แรม ๘ ค่ำ และวันขึ้น หรือแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย paang, 20 ตุลาคม 2005.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,316
    [​IMG]
    <!-- CENTER ZONE -->
    [​IMG]


    วันพระ เดิมเรียกว่า วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ หมายถึง วันที่ถูกกำหนดให้เข้าอยู่ประจำเพื่อรักษาศีลปฏิบัติธรรม หรือเรียกว่า อุโบสถศีล คือ ศีลที่ต้องสมาทานรักษาในวันอุโบสถ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การจำศีล ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะได้ถือโอกาส เข้าวัดฝึกหัดกายวาจา ฟังธรรม ตลอดจนฝึกหัดขัดเกลากิเลสในใจ ให้บรรเทาเบาบางลง และถือโอกาสทำบุญบำเพ็ญกุศลไปด้วย ในวันขึ้นหรือแรม ๘ ค่ำ และวันขึ้น หรือแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ของทุกเดือน

    นายธรรมจักร สิงห์ทอง คณาจารย์สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อ พุทธศาสน์ บอกว่า เรื่องของการกำหนดวันพระนั้น มีหลักฐานปรากฏใน พระวินัยปิฎก อุโบสถขันธกะ เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๒๐๖ ข้อ ๑๓๒ เป็นหลักฐานยืนยันว่า พระพุทธเจ้าได้เคยทรงอนุญาตให้ภิกษุประชุมกันในวัน ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ มีเรื่องเล่า ดังนี้

    ระหว่างพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เป็นขณะเดียวกัน กับพวกปริพาชกอัญเดียรถีย์ (นักบวชต่างศาสนา) มีการรวมตัวกันประชุม กล่าวแสดงหลักคำสอนตามความเชื่อในลัทธิของตน ทำให้ประชาชน ต่างพากันแตกตื่นความแปลกใหม่ ให้ความสนใจแนวทางการสอนดังกล่าว และเข้ามามอบตัวเป็นศิษย์มากมาย ส่งผลให้พระเจ้าพิมพิสาร เจ้าครองนครมคธ ครั้นทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น จึงทรงดำริว่า

    "ระยะนี้ พวกปริพาชกอัญเดียรถีย์ ต่างก็พร้อมใจกันชุมนุมกล่าวแสดง หลักคำสอนของตน แก่ประชาชนในวัน ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ ทำให้ประชาชนที่ไปร่วมรับฟังต่างก็เกิดศรัทธา ไปเข้าพวกเดียรถีย์เป็นอันมาก ถ้าพระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า มีการประชุมอย่างนั้นบ้าง ก็คงจักบังเกิดผลดีแก่พระพุทธศาสนาแน่นอน" จึงเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและกราบทูลเรื่องนั้นให้ พระพุทธองค์ทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุ ให้มาประชุมพร้อมกันแล้วมีรับสั่งว่า
    "ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เธอทั้งหลายประชุมพร้อมกันใน (ทุก) วัน ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์"

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันแล้ว แต่ไม่ได้กล่าว ไม่ได้แสดงธรรมแต่อย่างใด ต่างพากันนั่งนิ่ง ชาวบ้านก็ตำหนิและเที่ยวประจาน ให้เกิดความเสียหายว่า พระสงฆ์ประชุมกันแล้วนั่งนิ่งเหมือนสุกรใบ้ ถูกขุนไร้คุณค่า เพราะไม่กล่าวธรรมไม่สอนธรรม เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบ จึงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย (แต่นี้ไป) เราอนุญาตให้เธอทั้งหลายประชุมกัน กล่าวธรรม แสดงธรรม ใน (ทุก) วัน ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์"
    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภิกษุทั้งหลายจึงได้ถือปฏิบัติตามพระพุทธานุญาตตลอดมา และวันที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตนี้เรียกว่า วันอุโบสถ พร้อมทั้งทรงอนุญาต ให้ภิกษุสงฆ์สวดปาติโมกข์ และแสดงธรรมเทศนาเพื่อให้ประชาชน ผู้สนใจใคร่เรียนรู้ เข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง จนถึงปัจจุบัน

    พระพุทธานุญาต

    ในคัมภีร์มหาวรรคพระวินัย ตอนอุโบสถขันธ์ ข้อหนึ่ง มีพระพุทธานุญาตไว้ว่า "อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺเพเหว ปกฺขคณนํ อุคฺคเหตุ" ความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทั้งหมดด้วยกัน เรียนปักขคณนา คือ นับปักษ์
    อีกข้อหนึ่งว่า “อนุชานามิ ภิกฺขเว จาตุทฺทเส ปณฺณรเส อฏฺฐมิยา จ ปกขสฺส สนฺนิปติตฺวา ธมฺมํ ภาสิตุ” ความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ท่านทั้งหลายประชุมกันกล่าวธรรม ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ แลดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์” ดังนี้ (พระบาลีมหาวรรคเล่ม ๑ หน้า ๒๒๑) ฯ

    อีกข้อหนึ่ง มีพระบาลีคัมภีร์สังยุตตนิกายสคาถวรคตอน ยักขสังยุตต์ (หน้า ๒๖๘) ว่า “จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมีปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ อุโปสถํ อุปวสนฺติ” ความว่า ชนทั้งหลายย่อมรักษาอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์แปด ตลอดดิถีที่ ๑๔ ดิถีที่ ๑๕ แลดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ แลตลอดเวลาปาฏิหาริยปักษ์ คือดิถีที่จะพึงนำไปให้ตรงกำหนดดังนี้ฯ ที่มาอื่นๆ ก็ยังมีอีก เป็นเช่นเดียวกัน ต่างแต่รูปความฯ

    ข้อความในพระบาลีดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า กาลฟังธรรมของคฤหัสถ์บรรพชิต แลกาลจำศีลของคฤหัสถ์ กำหนดด้วยดิถีที่ ๑๔ หรือ ๑๕ วัน ๑ อนุโลมตามอุโบสถของภิกษุ ดิถีที่ ๘ วัน ๑ แต่มีวันจะพึงนำไปให้ตรง ตามกำหนดนั้น อันผู้ปฏิบัติจะพึงทำให้สำเร็จได้ด้วยเรียนปักขคณะนาคือนับปักษ์ฯ
    เพราะพระบาลีราชสูตร ในติกบิบาต อังคุตตรนิกาย (หน้า ๑๘๒) ว่า “อุโปสถํ อุปสวนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ” ความว่า “มนุษย์ทั้งหลายรักษาอุโบสถโดยปกติ แลอุโบสถ ของผู้ตื่นอยู่ดังนี้ ได้อุโบสถโดยเค้าเป็น ๒ คือ ปกติอุโบสถ ๑ ปฏิชาครอุโบสถ๑ ฯ ปกติอุโบสถนั้นได้แก่อุโบสถที่จะพึงรักษาในวันปกติ คือ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ วันใดวันหนึ่ง กับ ๘ ค่ำฯ”

    ปฏิชาครอุโบสถนั้น ตามอรรถกถาทั้งหลาย มีอรรถกาแห่งคัมภีร์วิมานวัตถุ ตอนอุตตระวิมานเป็นต้น ได้แก่อุโบสถที่จะพึงรักษา ในวันหน้าวันหลังแห่งวันอุโบสถ โดยปกตินั้น อันเรียกว่า วันรับวันส่งฯ อุโบสถ ๑๔ ค่ำ มีวัน ๑๓ ค่ำเป็นวันรับ อุโบสถ ๑๕ ค่ำ มีวันปาฏิบทเป็นวันส่ง อุโบสถ ๘ ค่ำ มีวัน ๗ ค่ำ เป็นวันรับ มีวัน ๙ ค่ำเป็นวันส่งฯ วันปฏิชาครอุโบสถนี้แล อรรถกถาวิมานวัตถุตอนนั้น แก้ว่า ได้แก่ปาฏิหาริยปักษ์ คือดิถีในปักษ์ที่จะพึงนำอุโบสถไปให้ตรงตามกำหนดฯ เพียงเท่านี้ ให้สำเร็จสันนิษฐานว่า ชนแต่ปางก่อนรักษาอุโบสถ ดังนี้ ต้องการให้ตรงกำหนด วันพระจันทร์เพ็ญ วันพระจันทร์ดับ และ วันพระจันทร์กึ่งดวง ที่เรียกโดยนัยว่า ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำฯ
    วันพระจันทร์จะเพ็ญจะดับหรือจะกึ่งดวงนั้น ตามตำราโหราศาสตร์ย่อมเลื่อน เข้าเลื่อนออก หาตรงลงในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ หรือ ๘ ค่ำ เต็มวันทีเดียวไม่ฯ พระโบราณาจารย์ทราบเหตุนี้หรืออย่างไรแล จึงได้บัญญัติวันรับวันส่งว่า เป็นวันปฏิชาครอุโบสถฯ

    ข้อความที่กล่าวถึงวันเพ็ญเป็นวันอุโบสถนั้น มีปรากฏ ในจูฬปุณณมสูตรคัมภีร์มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์ (หน้า ๑๐๔) ว่า “เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ” ความว่า ในสมัยนั้นเป็นวันอุโบสถที่ ๑๕ ราตรีเพ็ญ มีพระจันทร์เต็มดวง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมเสด็จนั่งอยู่ ณ ที่แจ้ง ดังนี้ฯ

    ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/
     
  2. UFO99

    UFO99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2005
    โพสต์:
    294
    ค่าพลัง:
    +983
    อนุโมทนานสาธุด้วยครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...