"...แบบนี้ถูกหลัก หรือ ใช้ได้มั้ย ในการปฎิบัติ..."

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ฝันนิมิต, 1 ธันวาคม 2010.

  1. ฝันนิมิต

    ฝันนิมิต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    467
    ค่าพลัง:
    +547
    [​IMG]


    ฝึกสมาธิ มาได้ เกือบ ปี แล้ว แต่ไม่ได้อะไรสักอย่าง เค้าบอกจริตแบบไหน ทำแบบนั้น จนศึกษามาหลายอย่าง ฟังธรรมจากหลวงปู่บ้าง อ่านมาบ้าง และก้ ฟังนักปฎิบัติที่ปฎิบัติผ่านมาแล้วบ้าง จนตัวเอง เริ่ม งง ว่าจะทำไงดี เอาเข้าจริง เลยตัดสินใจ มาศึกษา สติปฐาน 4 และ ใช้ ทั้งหมด ที่เคยอ่านมา และเข้าใจมา ทำ ในชีวิตประจำวัน ก็ พอจะได้ผลบ้าง

    ยกตัวอย่างเช่น

    1.ตอนทำงาน ระหว่างงาน จะภาวนาไปด้วย ( พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ) ในใจไปตลอดระยะเวลางานที่ทำ แม้จะคิดไปเรื่อย แต่ก็ ภาวนาอยู่แบบนั้น ให้รู้ว่าภาวนาอยู่ จนมันไปหยุดอยู่ที่ เราคิด ตำหนิคนอื่นในใจ แล้วมันก็ขึ้นมาว่า
    " อ่าวเรานี้มีตัวมานะนี้นา ยกตนข่มท่านสะแล้ว" แล้วก็เริ่มภาวนาใหม่ พอเหนื่อย ก้ ระลึกรู้ การจับทุกอย่าง จับ ตัด หัน ได้ยิน มอง กลิ่น ทุกอย่าง แล้วแต่จะระลึกได้ทันตอนไหน แต่จะพยามระลึกให้ได้ เร็ว และ นานที่สุด

    2.ตอนทานข้าวที่ทำงาน เค้าจะทำอาหารน่าอร่อยให้กินเสมอ (เป็นคนไม่กินเนื้อสัตว์ เลือกไม่ได้เลยต้องบอกตัวเองว่า จงกินง่าย อยู่ง่าย)เคยได้ความรู้มาว่า ก่อนกินเราควร ถวายข้าวพระโดยมโนข้าวต่อหน้าเป็นเพรช และ น้อมจิตถวายข้าวพระก่อน แล้วถึงกิน ก็ลองดู เสร็จก็ พิจารณา ข้าวที่กินไปแต่ล่ะคำ รู้ว่ามันคืออะไร เคี้ยวแล้ว อ่ามันคือเนื้อไก่ หัวหอม เห็ด รสเผ็ด เค็ม หวาน อร่อย ยินดีว่าอร่อย เค็มจังวุ้ย ยินร้ายว่ามันไม่อร่อยมันเค้ม กินเสร็จ ก็ ดืมน้ำตาม เวลากิน มันจะเห็น ข้าวมัไหลลงคอ ลงท้อง น้ำเหมือนกัน แปลกดี เมื่อเสร็จก็จำอารมณ์อิ่มอร่อยมีความสุขตอนนั้น มโน ลูกแก้วใสสว่าง ที่ลิ้นปี่ตามหลวงปู่จรัญบอก แล้วกระจาย อารมณ์มีความสุข อร่อยนั้น ให้ คนที่ทำให้เรากิน นึกหน้าเข้า บอกขอบคุณเค้าในใจ แล้วให้เค้ามีความสุขกับเราด้วย และตามด้วย เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวร และ บิดา มารดา เพื่อนรวมงาน บุคคลที่มีตัวตน จะนึกหน้าพวกเค้าทั้งหมด

    3.เวลาเลิกงานเดินกลับบ้าน ก็จะระลึกรู้ ว่าเดินอยู่ เท้า ส้นเท้า รู้สึกตรงไหน เย้นตรงไหน อะไรที่มากระทบ
    รับรู้ หมด ไล่ไปเรื่อยๆในร่างกาย ลมหายใจ ไม่คิดเรื่องอื่นเลย มีบ้าง แต่ระลึกได้ ก็กลับมาเล่น กับร่างกายใหม่

    4. เคยมีครั้งหนึ่งที่อากาศข้างนอกหนาวมากจนตัวเองทนไม่ไหว ทำไงดี เลย มโน กองไฟเล็กๆ ที่ จุดเหนือสะดือตัวเอง แล้วภาวนาว่า "ไฟ ไฟ" แล้ว บอกว่า อุ่นหนอ ร้อนหนอ จนรู้สึกมันร้อน ข้างในจริงๆ (เรื่องจริงค่ะลองหลายครั้งแระ) เลยแผ่กระจายโดย มโนให้เป้นกระแส กว้างเหมือนแก้ว ครอบคนที่เดินข้างๆเราด้วย แต่มันต้อง สมาธิมั่นๆไม่วอกแวกจริงๆ พอ ไปเรียกอีกคนให้รีบตามมา มันดันเย้น จากข้างในแทน โอ้ววว รีบ มโนใหม่ พอทนไหว ถึงบ้านพอดี เกือบแย่ แต่ช้วยได้ - -*


    มีอีกเยอะ แต่ยกตัวอย่างแค่นี้ก่อนค่ะ - -*

    หมายเหตุ

    แต่ก่อนจะทำอะไรไม่ได้เลย แต่ฝึก สวดมนต์บท "พุทธคุณ ธรรมคูณ สังฆคุณ 108 จบ และพาหุงมหากา + มหาเมตตาใหญ่ "เดือน หนึ่งเต้มๆ มี ขาดบ้าง แต่ไม่กี่ครั้ง แต่ก่อนต้องจด ว่า กี่จบแล้ว ไม่ กี่วันก็ จดเอาไว้ที่กลางกระหม่อม

    ....ขอความเห็นด้วยค่ะ เพื่อไปปรับใช้ให้คล่อง และ ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท เพราะธรรมนั้น เป็นเหมือนยาสามัญประจำตน ที่เลือกมาใช้ดัดสันดาร และฝึกฝนตน ให้เป็นคนที่ควรค่าแก่การเกิดมาเป็นคน

    ...สาธุค่ะ....
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Photo0740.jpg
      Photo0740.jpg
      ขนาดไฟล์:
      110.4 KB
      เปิดดู:
      400
  2. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    24,213
    กระทู้เรื่องเด่น:
    53
    ค่าพลัง:
    +21,727
    ฝากกระทู้ข้างล่างเหล่านี้ให้คุณ มณีน้อย อ่านเเละฟังเเล้วกันครับ เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับคุณ มณีน้อย

    วิธีนั่งสมาธิขั้นเบื้องต้นของหลวงพ่อฤาษีลิงดํา

    http://www.palungjit.org/smati/books/index.php?cat=420

    อุปสรรคและวิธีแก้ไขในการทำสมาธิ

    http://palungjit.org/threads/อุปสรรคและวิธีแก้ไขในการทำสมาธิ.217531/

    เวปเรียนปริยัติธรรม on line เรียนฟรีครับ เข้าไปในเวปเเล้วดูที่ซ้ายมือครับ จะมีบทเรียนอยู่ ลองเรียนดูนะครับ จะได้เข้าใจถึงเเก่นเเท้ของพระพุทธศาสนาครับ

    http://www.buddhism-online.org/web/

    หากเข้าไม่ได้ ลองเข้าวันอื่นเเล้วกันครับ บางทีทางเวปเขา update อะไรอยู่ หรือลองเข้าอันนี้ก่อนก็ได้ เเต่อันที่สองนี่ต้องใช้ internet explorer เข้าครับถึงจะอ่านได้

    http://www.buddhism-online.org/Index1.htm

    ชั้นของสมาธิ ( ฟังกันหลงเรื่องนิมิตในสมาธิ )

    http://palungjit.org/threads/ขั้นของสมาธิ.1589/

    อาการของปีติ

    http://palungjit.org/threads/อาการของปีติ.1649/

    ส่วนเรื่องของการวิปัสสนา ผมขอเเนะนําหนังสือ 2 เล่มนี้ให้ไปอ่านครับ จะได้ปฏิบัติในด้านของการวิปัสสนาได้อย่างถูกต้องครับ

    1. หนังสือวิปัสสนาภูมิ เเละ หนังสือหนังสือสิ่งที่ดีที่สุด (เพื่อตัวเรา)

    เล่มนี้เป็นวิธีสอนการวิปัสสนาอย่างถูกต้อง เข้าไปในเวปที่ให้มาเเล้วเลื่อนลงไปเรื่อยๆจะเจอหนังสือครับ
    ส่วนหนังสือ หนังสือสิ่งที่ดีที่สุด (เพื่อตัวเรา) ก็เป็นหนังสือที่ดีมากๆด้วยเช่นกันครับ ไม่อยากให้พลาดกันครับ

    http://www.kanlayanatam.com/booknaenam_.htm

    2. หนังสือ สติปัฏฐาน ๔ ( หนังสือเล่มนี้สอนให้เราดูจิตของเราอย่างถูกต้องครับ ใครดูจิตได้ตามในหนังสือนี้ การบรรลุธรรมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเเน่นอน )
    เ้้ข้าไปเเล้วค่อยๆเลื่อนลงเเล้วหาดูครับ อยากให้อ่านครับ จะได้นําไปปฏิบัติได้อย่างถูกทางครับ

    http://www.kanlayanatam.com/booknaenam.htm

    หนังสือสมาธิเพื่อชีวิต
    รวบรวมคำสอนของครูบาอาจารย์
    เล่มนี้นั้นดีมากๆครับ อ่านเเล้วคิดได้ทุกหน้าเลย สนใจก็โหลดไปอ่านกันนะครับ เจริญในธรรมครับ

    http://dhammasatta.igetweb.com/index...ist&catid=1179

    ฝากหนังสือ " ชีวิตเป็นอย่างนี้ " ให้โหลดไปอ่านด้วยครับ เล่มนี้ดีมากๆครับ อ่านเเล้วคิดอะไรได้อีกหลายอย่างเเน่นอนครับ

    http://www.numthang.org/topic/3710/1/


    ฟัง เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน

    http://palungjit.org/threads/เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน.218/

    ฟัง เเละ อ่าน หนังสือ " นักโทษประหาร "
    http://audio.palungjit.org/forums/เสียงอ่านหนังสือ-นักโทษประหาร.3584/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 ธันวาคม 2010
  3. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    อยาก ทำถูก ก็ต้องถามคนที่ปฏิบัติได้ถูกมา ก่อน ได้ผลจริงแล้ว จึงจะแนะนำสั่งสอนได้ตรง

    ซึ่ง ก็มาถูกที่แล้ว

    การปฏิบัติธรรม ต่างๆ นาๆ เป็นไปเพื่อ การหยุด จิตใจเรา ให้ระงับไป ในทางพุทธศาสนา เรียกว่า นิโรธ คือ ดับ แต่ความดับนี้ จะดับได้อย่างไร หากว่าเรายังเร่งเครื่อง
    การเร่งเครื่องของเรา คือ ยิ่งทุกข์ ยิ่งเร่ง ยิ่งทุกข์ ยิ่งเพียร เรียกว่า รู้ทางเดิน แต่ไม่รู้วิธีหยุด เวลาเหนื่อย
    คนเรา ไปเจอกับสิ่งภายนอก ทั้งวี่ทั้งวัน จิตใจเจอแต่เรื่องราว ร้อยแปด จาก คนร้อยพ่อพันแม่ เรายังไม่เท่าทันจิตใจของเรา มันก็เกิด กระเพื่อม เป็นอารมณ์บ้าง

    สะสมไปเรื่อยๆ สุดท้าย แม้ไม่ต้องเจอใคร ใจมันก็กระเพื่อมเองไปตามความเคยชิน
    กลายเป็น นิวรณ์ ขึ้นมา


    ก็ขอวกกลับเข้าเรื่อง คือ

    ที่คุณปฏิบัติมา นั้นดีแล้ว แต่ขอ แนะนำ คือ หากเรามีสติไปทั้งหมด ก็เท่ากับ จิตของเราไปจับ กับ อาการรู้ทั้งหมด หากทำไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้มีสติ มองเห็นการกระทำของตนเองได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเสริมเข้าไป คือ

    ที่เรารู้ อาการทั้งหมดนั้น รู้เพื่ออะไร ลองถามตนเองซิ เมื่อเราถามตนเองแล้ว เราก็คอยสังเกตุด้วยว่า่ การที่เรารู้ทั้งหมด นั้น เรามีสติปัีญญาสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง หรือไม่ ว่า เราเห็นธรรมอะไรในนั้น

    ยกตัวอย่างให้ฟัง สมัยก่อนที่ผมเพียร มองดูทุกอริยาบท จ่อตรงนั้น จับตรงนี้ จับเวทนา จับจิต จับตัณหา จับไปหมด แต่มันคว้าน้ำเหลว แต่ก็ถือว่า มีประโยชน์ตรงที่ว่า ได้มองเห็น แต่สุดท้ายแล้ว หากธรรมะ ไม่เกิดในใจว่า สิ่งเหล่านั้น ไร้ประโยชน์ทั้่งนั้น ทำไมเราไม่วาง มัวแต่ไปจับทำไม จิตก็จะถอนจากการรู้ ในอาการเหล่านั้น เกิดเป็นธรรมขึ้นในใจ คือ วางได้

    นี้้ เราจะต้องพิจารณาแบบนี้ แต่ก่อนจะพิจารณา หรือ จิตจะถอนการรู้ได้ เราก็ต้องเพียรมองไปเรื่อยๆ แต่ให้มองเห็นว่า สิ่งที่เราไปรู้ นั้น เป็นอาการภายนอก ที่แปรปรวน อยู่ตลอด แล้วอบรมบ่มจิต ให้เห็นจริง ประจักษ์ ไม่ใช่ด้วยการไปสั่ง แต่ให้เหมือน คนตั้งใจมองดู พินิจพิจารณา วัตถุสิ่งของอย่างสนใจ ว่า หน้าตามันเป็นแบบใด มันใช้วัสดุแบบใด แล้วเราจะเห็นจริง ด้วยตัวเราเอง ในอาการของสมมติ ที่แปรปรวน

    ก็ขอให้โชคดี ในการปฏิบัติธรรม
     
  4. สัมมาสติ

    สัมมาสติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    72
    ค่าพลัง:
    +229
    จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติ คือ การพ้นทุกข์

    ทุกข์ หมายถึงสิ่งที่ทนได้ยาก

    ทุกข์เกิดจาก เครื่องเศร้าหมองของจิต อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง คือ กิเลส<O:p
    กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดจาก ความทะยานอยาก คือ ตัณหา<O:p
    ตัณหา ความทะยานอยาก เกิดจาก ความยึดมั่นถือมั่น คือ อุปทาน<O:p
    อุปทาน ความยึดมั่นถือมั่น เกิดจาก ความไม่รู้ คือ อวิชชา
    <O:pก็ อวิชชา ความไม่รู้ นี้แล เป็นสาเหตุให้มี ร่างกาย คือ ขันธ์ ๕
    <O:p
    ขันธ์ ๕ ร่างกายนี้ เกิดจาก กิเลส ตัณหา อุปทาน และ อกุศลกรรม<O:p
    ถ้าเราจะหน่ายทุกข์ ก็จงหน่ายที่ ร่างกาย เถิด
    <O:p
    การหน่ายร่างกาย คือ ละสักกายทิฐิ องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง ชี้ไว้ ๔๑ เส้นทาง แต่ละเส้นทาง ก็สามารถ ถึงที่สุดของความพ้นทุกข์ได้ คือ

    มหาสติปัฏฐานสูตร ๑ (ทุกจริต ปฏิบัติได้) เป็นแนวทางของ สุกกวิปัสสโก

    กรรมฐาน ๔๐ (ปฏิบัติตามจริต ๖ มี ๓๐ กอง จริตกลาง มี ๑๐ กอง) เป็น แนวทางของ สุกขวิปัสโก ถ้าจับ กสิน ด้วย ก็เป็นแนวทางของ เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฎิสัมภิทัปปัตโต ถ้าทำได้นะ

    ถ้าเราละ สักกายทิฐิ ได้แค่ตัวเดียว ครูบาอาจารย์ ท่านว่า ความเป็นพระอริยะ เหมือนหญ้าปากคอก
    <O:p
    ฉะนั้น ในเมื่อทาง มีถึง ๔๑ ทาง เธอจง ฉลาด เลือกทาง ซึ่งมีอยู่ ในการปฏิบัติ<O:p
    ตาม ระดับ สติ ปัญญา เหมือนคนไข้ เลือกยาที่จะรักษา ตัวเอง

    การทำสมาธิ ให้เกิดผล
    ลองสำรวจตัวเอง ว่าเรามี อิทธิบาท ๔ ครบหรือเปล่า มีศิลบริสุทธิ์หรือเปล่า มีพรหมวิหาร ๔ บ้างหรือเปล่า ถ้าจิตมีนิวรณ์ สมาธิไม่เกิด ถ้าจิตมีสมาธิ นิวรณ์ ก็ไม่เกิด (เหมือนเด็กเล่นกระดานหก)

    ในขั้นแรก ถ้าจะนั่งสมาธิ อย่าสวดมนต์นาน
    นั่งในท่าที่สบายที่สุดผ่อนกล้ามเนื้อให้หย่อน อย่าเกร็ง หลับตา ช้าๆ นะ หายใจเข้า-ออก ให้สุด ลึกๆ สัก ๔-๕ ครั้ง (ระบาย ลมหยาบ) เอาใจรู้ลม เข้า ออก ช้า ๆ (อย่าใช้ประสาทตาเพ่ง จะปวดหัว) ลมหายต้องปล่อย ตามธรรมชาติ นะ อย่าฝืนลม เมื่อลมหายใจ เรียบแล้ว ค่อยใส่คำภาวนา (เครื่องโยงจิต) ที่ชอบที่สุด สมมุติว่าชอบ พุทโธ นะ พอลมเข้า นึกว่าพุท ลมออก นึกว่าโธ ใช้ใจนึกนะ กำหนด รู้ตามอย่างเดียว ตัดความมอยากรู้ อยากเห็น ทั้งหมดอย่าเกร็งร่างกาย
    <O:p
    การฝึกสมาธิ ให้เกิดผล ไม่ว่าเราจะนั่ง ยืน เดิน นอน ได้หมด ลืมตา หลับตาไม่จำเป็น ให้มีสติ รู้ ลมหายใจ เข้าออก ไว้เป็นปกติ ตามโอกาสอำนวย จะนึกคำภาวนา หรือไม่ก็ได้ ให้มีสติรู้อย่างเดียว มันจะลืมบ้าง ก็ช่างมัน นึกมาได้ก็เริ่มใหม่ (เราฝึกที่จิต ไม่ได้ฝึกร่างกาย )
    <O:p
    และ หมั่น พิจารณา กฏของไตรลักษ์ เพื่อหาทุกข์ ไว้เนืองๆ เป็นประจำ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา อย่างเช่น

    ความเจ็บไข้ ไม่สบาย เป็นทุกข์ จริงมั้ย ?
    <O:p
    ร่างกายเรา เดินเข้าหาความ เสื่อมสลาย จริงมั้ย ?<O:p

    ทุกวันนี้ เราเดินเข้าหา ความตาย อยู่ทุกวัน จริงมั้ย ?
    <O:p
    ความตาย ย่อมมีกับเรา แน่นอน จริงมั้ย ?
    <O:p
    เราต้องพลัดพราก จากของรัก ของชอบใจ มันเป็นทุกข์ จริงมั้ย ?
    <O:p
    เมื่อเราตาย สมบัติที่เรามีอยู่ ย่อมเป็นสมบัติโลก จริงมั้ย ?

    อุจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำหนอง สเลด น้ำลาย ฯลฯ มันสกปก จริงมั้ย ?

    ของเหล่านี้ มีมาในร่างกายเรา และ ร่างกายคนอื่น จริงมั้ย ?

    อันนี้เป็นตัวอย่างของการหาทุกข์ นะ คือมองอะไร ให้เห็นตามความเป็นจริง โยงเข้าหากฏของไตรลักษ์ ถ้าทำได้ แก่นของศาสนา เป็นของไม่ยาก
    เวลาทำ อย่าอยาก ทำในท่าสบายๆ แต่ถ้าอยากเห็นความเป็นทิพย์ ค่อยมาว่ากันใหม่ เอาตรงนี้ก่อน<O:p
    การหาทุกข์ เพื่อน้อมนำสู่ นิพพิทาญาน และ สังขารุเปกญาน เพื่อก้าวสู่ โคตภูญาน นำไปซึ่ง อริยมรรค อริยผล

    ค่อย ๆ อ่าน และ ปฏิบัติดูนะ ที่ทำน่ะ ถูกแล้ว แต่ยังไม่ครบ นะ ที่สุดของการปฎิบัติ คือความพ้นทุกข์ แต่ที่ทำอยู่ น่ะ อยู่ในขั้นฝึกจิต ยังไม่ประหานกิเลส แต่เป็นเพียงข่มกิเลส ด้วยสมาธิ ยังขาดการพิจารณา

    อย่างที่หนู ปฏิบัติอยู่ ในมหาสติปัฎฐาน (ทั้งหมดมี ๔ หมวด กาย เวทนา จิต ธรรม) ในแค่หมวด ของกาย (กายานุปัสนา) ก็ยังไม่ครบ เอาย่อ ๆ นะ

    อานาปานสติ หนูทำแล้ว
    อิริยาบท หนูทำแล้ว
    สัมปชัญญะ หนูทำแล้ว
    ธาตุ ๔ หนูยังไม่ได้ทำ (ถ้าเทียบกรรมฐาน ๔๐ ก็คือ จตุธาตุวัฎฐาน)
    ปฏิกูล หนูยังไม่ได้ทำ (ถ้าเทียบกรรมฐาน ๔๐ ก็คือ กายานุสสติ)
    นวสี หนูยังไม่ได้ทำ (ถ้าเทียบกรรมฐาน ๔๐ ก็คือ อสุภกรรมฐาน)

    ในสิ่งที่หนูยังไม่ทำ คือตัวประหานกิเลส นะ โดยการโยงเข้าหา กฏของไตรลักษณ์ และ อริยสัจน์ ๔ ความลังเลสงสัยเป็นนิวรณ์ นะ
     
  5. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    เวลาเราไปฟังธรรมจากพระ ท่านก็ให้ ข้อศีล ข้อวัตร รับมาปฏิบัติ

    แน่นอนหละครับว่า ท่านก็ให้ไว้หลายข้อ แต่ละข้อมีความแตกต่าง แต่ก็ล้วนแต่
    ให้ความดีงามกับเราทั้งนั้น แต่....มันสงสัย

    ความ สงสัยในข้อวัตรที่รับมาปฏิบัติหลายๆข้อนี่ ก็คือว่า สงสัยว่าจะทำไม่ได้ครบ

    ที่สงสัยหรือดำริไปว่า เกรงจะทำได้ไม่ครบ ก็เลยพลอยให้สงสัยว่า จะไม่สำเร็จตามมาอีก

    พอสงสัยว่าจะทำไม่สำเร็จ ก็พลอยดำริไปอีกว่า เราจะดีไม่ได้

    พอดำริว่าเราจะดีไม่ได้ ก็พลอยให้เกรงว่า จะไม่มีหน้าไปสู้พระ

    ดู๊ดู มันค่อยๆลากเราให้ออกห่างจากการได้รับธรรมะ เพียงแค่ เผลอดำริไป

    * * * * *

    ก็ไม่แปลกอะไรครับ เหตุใหญ่ๆคือ การปรากฏของจำนวนข้อวัตร ที่ดูเหมือน
    มีหลายข้อที่เราคล้ายๆว่า จะทำตามไม่ได้ และเพราะความรักต่อตัวเองเลยหัน
    ไปปรักปรำว่า "ข้อวัตรเหล่านั้น มันใช้ได้หรือไม่ได้"

    เวลาเจออะไรมากๆ แล้ว ชักงงๆ ขึ้นมา ขอให้ยกดูภาพรวมๆครับ เพื่อที่ว่ามัน
    จะได้เหลือเพียงข้อเดียว พอเราแลเห็น ทั้งหมดมันมีเพียงข้อเดียว เราจะรู้ว่าเรา
    ทำมันอยู่ได้ครบทุกข้อในเวลาเดียวได้ด้วย

    จาก 4 ข้อดังกล่าว เราจะเอาอะไรเพียงข้อเดียวมารองรับ ผมเคยสดับธรรมะ
    ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านหัวเราะแล้วพูดสอนง่ายๆว่า

    "นันทิราคะ" พระพุทธองค์สอนให้อย่าเผลอเพลินในสิ่งเหล่านั้น ( ข้อ 4 นั้นแปลกหน่อย
    เพราะมันเป็น ความเผลอในความไม่อยากเป็น[ไม่อยากหนาว] และดูไม่เหมือนคำสอนที่มา
    จากพระ น่าจะเป็นความเห็นส่วนตัว )

    ก็จะเห็นว่า ชีวิตประจำวันของฆารวาสนั้น ธรรมที่เป็นอาการ "เผลอเพลิน" นั้น
    เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่ปรากฏตลอดเวลา เราก็เอา สภาพธรรมที่ปรากฏอยู่
    ตลอดนี้แหละเอามาเป็นเครื่องมือภาวนาเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป เราจะค่อยๆเห็นสภาพ
    ธรรมที่เรียกว่า "เผลอเพลิน(นันทิราคะ)" มันมีอยู่ในชีวิตเราส่วนใหญ่จริงๆ แล้ว
    หากเรายกมาใส่ใจใครครวญแล้ว ความเพลินเหล่านั้นจะสั้นลง ก็เท่ากับตรงตาม
    พุทธโอษฐ์ที่ตรัสสั่งว่าอย่าเผลอเพลิน ดังนั้น "เผลอแล้วรู้ เผลอแล้วรู้" ก็เป็นเรื่อง
    ของการกำจัด "นันทิราคะ" ให้ออกไปจากจิต ค่อยๆทำ รู้เนืองๆ ย่อมละความ
    เพลิน(สันดาน--อาสวะ)เสียได้ ย่อมมีสุคติเป็นที่พึงหวังครับ



    "ย่อมมีสุคติเป็นที่พึงหวัง" เป็นสำนวนในพุทธธรรม หากพูดภาษาปัจจุบันก็คือ "ไช้ได้" ไง

    แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ และ ก็ขอเพิ่มว่า ยังไงก็อย่าเอาแต่ "ไช้ได้" นะครับ เพราะมันมี
    อีกสำนวนว่า "ใช้เป็น" คำว่า ใช้เป็นนี้แปลกลับไปยังสำนวนพุทธธรรมก็จะได้วลี
    ว่า "ย่อมมีความสงบเป็นที่พึงหวัง"

    คือ เปลี่ยนคุณภาพจาก "สุคติ" ไปเป็น "สงบ" อันนี้จะแจ่มกว่า ส่วนวิธีการก็ใช้
    อย่างเดิมใน 4 ข้อนั้นแหละ เพียงแต่ว่า ทำเป็นได้ทั้งหมดแล้ว ก็เท่านั้นเอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 ธันวาคม 2010
  6. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    267
    ค่าพลัง:
    +1,431
    อนุโมทนาครับ
    ถูกต้องแล้วครับ

    ให้มั่นใจในทางเดินในการปฏิบัติของตนครับ
    ให้หนักแน่นในธรรมนี้ต่อไปนะครับ......
     
  7. ฝันนิมิต

    ฝันนิมิต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    467
    ค่าพลัง:
    +547
    ...ขอบพระคุณ ที่ ลุง พี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาว และท่านผู้ประเสิรฐ ที่กรุณา สั่งสอน ในการปฎิบัติ...

    อ่านแล้วมีกำลังใจมากเลยค่ะ มากสะจนทำให้เรา ระลึกไว้เสมอว่า สติเป็นด่านสำคัญ ที่จะทำอะไรก็ตาม การมีขุนผลที่เก่งกาจ จะสู้รบกับกิเลสได้ก็คือตัว "สติ" นี้เอง จะ ตั้งใจ ไม่เคร่งเกิน ไม่หย่อนเกิน มีความเพียร แต่ทำอย่างไม่ประมาท เหมือนนั่งเรือ แต่ไม่ปล่อยเรือตามกระแสน้ำ ตอนนี้ได้แต่ " รู้ " แต่ความชำนาญนั้นยังห่างไกลคงต้อง ทำต่อไป จนกว่าจะ หยุดหมดทุกอย่าง ( กิเลส)

    ...ขออนุโมทนาทุกท่านที่เมตตาค่ะ...

    มีอันใดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจะมาเล่าให้ฟัง และขอคำชี้แนะจากทุกท่านผู้ประเสริฐค่ะ

    ...สาธุ....
     

แชร์หน้านี้

Loading...