แปลกไหม เจอพระสงฆ์เหมือนในนิมิต

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ผู้ตามหา, 28 กรกฎาคม 2013.

  1. ผู้ตามหา

    ผู้ตามหา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2009
    โพสต์:
    408
    ค่าพลัง:
    +818
    แปลกไหม....เรื่องมีอยู่ว่า

    เหตุการณ์แรกเมื่อเช้าของวันที่ 27/07/2556 ประมาณตีสามกว่า ๆ ตื่นมาเข้าห้องน้ำแล้วมานอนต่อโดยจับภาวนา เตโชกสิณัง เพราะฝึกกสินอยู่ (ยังงู ๆ ปลา ๆ อยู่) สักพักเหมือนจิตคล้อยจะหลับเหมือนเกิดนิมิตว่ามีงูจงอางตัวใหญ่เลื้อยขึ้นตัวมาแผ่แม่เบี้ยตรงหน้านานสักพักแล้วเลื้อยขึ้นบนหัว รู้สึกกลัวมากจนหางงูที่เลื้อยผ่านตัวผ่านหน้าไปบนหัวแล้วหายไปเลยแทนที่จะลงไปด้านล่างทำเอาฉงนทีเดียว ลืมตาขึ้นมาดูรอบ ๆ ไม่เห็นมีอะไรเลยคิดว่าฝันไปแต่ใจนึงคิดว่าไม่ฝันแน่ ๆ เพราะจิตยังระลึก เตโชกสิณัง อยู่ พอรุ่งวันใหม่ไม่รู้จับพลัดจับผลูยังไงอยากไปไหว้หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่อยุธยา ก็เลยไปเลยโดยไม่คิดอะไร แต่พอไหว้หลวงปู่ทวดครั้งแรกเหมือนมีอะไรมากระทุ้งว่ามาตามนิมิตแล้ว พอไหว้เสร็จนั่งมององค์หลวงปู่ทวดแบบ งง ๆ อยู่นานทีเดียว....

    เหตุการณ์ที่สองเหมือนเดิมครับเช้าวันที่ 28/07/2556 ช่วงเวลาเดียวกันก้อภาวนาเหมือนเดิม เกิดเหมือนนิมิตอีกว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งมาหา มาคุยไปเรื่อย ๆ เราก็ภาวนาอยู่ ยิ่งภาวนายิ่งไม่เกิดผล เพราะท่านคุยไปเรื่อย เลยละภาวนาแล้วเข้าไปหาท่านแล้วถามท่านว่า "สอนกสินไฟผมหน่อยได้ไหมครับ" ท่านมองหน้าแล้วยิ้ม ๆ ไม่พูดอะไร เราก็นั่งมองหน้าท่าน แล้วก็เหมือนจะหลับไปเลย พอเช้ามาเลยขับรถไปที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ไปไหว้พระและทำสมาธิเพราะเป็นสถานที่สงบ ใจไม่ได้คิดเรื่องฝัน(นิมิต)เลย พอนั่งสมาธิที่เจดีย์เรียบร้อยแล้วเลยเดินไปรอบ ๆ วัดไปทางสถานที่ภาวนาของพระสงฆ์ด้วยความไม่รู้ว่าห้ามเข้าก็มีคุณพี่ท่านนึงมาทักว่าเข้าไปกว่านี้ไม่ได้แล้วนะครับได้แค่นี้ เราก็หันไปมองทางต้นเสียงก็ตอบไปว่าขอโทษครับผมแค่อยากเห็นกุฏิพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่เจี๊ยะ ตอนท่านดำรงค์ธาตุขันธ์อยู่ คุณพี่ท่านนั้นก็เลยบอกว่านี่ไงครับหลังนี้ที่มีพระท่านนั่งอยู่ ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เจี๊ยะ เข้าไปกราบได้ครับ ผมก็เลยเดินเข้าไปกราบท่านแบบสำรวมไม่กล้ามองท่านเท่าไหร่ พอกราบเสร็จท่านทักว่ามาจากไหน เราก็เงยหน้าไปมองท่าน ตกใจเลยเหมือนที่เห็นในฝัน (นิมิต) ไม่ผิดเพี้ยน ขนลุกซู่เลย สนทนากับท่านเพียงสั้น ๆ ไม่กล้ารบกวนมาก เลยกราบลา ท่านก็ให้หนังสือประวัติหลวงปู่เจี๊ยะมาหนี่งเล่ม....

    ผมทั้งแปลกใจทั้งดีใจทั้งฉงนสนเทห์ ใครเคยเป็นบ้างครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 กรกฎาคม 2013
  2. ขอนไม้แห้ง

    ขอนไม้แห้ง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    228
    ค่าพลัง:
    +1,618
    สิ่งที่แปลกกว่านี้ยังมีอีกเยอะครับ
     
  3. Workgroup

    Workgroup เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +1,950
    อนุโมทนา สาธุ ฝึกต่อไป ครับ

    แนะนำเพิ่มเติมนะครับ

    จับ กสิณ หรือจับรูปทรงอารมณ์ เตโช ตาเพ่งหลอดไฟสีส้มหรือเปลวไฟ หรือ เปลวเทียน แล้วหลับตานึกถึงหลอดไฟสีส้ม หรือ เปลวไฟ หรือ เทียน ภาวนา เตโชกสิณัง จนจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่วอกแวกไม่รู้ลมหายใจภาพกสิณชัดเจน
    ท่านว่าจิตเข้าถึงฌาน 4 พอถึงฌานที่ 5 ก็เป็นจิตเฉยมีอุเบกขาอยู่กับภาพกสิณต่างๆ ที่จิตจับเอาไว้

    เพ่งกสิณ ลืมตา ห้าวินาที แล้วก็ หลับตา ห้าวินาที ทำสลับ ประมาณ 10 ครั้ง จน จับรูปกสิณได้ ในเวลาหลับตา พอได้ แล้วก็ มานั่งจับ เตโชกสิณัง หรือ พุทโธ ตามลมหายใจเข้าออก แล้ว ก็ ทรง อารมณ์รูปกสิณ ไปในเวลาเดี่ยวกัน สาธุเจริญธรรม ครับ
     
  4. บุรุษไร้เงา

    บุรุษไร้เงา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,437
    ค่าพลัง:
    +35,909
    ที่แปลกคือเพราะเราพึ่งเคยสัมผัสนี่ก็ส่วนหนึ่งครับ..
    และอาจคิดว่าจะมีคนเคย
    สัมผัสเหมือนเราหรือเปล่านี้ก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะเป็นกันได้ทุกคนครับ
    นี่ห้องอภิญญา-สมาธินะ....ไม่ใช่ห้องพุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มต้น
    ฮ่าๆๆ ล้อเล่นคับ แอบแซวเล็กน้อย.

    .นิมิตรที่เกิดแบบคุณเท่าที่ดูจะเป็นแบบโดยบังเอิญ
    และที่เข้าสู่สภาวะที่เราเข้าใจว่าจิตเกิดความเป็นทิพย์พอดี.คือ
    ภาวนาแล้วเผลอหลับส่วนตัวเรียกว่านิมิตรฝัน.พอรู้สึกตัวก็คือจิตเข้าสู่สภาวะเป็นทิพย์
    .ด้วยกำลังสติที่สร้างจากคำภาวนาที่ภาวนาไป...แล้วก็หลับแบบปิดสวิทย์

    และจิตกลับมาเข้าสู่ความเป็นทิยพ์โดยบังเอิญ..กำลังสติตัวนี้ก็เลยทำ
    ให้ระลึกถึงคำภาวนาสุดท้ายขึ้นมา.แต่เราจะเข้าใจว่าตนทำสมาธิขาดตอน.
    จริงๆอาการแบบนี้ทั่วๆไปก็เกิดขึ้นได้ครับ.เพียงแต่ของคุณเกิดหลังจากภาวนา
    และได้พบนิมิตรในทำนองนี้เลยอาจเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกเพราะไม่เคยนั่นเอง
    ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ.
    และด้วยการระลึกถึงคำภาวนานี่เองจึงเป็นเหตุให้อยู่ในอารมย์นี้ไม่นานพอจิตเริ่ม

    เชื่อมประสานกับกายจึงหลุดออกจากอารมย์ตรงนี้.พอตื่นมาจึงค่อนข้าง
    แยกได้ยากว่านิมิตรฝันหรือนิมิตรเพราะกำลังสมาธิกันแน่.เพราะกำลังสติ
    ทางธรรม ณ จุดนี้ยังมีไม่เพียงพอเท่านั้นเอง.
    และการเข้าออกสมาธิไม่ได้เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง

    จริงแล้วนิมิตรฝันแบบนี้เรียกว่าฝันแบบ
    บุพนิมิตรหรือฝันที่เทพเทวดาทำให้ฝันเพราะว่าเข้าไปอยู่ร่วม
    ในเหตุการณ์โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว.ซึ่งฝันในทำนองนี้มักจะบอกเรื่องราว
    ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับทางธรรม การปฏิบัติ
    และสัมผัสที่เคยเกี่ยวข้องกับครูบาร์ในอดีตชาติ
    ที่เคยมีสัมพันธ์กันมาเด่วในอนาคตจะทราบได้เอง
    หรือว่าบอกลางสังหรณ์เพื่อเตื่อนภัย
    ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆที่เรามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดด้วยคับ
    สำหรับกรณีอย่างคุณถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีคับที่เห็นแบบนี้ได้


    .และถ้าไม่หลับแล้วเป็นกรณีที่เรานั่งสมาธิอยู่....นิมิตรที่เกิดจากสมาธิ.การไปอยู่ในเหตุการณ์
    ต่างๆจะไม่ใช่ว่าไม่รู้ตัว.แต่จะเป็นแบบไม่ทันตั้งตัวในกรณีที่กำลัง
    สติทางธรรมเรายังไม่มาก
    (สติทางธรรมตัวนี้คือตัวที่สร้างจากการเจริญสติรูปแบบ
    ต่างๆที่มีฐานอยู่ที่กายเป็นตัวที่จะควบคุมจิตในกรณีอย่างนี้
    และเป็นตัวความคุมไม่ให้เกิดความคิดอกุศลต่างๆเวลาลืมตาไม่ใช่แบบที่ใช้ความจำนะคับ
    )
    .ถ้ามากพอจะทราบตลอด.และการปรากฏ
    ของพระสงฆ์จะปรากฏอยู่ตรงหน้าในตำแหน่งกลางหน้าฝาก
    และปรากฏขึ้นทันทีเห็นทั้งองค์ หรือในกรณีที่ท่านปรากฏเป็นธรรมกายท่านก่อน
    ถึงจะค่อยปรากฏเป็นอีกองค์เพื่อให้เราจำได้
    และการปรากฏตรงตำแหน่งนี้แล้วท่านจะนิ่ง.
    ถ้าเป็นเทพมีฤิทธิ์จะเยื้องกลางหน้าฝากไปด้านขวาเล็กน้อย
    ถ้าเป็นญาติเราที่เปลี่ยนภพภูมิไปแล้วและไปภพภูมิที่ดีถ้าเค้าแวะมาหา
    หรือบอกลาก็ตำแหน่งนี้แต่จะลอยเข้ามาตรงๆ

    .และอีกกรณีคือท่านจะลอยแบบโค้งๆมาจากทางศรีษะเราทางด้านขวาในมุมสูง
    .ส่วนถ้าเป็นพระพุทธฯจะมาทางเดียวกันแต่มุมจะสูงกว่าและเร็วกว่า

    แต่ไม่ว่าจะปรากฏอย่างไรก็ตาม.ยังไม่ควรที่จะต้องสนใจในตอนนี้
    ..ไม่ว่าจะนิมิตรฝัน หรือนิมิตรจาก
    การนั่งสมาธิถ้าลืมตาแล้วเราไม่ทราบคำตอบในทันที ณ ตอนนั้น.ให้เลิกสนใจ
    และไม่ต้องนำกลับมาคิดเลย.และให้สร้างสติในชีวิตประจำวันให้ต่อเนื่อง
    หากเก็บมาคิดและยังลังเลสงสัยเพื่อที่จะค้นหาคำตอบ
    จะทำให้เราไม่ทราบวัตถุประสงค์ของการปรากฏให้เห็น และส่งผลต่อ
    การปฏิบัติเราให้ช้าลง จุดนี้เป็นอีกจุดที่ขอฝากทิ้งไว้ อาจเป็นจุดที่คุณอาจคาดไม่ถึงก็ได้คับ....
    .​
     

แชร์หน้านี้

Loading...