวน
    เช่น ต้มน้ำร้อน ซักผ้าสบงจีวร และ อื่นๆ
    โดยไม่เกี่ยงว่าอันนี้หน้าที่ใคร
    เพราะมีแต่แย่งกันทำ เอาบุญ”
    .
    .
    หลังจากออกจาริกธุดงค์
    ไปตามป่าเขาลำเนาไพร
    เพื่อฝึกตนและเพื่อกราบครูบาอาจารย์แล้ว
    .
    .
    ท่านก็ได้เดินทางมาจำพรรษา
    ที่วัดสันติวนาราม (เขาน้ำตก)
    อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี
    .
    .
    ซึ่งแต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ
    เป็นสถานที่ที่
    .
    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
    หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
    หลวงปู่จันทา ถาวโร
    หลวงปู่ท่อน ญาณธโร
    หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร
    .
    รวมถึงพ่อแม่ครูอาจารย์อีกหลายรูป
    แห่งวงศ์พระกรรมฐานเมื่อครั้งอดีต
    ได้เคยเดินทางมาโปรด
    .
    .
    องค์ท่านได้ปรารภให้ฟังว่า
    การที่มาสร้างวัดเขาน้ำตก(วัดสันติวนาราม)นี้
    ท่านต้องเผชิญกับความอดอยาก
    ฉันข้าวเปล่าเป็นปี ๆ
    .
    .
    แต่ต้องทนเพราะพระธรรมผุดขึ้นมาว่า
    "เส้นทางสู่มรรคผลนิพพานไม่ได้สบาย"
    "ไม่ได้โรบด้วยกลีบกุหลาบ"
    .
    .
    และที่สำคัญที่สุดคือ
    ท่านผ่านพ้นหัตถ์แห่งมัจจุราช
    มาแบบหวุดหวิด
    .
    .
    "เราเองได้ผ่านพ้นความตายมาได้
    วันนั้นคนร้ายได้ยืนอยู่ห่างเราเมตรเศษ
    แล้วกระหน่ำยิงด้วยปืนอาร์ก้าชุดใหญ่"
    .
    องค์ท่านเองได้ยกมือห้ามไว้
    แต่อนิจจาไม่ทันเสียแล้ว
    ท่านได้ดำรงสติตั้งมั่นในช่วงเวลานั้น
    .
    โดยปรากฎว่ากระสุนปืนได้วิ่งผ่านนิ้วท่าน
    และหน้าของท่านไป ท่านปรารภว่า
    .
    "รู้สึกได้ว่ากระสุนผ่านหน้า
    และผ่าร่องนิ้วของเราไป
    เพราะลมที่ปะทะกับเสียงดังฟ้าว"
    .
    .
    หลวงปู่บุญส่งเองท่านไม่ได้ต้องการ
    เป็นข่าวอะไรใหญ่โตในสมัยนั้น
    .
    .
    เพราะท่านกลัวญาติโยม
    จะแห่มากวนท่าน
    ให้เป็นเกจิอาจารย์
    เป่าน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก ขากเสลด
    จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม
    .
    .
    หลวงปู่บุญส่ง ได้อบรมพระเณร
    ให้อยู่ในพระธรรมวินัยมาโดยตลอด
    โดยมักให้ข้อคิดเตือนสติ
    พระ เณรเสมอ ๆ ว่า
    .
    .
    “เราบวชมา เราต้องปฏิบัติภาวนา
    ไม่เอาเปรียบญาติโยม
    ผู้ให้ข้าวให้น้ำ
    .
    ไม่ได้บวชมานั่งมานอน
    บวชเล่นบวชเรียน
    บวชต้องปฏิบัติ
    คนมาทำบุญที่นี่ต้องได้ผลบุญเต็ม
    เราต้องภาวนาแผ่เมตตา
    ปฏิบัติให้เค้าอย่างเต็มที่”
    .
    .
    ด้วยความที่หลวงปู่บุญส่ง
    ท่านเคยผ่านชีวิตในเพศฆราวาส
    ผจญทุกข์เห็นทุกข์รู้เหตุแห่งทุกข์ในชิวิต
    ของมนุษย์มาหลากหลายมากมาย
    .
    .
    ทำให้ท่านมีความเข้าใจในชีวิตของคน
    ของสัตว์อย่างลึกซึ้ง
    .
    .
    ธรรมะคำสอนของหลวงปู่
    จึงเป็นธรรมะที่เน้นให้นำไปปฏิบัติ
    ในหลักของชีวิตเป็นพื้นฐาน
    .
    .
    นำไปปฏิบัติใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
    ควบคู่ไปกับการงาน เข้าใจได้ง่าย ๆ
    เป็นพื้นฐานสำคัญ
    .
    .
    ธรรมะหลวงปู่บุญส่ง
    จึงเป็นธรรมะดับทุกข์ให้แก่สาธุชน
    ที่มาขอความเมตตา ขอพึ่งใบบุญ
    จากองค์ท่านได้อย่างแท้จริง
    .
    .
    หลวงปู่บุญส่งท่านปิดตัวจากโลกภายนอก
    มาอย่างยาวนาน
    โดยเพิ่งเปิดตัวมาสู่สาธาณะชน
    เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
    .
    .
    หลังมีดำริที่จะสร้างมหาอุโบสถอุโบสถจตุรมุข
    ที่มีขนาดพื้นที่กว่า ๕ ไร่
    ให้สาธุชนได้ประกอบเหตุ
    ร่วมบุญ สร้างกุศลกัน
    .
    (อุโบสถจตุรมุขวัดสันติวนาราม
    https\://goo.gl/1JY2Rn)
    .
    .
    ปัจจุบันหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
    สิริอายุ ๘๐ ปี ๕๑ พรรษา
    พำนักอยู่วัดสันติวนาราม
    อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี
    .
    .
    โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส
    วัดสันติวนาราม(เขาน้ำตก)
    เมื่อวันพฤหัสที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553
    หรือขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11 (ตามปฏิทินจันทรคติ)
    .
    .
    ถือเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์
    ผู้เป็นอีกหนึ่งในเสาหลัก
    ของวงศ์พระกรรมฐานในยุคปัจจุบัน
    ที่ควรค่าแก่การบูชาอย่างแท้จริง
    .
    .
    #น้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีด้วยเศียรเกล้า
    .
    .
    _สมาชิกทุกท่านสามารถเข้ามาหาข้อมูลของหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร และอุโบสถวัดสันติวนารามได้ที่เวปของทางวัด http://luangpuboonsong.com/web/
    .
    .
    หรือจะเข้ากลุ่มทางเฟส ชื่อ "หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี"
    1.jpg 2.jpg 3.jpg 5.jpg 7.jpg 8.jpg 9.jpg 1.jpg 2.jpg 3.jpg 5.jpg 7.jpg 8.jpg 9.jpg __________________
    .
    .
    ภาพและข้อมูล : Jord Piriya และคณะศิษย์หลวงปู่บุญส่ง
     
  7. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    1.jpg 2.jpg 3.jpg 4.jpg 5.jpg 6.jpg 7.jpg 8.jpg เปิดดูไฟล์ 4536217 เปิดดูไฟล์ 4536211 เปิดดูไฟล์ 4536212 เปิดดูไฟล์ 4536213 เปิดดูไฟล์ 4536214 เปิดดูไฟล์ 4536215 เปิดดูไฟล์ 4536216 เปิดดูไฟล์ 4536218 เปิดดูไฟล์ 4536211 เปิดดูไฟล์ 4536211 เปิดดูไฟล์ 4536212 เปิดดูไฟล์ 4536213 เปิดดูไฟล์ 4536214 เปิดดูไฟล์ 4536215 เปิดดูไฟล์ 4536216 เปิดดูไฟล์ 4536218 " กว่าจะมาเป็นวัดสันติวนาราม "
    .
    #จากชุมชนของมนุษย์โบราณ
    สู่การเปลี่ยนผ่านมาเป็น
    #วัดสันติวนาราม ในปัจจุบัน
    .
    #หลวงปู่บุญส่ง ท่านเคยปรารภให้ฟังว่า
    บริเวณที่วัดเกือบจะทั้งหมด
    โดยเฉพาะในส่วนหลังกุฏิของหลวงปู่
    ที่เป็นสวนผลไม้
    .
    และส่วนที่ติดกับริมเขา
    หรือบริเวณถ้ำของวัดนั้น
    ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่อาศัยของ
    .
    #มนุษย์ยุคโบราณมาก่อน
    ที่ประมาณการว่าอายุร่วม ๆ หมึ่นปี
    .
    เป็นพื้นที่ชุมชน
    ของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์
    และมนุษย์ยุคโบราณ
    ที่มีการเวียนว่ายต่ายเกิด
    ทับถมมาหลายภพหลายชาติ
    .
    ในพื้นที่บริเวณเหล่านี้ของวัด
    เคยขุดค้นพบโครงกระดูก
    ตลอดจนเครื่องประดับต่าง ๆ
    .
    ขวานหินโบราณ ใบดาบเหล็ก
    ภาพวาดฝาผนังถ้ำ
    รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาโบราณต่าง ๆ
    เมื่อนานมาแล้วประมาณ
    ปีพ.ศ. 2510 กว่า ๆ
    .
    .
    โดยที่สมัยนั้น
    เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร
    เข้ามาพิสูจน์ด้วยตนเอง
    ซึ่งบางส่วนก็ยังมีให้เห็นอยู่ เช่น
    ภาพวาดฝาบริเวณผนังถ้ำ เป็นต้น
    .
    .
    และได้บอกว่า
    ในบริเวณวัดสันติวนารามแห่งนี้
    .
    ในอดีตนั้นเคยเป็นที่อยู่อาศัย
    ของมนุษย์ยุคโบราณมาก่อน
    .
    เป็นชุมชนของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์
    ที่มีความเป็นมานับพันปี หมื่นปี
    และต่อยอดมาจนถึงชุมชนสมัยอยุธยา
    และเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน
    .
    .
    ในส่วนนี้เมื่อได้ตรวจสอบ
    ชุดข้อมูลและหลักฐาน
    ที่มีการบันทึกไว้แล้วนั้น
    ก็พบว่าไม่ไกลจากความเป็นจริง
    เท่าไหร่นัก
    .
    .
    ด้วยว่าในอดีตของ "เมืองจันทบูร"
    หรือจันทบุรีแห่งนี้นั้น
    จากหลักฐานที่พบ
    ที่มีการบันทึกไว้นั้นว่ากันว่า
    .
    .
    จันทบุรีเป็นเมืองที่มีประวัติ
    ความเป็นมาที่ยาวนาน
    ที่ก่อตั้งโดย " #ชนชาติชอง"
    .
    .
    เป็นเมืองเก่า
    จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
    เชื่อกันว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี
    ที่สร้างขึ้นโดยชนชาติชอง
    .
    .
    บางตำนานก็ว่าสร้างโดยชนชาติ ขอม
    หัวเมืองเดิมตามศิลาจารึกเรียกว่า
    "ควนคราบุรี"
    .
    .
    ชาวพื้นเมืองเรียกว่า
    "เมืองกาไว" ตามชื่อผู้ปกครอง
    .
    .
    เมืองจันทบุรีเดิม
    ตั้งอยู่บริเวณหน้าเขาสระบาป
    มีชนพื้นเมืองเดิมอาศัยอยู่
    เรียกว่า ชาวชอง
    .
    .
    มีภาษาพูดเป็นภาษาของตนเอง
    ซึ่งแตกต่างจากภาษาไทย
    และภาษาเขมร
    .
    .
    เจ้าผู้ครองเมืองที่ยิ่งใหญ่
    ในตำนานคือ
    "พระเจ้าพรหมทัต"
    (พ.ศ. 1349-1399)
    .
    .
    ครั้นถึงปี พ.ศ. 1800
    ได้มีการย้ายถิ่นฐานมาสร้างเมืองใหม่
    ที่บ้านหัววัง ต.พุงทลาย
    ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำจันทบุรี
    ในปัจจุบัน
    .
    .
    และจันทบุรีมีความสำคัญ
    ต่อประวัติศาสตร์ไทยอยู่ 3 ครั้ง คือ
    .
    .
    ครั้งที่ 1 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
    ใช้จังหวัดจันทบุรีในการรวบรวมไพร่พล
    และเสบียงอาหาร
    .
    .
    ครั้งที่ 2 เกิดสงครามอานัมสยามยุทธ
    ในรัชสมัยของ
    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.3)
    .
    .
    และครั้งที่ 3 ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี
    เป็นเมืองประกันหลังจาก
    เกิดวิกฤตการณ์ปากน้ำ
    ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ
    พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.5)
    .
    .
    ข้างต้นนี้คือเรื่องราว
    ของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
    ที่มีการบันทึกไว้
    .
    .
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจันทบุรี
    ก็หาได้มีพื้นที่ ๆ
    มีประวัติศาสตร์เพียงเท่านี้
    .
    .
    ด้วยว่ายังมีการค้นพบว่า
    หลายพื้นที่
    หลายอำเภอของจันทบุรีนั้น
    .
    .
    อดีตเคยเป็นเมืองโบราณ
    หรือเป็นเมืองเก่า เป็นชุมชนเก่า
    ตั้งแต่ยุคสมัยดึกดำบรรพ์
    มาก่อนทั้งสิ้น
    .
    .
    และหลายสถานที่
    ก็เป็นแหล่งโบราณคดี
    ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว เป็นต้นว่า
    .
    .
    - แหล่งโบราณคดีเขาแก้ว
    - แหล่งโบราณคดีคลองกันทึม ( คลองกระทือ )
    - แหล่งโบราณคดีบ้านคลองบอน ( ไร่นายเคน สารเลา )
    - แหล่งโบราณคดีบ้านโพธิ์ ( สนามรบ )
    - แหล่งโบราณคดีเขาโกน ( ไร่นายสังเวียน จินดาเวช )
    .
    ที่อยู่ในเขต อ.โป่งน้ำร้อน
    ของ จังหวัดจันทบุรี
    .
    .
    - แหล่งโบราณคดีบ้านคลองเหล็กบน
    - แหล่งโบราณคดีบ้านท่าใหม่
    .
    ที่อยู่ในเขต
    อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เป็นต้น
    .
    .
    เบื้องต้นคือแหล่งโบราณคดี
    ของ จ.จันทบุรีที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
    โดยกรมศิลปากรแล้ว
    .
    .
    นอกจากนี้ก็ยังมีในส่วน
    ของแหล่งโบราณคดี
    อีกส่วนหนึ่งที่มีการค้นพบ
    แต่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นต้นว่า
    .
    .
    - แหล่งโบราณคดีบ้านขุนซ่อง
    - แหล่งโบราณคดีบ้านบ่อชะอม
    - ถ้ำเจ็ดชั้น
    - ถ้ำโบสถ์
    - ถ้ำเสือเท้ว
    - ถ้ำละคร
    .
    ที่อยู่ในพื้นที่ของ
    อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี
    .
    .
    ซึ่งในพื้นที่แหล่งโบราณคดีเหล่านี้
    แม้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน
    ก็หมายรวมไปถึงบริเวณส่วนหนึ่งของ
    วัดสันติวนาราม หรือมีอีกชื่อว่า #เขาน้ำตก
    ที่เป็นส่วนหนึ่งของ " #เขาวงกต" ด้วย
    .
    โดยถ้ำต่าง ๆ และบริเวณต่าง ๆ
    โดยรอบนั้นก็คือส่วนหนึ่ง
    ของเขาวงกตที่ว่า
    .
    .
    รวมถึงวัดสันติวนาราม
    ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว
    ในเบื้องต้นด้วย
    .
    .
    ซึ่งบริเวณส่วนนี้นั้น
    ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ ๆ
    ได้รับการสำรวจ
    จากนักโบราณคดี
    จากกรมศิลปากรมาแล้ว
    เมื่อครั้งอดีต
    .
    .
    หากแต่ที่ยังไม่ได้
    รับการขึ้นทะเบียน
    ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าข้าวของ
    ที่มีการค้นพบ
    .
    .
    และสิ่งของโบราณต่าง ๆ นั้น
    มีการกระจัดกระจายอยู่พอสมควร
    และมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร
    .
    .
    แต่จากการประเมินแล้ว
    สรุปได้คร่าว ๆ ว่า
    .
    .
    พื้นที่ในส่วนทั้งหมดนี้
    แม้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน
    .
    .
    แต่ก็คือพื้นที่ของ "ชุมชนโบราณ"
    ของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์
    .
    .
    หรือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาก่อน
    ซึ่งก็หมายรวมถึงพื้นที่
    ของวัดสันติวนาราม
    ในปัจจุบันก็ด้วยเช่นกัน
    .
    .
    โดยชุดข้อมูลในส่วนนี้นั้น
    หลวงปู่บุญส่ง
    ท่านได้ยืนยันด้วยตัวท่านเองว่า
    .
    .
    บริเวณพื้นที่ของวัดนั้น
    โดยเฉพาะในส่วนหลังกุฏิ
    ของหลวงปู่ที่เป็นสวน
    .
    .
    และส่วนที่ติดกับริมเขา
    ยาวไปทั้งหมด
    หรือบริเวณถ้ำของวัดนั้น
    คือ ชุมชนโบราณ
    และเป็นที่อยู่ของมนุษย์โบราณทั้งสิ้น
    .
    .
    โดยท่านได้เล่าให้ฟังว่า
    สมัยอดีตที่ท่านเดินทางมา
    ณ สถานที่แห่งนี้ใหม่ ๆ นั้น
    .
    .
    ทุกคราวเวลาที่ท่านภาวนา
    จะรู้สึกได้ว่า
    ท่านไม่ได้อยู่คนเดียว
    .
    .
    มักจะได้ยินเสียงผู้คนคุยกัน
    ทั้งลูกเด็กเล็กแดง
    หรือว่าผู้ใหญ่
    .
    .
    บ้างฟังแล้วคุ้นสำเนียง
    บ้างฟังแล้วก็ไม่คุ้นสำเนียง
    .
    .
    ท่านปรารภว่าพื้นที่แห่งนี้
    สมัยก่อนล้วนอัดแน่นไปด้วย
    สรรพวิญญาณของผู้ที่เวียนว่ายตายเกิด
    ที่มีการทับถมกันมาหลายภพหลายชาติ
    นับเป็นพันปี หมื่นปีเลยทีเดียว
    .
    .
    ถ้าไม่ตั้งสติให้มั่นในตอนนั้น
    ก็คงต้องกระเจิงและอยู่ไม่ได้แน่ ๆ
    เพราะวิญญาณเหล่านี้
    เขาหวงพื้นที่และหวงสมบัติ
    ของเขามาก ๆ
    .
    .
    แต่ด้วยความที่ท่านมาปฏิบัติ
    มาหาความสงบ
    ไม่ได้มุ่งหวังอะไรทั้งสิ้น
    .

    สรรพวิญญาณเหล่านี้
    ก็ไม่ค่อยกวนท่านเท่าไหร่
    แต่กระนั้นกว่าจะผ่านพ้นไปได้
    จนเป็นที่ยอมรับ
    ของเจ้าของพื้นที่เหล่านี้
    ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร
    .
    .
    " สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
    เป็นดินแดนที่มีการทับถม
    ของมนุษย์หลายยุคหลายสมัย
    .
    .
    ใครปฏิบัติไม่ดีก็อยู่ลำบาก อยู่ยากทีเดียว
    พื้นดินเบื้องล่างยังเต็มไปด้วยของมีค่าอยู่
    ทั้งแร่และอัญมณี
    .
    .
    แต่ไม่มีใครที่สามารถเอาไปได้
    ด้วยว่าเป็นของที่มีเจ้าของ
    .
    .
    อีกทั้งในปัจจุบัน
    พื้นที่ทั้งหมดของบริเวณนี้
    ได้กลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ไปหมดแล้ว
    จึงกลายเป็นว่าสมบัติและสิ่งของต่าง ๆ
    จึงต้องอยู่คู่กับวัดแห่งนี้สืบต่อไป "
    .
    .
    หลวงปู่ท่านเล่าว่า
    เจ้าที่วัดแห่งนี้แรงมาก
    วิญญาณต่าง ๆ มีหลายชั้น หลายภูมิ
    เป็นวิญาณธรรมดาก็มี
    เทพ พรหม ต่าง ๆ ก็มี
    .
    .
    ร่างสูงใหญ่เท่าภูเขาก็มี
    เดินทีแผ่นดินสะเทือน
    สนั่นหวั่นไหว แต่เขาจะไม่ทำร้ายใคร
    หากว่ามาปฏิบัติดี
    และตั้งใจมาทำกุศล
    .
    .
    หรือจะเป็นวิญญาณเด็ก ๆ โบราณ
    หรือว่าผู้ใหญ่โบราณก็มี
    สมัยก่อนขณะภาวนา
    มักจะมาให้ท่านเห็นบ่อย ๆ
    ตอนที่ท่านมาอยู่ที่แห่งนี้ใหม่ ๆ
    .
    .
    แต่ในตอนหลัง
    ที่ได้เริ่มมีการดำริสร้างอุโบสถแล้ว
    หลวงปู่ท่านก็ปรารภว่า
    สรรพวิญญาณหรือว่าเจ้าที่ต่าง ๆ
    ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในบริเวณแห่งนี้นั้น
    จำนวนไม่น้อยก็ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้นแล้ว
    .
    .
    เพราะทำโบสถ์ไปเรื่อย ๆ
    หลวงปู่ท่านก็แผ่กุศล
    ไปให้กับเหล่าวิญญาณ
    และเจ้าที่เหล่านี้อยู่เรื่อย ๆ
    .
    .
    ท่านจึงปรารภว่าสมัยนี้เบาบาง
    ลงกว่าสมัยก่อนมากแล้ว
    แต่ส่วนหนึ่งก็ยังปกปักษ์รักษา
    พื้นที่แห่งนี้อยู่
    .
    .
    ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้องค์ท่าน
    ไม่ค่อยได้กล่าวออกมา
    ให้รู้กันอย่างเปิดเผย
    ถึงที่มาและความเป็นมาดั้งเดิม
    ของพื้นที่บริเวณวัด
    .
    .
    ด้วยเกรงว่าผู้ที่มาภาวนา
    จะเกิดอุปาทานกัน
    จนส่งผลให้ไม่มีสมาธิ
    ในการบำเพ็ญภาวนา
    .
    .
    บางท่านหากจิตไม่แข็ง
    ก็อาจจะเกิดความกลัว
    จนส่งผลต่อกำลังใจในการปฏิบัติได้
    .
    .
    โดยในส่วนนี้
    หลวงปู่ท่านก็ได้เล่าเสริมว่า
    เคยมีผู้ภาวนาเข้าไปในถ้ำหรือแถวบริเวณ
    พื้นที่หน้าเหล่านี้แล้วจิตไม่นิ่ง
    หรือว่าควบคุมสติและสมาธิไม่ได้
    เผลอคิดในสิ่งที่เป็นอกุศล
    .
    .
    จนทำให้เกิดการทดสอบกำลังใจต่าง ๆ
    จากเจ้าที่เหล่านี้มาแล้ว
    และปรากฏว่าต้องกลับมา
    ฝึกปฏิบัติกันใหม่
    ด้วยว่าไม่ผ่านบทดสอบ
    .
    .
    ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้ที่ว่านั้น
    คนเก่าแก่ของวัดจะทราบกันดี
    .
    .
    ปัจจุบันหลวงปู่ท่านยังเน้นย้ำอยู่เสมอว่า
    หากมีผุู้คนเดินทางมาที่วัด
    เป็นไปได้ควรจะต้องสำรวม
    กาย วาจา ใจให้มากที่สุด
    .
    .
    ด้วยว่าวัดวาอาราม
    เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
    อีกทั้งพื้นที่บริเวณโดยรอบนั้น
    ก็ล้วนแล้วแต่
    มีเจ้าที่เจ้าทางแทบทั้งสิ้น
    .
    .
    การคิด การอ่าน การพูดจา
    หรือว่าสนทนาปสาทะต่าง ๆ
    จึงควรเป็นไปในทางที่ถูกที่ควร
    อยู่ในศีลธรรม ซึ่งหากปฏิบัติได้
    ก็จะมีแต่สิ่งดี ๆ มาสู่คนนั้น ๆ เอง
    .
    .
    ปัจจุบันพื้นที่ของวัดสันติวนาราม
    ได้ขยายออกไปจำนวนมหาศาล
    หากแต่ที่เห็นกัน
    .
    .
    ทั้งศาสนสถาน
    และถาวรวัตถุต่าง ๆ ภายในวัด
    เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
    .
    .
    อดีตของพื้นที่เหล่านี้
    แม้ว่าจะผ่านยุคผ่านสมัย
    มามากมายจนนับไม่ถ้วน
    .
    .
    เกิดการทับถมมา
    ตั้งแต่ชุมชนของมนุษย์โบราณ
    ส่งผ่านมาถึงยุคใหม่สมัยอยุธยา
    แล้วเปลี่ยนผ่านมาเป็นชุมชนของ
    ผู้ฝักใฝ่ในบุญยุคปัจจุบัน
    .
    .
    จากพื้นที่ ๆ
    เต็มไปด้วยความโหดร้าย
    และเต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิ
    (ตามที่หลวงปู่ท่านปรารภไว้)
    .
    .
    ท่านก็ค่อย ๆ บุกบั่น
    และฝ่าฟันพัฒนาให้กลายเป็น
    "สำนักสงฆ์สันติผาวนาราม"
    เมื่อครั้งอดีต
    .
    .
    จนปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้
    ที่อดีตเคยเต็มไปด้วย
    เรื่องราวอันหลากหลาย
    ก็ได้ยกฐานะจากสำนักสงฆ์เล็ก ๆ
    จนกลายเป็นวัด
    .
    .
    และได้เปลี่ยนชื่อเป็น #วัดสันติวนาราม
    ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอุโบสถ
    ขนาดมหึมาระดับประเทศอยู่
    .
    .
    เพื่อให้เปลี่ยนเป็น
    อีกหนึ่งสถานที่สำคัญในอนาคต
    สำหรับผู้คนที่ต้องการ
    ประกอบเหตุแห่งกุศลความดี
    .
    .
    เป็นสถานที่ ๆ ฟื้นฟู
    ความสำคัญขึ้นมาอีกครั้ง
    เหมือนที่เคยเป็นมาดังเช่นสมัยอดีต
    เมื่อหลายร้อยหลายพันปีที่เคยผ่านมา
    .
    .
    #จากชุมชนของมนุษย์โบราณ
    สู่การเปลี่ยนผ่านมาเป็น
    #วัดสันติวนาราม ในปัจจุบัน
    .
    .
    .
    #สาธุธรรม
    .
    สมาชิกทุกท่านสามารถเข้ามาหาข้อมูลของหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร และอุโบสถวัดสันติวนารามได้ที่เวปของทางวัด http://luangpuboonsong.com/web/
    .
    .
    หรือจะเข้ากลุ่มทางเฟส ชื่อ "หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 เมษายน 2018
  8. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    14520401_1771162299768185_8878123542765970685_n.jpg เปิดดูไฟล์ 4536270 แผนที่เดินทางไปวัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

    สำหรับท่านที่จะไปกราบหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโรที่วัดสันติวนาราม จ.จันทบุรี การเดินทางมาจากกทม.ใช้มอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี NO 9 ลงด่านอ.บ้านบึง-แกลง วิ่งมาเรื่อยๆตามแผนที่และถ้ามาจากถนนบางนาตราดใช้ถนนด่วนบูรพาวิถีลงสุดทางวิ่งถนนบายพาสออกแยกบ้านบึง-แกลง (สอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 081-582-0909 คุณเอก) เปิดดูไฟล์ 4536270
     
  9. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    วัดสันติวนาราม อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

    - หนังสือ SBL Magazine บันทึกประเทศไทย(ฉบับเดือน สิงหาคม 2560)
    .
    "หนังสือ SBL แม็กกาซีน บันทึกประเทศไทย"
    ฉบับล่าสุด รอบประจำเดือนสิงหาคม' 60
    .
    #หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลและแนะนำสถานที่สำคัญๆ หรือแนวโน้มที่เป็น unseen หรือเป็นไฮไลท์ที่สำคัญในอนาคตของจังหวัดต่างๆ โดยรอบเดือนสิงหาคมนี้จังหวัดจันทบุรี...ได้รับเกียรติลงหนังสือฉบับดังกล่าว...
    .
    ที่สำคัญอย่างยิ่ง...
    ภาพอุโบสถของวัดสันติวนาราม อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ได้รับ
    เกียรติขึ้นหน้าปก (เป็นภาพกราฟฟิค) ที่จำลองออกมาให้ใกล้เคียงที่สุด...
    .
    #ส่วนด้านในเล่มหนังสืออีกจำนวน 6 หน้า...
    .
    จะลงประวัติความเป็นมาของทางวัด
    และประวัติขององค์หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร..แบบ 2 ภาษา
    .
    .
    โดยหนังสือนี้จะไม่มีจำหน่าย...
    แต่จะวางยังสถานที่สำคัญๆ เช่น สนามบิน ส่วนราชการ
    ร้านกาแฟอเมซอน เป็นต้นครับ...
    .
    .
    #ขอประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
    .
    .
    กดลิงค์ด้านล่าง ชมภาพด้านในหนังสือได้เลยนะครับ ทุกๆท่าน
    (
    )


    .
    1.jpg 2.jpg 3.jpg 4.jpg 5.jpg 6.jpg 7.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2018
  10. watjang2

    watjang2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,089
    ค่าพลัง:
    +4,760
  11. watjang2

    watjang2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,089
    ค่าพลัง:
    +4,760
  12. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    12373296_1650930078496123_9119727486407371889_n.jpg
    ภาพเมื่อ4-5 ปีที่แล้วตอนเริ่มสร้างอุโบสถวัดสันติวนาราม
     
  13. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ภาพพระประธานในอุโบสถวัดสันติวนาราม 8.jpg 12390869_733888753410580_234488097601513962_n.jpg
     
  14. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ภาพที่ท่านเห็นนั่น คือพระอริยสงฆ์ ที่มีนามว่า"หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร" กะลังทำงานปรับพื้นที่ด้วยองค์ท่านเอง สิ่งไหนท่านลงมือทำเองได้องค์ท่านจะทำเองทั้งสิ้น ด้วยวัย79ปี โดยไม่ปล่อยวันเวลาให้เสียไปอย่างไร้ค่า ท่านไม่ได้ทำเพื่อองค์ท่านเองแต่ทำเพื่อส่วนรวมเพื่อพระพุทธศาสนา หลวงปู่สอนเสมอว่า ชีวิตมีค่าเวลามีคุณ วันๆหนึ่งควรใช้เวลาให้ได้ประโยชน์ ว่างเว้นจากภาวนาควรจะให้มีการมีงานทำด้วย จะให้เราสอนภาวนาอย่างเดียวมันจะไม่ได้เดี๋ยวจะขี้เกียจกัน ติดสุขอยู่กะภาวนามากกิเลสเข้าแทรกสมาธิกลายเป็นความขี้เกียจ ท่านไม่ได้มีแต่คำสอนที่ออกจากปากแต่ท่านยังกระทำตนแบบอย่างที่ดีให้ศายานุศิษย์ได้พึงประพฤติปฏิบัติตาม หลวงปู่ท่านทำอะไรทำจริงๆ ภพชาติสุดท้ายขอให้ได้สร้างความเจริญให้แก่พระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ไพศาลมั่นคงบูชาคุณพระบรมศาสดา ผู้ที่ได้ทำบุญกับองค์หลวงปู่จึงเกิดความสุขกายสบายใจอานิสงค์เต็มบริบูรณ์ เพราะทุกบาททุกสตางค์ของทุกท่านไม่มีตกหล่นได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าในงานพระพุทธศาสนาโดยแท้ ท่านไม่ได้นำไปซื้อรถซื้อบ้านซื้อของฟุ่มเฟือยหรูหราใช้..หลวงปู่ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญโดยแท้

    หลวงปู่บุญส่งขับรถเกรด.jpg
     
  15. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    1f64f.png ประวัติพระเดชพระคุณพ่อครูแม่ครูบาอาจารย์
    1f64f.png พระเดชพระคุณองค์หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร 1f64f.png
    1f449.png ขอบคุณนิตยสารโลกทิพย์ที่บันทึกไว้ 1f448.png

    1.jpg 2.jpg 3.jpg 4.jpg 5.jpg 6.jpg 7.jpg 8.jpg 9.jpg 10.jpg 11.jpg 12.jpg 13.jpg 14.jpg 15.jpg 16.jpg 17.jpg 18.jpg
     
  16. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ***เหตุใด...หลวงปู่ฯ...ไม่ใช้...อำนาจฤทธิ์สร้างอุโบสถ ***

    - มีศิษย์ ได้กราบเรียนถาม หลวงปู่บุญส่ง ว่า

    ว่ากันว่า หลวงปู่ฯ มีฤทธิ์์ มีอภิญญา
    แต่ว่า โบสถ์ใหญ่ ขนาดนี้
    เหตุใด หลวงปู่ฯ ไม่ใช้อำนาจฤทธิ์
    เพื่อช่วยสร้างโบสถ์ ให้เสร็จเร็วขึ้น
    จะได้ไม่ต้องเหนื่อย เพราะ หลวงปู่ฯ อายุมากแล้ว
    .......................................

    หลวงปู่ฯ ตอบว่า

    "ไม่ใช้อะไรทั้งนั้น จะใช้แต่บุญ และ อำนาจบารมี
    ที่พระพุทธเจ้า ประทานมาให้ และ สั่งสอนให้เท่านั้น
    จะใช้เพียงสิ่งนี้ ที่จะทำให้โบสถ์เสร็จ
    จะไม่ใช้อย่างอื่น นอกเหนือไปจากนี้

    อีกอย่าง อยากให้ทุกคน มาช่วยกัน
    เขาเหล่านั้น จะได้บุญ ได้กุศล และได้บารมี ไปในตัว
    อาจจะเสร็จช้าหน่อย แต่ไม่เป็นไร
    เพราะเรา กำลังพาพวกเธอ...สร้างบารมี"

    29571038_1734703863285258_1116928639258917372_n.jpg
     
  17. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    " #ความเผ็ดร้อนและทรงพลัง
    ในการแสดงธรรมของหลวงปู่
    ผู้ยืนอยู่บนราชสีห์ที่มีหัวหันไปทั้ง 4 ทิศ "
    .
    พระเดชพระคุณ
    #หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร นั้น
    ท่านเคยปรารภว่า
    ท่านโปรดการเทศนาแสดงธรรมเป็นอย่างมาก
    .
    .
    ด้วยว่าการเทศน์นั้น
    เป็นการสร้างคนได้ทางหนึ่ง
    ให้ผู้คนได้เข้าใจในธรรมได้บ้างในเบื้องต้น
    .
    แม้จะไม่ได้ทั้งหมดทุกคน
    แต่กระนั้นการที่ได้เทศนาสอนคนนั้น
    ก็จะช่วยขัดเกลาจิตใจของเขาเหล่านั้น
    ให้สูงขึ้นกว่าก่อนเก่าได้บ้าง
    ไม่มากก็น้อย
    .
    .
    ฉะนั้นจึงมักเห็นว่า
    หากมีการแสดงธรรมที่ไหน
    องค์ท่านจะนั่งเทศนา
    อย่างมีไม่มีอาการเบื่อหน่าย
    .
    ท่านเทศน์ได้หลากหลาย
    ขึ้นอยู่กับภาวการณ์
    หรือสถานที่นั้น ๆ
    ตลอดจนเหตุการณ์ปัจจุบันนั้น ๆ
    ที่กำลังจะเกิดขึ้น
    .
    .
    ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการภาวนา
    ตลอดจนถึงเรื่องการศึกษา
    และศีลธรรมของผู้คนในสังคม
    .
    .
    บางช่วงบางตอน
    เต็มไปด้วยความเผ็ดร้อน ดุดัน
    ด้วยสุ้มเสียงที่แข็งกร้าวและทรงพลัง
    .
    บางช่วงบางตอน
    เต็มไปด้วยความสุขุมลุ่มลึก
    ด้วยสุ้มเสียงที่อ่อนโยน
    และเปี่ยมไปด้วยเมตตา
    มากล้นด้วยคัมภีรภาพ
    .
    .
    ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเรื่องราว
    ที่ท่านแสดงธรรมนั้น
    เกี่ยวกับเหตุและปัจจัยอย่างใดบ้าง
    .
    .
    แต่กระนั้น
    หากใครได้ฟังท่านแสดงธรรมอยู่บ่อย ๆ
    .
    .
    หลายครั้งมักจะได้ยินสุ้มเสียงของท่าน
    ซึ่งเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและทรงพลัง
    .
    .
    ที่พร้อมเชือดเฉือนกับทุกกิเลส
    และความไม่ถูกต้องอยู่บ่อยครั้ง
    จนผู้คนที่ได้สดับรับฟังนั้น
    บางครั้งบางคราวถึงกับสะดุ้งกับธรรม
    และสุ้มเสียงที่ท่านแสดงออกธรรมออกมา
    .
    .
    แต่ทว่าสิ่งที่ท่านปรารภออกมา
    ทั้งหมดนั้น คือ "ความคือจริง"
    .
    .
    แต่เป็นความจริง
    ที่บางครั้งเข้าไปสะกิดต่อมความรู้สึก
    ที่ทำให้ผู้ที่รับฟังต้องคิดตาม
    ในสิ่งที่ท่านปรารภออกมา
    .
    .
    ซึ่งท่านเคยปรารภไว้ว่า
    .
    .
    " เราชอบแสดงธรรม
    ใครนิมนต์ให้เราไปเทศน์
    ก็ไปหมด
    .
    แต่บางทีธรรมที่เราแสดงนั้น
    ค่อนข้างจะเผ็ดร้อน
    ทะลุเข้าไปในหัวใจของใครหลายคน
    .
    บางทีไปกระตุกต่อมเขา
    แต่ทำยังไงได้
    เราพูดความจริง
    .
    เราพูดถึงธรรม
    เป็นธรรมที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจของเขา
    ให้เขาเหล่านั้นได้กลายเป็นคน
    โดยสมบูรณ์ขึ้น "
    .
    .
    นอกจากนั้นองค์ท่าน
    ยังเคยได้ปรารภถึงสิ่งหนึ่ง
    ที่เป็นนิมิตของท่านไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ
    .
    .
    " ท่านนิมิตว่าท่าน
    ขึ้นไปอยู่บนหลังราชสีห์ที่น่าเกรงขาม
    โดยราชสีห์ตัวนั้นมี 4 หัว
    และแต่ละหัวนั้นก็ได้หันไปทั้ง 4 ทิศ
    คือ เหนือ ใต้ ออก ตก
    พร้อมคำรามออกไปทุกทิศ "
    .
    .
    โดยราชสีห์ที่องค์ท่านขึ้นไปนั่งอยู่นั้น
    หากใครยังจินตนาการไม่ออก
    ให้นึกภาพถึงลักษณะของราชสีห์
    ที่อยู่บน "ยอดเสาอโศก"
    ที่เต็มไปด้วยความดุดันและน่าเกรงขาม
    .
    .
    ด้วยนิมิตที่เกิดขึ้นนี้
    องค์ท่านจึงปรารภว่า
    เวลาที่ท่านแสดงธรรม
    จึงมักจะเต็มไปด้วยสุ้มเสียง
    ที่แข็งกร้างและทรงพลัง
    แผ่ไปไกลดุจเสียงแห่งราชสีห์
    .
    .
    ส่วนข้ออรรถข้อธรรมที่แสดงออกมา
    ก็เต็มไปด้วยความเผ็ดร้อน
    องอาจดุจราชสีห์
    .
    .
    หลาย ๆ ครั้งที่ทำให้ผู้ฟัง
    ต้องมีการสะดุ้งไปตาม ๆ กัน
    ในสิ่งที่ท่านปรารภออกมา
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ล้วนแล้ว
    แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
    ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสมัย
    .
    .
    หลายท่านไม่ทราบ
    ข้อความจริงเกี่ยวกับนิมิตที่ว่านี้
    ว่าเป็นอย่างไร
    .
    .
    ฉะนั้นแล้ว
    หากได้มีโอกาสฟังองค์ท่านแสดงธรรม
    แล้วเต็มไปด้วยประเด็นที่เผ็ดร้อน
    บวกกับสุ้มเสียงที่ทรงพลังนั้น
    ก็ให้ได้เข้าใจโดยทั่วกัน
    ว่าที่สุดแล้วความจริงเป็นเช่นไร
    .
    .
    องค์ท่านมักปรารภเสมอว่า
    .
    .
    " ธรรมะจะช่วยขัดเกลาจิตใจ
    ของคนเราให้สูงขึ้น
    อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณธรรม
    ในจิตใจของคนได้
    .
    เราจึงชอบการแสดงธรรม
    มากว่าสิ่งอื่นใด เพราะมันช่วยให้เขาได้บุญ
    และช่วยทำให้เขาเป็นคนโดยสมบูรณ์ขึ้น
    .
    แม้สิ่งที่เราพูดออกมา
    จะดุเดือดและเผ็ดร้อน
    แล้วไปสะกิดความรู้สึกที่อยู่
    ในเบื้องลึกของเขาก็ตาม
    .
    แต่ทั้งหมดนั้นมันคือความจริง
    และความจริงเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ
    เพราะเรากำลังสร้างคน
    สร้างจิตใจของเขา
    ให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น"
    .
    .
    น้อมกราบ #หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
    พ่อแม่ครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยเศียรเกล้า
    .
    สมาชิกทุกท่านสามารถเข้ามาหาข้อมูลของหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร และอุโบสถวัดสันติวนารามได้ที่เวปของทางวัด http://luangpuboonsong.com/web/
    .
    .
    หรือจะเข้ากลุ่มทางเฟส ชื่อ "หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี"


    1.jpg 2.jpg 3.jpg 4.jpg 5.jpg 6.jpg 7.jpg 8.jpg 9.jpg
     
  18. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    #หลวงปู่บุญส่งเป็นใคร
    .
    หลวงปู่บุญส่งท่านเป็นพระไม่เหมือนใคร
    และไม่มีใครเหมือน จริตของท่านเป็นปัจเจก
    มีความเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับใครและไม่นิยมตามใคร
    ส่วนใหญ่ท่านจะปฏิบัติตนโดยองค์ท่าน
    ทำอะไรด้วยองค์ท่าน
    อีกทั้งท่านก็ไม่ปรารถนาที่จะมีชื่อเสียงอะไร
    .
    ก่อนหน้านี้ท่านมักจะปรารภอยู่เสมอว่า
    ท่านชอบที่จะอยู่ป่า ชอบที่จะอยู่ตามถ้ำ ตามดง
    .
    .
    " ... เราเนี่ยมันคือพระป่าพระดง ขนานแท้
    ไม่ปรารถนาที่จะอยู่ตามเมือง ถ้าเราไม่สร้างโบสถ์
    เธอทุกคนก็อย่าหวังว่าจะได้เจอกับเรา
    ธรรมะพาเราเข้าป่า แต่ว่าโบสถ์หลังนี้พาเราเข้าเมือง
    .
    พระอย่างเราถ้าไม่มีเหตุจำเป็น
    จะไม่ไปสถานที่ ๆ อัดแน่นไปด้วยผู้คนเด็ดขาด
    เพราะเราไม่ได้หวังความดังความวุ่นวายอะไรเหล่านั้น
    แต่นี่มันมีเหตุเราเลยต้องออกมา ... "
    .
    เบื้องต้นคือคำปรารภที่หลวงปู่ท่านมักจะบอกอยู่เสมอ
    ว่าท่านไม่ชอบความวุ่นวาย
    แต่ที่ท่านออกมาสู่สาธารณะชนนั้น
    ก็ด้วยมันมีเหตุ มีการสร้างโบสถ์นี้ที่ท่านต้องออกมา
    เพราะว่า "มันถึงเวลา" ของท่านแล้ว
    .
    ในช่วง 3-4 ปีมานี้จึงเห็นได้ว่า
    หลวงปู่บุญส่งท่านจะเดินสายออกงานเกือบจะทั่วประเทศ
    ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ท่านไปหมดเกือบทุกที่
    โดยเฉพาะปีสองปีให้หลังมานี้
    คนส่วนใหญ่จะเริ่มรู้จักเป็นพิเศษ
    .
    แต่ก็มีบ้างที่เกิดข้อสงสัยและเกิดคำถามขึ้นมาว่า
    .
    "หลวงปู่บุญส่งท่านเป็นใคร ? "
    "มาจากสายไหน ? "
    "เป็นศิษย์ของใคร ? "
    .
    .
    คำถามเหล่านี้ยังอยู่ในความสงสัยของใครหลายคน
    .
    บ้างว่าท่านทันพ่อแม่รุ่นก่อน ๆ จริงหรือ
    บ้างว่าท่านเป็นศิษย์สำนักนั้น ๆ จริงหรือ
    .
    .
    ในที่นี้จะขออธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวในองค์ท่าน
    จากที่ได้อยู่ใกล้ชิดท่าน(ในระดับหนึ่ง)
    และท่านมักปรารภเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังอยู่เสมอ
    ให้ได้รู้ถึงที่มาและความเป็นไป
    ในจริตนิสัยขององค์ท่านว่าเป็นอย่างไร
    .
    .
    ขอโอกาสพ่อแม่ครูอาจารย์ ..
    .
    .
    ในเบื้องต้นนั้นอย่างที่ได้อรรถาธิบายไปแล้ว
    จริตของหลวงปู่นั้นท่านเป็นพระที่ไม่เหมือนใคร
    การปฏิบัติของท่านจะแตกต่างกับพระอื่น ๆ
    ด้วยว่าท่านผ่านทางโลกมามาก มีความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด
    จิตใจท่านห้าวหาญและเข้มแข็งเป็นอย่างมาก
    .
    เคยเป็นมาหมดทุกอย่าง
    ก่อนที่จะเข้าสู่ร่มผ้ากาวสาวพัสตร์
    ก็ยังความเด็ดเดี่ยวไว้เช่นเดิม
    ท่านเคยปรารภให้ฟังว่า
    .
    .
    " เราเนี่ยความคิดขบถ
    ต่อต้านอะไรที่ไม่ถูกต้องมาแต่ไหนแต่ไร
    ตั้งแต่ก่อนบวช อะไรไม่ถูกต้องเราก็ต่อสู้
    ไม่เคยยอม ไม่เคยถอย สู้กับมันจนถึงที่สุดนั่นแหละ
    .
    ถ้าเราไม่บวชซะก่อน
    อาจจะเป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีความคิดขบถ
    ไม่ใช่มันไม่ดีนะ แต่เราแค่ต่อสู้กับความอยุติธรรม
    ความไม่ถูกต้องแค่นั้นเอง ...
    .
    พอมาบวชเราก็ไม่ขึ้นกับใคร
    ขึ้นกับพระพุทธเจ้าและธรรมวินัยอย่างเดียวเท่านั้น
    อะไรที่เหนือกว่าธรรมวินัย ก็เท่ากับเหนือกว่าพระพุทธเจ้า
    นอกกฎเกณฑ์ที่พุทธองค์ทรงบัญญัติไว้
    หรืออะไรที่หย่อนจากธรรมวินัย
    ก็เท่ากับไม่เคารพพระพุทธเจ้า ...
    .
    เราจึงไม่ยอมทั้งนั้น
    เพราะเราเคารพพระพุทธเจ้าเท่านั้น
    .
    เราคือลูกพระตถาคต
    ใครก็ตามที่มามีอะไรนอกเหนือกว่าธรรมวินัย
    ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราก็ไม่สนใจทั้งนั้น
    เพราะถือว่ามีอะไรให้กับความไม่จริง
    อ่อนข้อให้กับความไม่ถูกต้อง
    ยินดีกับความอยุติธรรม
    เราจะไม่ยอมใครหรอก
    .
    อย่ามาเป็นนายเหนือเรา
    นายเรามีแค่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ...
    นี่คือความคิดหลังจากที่เราบวชแล้ว
    เราคิดไม่ค่อยเหมือนใคร
    และไม่ค่อยยินดียินร้ายอะไรกับใคร
    ใครดีเราก็โมทนา ใครไม่ดีเราก็ไม่ยุ่ง
    .
    และไม่ค่อยเข้ากับหมู่พวก
    ชอบอะไรที่ทำด้วยตนเอง ปฏิบัติเอง
    .
    มีธรรมในหัวใจยังไงเราก็ไม่หลงทาง
    คุณธรรมประจำใจนั้นสำคัญ อย่าทิ้งขว้าง
    ดูสิเราจึงอยู่ในเส้นทางนี้ได้มามากว่า 50 ปีแล้ว "
    .
    .
    นี่คือความเป็นหลวงปู่บุญส่ง ในเบื้องต้น
    ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
    .
    .
    และด้วยจริตของท่านนั้นที่ไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย
    ท่านจึงไม่ได้บอกล่าวกับใคร
    ให้ทราบมากนักว่าท่านเป็นใคร
    ศิษย์ที่ไหน อยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์อะไร
    สหธรรมิกมีใครบ้าง
    .
    ถ้าไม่มีใครถาม ท่านก็จะไม่บอก
    และถ้าบอกก็จะไม่ค่อยบอกอะไรมาก
    และไม่ค่อยลงรายละเอียด เพราะว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
    ท่านว่าเราจะเอาชื่อเสียงพ่อแม่ครูอาจารย์
    เราจะเอาความดัง หรือเราจะเอาธรรมล่ะ
    .
    .
    การที่ท่านรู้จักกับใครไม่จำเป็นต้องโฆษณา
    หากแต่ว่าให้ดูกันที่ธรรม จะมาอยากรู้จะสงสัยกันทำไม
    พ่อแม่ครูอาจารย์ยุคก่อนด้วยกันท่านทราบของท่านดี
    เพราะท่านมีคุณธรรมของท่าน มีธรรมของท่าน
    .
    .
    บ้างว่าท่านเป็นเพียงหลวงปู่หลวงตาธรรมดา
    ก็ขออนุญาติตอบว่าถูกแล้ว
    .
    .
    เพราะว่า #หลวงปู่บุญส่ง
    ท่านเป็นพระที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์
    ไม่ว่า "ท่านจะเจ้าคุณ" "พระครู"
    หรือว่า "สมณศักดิ์" ใด ๆ นำหน้าท่าน
    .
    .
    ท่านเป็นเพียง #หลวงปู่บุญส่ง
    #หลวงพ่อบุญส่ง #หลวงตาบุญส่ง
    หรือ #พระอาจารย์บุญส่ง ของลูกศิษย์ลูกหา
    หรือว่าเด็กน้อยที่รักและเคารพท่านเท่านั้น
    และท่านไม่เคยมุ่งหวังชื่อเสียงลาภยศอะไรในส่วนนี้
    .
    .
    ทั้งที่จะพูดกันจริง ๆ แล้ว เพื่อนร่วมรุ่นของท่าน
    ที่รู้จักกันสหธรรมิกหลายรูปในปัจจบันนั้น
    ขึ้นเป็นเจ้าคุณชั้นเทพ ชั้นธรรม เจ้าคณะภาคกันหลายรูปแล้ว
    .
    คราวไปเจอกันตามงานศาสนกิจทั่วไปก็ยังทักทายกัน
    บางรูปถึงขั้นปรารภถึงวันวานกับหลวงปู่บุญส่งว่า
    .
    .
    "ถ้าไม่ได้ท่าน(หลวงปุ่บุญส่ง)ในครั้งนั้น
    ผมก็คงไม่มีวันนี้ ไม่ได้มาถึงขั้นนี้ ธรรมะของท่านช่วยผมได้"
    .
    .
    ที่กล้ายืนยัน ก็ด้วยว่าตนเองอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย
    รวมถึงอีกหลาย ๆ เหตุการณ์หลาย ๆ ครั้ง
    .
    หลวงปู่ท่านก็เคยปรารภให้ฟังว่า
    ถ้าท่านมุ่งปริยัติไปด้วย ไม่หนีเข้าป่าตัดทุกอย่างเสียก่อน
    เป็นพระบ้านพระเมืองเข้าหมู่เข้าพวก
    .
    "ปัจจุบันนี้เราเป็นเจ้าคุณไปแล้ว"
    .
    แต่เพราะหลวงปู่ท่านอยากปฏิบัติ
    อยากละทุกอย่างจริง ๆ
    แม้แต่สมณศักดิ์ใด ๆ ท่านก็ไม่รับ
    .
    ขอเป็นเพียงหลวงปู่หลวงตาของลูกหลานเท่านั้น
    ท่านละทุกอย่สง ปฏิบัติทุกอย่าง
    ทำทุกอย่างที่ละเสียซึ่งอาสวะกิเลสโดยไม่ย่อนย่อ
    .
    จนครั้งหนึ่งมีท่านเจ้าคุณพระผู้ใหญ่
    ระดับจังหวัดรูปหนึ่งที่รู้จักมักคุ้นกับท่านดี
    ได้ถึงขั้นปรารภกับหลวงปู่บุญส่งว่า
    .
    .
    " ท่านปฏิบัติยังไง ปฏิบัติจนพ้นลาภ พ้นยศ
    ปฏิบัติจนไม่เอาอะไรทั้งนั้น
    ทิ้งเสียทุกอย่าง ปฏิบัติอะไรขนาดนั้น ...
    .
    เราฟังแล้วหมดใจ เราก็ตอบท่านไปว่า
    เพราะใจผมมันมุ่งแต่โลกุตรธรรม
    จิตใจผมไม่ล่มสลายจากธรรม
    ผมมุ่งปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น
    ผมไม่ได้เข้ามาเพื่อกอบโกย ..
    .
    เราตอบกลับไปแบบนี้
    ท่านพูดแบบนั้น เราก็หมดใจ
    .
    หมดใจที่ว่าเป็นพระที่ยศสูงศักดิใหญ่
    แต่บางทีก็กลับเก็บเกี่ยอวะไรไว้เต็มไปหมดก็ไม่รู้
    คนอื่นเป็นยังไงเราไม่รู้ แต่ที่รู้เรามาสายนี้
    เพราะต้องการจะปฏิบัติจริง ๆ ไม่หวังอะไร
    ใครจะเป็นอะไรก็เป็นไป แต่ไม่ใช่เรา
    ไม่ใช่พระแบบเรา "
    .
    .
    นี่คือหนึ่งในเหตุการณ์
    ที่ท่านได้เคยปรารภให้ฟัง
    ท่านไม่หวังอะไร
    .
    หวังที่จะอยู่ปฏิบัติตนครองธรรม รักษาความดี
    อยู่ในร่มบวรพระพุทธศาสนา
    ตามรอยของพระบรมศาสดา
    ที่องค์ท่านให้ความเคารพยิ่ง
    .
    .
    โดยถึงแม้ว่าท่าน
    จะไม่ได้มียศหรือสมณศักดิ์ที่สูงส่งอะไร
    หากแต่เทียบกับคุณธรรม
    และบารมีที่ท่านมีแล้วก็คิดว่าคงไม่ธรรมดา
    .
    กับการที่พระป่า พระบ้าน พระดงแบบท่าน
    ที่ไม่ได้เปิดตัวออกมาสู่สาธารณะชนเลย
    เป็นเวลาสี่สิบกว่าปี
    .
    ที่ผ่านมารู้กันเฉพาะวงในหรือศิษย์ที่คุ้นเคยกันเท่านั้น
    จนมาถึงช่วง 4-5 ที่ผ่านมานั้น
    ที่องค์ท่านมีดำริสร้างโบสถ์
    นั่นแหละท่านจึงเปิดตัวออกมาตอนปี 2555
    .
    ที่ถือว่าเป็นการเปิดตัวออกมา
    สู่ภายนอกจริง ๆ จากที่อยู่แต่วัดแต่ป่า
    แบบชนบท ไม่ได้มีความวุ่นวายอะไร
    .
    ท่านเปิดตัวออกมาพร้อมกับการสร้างโบสถ์
    เรื่องราวของมหาอุโบสถเนื้อที่กว่า 5 ไร่
    .
    .
    โบสถ์จตุรมุขขนาดมหึมา
    พร้อมชื่อของหลวงปุ่บุญส่ง
    ก็เริ่มเป็นที่พูดถึงขึ้นเรื่อย ๆ
    จนมาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้
    .
    ชื่อของท่านถูกพูดถึงไปทั่ว เป็นที่รู้จักกันมาก
    เพราะว่าศิษย์เริ่มทะยอยกันเข้าหามากขึ้น
    การบอกข่าวการประชาสัมพันธ์
    รวมถึงงานบุญต่าง ๆ จึงมากขึ้นไปด้วย
    .
    .
    คิดแบบง่าย ๆ แบบผู้ที่มีปัญญา
    พระป่า พระบ้าน ที่เคยอยู่ดงอยู่แต่ป่า
    ไม่ปรารถนาที่จะสะสมชื่อเสียง สมณศักดิ์ใด ๆ
    บวชมากว่า 50 ปี
    โดยที่คนไม่ค่อยรู้จัก(แต่พระด้วยกันเองรู้จัก)
    .
    .
    อยู่ ๆ ทำไมท่านจึงเปิดตัวออกมา
    อยู่ ๆ ทำไมท่านถึงมาสร้างโบสถ์ขนาดมหึมาขนาดนี้
    ตอนที่อายุเฉียด 80 แล้ว
    ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่พิเศษจริง ๆ
    .
    .
    เป็นใครก็ไม่อยากทำ
    พราะมันเหนื่อย และมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
    เพราะว่ากว่าจะสร้างให้เสร็จมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา
    แต่ว่าท่านเลือกที่จะทำ เลือกที่จะทิ้งความสงบ
    เลือกที่จะออกมาสู่สาธารณะ เลือกที่จะเปิดตัว
    เลือกที่จะมาเจอลูกศิษย์ต่าง ๆ ทั้งที่ตอนนั้น
    ใครก็ยังไม่รู้จักท่าน ...
    .
    .
    พอปรารภกับใครว่าโบสถ์ที่ท่านสร้างอยู่นั้น
    เนื้อที่กว่า 5 ไร่ กับวัยที่ขึ้นเลข 8 แล้ว
    ในตอนนี้ (ปัจจุบันอายุ 81 ปี ย่าง 82)
    ทุกคนก็ต่างตกใจกันไปตาม ๆ กัน
    เพราะมันใหญ่ และมันทำยาก ... สิ่งนี้ต้องยอมรับกันตรง ๆ
    .
    .
    แต่เพราะอะไร หลวงปู่ หลวงตา
    ของลูกศิษย์รูปนี้ถึงทำได้และเลือกที่จะทำ
    .
    ตอบอย่าง่าย ๆ ก็เพราะ "บารมี" ของท่านนั่นไง
    พ่อแม่ครูอาจารย์หลายรูปเองที่ได้เห็นโบสถ์หลังนี้แล้ว
    ยังปรารภกันว่า
    .
    .
    "มีเงินอย่างเดียวสร้างไม่ได้ ต้องมีบารมีด้วย"
    .
    .
    " ไม่ใช่โบสถ์อย่างเดียวที่ใหญ่
    หากแต่ว่าคนที่สร้างโบสถ์หลังนี้ใจต้องใหญ่
    ใจต้องเด็ดเดี่ยวด้วย"
    ฯลฯ
    .
    .
    ถึงท่านจะเป็นแค่หลวงปู่ หลวงตา ที่สูงวัยรูปหนึ่ง
    ที่ซึ่งไม่มีสมณะศักดิ์ที่สู่งส่งอะไร
    แต่ให้ท่านทั้งหลายเชื่อเถิดว่า
    "คุณธรรม" และ "บารมี" ของหลวงปู่บุญส่งนั้น
    .
    สูงกว่าที่หลาย ๆ คนคิด
    และนี่ไม่ใช่ผู้เขียนทึกทักเอาเอง
    หากแต่เป็นคำยืนยันและรับรอง
    จากพ่อแม่ครูอาจารย์ผุ้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
    หลายรูปได้ปรารภไว้ให้ฟัง
    .
    .
    ส่วนถ้าถามอีกว่า
    ท่านเป็นศิษย์ใครมาจากไหน
    ก็จะตอบให้ได้รับทราบกันตรงนี้
    เพราะประวัติที่แท้จริงของท่าน
    ยังไม่ได้มีการบันทึกไว้โดยสมบูรณ์
    หรือเป็นกิจลักษณะ
    .
    ชุดข้อมูลยังมีประจัดกระจายกันไปหลายที่หลายทาง
    จึงขอโอกาสแจ้งคร่าว ๆ เบื้องต้นดังนี้
    .
    .
    " เราไม่ค่อยรู้จักใคร อยู่แต่ป่าแต่ดงมานมนาน
    รุ่นที่ทัน ที่พอรู้จักรู้จักก็ต่างทะยอยละสังขารกันไปหมดแล้ว
    เราบวชตอนอายุ 29 ปี 9 เดือน
    ที่ จ.ระยอง กับอุปัชฌาย์แฟ้ม
    ที่ วัดตรีรัตนาราม (ธ) จ.ระยอง
    (" พระวรพรตปัญญาจารย์ "
    หรือ "หลวงปู่แฟ้ม อภิรโต"
    วัดป่าอรัญญิกาวาส (วัดป่า) จ.ชลบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์)
    .
    อาจารย์สุธรรม
    (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ จ.สกลนคร)
    นั่นก็บวชวัดเดียวกับเรา
    แต่ท่านเข้ามาบวชหลังเรา
    ปฏิบัติกับเราอยู่ระยะหนึ่ง
    .
    อยู่กับหลวงปู่แฟ้มไม่นาน
    เราก็ได้เจอกับอาจารย์รูปหนึ่ง
    ที่มีบุญคุณกับเรามาก สอนเราหลายอย่าง
    จนต่อมาอาจารย์รูปนั้น
    ก็ถือเป็น #อาจารย์ใหญ่ ของเรา
    .
    .
    คือ "ท่านอาจารย์สง่า"
    (พระอาจารย์สง่า จิตวัฒโน
    สำนักสงฆ์เวชทรัพย์ จ.จันทบุรี
    (ปัจจุบันคือวัดบ้านขอม เวชทรัพย์)
    (จะเล่าเรื่องราวของท่านโดยละเอียดในภายหลัง)
    .
    ท่านอาจารย์สง่า หรือว่า อาจารย์ใหญ่รูปนี้
    ท่านเป็นพระไม่ดัง ไม่มีใครรู้จัก
    อายุก็ไม่มากในตอนนั้น
    .
    แต่ท่านสอนเราให้ละความโกรธ
    สอนให้มีเมตตา สอนให้เรามีขันติ
    ท่านทำลายทิฐิของเราไปเสียสิ้น
    ความอวดดี การมีโมหะ โทสะ
    .
    เราละอะไรหลายอย่างได้
    จากพระอาจารย์สง่ารูปนี้
    พระที่คนมองว่าไม่ดัง
    บางทีท่านก็สอนเราได้ ...
    เราไม่ได้มองว่าท่านดังไม่ดัง
    เรามองแค่าว่าท่านให้ธรรมเรา
    นั่นแหละเราก็นับถือท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ของเรา
    .
    อาจารย์สง่ารูปนี้แหละที่สอนให้เรา
    "กราบพระเสพเฮโรอีน"
    จนสามารถฟาดฟันอัตตา
    ที่หนาเตอะของเราไปเสียสิ้น
    .
    .
    และเราก็ได้รู้จักกับคำว่า "ขันติ"
    นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    และจะเห็นได้ว่า "ขันติ" หรือ "ความอดทน"
    เป็นหลักธรรมที่เรามักสอนทุกคน
    เพราะมันคือบันไดไปสู่ความสำเร็จ
    .
    .
    ตอนแรกเรายังไม่ได้อยู่ที่เมืองจันทบุรี
    บวชเสร็จอยุ่กับอุชฌาย์แฟ้ม ก็ปฏิบัติอยู่ระยอง
    จากนั้นก็ขอออกเดินธุดงค์วิเวกไปเรื่อย
    รู้จักเพื่อนสหธรรมิกวัดสัมพันธ์วงศ์ฯ
    คือ "พระครูชินเทพฯ"
    ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กทม. ในสมัยนั้น
    .
    ก็พากันขึ้นไปกราบหลวงปู่แหวน ที่ดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงหม่
    สมัยนั้นเดินทางลำบาก ทุลักทุเล แต่ก็เดินทางไปหาท่าน
    กราบท่านศึกษากับท่าน ไป ๆ มา ๆ
    แต่ไม่ได้อยู่จำพรรษา ไปหาท่านอยู่หลายครั้ง
    .
    .
    อยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่แหวนตอนนั้นคนยังเข้าหาท่านไม่เยอะ
    กับอาจารย์หนู สุจิตโต(เจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง)
    กับอาจารย์ทวี ป่าลัน จ.เชียงราย(พระอุปัฏฐากหลวงปู่แหวน)
    .
    รวมถึงศิษย์ยุคแรก ๆ ของท่าน
    เราก็รู้จักดี รวมถึงอาจารย์หนูพิน
    (เจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋งในปัจจุบัน)
    .
    เราไปตอนที่คนยังเข้าหาท่านไม่มาก
    อยู่ปฏิบัติกับท่านสักระยะ
    พอตอนหลังเห็นว่าต่อไปคนจะต้องมามากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ
    และความวุ่นวายจะต้องตามมา
    เราก็ออกจากหลวงปู่แหวนมาแต่บัดนั้น
    .
    เราไม่มีภาพถ่ายอะไรกับเขา
    เพราะสมัยนั้นมันไม่มีกล้องติดตัว
    และเราไปหาท่านเราไม่ได้เอาภาพถ่าย
    เราไปเอาธรรมจากพ่อแม่ครูอาจารย์
    .
    เราเคารพระลึกถึงท่าน
    เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์อยู่ในจิตในใจเสมอ
    ด้วยความที่เราไม่ค่อยได้คุยกับใคร
    และก็ไม่ได้บอกใคร
    .
    และตอนหลังมีศิษย์เข้าหาท่านมาก
    ก็มีไม่น้อยที่ไม่ได้รู้จักกัน
    เพราะหลวงปู่แหวนศิษย์เยอะ
    .
    พอออกจากหลวงปู่แหวนเราก็ออกวิเวกไปเรื่อย
    หาพ่อแม่ครูอาจารย์สลับกับเดินป่าเดินเขาเข้าถ้ำ
    ธุดงค์ของเราไปเรื่อย ถ้าจะให้ไล่ว่าเจอรูปไหนก่อนหลัง
    ก็ประมาณนี้
    .
    หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง
    หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล
    หลวงปู่เทสก์ วัดหินหมากเป้ง
    หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง
    หลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ
    หลวงปู่อ่อน วัดนิโคธาราม
    .
    หลวงปู่คำดี วัดถ้ำผาปู่
    หลวงปู่ชอบ วัดป่าสัมมานุสรณ์
    หลวงปู่ศรีจันทร์ วัดเลยหลง
    หลวงปู่ท่อน วัดศรีอภัยวัน
    หลวงปู่เหรียญ วัดอรัญบรรพต
    พระอาจารย์วัน ถ้ำพวง (รูปนี้ท่านมาช่วยในนิมิตด้วย)
    พระอาจารย์จวน ภูทอก
    .
    .
    และอีกหลาย ๆ รูป หลาย ๆ องค์
    .
    .
    เจอกันหลายรูปหลายองค์ในสมัยก่อน
    โดยเราจะไปธุดงค์อยู่ทางเหนือ ทางเมืองเลยเป็นส่วนใหญ่
    "ถ้ำผาจม" ที่เชียงราย ของหลวงพ่อวิชัย เขมิโย ก็เคยไป
    ไปตั้งแต่ยังไม่มีอะไร และก็นิมิตเห็นเขาน้ำตก
    (วัดสันติวนาราม ในปัจจุบัน)
    .
    รวมถึงที่ตั้งวัดสันติวนาราม
    ที่เราอยู่ในปัจจุบันก็ที่ถ้ำผาจมนั้นนั่นแหละ
    และในตอนหลังก็เดินทางตามหาภูเขาตามนิมิตนั้น
    จนได้มาพบและสร้างวัดขึ้นที่จันทบุรี
    .
    .
    พะเยาเองก็เคยไป "ดอยบุษราคัม"
    ของท่านอาจารย์ไพบูลย์
    (หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล ดอยบุษราคัม จ.พะเยา)
    ไปที่นั่นตั้งแต่ยังไม่มีอะไร ไม่ได้สร้างอะไร
    เคยไปนอน ไปอยู่ไปปฏิบัติอยู่ที่นั่น
    แม่ชีบางรูปที่อยู่ที่นั่นก็คงจะยังจำเราได้
    แต่มันนานมาก ๆ แล้ว
    .
    .
    ลำปางก็ไป หลวงปู่แว่น ธนปาโล
    หลวงปู่หลวง กตปุญโญ ก็เจอกับท่าน
    ที่เกาะคา เจอกับพ่อแม่ครูอาจารย์หลายที่
    .
    .
    ทีนี้พอได้อยู่ทางภาคเหนือ
    ได้รู้จักพ่อแม่ครูอาจารย์และธุดงค์ไปที่นั่นที่นี่แล้ว
    เราก็ลงมาทางเมืองจัน
    .
    โดยเดิมทีนั้นไม่ได้ตั้งใจมาทางนี้
    แต่พอดีเตี่ยไม่สบาย
    กำลังป่วยอยู่และเหมือนท่านจะไม่ไหวแล้ว
    เลยคิดจะมาอยู่ใกล้ท่าน แถวระยอง แถวจันทบุรี
    .
    สุดท้ายก็เลยเลือกที่จันทบุรี
    เพราะว่าตอนนั้นพ่อแม่ครูอาจารย์
    สายพระป่าท่านเคยมาอยู่กันเยอะ
    .
    และตอนนั้นก็มาอยู่กันที่นี่มาก
    ทั้งหลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี หลวงปู่ตามหาบัว
    หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงพ่อสมชาย
    หลวงปู่แบน และอีกหลาย ๆ รูปหลาย ๆ องค์
    .
    จนสุดท้ายก็ได้ตัดสันใจมาอยู่เมืองจัน
    และได้ไปเจอเขาน้ำตกตามที่นิมิต
    และก็ได้ต่อสู้กับนายทุนและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น
    จนโดนลักยิงด้วยอาวุธสงครามไปหลายครั้ง
    แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้
    และได้สร้างวัดทำโบสถ์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
    .
    .
    ซึ่งวัดที่อยู่ที่นี่
    แต่ก่อนคือ "สำนักสงฆ์สันติผาวนาราม"
    ตอนหลังยกระดับเป็นวัดแล้ว
    สมัยตอนที่ยังเป็นสำนักสงฆ์
    มีพ่อแม่ครูอาจารย์ยุคก่อนท่านก็มากันมาก
    มาเทศน์ให้แม่เราทุกปี
    .
    ทำบุญบวชเนกขัมมะ
    จัดมาตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงปัจจุบันนี่แหละ
    พ่อแม่ครูอาจารย์ที่มีมาก็เช่น
    .
    หลวงปู่สิม
    หลวงปู่คำพอง ติสโส
    หลวงปู่จันทา
    หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก
    หลวงปู่ท่อน
    และอาจารย์ประสิทธิ์
    .
    .
    อย่าง "หลวงปู่ท่อน"
    ท่านมาเทศน์จนแม่เราตาย คากัณฐ์เทศน์ท่าน
    เราจึงเคารพท่านมาก เพราะท่านเมตตาเรา
    .
    และมากันอีกหลายรูป
    "อาจารย์ประสิทธิ์" นี่ก็มาบ่อย
    .
    "หลวงพ่อวิชัย" ถ้ำผาจมก็มา
    "อาจารย์เหลี่ยม" ภูตูม จ.เลย ก็มา
    "อาจารย์ไพโรจน์" ดอยปุย เชียงใหม่ ก็มา
    "อาจารย์ธรรมรัตน์" ชากใหญ่ ก็มา
    .
    หลายรูปหลายองค์
    มาช่วยงานที่วัดสันติวนารามแห่งนี้
    .
    ช่วยดูแลงาน
    บางรูปมาเทศน์ บางรูปมาช่วยงาน
    อย่างท่านอาจารย์ไพโรจน์
    (หลวงพ่อไพโรจน์ วิโรจโน วัดดอยปุย จ.เชียงใหม่)
    นี่สนิทกัน เคยมาคุมงานที่วัดให้ เราติดกิจพอดี
    .
    ตอนนั้นมีงานบวชเนกขัมมะที่วัด
    ท่านก็มาจัดการมาดูแลให้
    ยังมีพ่อแม่ครูอาจารย์อีกหลายรูปหลายองค์
    ที่ท่านเดินทางมา
    คนยุคนั้นรู้กันดี ....
    .
    .
    ส่วนอาจารย์ประสิทธิ์
    จะสนิทกับท่านมาก และไม่ได้เพิ่งมาสนิทกัน
    สนิทกันมานานพอสมควร
    .
    เจอท่านครั้งแรกที่ แถวแม่เมาะ จ.ลำปาง
    งานประชุมเพลิงพ่อแม่ครูอาจารย์รูปหนึ่ง พระไปกันเยอะ
    เราก็ไม่ค่อยคุยกับใคร
    แต่พอเจอกับท่านอาจารย์ประสิทธิ์
    ก็ถูกคอกัน ถูกชะตากัน
    .
    ท่านเองก็พูดน้อย
    สมัยนั้นสูบบุหรี่จัด
    ได้พูดคุยกันนิดหน่อย
    แต่หลังจากนั้นก็ไปมาหาสู่กันเสมอ
    และออกธุดงค์ด้วยกันสององค์ก็เคย
    เข้าป่าเข้าดงไปด้วยกัน โป่งเดือด โป่งชี
    .
    ท่านเคยให้เราไปอยู่ "ผาน้อย" แทนท่าน
    ไปดูแลวัดผาน้อย ที่จ.เลยตอนนั้น
    ที่ปัจจุบันคือวัดป่าเวฬุวนาราม
    ที่ "ท่านอาจารย์สมศรี อัตตสิริ"
    เป็นเจ้าอาวาสอยู่นั่นแหละ
    .
    ที่เราไปอยู่ผาน้อยปลายปี 2520
    เกือบ 2530 ถ้าจำไม่ผิด
    เราไปอยู่ตอนนั้นท่านอาจารย์ประสิทธิ์ไม่อยู่
    ท่านไปโป่งชี ให้เราช่วยดูแลที่นั่น
    เราก็ไปจำพรรษาอยู่ให้
    .
    .
    พระเณรรุ่นนั้นมีอยู่หลายรูป
    อย่างเช่น " อาจารย์นา "
    (พระอาจารย์นาที ภูริปัญโญ
    หลานหลวงพ่อประสิทธิ์และหลวงปู่จันทร์เรียน
    เจ้าอาวาสวัดป่าหมู่ใหม่ รูปปัจจุบัน)
    .
    เราก็เคยปกครองเคยดุแลท่านมา
    เราจึงคุ้นเคยกับพระเณรวัดป่าหมู่ใหม่
    คุ้นเคยกับอาจารย์ประสิทธิ์มาก
    .
    แต่ก็ไม่ได้บอกให้ใครทราบ ...
    ความผูกพันและคุณธรรมในใจ
    ของเรากับท่านถึงกันเสมอ
    .
    .
    เดินธุดงค์อะไรด้วยกันมา
    เคยเดินจากเมืองเลย
    ไปถึงหนองวัวซอ จ.อุดรนู้นเลยทีเดียว
    ไปกับท่าน 2 องค์ เข้าป่าสลับถนน
    ในสมัยก่อนที่ยังเป็นเขตพื้นที่สีแดง
    .
    .
    เรารู้จักกับพ่อแม่ครูอาจารย์
    หลาย ๆ รูปหลาย ๆ องค์
    แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่เราไม่รู้จัก
    .
    เพราะเราไม่ได้คุยกับใคร
    เอาเวลาส่วนใหญ่ไปปฏิบัติภาวนาเสียมากกว่า
    และเราชอบอยู่ป่าอยู่ดง
    ไม่ค่อยคลุกคลีกับหมู่กับเพื่อน
    .
    เราจึงไม่ค่อยรู้จักใครในยุคหลัง
    และใครก็ไม่ค่อยรู้จักเรา
    เพราะพระรุ่นเก่าท่านไม่ค่อยอยู่กันแล้ว
    .
    .
    เราออกมาก็เพราะมันมีเหตุนี่แหละ
    ต้องทำต้องสร้าง แต่ถึงอย่างไร
    เราก็มีคุณธรรมอยู่ภายในของเรา
    มีหลักใจของเรา มีครูบาอาจารย์ของเรา ... "
    .
    .
    เบื้องต้นคือประวัติและเรื่องราวของหลวงปู่บุญส่ง
    ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบกัน
    ว่ามีความเป็นมาอย่างไร
    .
    .
    ท่านมีความเกี่ยวพัน
    กับพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละท่านในยุคเก่าอย่างไรบ้าง
    และชุดข้อมูลนี้ บางส่่วนยังไม่เคยเปิดเผย
    ในที่สาธารณะมาก่อน
    .
    เป็นเรื่องเล่าและคำปรารภ
    ที่หลวงปู่ได้ปรารภให้ฟังโดยตรง
    ขณะได้อยู่ใกล้ชิดอุปํฏฐากดูแลท่าน
    .
    .
    หลวงปู่ไม่ใช่พระดัง
    ไม่ใช่พระที่มีสมณศักดิ์ที่สูงส่งอะไร
    เป็นเพียงพระบ้าน พระป่าธรรมดา ๆ รูปหนึ่ง
    แต่องค์ท่านก็คงไว้ซึ่งคุณธรรมและความดี
    รวมถึงบารมีที่อาจกล่าวได้ว่า
    ไม่ธรรมดาในสายตาของใครหลาย ๆ คน
    .
    .
    ศรัทธาเป็นเรื่องส่วนบุคคล
    หากแต่ท่านได้ใช้ปัญาพิจารณาดีแล้ว
    ก็จะทราบได้ทันทีว่า
    นี่คือพ่อแม่ครูอาจารย์พระผู้ปฏิบัติดี
    ที่ควรค่าแก่การบูชาหรือไม่
    .
    .
    อนึ่ง ข้อเขียนหรือชุดข้อมูลเหล่านี้
    ที่นำออกมาเผยแพร่นั้น
    ไม่ได้มุ่งหวังโฆษณาประชาสัมพันธ์
    หรือว่าพีอาร์โปรโมตอะไร
    .
    หากเพียงแต่ต้องการ
    ที่จะบันทึกไว้ในยุคสมัยให้กับผู้ที่ยังไม่ทราบ
    ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ผู้ที่ยังไม่กระจ่างในความเป็นจริง
    ได้รู้และได้พิจารณา
    .
    อีกทั้งเพื่อบันทึกไว้ว่า
    ป้องกันไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้
    สูญหายไปตามกาลสมัยในอนาคตวันข้างหน้า
    จึงเป็นที่มาของการเปิดเผยข้อมูลที่ว่า
    .
    .
    ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการอนุญาติจากองค์หลวงปู่แล้ว
    .
    .
    " ... เราออกมาสู่โลกยุคใหม่
    ในตอนที่พ่อแม่ครูอาจารย์ยุคเรา
    ที่เราเคยปฏิบัติกับท่าน
    ต่างทะยอยละขันต์กันไปหมดแล้ว
    เราจึงไม่ค่อยรู้จักใครหรอก
    อยู่กับปู่แหวนไม่นานก็ออกมา
    .
    แต่เรากล้าพูดได้เลยว่าเราก้าวขึ้นมาได้
    ก็ด้วยปลีน่องลำแข้งของเราเอง
    .
    เราไม่เคยหวังเกาะชื่อเสียงของพ่อแม่ครูอาจารย์ดัง
    เราทำ เราปฏิบัติด้วยตัวเราเอง
    เราสร้าง เราทำด้วยตัวเอง
    .
    โดยเราไม่ตื่นเต้น
    ไม่อิจฉาริษยาใคร และไม่เคยกีดกันหมู่พวก
    .
    หากใครปฏิบัติดี ทำดี เราก็อนุโมทนากับเขา
    นี่คือเรา ... พระแบบเราเป็นแบบนี้ "
    .
    .
    #หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
    วักสันติวรนาราม จ.จันทบุรี
    .
    .
    ......................
    .
    .
    น้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า
    .
    .
    อ่านประวัติหลวงปู่บุญส่ง เพิ่มเติม : https://bit.ly/2qxiP1H
    .
    สมาชิกทุกท่านสามารถเข้ามาหาข้อมูลของหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร และอุโบสถวัดสันติวนารามได้ที่เวปของทางวัด http://luangpuboonsong.com/web/
    .
    .
    หรือจะเข้ากลุ่มทางเฟส ชื่อ "หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี"
    .
    .
    .
    บันทึก : จ๊อด คณะศิษย์หลวงปู่บุญส่ง

    30729775_10211575635573111_5972695329861009408_n.jpg
     
  19. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    ต่อไปในอนาคต...มหาอุโบสถจตุรมุข วัดสันติวนาราม...จะถือเป็น UNSEEN แห่งใหม่ในจังหวัดจันทบุรี...ถนนทุกสายจะ
    มุ่งมาชมความงดงามวิจิตรตระการตาของมหาอุโบสถหลังนี้
    .

    คนที่มาเยือนถิ่นจันทบุรี นอกเหนือจากความคิดเดิม..เวลานึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อมากราบไหว้สักการะหรือมาปฏิบัติธรรม แต่เดิมก็จะนึกถึงกันแค่ 2 ขุนเขา แต่นับจากนี้ไปจะมีขุนเขาแห่งที่ 3 ได้เปิดตัวขึ้น นั่นคือ
    .

    1.เขาคิชฌกูฎ(มานมัสการรอยพระพุทธบาท)

    2.เขาสุกิม(มาไหว้พระตามรอยบุญองค์ ลป.สมชาย วัดเขาสุกิม) และ

    3.เขาน้ำตก(มหาอุโบสถจตุรมุข) มากราบไหว้ทำบุญตามดำริ
    องค์หลวงปู่บุญส่ง ได้กล่าวไว้ว่า ที่นี่ต่อไปจะเป็นสถานที่สำคัญ..คือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงปฏิบัติธรรม...ผู้ใดที่มาชมความงามแล้ว...จะต้องมานั่งสมาธิในอุโบสถอย่างน้อย
    5 - 10 นาที มิให้มาชมเฉยๆ แล้วหยอดเงินใส่ตู้ แวะเข้าห้องน้ำถ่ายเทของเสีย อย่างนั้นมิใช่เจตนารมณ์ขององค์หลวงปู่...แต่ให้มาพักสงบจิตสงบใจให้เกิดกระแสบุญด้วยการ
    นั่งสมาธิภาวนาเสียก่อน จิตแม้แค่สงบเป็นสมาธิเพียงแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ก็นับว่าเป็นอานิสงค์มหาศาล...บุญตรงนี้แหละเปรียบเสมือนเมล็ดพันธู์ชั้นดีในจิตใจที่จะงอกงามตามเราไปในภพชาติหน้าอีกด้วย
    .

    จึงขอเรียนเชิญศิษยานุศิษย์ทุกท่าน ร่วมสร้างอุโบสถจตุรมุขหลังนี้ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วกันด้วยเทอญ
    .
    Cr. ศร จันทบุรี

    30124358_1746986702056974_7653374975121565030_n.jpg 28699006_1711553995600245_1571832798549970867_o.jpg
     
  20. ติสาโร

    ติสาโร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2010
    โพสต์:
    1,382
    ค่าพลัง:
    +928
    อุโบสถหลังนี้แม้เพียงร่วมบุญ
    อานิสงส์นั้นก็ครอบคคลุมทุกอย่างแล้ว
    เรียกว่า 3 in 1 ..........เพราะ????

    เพราะโบสถ์หลังนี้รวมไว้
    ทั้งโบสถ์ วิหาร และเจดีย์
    แต่คนกลับเข้าใจว่าคือโบสถ์อย่างเดียว
    แต่จริง ๆ แล้วนั้นรวมไว้ทั้ง 3 อย่าง
    .
    .
    1. ด้านในคือ "โบสถ์" มีพระประธาน
    ไว้ทำสังฆกรรม สำหรับภิกษุ
    .
    2 ส่วนด้านนอกคือ "วิหาร" ที่ยกพื้นสูงขึ้นมา
    ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะทำบุญ
    .
    3. และชั้นบนสุดของโบสถ์นี้ก็คือระเบียงคด
    และมี "เจดีย์" อยู่ด้านบน
    .
    .
    ซึ่งยอดของเจดีย์นั้น
    ห่อหุ้มด้วยทองคำแท้เหลืองอร่าม
    หลายกิโลกรัมที่เกิดจากศรัทธา
    ของสาธุชนที่นำมาถวาย
    (ที่เป็นสีทอง ๆ อยู่บนยอดตามภาพ)
    .
    โบสถ์นี้เนื้อที่กว่า 5 ไร่ สร้างอยู่กลางป่ากลางเขา
    ที่วัดสันติวนาราม อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี
    ด้วยบารมีของพ่อแม่ครูอาจารย์ผุ้ทรงคุณ
    อย่างองค์ #หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
    .
    ท่านปรารภว่าถ้าท่านไม่ทำโบสถ์
    อย่าได้หวังว่าจะเห็นท่าน ท่านจะอยู่แต่ป่าแต่ดง
    ท่านไม่โปรดความวุ่นวาย เพราะท่านรักความสงบ

    " ... สมัยก่อนธรรมะพาเราเข้าป่า
    แต่ว่าปัจจุบันโบสถ์พาเราเข้าเมือง ... "
    .
    ท่านเคยบอกไว้ ...
    ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกศิษย์ได้เจอกับท่าน
    และสร้างบุญใหญ่ร่วมกับท่าน
    .
    .
    โบสถ์นี้ใช้งบประมาณการก่อสร้าง
    ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และเมื่อสร้างแล้วเสร็จว่ากันว่าจะเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
    (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร)
    .
    ซึ่งปัจจุบันปัจจัยการก่อสร้างทั้งหมด
    ก็มาจากศิษย์ที่ศรัทธาและญาติโยม
    ที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา
    .
    .
    หลวงปู่บุญส่งท่านปรารภว่าโบสถ์นี้ไม่ใช่ของท่าน
    แต่เป็นของศิษย์ทุกคน และเป็นของศาสนา
    หลายคนบอกว่าโบสถ์นั้นใหญ่
    แต่จริง ๆ แล้วหากพิจารณาให้ลึกซึ้งนั้นจะเข้าใจว่า
    .
    .
    " .. โบสถ์นี้ที่ว่าใหญ่ เมื่อเทียบกับศาสนา
    ที่ดำรงคงอยู่มาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันกว่า 2,500 ปี แล้วนั้น
    จะเห็นว่าโบสถ์หลังนี้เล็กเพียงนิดเดียว ... "
    .
    .
    ท่านปรารภว่าการสร้างโบสถ์นี้อานิสงส์มันมาก
    เพราะว่าเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา
    เมื่อเราไม่อยู่แล้ว ตายจากโลกนี้ไปแล้ว
    แต่โบสถ์นี้มันก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน
    .
    อาจจะอยู่อีกเป็นร้อยปี พันปี
    ให้คนรุ่นหลังต่อไปได้ศึกษา
    ได้เห็นว่า ณ ดินแดนแห่งนี้
    เคยมีพุทธศานาที่รุ่งแรืองขนาดไหน
    และปรากฎศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่เพียงใด
    .
    .
    ท่านไม่ได้สอนให้ฟุ่มเฟือยนำเงินมาทำบุญ
    ไม่ได้สอนให้มองข้ามการละ การปล่อยวาง
    แต่ถ้าทุกคนปล่อยวางและไม่สร้างอะไรไว้
    คิดแต่เพียงว่าต้องวางต้องละกันเสียหมด
    ไม่มีใครเสียสละที่จะสร้างอะไรไว้
    .
    .
    ต่อไปวันหน้าหน้าศาสนาก็จะไม่เหลืออะไร
    หลักฐานทางศาสนาก็คงเหลือแต่ในหนังสือ
    และตำราเพียงเท่านั้น
    .
    .
    ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านถึงต้องสร้าง ต้องทำ
    ด้วยหวังเพียงเพื่อจะต่อยอด
    สืบทอดอายุของพระพุทธศาสนา
    และให้ทุกคนได้บุญได้กุศลร่วมกันนั่นเอง
    นี่คือเหตุผลของท่าน และท่านก็พิจารณาดีแล้ว
    .
    .
    ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเป็นอานิสงส์และอนุสรณ์
    แห่งความดีของเราทุกคน เป็นผลแห่งบุญ
    ที่เราได้ทำทิ้งไว้ สร้างไว้กับอุโบสถหลังนี้
    .
    .
    โบสถ์หลังนี้มีความสำคัญขนาดไหน
    เอาเป็นว่าในปัจจุบันนั้น
    เจ้าหน้าที่ของทางกรมศิลปากร
    ได้เข้ามาร่วมควบคุมและช่วยดูแล
    เรื่องการก่อสร้างแล้ว
    .
    .
    โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปกรรมความงดงาม
    ความวิจิตรตระการตา
    เพราะว่ามันเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่
    และงดงามทั้งศาสตร์และศิลป์
    .
    .
    โดยท่านที่เข้ามาช่วยดูแล
    และควบคุมนั่นก็คือ "อ.ก่อเกียรติ ทองผุด"
    นายช่างศิลปกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร
    .
    ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบ
    " พระเมรุมาศ" ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดยิ่งใหญ่นั่นเอง
    .
    .
    ฉะนั้นแล้วถือได้ว่าโบสถ์หลังนี้
    มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถือเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้าง
    ทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่และควรค่าแก่การบูชา
    .
    .
    ด้วยว่าเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่น
    และศรัทธาอย่างแรงกล้าของศิษยานุศิษย์
    โดยมีพ่อแม่ครูอาจาร์ผู้ทรงคุณ
    อย่างองค์หลวงปู่บุญส่ง
    ท่านได้ประกอบเหตุแห่งกุศลนำร่องให้กับทุกคน
    .
    .
    หลวงปู่ท่านเริ่มต้นประกอบเหตุให้กับทุกคน
    ได้สร้างบุญสร้างกุศลกันแล้ว
    หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาสาธุชนแล้ว
    ที่จะสานต่อกับสิ่งที่เป็นคุณค่าทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่ว่านี้
    .
    .
    มีน้อยทำน้อย มีมากทำมาก
    ไม่ต้องให้ตัวเองลำบาก
    ทำกันตามกำลังศรัทธาของตัวเอง
    .
    หลวงปู่ท่านไม่เคยบอกให้ลูกศิษย์
    ท่านเดือดร้อนเพราะการทำบุญ
    แต่ท่านจะบอกให้ทำด้วยปัญญาและการพิจารณา
    แล้วอานิสงส์มันจะเกิดขึ้นมาเอง
    นั่นแหละที่จะเรียกว่า "บุญ"
    .
    .
    ปีนี้หลวงปู่บุญส่งท่านอายุ 81 ปี แล้ว
    แต่ท่านยังไม่ได้หยุด ยังตะลอน ๆ
    ด้วยการนั่งรถยนต์
    ออกรับกินนิมนต์ไปทั่วประเทศ ขึ้นเหนือ ล่องใต้
    ภาคอีสาน ตะวันตก ตะวันออก
    .
    .
    หรือว่าที่ไหน ๆ ท่านก็ไปหมด
    เพราะว่าท่านจะนำบุญนำกุศลไปให้
    กับศิษยานุศิษย์ที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ
    .
    .
    ท่านใดได้เจอกับหลวงปู่
    ไม่ว่าสถานที่ไหน ๆ ก็ร่วมบุญกับท่านได้
    เพราะนี่คือบุญใหญ่อย่างที่ได้กล่าวไป
    และทำกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
    .
    .
    หรือว่าหากจะร่วมบุญกับองค์ท่าน
    ผ่านการโอนปัจจัยในทุก ๆ เดือน
    สำหรับการสร้างโบสถ์นี้ ก็สามารถทำได้
    ด้วยเพราะปัจจุบันยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว
    ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถร่วมบุญกับท่านได้
    .
    .
    *** โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบุญ
    สร้างอุโบสถได้ที่ *** บัญชีวัดโดยตรง ***

    .
    โบสถ์หลังนี้แม้เพียงร่วมบุญ
    อานิสงส์นั้นก็ครอบคคลุมทุกอย่างแล้ว
    เรียกว่า 3 in 1
    .
    .
    เพราะโบสถ์หลังนี้รวมไว้
    ทั้งโบสถ์ วิหาร และเจดีย์
    แต่คนกลับเข้าใจว่าคือโบสถ์อย่างเดียว
    แต่จริง ๆ แล้วนั้นรวมไว้ทั้ง 3 อย่าง
    .
    .
    ด้านในคือ "โบสถ์" มีพระประธาน
    ไว้ทำสังฆกรรม สำหรับภิกษุ
    .
    ส่วนด้านนอกคือ "วิหาร" ที่ยกพื้นสูงขึ้นมา
    ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะทำบุญ
    .
    และชั้นบนสุดของโบสถ์นี้ก็คือระเบียงคด
    และมี "เจดีย์" อยู่ด้านบน
    .
    .
    ซึ่งยอดของเจดีย์นั้น
    ห่อหุ้มด้วยทองคำแท้เหลืองอร่าม
    หลายกิโลกรัมที่เกิดจากศรัทธา
    ของสาธุชนที่นำมาถวาย
    (ที่เป็นสีทอง ๆ อยู่บนยอดตามภาพ)
    .
    .
    คิดดูแล้วกันว่าอานิสงส์มันมากเพียงใด
    สำหรับการถวายทอง
    สำหรับหล่อยอดของเจดีย์ที่ว่านี้
    โดยอานิสงส์การทำบุญถวายทองคำนั้น
    ก็มีปรากฎกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว
    .
    .
    กล่าวคือทำบุญโบสถ์ในแต่ละครั้ง
    ก็จะได้ครบ ทั้ง โบสถ์ วิหาร ลานเจดีย์
    ในครั้งเดียวนั่นเอง
    .
    .
    ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้
    กับความจริงของมหาอุโบสถ
    ของวัดสันติวนารามหลังนี้
    .
    ซึ่งหลวงปู่ท่านปรารภว่า
    ทำทีเดียวก็ให้ครบไปเลย
    โดยถือว่าเป็นความลึกซึ้งและแยบคายเป็นอย่างยิ่ง
    ที่จะให้ศิษยานุศิษย์ได้กุศลบุญโดยถ้วนทั่วกัน
    .
    .
    โดยสาธุชนยังสามารถร่วมบุญ
    กับหลวงปู่ท่านได้อยู่เรื่อย ๆ
    คนส่วนใหญ่จะเข้าใจเพียงว่าทำบุญกับท่าน
    ได้แค่โบสถ์
    .
    แต่จริง ๆ แล้วอานิสงส์นั้น
    มันครอบคลุมเลยทีเดียว
    ด้วยว่าท่านสร้างทั้ง 3 อย่าง นั่นเอง
    .
    .
    .
    หลวงปู่ท่านเคยบอกไว้ว่า
    .
    .
    " จำไว้นะ .. โบสถ์เราเสร็จเมื่อใด
    ....คนทั้งหลายที่มาช่วยในโบสถ์หลังนี้
    ให้อธิษฐานเอาเองเถิด...จะสำเร็จตามปรารถนาทุกอย่าง
    ที่ไม่เกินกฎแห่งกรรม ..."
    .
    .
    ถึงวันนั้นทุก ๆ คน ทุก ๆ ท่าน
    ก็ร่วมโมทนาโดยพร้อมเพียงก็แล้วกัน
    กับบุญกุศลที่ได้ทำในครั้งนี้ ...
    .
    .
    .
    .
    #สาธุอนุโมทนาบุญนะครับ
    #น้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า
    .
    สมาชิกทุกท่านสามารถเข้ามาหาข้อมูลของหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร และอุโบสถวัดสันติวนารามได้ที่เวปของทางวัด http://luangpuboonsong.com/web/
    .
    .
    หรือจะเข้ากลุ่มทางเฟส ชื่อ "หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร วัดสันติวนาราม ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

    28055796_10211108733260845_4170916210276540355_n.jpg 28699006_1711553995600245_1571832798549970867_o.jpg 1.jpg 2.jpg 3.jpg 4.jpg 6.jpg 7.jpg 8.jpg 9.jpg 10.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2018

แชร์หน้านี้

Loading...