แม็กกอต เธอราปี...

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย paang, 11 สิงหาคม 2005.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,316
    [​IMG]
    หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่า หนอนใช้รักษาบาดแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ และแผลจากเบาหวานได้ เจ้าหนอนตัวเล็กๆ เหล่านี้จะอยู่ในถุงผ้าก๊อซปิดแผลสำเร็จรูป เพื่อใช้กำจัดเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว พร้อมกันนั้นก็สร้างเนื้อเยื่อใหม่


    500 ปีก่อนคริสตกาลที่นครรัฐเอเธนส์ 'ฮิปโปเครติส' บิดาแห่งการแพทย์ของโลกยุคโบราณ ได้คิดค้นนำประโยชน์จากอันตรายของสารหนู มาช่วยในการรักษาบาดแผลบางชนิดให้กับผู้ป่วย

    พิษร้ายของงูหลายชนิด มนุษย์สามารถนำไปสกัดทำเป็นเซรุ่มแก้พิษ

    ฟอร์มาลีน ที่พ่อค้าแม่ค้าบางกลุ่ม นำไปใส่ผักผลไม้เพื่อความสดใหม่ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคนั้น สำหรับทางการแพทย์แล้วมันกลับมีประโยชน์ไม่น้อย ในการรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อย แม้แต่ มอร์ฟีน สารเสพติดที่สกัดมาจากฝิ่น ก็ยังถูกนำมาใช้เพื่อลดอาการบาดเจ็บจากการรักษา ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

    ตัวอย่างเล็กน้อยเหล่านี้ เทียบกันไม่ได้เลยกับการค้นพบคุณประโยชน์จากสิ่งต่างๆ ที่เราอาจคาดไม่ถึง ว่าจะสามารถช่วยยื้อชีวิตเอาไว้ หรือทำให้สุขภาพดีขึ้นกว่าเดิมได้ ทั้งหมดล้วนเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งของวงการแพทย์ทั่วโลก นับแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

    แล้วจะแปลกอะไร? ถ้า หนอนแมลงวัน ที่หลายคนรังเกียจเดียดฉันท์ เห็นว่าเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค วันหนึ่งจะกลายมาเป็นเครื่องมือในการรักษาบาดแผลที่อาจทรงประสิทธิภาพไม่น้อยไปกว่านวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่

    ที่มาของหนอนบำบัด

    หากบอกว่า หนอนแมลงวัน ถูกนำมาใช้ในการรักษาและให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ อาจไม่มีใครเชื่อ แต่จากผลการวิจัย และข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆ มากมาย ทั้งในยุโรป อเมริกา และแม้แต่เอเชีย ส่งผลให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก รวมทั้งวงการแพทย์เมืองไทย

    การรักษาแผลด้วยหนอนบำบัด หรือ Maggot Therapy นั้นเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่มนุษย์ค้นพบมานับพันปีแล้ว ผู้ที่เห็นถึงคุณสมบัติพิเศษของหนอนเหล่านี้เป็นครั้งแรก ก็คือชนเผ่า อะบอริจิ้น ในประเทศออสเตรเลีย ใช้เจ้าหนอนแมลงวันหรือแม็กกอต ในการทำความสะอาดแผลหนองหรือแผลเน่าติดเชื้อ และถ่ายทอดความรู้นี้จากบรรพบุรุษสืบทอดไปยังทายาทในรุ่นต่อๆ ไปด้วย

    แต่สาเหตุที่ทำให้วงการแพทย์ยอมรับ รวมทั้งหันมาให้ความสนใจเจ้าแม็กกอต สืบเนื่องมาจากการค้นพบ บันทึกการรักษาด้วยหนอนแมลงวันของศัลยแพทย์ทหารนามว่า ดร.บารอน โดมินิค แลร์รีย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าแพทย์และแพทย์ประจำพระองค์ของกษัตริย์ นโปเลียน โบนาปาร์ต เมื่อปี ค.ศ.1829 ที่สังเกตพบว่า บาดแผลของทหารซึ่งเต็มไปด้วยแม็กกอตนั้น เริ่มมีเนื้อเยื่อสีชมพูเกิดขึ้น นับแต่นั้นแม็กกอตจึงถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นตามโรงพยาบาลในอเมริกา โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

    จากนั้นในปี 1929 นายแพทย์ วิลเลียม แบร์ ศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่ Johns Hopkins School of Medicine ได้ทำการก่อตั้ง วิธีการรักษาด้วยหนอนบำบัดสมัยใหม่ขึ้น และได้รับความนิยมมากในช่วงปี ค.ศ.1940 ส่งผลให้โรงพยาบาลกว่า 300 แห่งในสหรัฐอเมริกาใช้วิธีนี้รักษาบาดแผลของผู้ป่วย

    แต่หลังจากที่มีการคิดค้นยาปฏิชีวนะขึ้น การรักษาด้วยหนอนแมลงวันจึงค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง กระทั่งปี ค.ศ.1995 ประเทศเยอรมนี ได้ฟื้นฟูการรักษานี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาแผลเรื้อรังของผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมทั้งแผลเรื้อรังจากสาเหตุอื่นๆ อาทิ แผลไฟไหม้ ซึ่งปัจจุบัน แม็กกอต เธอราปี เป็นที่นิยมกันมากในยุโรปและอเมริกา (ข้อมูล จาก BioMonde Fly Larvae "Optimum Treatment for Chronic Wounds)

    ใช้รักษาเนื้อเยื่อที่ตาย

    สำหรับการรักษาในเมืองไทย น.พ.บุรินทร์ หวังจิรนิรันดร์ ศัลยแพทย์โรงพยาบาลนพรัตน์ ได้ทดลองใช้การรักษาด้วยหนอนบำบัด ตอนแรกนำมาใช้กับผู้ป่วยที่มีบาดแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลจากเบาหวาน หรือจากสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้บริเวณที่เป็นบาดแผล เกิดเป็นลักษณะเนื้อตาย

    "การรักษาในปัจจุบันทำได้ด้วยวิธีผ่าตัด แต่วิธีดังกล่าวก็ก่อให้เกิดปัญหา คือ เนื้อดีบางส่วนอาจต้องถูกตัดไปด้วย ผู้ป่วยเสียเลือดมาก รวมทั้งบางรายต้องทำการผ่าตัดหลายครั้ง ซึ่งกรณีเหล่านี้ การรักษาโดยหนอนบำบัดสามารถช่วยได้ เพราะหนอนสามารถกำจัดเนื้อตายได้ตลอดเวลา โดยที่คนไข้ไม่ต้องดมยาสลบ นอกจากนี้ น้ำย่อยของมันยังสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การใช้หนอนบำบัด นอกจากขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์แล้ว จะถือเอาความยินยอมและทัศนคติของคนไข้เป็นสำคัญ"

    คุณหมอคนเดิม เล่าว่า ตั้งแต่ทำการรักษาด้วยหนอนบำบัด คนไข้ส่วนใหญ่สงสัยและไม่แน่ใจในวิธีนี้ กลัวว่า หนอนจะไชเข้าไปในร่างกายบ้าง กลัวว่าหนอนจะกลายเป็นแมลงวันบ้าง กลัวว่าจะกัดกินเนื้อดีส่วนอื่นๆ บ้าง ข้อสงสัยและความหวาดกลัวที่ว่ามา หมอบุรินทร์มีคำตอบ

    "ไม่ต้องกังวลครับว่า หนอนจะไชเข้าไปในอวัยวะต่างๆ เพราะมันถูกบรรจุไว้ในแพ็คเกจมีความปลอดภัย ไม่สามารถหลุดออกมาได้ แต่แพ็คเกจนี้จะไม่ทึบ เพื่อให้หนอนมีอากาศหายใจ แล้วมันจะกลายเป็นแมลงวันหรือไม่นั้น ตอบได้ว่าวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันชนิดนี้จะใช้เวลา 14 วันในการเจริญเติบโตเป็นแมลงวัน

    แต่ระยะที่เรานำหนอนมาใช้ทำการรักษา เป็นระยะที่เพิ่งออกมาจากไข่ และใช้เพียง 3 วันเท่านั้น ในการปิดแผลแต่ละครั้ง หนอนจึงไม่สามารถกลายไปเป็นแมลงวันได้ ส่วนความกลัวในเรื่องที่ว่า หนอนจะกัดกินเนื้อส่วนที่ดีนั้น ไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ เพราะธรรมชาติของหนอนชนิดนี้ มันจะกินเฉพาะเนื้อเยื่อที่ตายแล้วเท่านั้น ไม่กินเนื้อดี"

    อาจเป็นเรื่องยากในการตัดสินใจเพื่อใช้หนอนรักษาโรค เพราะวิธีการรักษาแบบนี้ไม่เคยปรากฏในเมืองไทย ช่อเพชร ลุลิตานนท์ บุตรสาวของ ไพศรี เพ็ชร์ชูวาตี เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจใช้แม็กกอต รักษาบาดแผลของมารดา รวมทั้งกล่าวถึงผลการรักษาด้วยว่า

    "คุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แล้วต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียม จึงนำคุณแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช การผ่าตัดก็ผ่านไปด้วยดี แต่ผลกระทบ คือ การที่คุณแม่ต้องนอนนิ่งๆ เป็นเวลานานจึงทำให้เกิดแผลกดทับที่บริเวณสะโพก เป็นเนื้อตาย กอปรกับเลือดไหลเวียนไม่ดี จึงทำให้แผลลึกมากขึ้น"

    "เมื่อแผลเนื้อตายลามมากขึ้น คุณหมอก็ต้องเล็มออก ยาสำหรับผู้ป่วยใส่ลิ้นหัวใจเทียมที่คุณแม่ต้องรับประทานนั้น ด้วยคุณสมบัติของยาที่ป้องกันไม่ให้เลือดแข็งเป็นลิ่ม ส่งผลให้หลังจากผ่าตัด เลือดไหลเวียนไม่ดี แผลที่คุณแม่เป็นก็ยิ่งลึกมากขึ้น ซึ่งแผลกดทับตรงส่วนที่เป็นเนื้อตายนั้น ทุกครั้งที่ไปเล็มออก เลือดก็จะไหลไม่หยุด เพราะการเล็มเนื้อตาย จะต้องเล็มไปให้ถึงในส่วนของเนื้อดีด้วย"

    ช่อเพชร เล่าต่อว่า คุณหมอแผนกศัลยกรรมที่ทำการรักษามารดาของเธอในตอนนั้น คือ น.พ.สมชาย ศรียศชาติ เห็นควรให้ไพศรี มารดา ใช้วิธีการรักษาด้วยหนอนบำบัด

    "แรกๆ ก็ไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือเปล่า แต่คุณหมอก็อธิบายให้ฟังว่าเคยรักษาแบบนี้มาแล้ว และทางโรงพยาบาลศิริราชเองก็ทำการวิจัยแล้ว ศึกษาถึงผลการรักษาของต่างประเทศอย่างละเอียด กับคนไข้ที่เป็นคนไทยเอง ก็ไม่พบอันตรายแต่อย่างใด เราเองเห็นว่าการรักษาด้วยวิธีนี้น่าจะได้ผล จึงตัดสินใจให้หมอรักษาคุณแม่ด้วยหนอนบำบัด แพ็คเกจที่ใช้เป็นแบบที่มีหนอนอยู่ 200 ตัว แต่จะน้อยหรือมากกว่านี้ ก็ราคาเดียวกัน คือ 3,000 บาท

    ในการปิดแผลแต่ละครั้ง จะต้องให้แพทย์เป็นผู้ดูแลเท่านั้น โดยคุณหมอจะล้างแผลด้วยน้ำเกลือ ลักษณะของการรักษา ก็คือ แพ็คเกจที่เราใช้ ขาจะทำสำเร็จมาให้แล้ว จะมาในรูปของผ้าก๊อซปิดแผล ซึ่งขนาดของผ้าก๊อซที่เลือกใช้ก็จะต้องเหมาะกับขนาดของบาดแผลด้วย ตรงจุดนี้หมอเป็นคนดูแลให้"

    วิธีสังเกตว่า เจ้าหนอนเหล่านี้ทำงานอย่างไร และรักษาได้ผลหรือไม่นั้น บุตรสาวคนเดิมของผู้เข้ารับการรักษาด้านแม็กกอต เธอราปี กล่าวว่า

    "การจะดูว่า หนอนย่อยเนื้อเยื่อตายได้จริงหรือไม่นั้น ก็ให้ดูที่ขนาดตัวของมัน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การปิดแผลนั้น เราจะปิดเพียง 3 วันต่อหนอนในผ้าก๊อซ 1 ชุด เพราะ 3 วันหนอนอยู่ในระยะที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่ เป็นช่วงที่หนอนสามารถปล่อยเอนไซม์ในการย่อยสลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พอถึงวันที่ 4 ก็จะเปลี่ยนออกใช้หนอนชุดใหม่

    ซึ่งขณะที่เปลี่ยนนี่แหละเราจะสังเกตได้ว่าหนอนทำงานจริงหรือไม่ อย่างหนอนที่ใช้ปิดแผลคุณแม่ มันตัวอ้วนมาก นั่นแปลว่ามันทำงานได้ผล เพราะเนื้อตายเป็นอาหารของหนอนพวกนี้ มันอ้วนก็เพราะมันกัดกินเนื้อตายเข้าไป

    แผลของคุณแม่ใช้หนอนทั้งหมด 4 ชุดด้วยกัน ชุดละ 3 วัน รวมแล้วประมาณ 12 วัน เนื้อตายก็หมดไป แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเนื้อตายหายไปหรือยัง ก็ให้ดูที่สีของเนื้อบริเวณบาดแผล ถ้าแผลเป็นเนื้อตายก็จะมีสีเหลืองๆ ซีดๆ ถ้าเป็นเนื้อดีบริเวณนั้นก็จะเป็นสีแดง ออกชมพูๆ"

    หลายคนคงสงสัยว่า ตัวผู้ป่วยหรือแม่ของเธอที่ได้รับการรักษาโดยตรงจากหนอนบำบัด จะรู้สึกอย่างไรบ้าง

    "ไม่บอกคุณแม่เลยนะ ทั้งคุณพ่อและทุกคนที่บ้าน ช่วยกันปิดหมดเลย กลัวคุณแม่ไม่ยอม เพราะอาจจะกลัวหรือขยะแขยง ก็แกล้งบอกท่านว่าเป็นยาตัวใหม่ที่หมอเขาแนะนำ ก็ไม่เคยให้คุณแม่เห็น และเวลาทำแผลคุณแม่ก็มองไม่เห็นหรอก เพราะแผลอยู่บริเวณสะโพก เยื้องไปข้างหลัง พอคุณแม่ทราบท่านก็ตกใจนิดหน่อย แต่ไม่ว่าอะไรหรอก ไม่ขยะแขยงด้วย เพราะท่านพอใจกับผลการรักษา" ช่อเพชร เล่าให้ฟังและคิดว่า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนไข้ เป็นวิทยาการที่ก้าวหน้า การรักษาไม่ยุ่งยากและปลอดภัย

    หนอนในห้องแล็บ

    หนอนแมลงวันที่ใช้ในการรักษาเป็นสายพันธุ์ใด มีวงจรชีวิตเช่นไร สุวรรณี เอี่ยมคง Lab Supervisor ของบริษัท 'ไบโอมอนเด' ที่นำเข้าหนอนพันธุ์นี้ รวมทั้งเพาะเลี้ยง ดูแลกระบวนการต่างๆ ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานการควบคุมเช่นเดียวกับเยอรมนีประเทศต้นกำเนิด อธิบายว่า

    "สายพันธุ์นี้ คือ Lucilia Sericata เป็นสปีชีส์ที่อยู่ใน genus green bottles (Lucilia) หรือมีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Lucilia หนอนชนิดนี้จะผลิตเอนไซม์ เพื่อช่วยในการย่อยเซลล์เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และดูดส่วนที่ย่อยแล้วไปเป็นอาหาร ซึ่งจะย่อยเฉพาะเนื้อเยื่อที่ตายแล้วเท่านั้น ไม่กัดกินเนื้อดี เติบโตได้สูงสุด 12 มม.ภายในเวลา 3-4 วัน ซึ่งการรักษานั้น จะใช้ระยะที่หนอนออกจากไข่ในช่วง 1-3 วัน เพราะเป็นช่วงที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสูงสุด พอครบ 3 วันก็จะเปลี่ยนแพ็คเกจใหม่ หากแผลยังไม่หายดี แต่ถ้าเนื้อตายถูกย่อยหมดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้
     

แชร์หน้านี้

Loading...