... แล้วเราจะเล่าให้ฟัง ...

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย สายฝนฉ่ำเย็น, 1 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,475
    ค่าพลัง:
    +7,066
    เปิดทู้ไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวช่วงไหนว่างๆ จะมาเล่าประสบการณ์ที่ตนเองเจอมา
    ตั้งแต่เด็กจนโต ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมต้องมาเป็น “หมอดู” ทั้งๆ ที่ใจ ไม่เคยแม้แต่จะคิดเลย ยังอยากทำงานที่ตนเองรักอยู่ .....
    เอ้า....สาวกของสายฝนฯ ใครอยากฟัง ยกมือขึ้น ..... นะเออ นะเออ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กันยายน 2012
  2. jake009

    jake009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +285
    ดูให้ผมหน่อย คนแรกเลย
     
  3. สกั๊ง

    สกั๊ง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    75
    ค่าพลัง:
    +130
    โอ้ววว ชอบยกมือคนแรก งับ ^___^
     
  4. คนรักควาย

    คนรักควาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2009
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +291
    จ้า

    คนรักควายชอบดูเป็นชีวิตจิตใจเลย จะติดตามนะครับตลอดไป
     
  5. Kama-Manas

    Kama-Manas เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    5,362
    ค่าพลัง:
    +6,479
    ผมไม่ใช้สาวก ฟังได้ป่าวครับ?
     
  6. jake009

    jake009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +285
    คุณ สกั้ง คนที่ 2 คับ
     
  7. สกั๊ง

    สกั๊ง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    75
    ค่าพลัง:
    +130
    อ๊ากกก!!! โดนตัดหน้า
    มาฟังเฉยๆ ไม่รบกวนและ (k)
     
  8. AFIKLIFI

    AFIKLIFI Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    560
    ค่าพลัง:
    +53
    ผม ครับบบ
     
  9. TomKaizer

    TomKaizer Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    91
    ค่าพลัง:
    +28
    catt3catt3catt3catt3catt3
     
  10. เลขโนนสูง

    เลขโนนสูง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2010
    โพสต์:
    360
    ค่าพลัง:
    +824
    จะเกิด อะไร ครับ จะเกิด อะไรครับ ก็รอกันต่อไป ((กระต่ายจริงๆเลยเรานี้)) คริคริ
     
  11. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,475
    ค่าพลัง:
    +7,066
    อ่อ...ต้องขอออกตัวก่อนนะคะ ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ท่านใด หรือ อวดตริ อะไรใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้ คือ สัมผัสที่หก ที่เกิดขึ้นกับตนเอง และบุคคลที่สัมพันด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นประสบการณ์ทางกรรม ที่ครูบาอาจารย์ท่านต้องการให้บอกกล่าว หรือ ยกขึ้นมา เพื่อเป็นอุทาหรณ์ หรือ เตือนสติ นะคะ .... ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ ทำให้ผู้ใดเกิดความขัดข้องหมองใจ ดิฉัน ขออโหสิกรรม ซึ่งกันและกัน ด้วยนะคะ เจตนาคือ นำกรรม และ ศีล 5 ประกอบกัน เพื่อนำคนให้พ้นจากทุกข์เท่านั้นเอง ....
     
  12. สิบหก

    สิบหก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    681
    ค่าพลัง:
    +602
    แอบดู ด้วยคน .............
     
  13. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,475
    ค่าพลัง:
    +7,066
    #1 คุณปู่ผู้น่าร๊าก.....

    ตอนที่ดิฉันยังเด็ก ไม่เคยรู้สึกกลัวอะไรเลย เพราะโตมาในความอบอุ่น และความรักของครอบครัวใหญ่ แม่ของดิฉันแต่งงานที่หลังพี่ แต่มีลูกก่อน ดิฉันและพี่ชาย จึงเป็นหลานคู่แรกของบ้านหลังนี้ ตาของดิฉันเป็นคนมีเมตตาสูง ถึงสูงมาก ยายก็เป็นผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านเต็ม 100% ไม่ใช่เต็มร้อยแบบสมัยนี้นะคะ เต็มร้อยคือ งานบ้านการเรือน ไม่มีบกพร่อง อีกทั้ง ไม่เคยดุ ด่า ว่ากล่าว หรือ นินทา ใครเลย ดิฉันไม่เคยได้ยินอะไรที่ไม่ดี ออกจากปากของคุณยายเลย อีกทั้งท่านก็ถือสันโดษ เพราะดิฉันไม่เคยเห็นท่าน เดินไปสนทนาบ้านโน้นบ้านนี้ หรือ เจาะข่าวเรื่องของบ้านคนอื่น ท่านจะอยู่แต่ในบ้าน แต่พอออกนอกบ้าน ก็มีแต่คนเคารพ ทักทายตลอดทางที่เดินไป .....

    พอดิฉันโตขึ้นหน่อย .... ตาก็ตัดสินใจเปิดร้านอาหาร ที่อยู่ในปั๊มน้ำมัน เมื่อ 30-40 ปี การเดินทางในระยะไกลๆ ของรถบัสเอย รถทัวร์เอย ยังไงก็ต้องแวะปั๊ม แวะร้านอาหารที่อยู่บริเวณนั้น แต่ร้านที่ตาเปิดนั้น เป็นร้านใหญ่ ขายอาหารตามสั่งทุกอย่าง ผลัดการทำงานเป็นกะ คือ แทบจะไม่ได้พักผ่อนเลย ดิฉันก็ต้องตามแม่และพ่อของดิฉันไปด้วย แต่พี่ชายอยู่กับคุณย่า เพราะเขาต้องเรียนหนังสือ จนกระทั่ง.....

    เมื่อถึงวัยที่ต้องเข้าเรียน...แม่และพ่อ นำดิฉันมาส่งที่บ้านย่า และ ท่านก็เดินทางกลับทันที เพราะที่ร้านถ้าขาดคนไปสักคน ก็วุ่นแล้ว ....

    วันแรกของการมาถึง...ดิฉันตื่นเต้น เพราะไม่เคยห่างพ่อและแม่เลย อีกทั้งก็ไม่เคยนอนกับย่าเช่นเดียวกัน .... โดยปกติ ย่าจะนอนกับน้องชาย ซึ่งเป็นลูกของอา คืนนั้น ดิฉันได้นอนตรงกลางระหว่างย่า และน้องชาย ...

    บ้านสวนสมัยก่อน เขาจะชอบเปิดหน้าต่างนอนกัน เพื่อให้ลมได้โชยเข้า จนแทบไม่ต้องพึ่งพัดลม หรือ แอร์เลย และดิฉันก็รู้สึกดีด้วย เพราะได้นอนดูจันทร์ไปในตัว ... คิดถึงแม่...คิดถึงพ่อ...จัง....ดิฉันนอนพลิกไป พลิกมา ด้วยความที่ตื่นสถานที่ จึงทำให้นอนไม่หลับ .... เด็ก 6 ขวบ ที่ไม่เคยกลัวอะไร ก็นอนดูดวงจันทร์ไป และคิดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็ก ... ย่าปิดไฟแล้ว เห็นแต่แสงจันทร์ที่ส่องแสงผ่านบานหน้าต่างเข้ามา จนทำให้ พอเห็นว่ามีอะไรวางอยู่ตรงไหนบ้าง....นอนมองอยู่แบบนั้นไปสักพักใหญ่....
    ดิฉันก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างไม่เล็กไม่ใหญ่ ..... เดินขึ้นมาจากด้านล่าง ... เขาเดินมาและหยุดที่ปลายเท้า และยื่นหน้ามองเข้ามาในมุ้ง ... แสงจันทร์ที่สาดส่องมา...ทำให้ดิฉันเห็นเค้าหน้า และเสื้อผ้าที่เขาใส่ได้ ... ด้วยความที่ดิฉันไม่ทราบว่าใครอยู่ที่บ้านย่าบ้าง จึงขยับตัวไปทางย่า เพื่อให้เขาเข้ามานอนในที่ที่เหลืออยู่ เพราะเข้าใจว่า เขาคงนอนในมุ้งนี้เหมือนกัน เพราะมุ้งใหญ่มาก นอนได้ประมาณ 4-5 คน ...
    ผู้ชายคนนั้น เขาไม่เข้า แต่เขาเดินรอบมุ้ง และมาหยุดตรงที่เดิม ยื่นหน้ามองมาเหมือนเดิม ... จากนั้นก็เดินลงข้างล่างหายไป ..... ดิฉันก็ไม่ติดใจอะไร เพราะเข้าใจว่า เขาคงเห็นว่ามีคนนอนแล้ว จึงลงไปหาที่นอนข้างล่างมั๊ง....

    แต่เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่ดิฉันคิด .... เพราะ ... เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ดิฉันก็ถามย่า ถึงผู้ชายคนนั้น

    ดิฉัน : ย่าจ๋า ผู้ชายคนเมื่อคืนเขาไปนอนที่ไหนคะ
    ย่า : ผู้ชายที่ไหน อาหรือเปล่า
    ดิฉัน : ไม่ใช่อา
    ย่า : แล้วใครกัน
    ดิฉัน : เป็นผู้ชายแก่ๆ เค้ามาเดินรอบมุ้ง และหยุดมองมาให้มุ้งด้วย หนูคิดว่าเขาจะเข้ามานอน หนูก็เลยขยับที่ให้เขา แต่เขาไม่เข้า แล้วเขาก็เดินลงข้างล่างไป เขาไปนอนกับอาหรือคะ
    ย่า : ใครกัน

    ดิฉันก็พยายามจะอธิบายต่อ และกวาดตาไปทั่วบ้าน ..... พลันสายตา ไปเห็นรูปๆ หนึ่ง ที่หน้าเหมือนผู้ชายคนนั้นมาก ดิฉันก็เลยชี้ไปที่รูปนั้นแล้วบอกกับย่าว่า

    ดิฉัน : นี่ไง คนนี้ไง เค้าใส่เสื้อแบบนี้เลย (ใส่สูท และ เป็นภาพขาวดำ) ใช่ๆ คนนี้แหละ เขาไปนอนที่ไหนเหรอ หนูไม่เห็นเขาเลย
    ย่า : อ๋อ คนนี้เหรอ ....
    ดิฉันพยักหน้า
    ย่า : อืม....เรียกว่า ก๋งนะ ก๋งแปลว่า ปู่
    ดิฉัน : อ๋อ เหรอ ... ก๋งเหรอคะ ... แล้วก๋งไปนอนที่ไหนคะ หนูไม่เห็นเลย
    ย่า : ............ เงียบไปสักพัก เหมือนกำลังคิดหาคำตอบ
    ย่า : อืม...ก๋งลูก.....ก๋งน่ะ ตายแล้ว....ตายไปนานแล้ว....ตั้งแต่พี่ชายเอ็งยังไม่เกิดเลยลูก
    ดิฉัน : ......... (เงียบไปนานพอสมควร) เหงื่อแตก ปวดฉี่ ตัวร้อน และไม่อยากอยู่ตรงนั้น อยากวิ่งหนีไปไกลๆ คำว่า “ผี” ขึ้นมาทันที เพราะดิฉันเคยถูกหลอกด้วยคำนี้ ถ้าดิฉันดื้อกับผู้ใหญ่ .....

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา....ดิฉันกลัวผีมากกกกกกกก อยู่คนเดียวไม่ได้เลย และนอนคลุมโปงมาตั้งแต่บัดนั้น ......

    เจอตั้งแต่ 6 ขวบเลย .........
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กุมภาพันธ์ 2011
  14. Learn from life

    Learn from life Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +47
    อ้าว มาปูเสื่อช้าไป โหมโรงจบไปซะแล้ว
    เอาเป็นว่าจะติดตามผลงานไปเรื่อยๆ นะครับ อิอิ
     
  15. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,475
    ค่าพลัง:
    +7,066
    #2 น้องๆ ทำบุญให้หน่อยเด๊ะ ....

    แปลกนะคะ ทำไมอะไรที่ไม่อยากเจอเนี่ย รู้สึกมาบ่อยจัง บ่อยจนรู้สึกว่า เหอ เหอ เหอ ไม่ต้องให้หนูรับรู้ขนาดนี้ก็ได้มั๊ง....มาบอกให้ฝันก็ได้มั๊ง...ยังพอทำให้ หัวใจไม่เต้นแรงขนาดนี้ ......

    หลังจากที่ ร้านของตาปิดไปแล้ว เพราะความที่ทุกคนเริ่มทำงานไม่เป็นกะแล้ว ขายดีจนแทบจะทำงานกัน 24 ช.ม. ด้วยกันทุกคนแล้ว และทุกคนเหนื่อยมาก ถึงมากที่สุด ผลก็คือ ทะเลาะกัน เหมือนสงครามกลางเมืองเลย ตาเลยตัดสินใจทิ้งเงินก้อนโต เซ้งร้านให้คนอื่นไป และย้ายกลับบ้าน ดิฉันก็ได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เด็กที่ไม่เคยกลัว “ผี” กลับกลายเป็นเด็กที่นอนด้วยความหวาดผวา ร้อนแทบตาย ก็ไม่ยอมที่เอาผ้าห่มออกจากตัว และทุกครั้งที่นอน ก็ต้องเอาขาไปเกี่ยวกับใครก็ได้คนใดคนหนึ่งระหว่างพ่อกับแม่ ดิฉันถึงจะหลับตาลงได้ จนคืนหนึ่ง นอนหลับ และฝันไปว่า มีแมวดำตัวหนึ่ง กระโดดและมายืนอยู่บนหน้าต่างบ้านของดิฉัน และบอกดิฉันด้วยภาษามนุษย์ว่า

    “ทำบุญให้ฉันด้วย ฉันหิวมาก ทำบุญให้ฉันด้วย ทำบุญให้ฉันด้วย”

    และก็ส่งสายตาสีแดงฉานใส่ดิฉัน ......

    ดิฉันตกใจตื่น .... แหกปากมันลั่นบ้านเลย .... แม่ถามว่า เป็นอะไร ฉันก็เล่าความฝันให้แม่ฟัง .... แม่บอกว่า แมวดำตัวนั้น แม่ก็เคยเห็น ... แต่แม่เข้าใจว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน เลยไม่ได้ทำอะไร ... ไม่คิดว่า แมวจะมาเข้าฝันฉันอีกคน .... ฉันตัวสั่นและกลัวมาก บอกแม่ว่า .... ไม่รู้ หนูทำอะไรที่เขาบอกไม่เป็น แต่หนูไม่อยากเห็นเค้าแล้ว ... แม่ช่วยด้วย .... แล้วดิฉันก็ร้องไห้จนหลับไป

    รุ่งเช้า แม่พาดิฉันไปใส่บาตร และให้ดิฉันพูดบอกกับแมวตัวนั้นว่า ดิฉันได้ทำบุญไปให้แล้วนะ อย่ามาให้ดิฉันเห็นอีกเลย .....

    "_" !!!! ดิฉันนึกในใจ ตอนเค้ามา เค้าพูดภาษาคนในฝัน แต่ของจริง เราพูดภาษาคนบอกเค้า แล้วเค้าจะเข้าใจไหมเนี่ย ... ดิฉันต้องบอกเค้าเป็น ..... ภาษาแมว ... ด้วยมั๊ยเนี่ย ...... เหอ เหอ เหอ .... เมี๊ยว เมี๊ยว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กุมภาพันธ์ 2011
  16. anny999

    anny999 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +87
    ปูเสื่อรอด้วยอีกคนนะคะ
     
  17. ถาวโร(ถา-วะ-โร)

    ถาวโร(ถา-วะ-โร) เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กันยายน 2007
    โพสต์:
    643
    ค่าพลัง:
    +671
    มารอฟังด้วยคนครับ.......
     
  18. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,475
    ค่าพลัง:
    +7,066
    #3 นรกจ๋า...ฉันมาแล้วจ๊ะ...

    หลังจากนั้น ดิฉันก็โตมาโดยการถูกเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ เพราะแม่และพ่อแยกทางกัน...แม่จากดิฉันไปตอนที่ดิฉันอายุ 8-9 ขวบ (ช่วงอายุแบบนี้แหละ กรรมตามมาทวงแล้ว) ดิฉันจึงอยู่ในความดูแลของ พ่อ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา ทั้งหลาย จะวนเวียนอยู่แต่ใน ญาติกา ทั้งหลาย คือ อยู่กับคนนี้ 2 ปี อยู่กับคนนี้ 1 ปี แล้วก็เวียนไปอยู่จนครบคน เป็นที่หนุกหนาน ... ดิฉันโตมาด้วยความรักที่ ตาและยาย ให้มาเต็มเปี่ยม เพราะคำว่า “ขาด” นี่แหละ ตาและยาย จึงเติมเต็ม ให้ด้วยความเป็นพ่อและแม่ให้กับดิฉัน พ่อดิฉันหลังจากที่แยกทางกับแม่แล้ว พ่อก็มีภรรยาใหม่ ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ ดิฉันก็เลยเหมือนอยู่กันแค่สองคนพี่น้อง จากเด็กที่ทะเลาะกันเป็นประจำ ก็กลายเป็นเด็กที่มักจะมานั่งคุยกันบ่อยๆ นั่งกันอยู่สองคน เหมือนปรึกษาอะไรกันตลอดเวลา ... เปล่า ... มานั่งปรับทุกข์กัน กลายเป็นเด็กที่รักกันขึ้นมาในบัดดล เพราะไม่มีใครแล้วไง ... เลยหยุดศึกมารักกันก่อน 55555+++ ดิฉันถูกเลี้ยงในกรอบตลอดเวลา เพราะถ้าหลุดออกจากกฏที่ตาตั้งไว้ปุ๊บ ฉันจะโดน มือหนักๆ ของตา ตีจนเลือดซิบ กับการตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ฉันจำขึ้นใจ และพยายามจะไม่แหกคอก ....

    พอเริ่มโตขึ้น ดิฉันก็ใช้ชีวิตแบบสุดๆ ของมนุษย์ที่พึงจะมี กล้า บ้าบิ่น ห้าวหาญ ชาญสมร ผู้ใหญ่ในยุคนั้น ไม่ค่อยชอบดิฉันสักเท่าไหร่ ไปคบกับใคร เขาก็กลัวว่าดิฉันจะพาลูกเขาเสียคน จึงบอกลูกของเขาเหล่านั้นว่า ไม่ให้คบกับดิฉัน เพราะเขาบอกว่า ดิฉัน “แรด” อาจจะเป็นเพราะว่า ... ฉันต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลา ความคิดนอกคอก ก็เลยผุดขึ้น ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน .... ก็ฉันไม่มีแม่นี่ ... ใครๆ ก็พูดว่า ฉันเป็นเด็กบ้านแตก ... ฉันก็เลยเรียกร้องมันซะทุกอย่าง .... (หารู้ไม่ว่า นั่นคือ “กรรม” ที่ดิฉันสะสมไปโดยไม่รู้ตัว)

    ดิฉันเป็นเด็กเรียนดี และเข้าใจเร็ว ตรงนี้จึงเป็นข้อต่อรอง ระหว่างฉันกับตา ตาบอกว่า (สมัยก่อนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว) ถ้าดิฉันสอบได้เลขตัวเดียวของห้อง ตาจะมีปากกาสวยๆ ให้เป็นรางวัล (ตาหันมาทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง จึงมีปากกาสีสวยๆ แปลกอยู่เสมอๆ) ดิฉันก็ล่ารางวัลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดิฉันไม่เคยสอบได้เลยเลข 7 เลย จะวนเวียนอยู่ 2 3 4 5 ตลอด .... นั่นคือจุดเร่ิมต้นของความ ทนงตน ยกตน ยกหาง และถือดีของดิฉัน ....

    ฉันทำงานช่วงปิดเทอมตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เพื่อหาเงินไว้เป็นทุนเรียนในชั้นต่อไป ทั้งๆ โรงเรียนเป็นโรงเรียนรัฐบาลก็จริง แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายหยุมหยิมของเด็กผู้หญิงอยู่ เนื่องจากว่า พ่อจะให้แค่ค่าขนมจริงๆ ที่เหลือ จึงต้องทำเอง หาเอง ชีวิตฉันจึงอยู่แต่กับการทำงานมาตลอด .... นั่นแหละ ... ทำให้ดิฉัน ไม่แคร์ใคร ยกตัวเองสูงกว่าคนอื่น เพราะคิดว่า ตนเอง “เก่ง” “แน่” มีโลกส่วนตัวสูง ถึงสูงมาก ไม่เคยฟังใคร เพราะดิฉันโตมา ด้วยความคิดของตัวเอง หาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบมหาวิทยาลัยรัฐบาล หน้าที่การงานดี เงินเดือนสูง ดิฉัน หย่ิง ยโส และเชื่อมั่นตัวเองสูงมาก นั่นคือที่มา ....

    ดิฉันใช้ชีวิตในอบายมุขมาเกือบจะครบกิเลส ที่กล้าเข้าไป เพราะคิดว่า ตัวเองไม่ติด และสามารถควบคุมตัวเอง แต่ขอเพียงแค่ “สนุกๆ เท่านั้น” ไม่ว่าเป็น กัญชา บุหรี่ (เริ่มจากสายฝนก่อน วินสตัน มาโบโร่ ฯลฯ) สุรา สารพัดสุรา ไม่เว้นแม้กระทั่ง จิน โทนิค , วอสก้า , ตากิล่า เหล้าขาว ฯลฯ ฉันกินเหล้าเป็นตั้งแต่อยู่ ม.3 สูบบุหรี่เป็นตั้งแต่อยู่ ม.3 คบเพื่อนที่เขาใช้กันว่า “เหลือขอ” เพราะดิฉันเป็นหนึ่งใน “เหลือขอ” เช่นเดียวกัน

    จนกระทั่งทำงาน อาการติดเหล้า ติดบุหรี่ ก็ยาวมาเรื่อยๆ งานที่ดิฉันทำ เป็นงานเกี่ยวกับโฆษณา ดิฉันติดเพื่อน ติดบรรยากาศของการร่ำสุราเป็นอย่างมาก เพราะในนั้น มีเรื่องชวนหัวเยอะไปหมด อวัยวะภายในร่างกาย สามารถยกมาพูดให้ตลกได้ก็มี ทุกเย็นวันศุกร์ ถ้าจะหาฉัน หาได้แถวหลังสวน และระแวกสถานบันเทิงทั้งหลาย ... ผับสมัยก่อนที่ใครว่าดังๆ ฉันไปขี้ไว้เป็นอนุสรณ์มาเกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ทอรัส โคลา แคปปิตอล พาเลซ เดอะเธค เดอะดั๊กซ์ ฯลฯ (น้องๆ สมัยนี้คงไม่เคยได้ยิน) ศุกร์กิน เสาร์เติม อาทิตย์ถอน เป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อนเลย เมาตรงไหน เพื่อนก็ลากไปนอนบ้านเพื่อน (ผู้หญิง) หรือ ไม่ก็ หิ้วไปส่งที่บ้านดิฉัน (ตาตั้งกฏว่า เมื่อไหร่ที่หาเงินเลี้ยงตัวเอง ตาจะปล่อยให้คิดเองทำเอง โดยไม่ไปก้าวก่ายเลย)

    วันหนึ่งแม่กลับเข้ามาในชีวิต ... ความรู้สึก โหยหา “ความรัก” จากคนที่คิดว่า รักเราที่สุด มันหายไปแล้ว มันไม่เหลือแล้ว ... ฉันจึงไม่ค่อยผูกพันกับแม่เท่าไหร่ ไม่เหมือนกับตาและยาย ซึ่งฉันรักมาก จนคิดว่า ถ้าสองคนนี้ตายจากฉันไปเมื่อไหร่ ชีวิตฉันคงอยู่ไม่ได้แน่นอน ฉันคงตายตามตาและยายไป ... ฉันไม่ได้อยู่กับแม่ เพราะแม่มีครอบครัวใหม่ แต่ไม่มีลูก ... ฉันทำหน้าที่ ที่ลูกควรจะทำเท่านั้น แต่ฉันให้ใจไม่เป็น ... จนกระทั่ง ฉันตัดสินใจอยู่กับแฟน โดยไม่มีการแต่งงาน เพราะฉันคิดว่า ความที่ดิฉันเป็นตัวของตัวเองมากขนาดนี้ เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ขนาดนี้ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้วีน คิดมากขนาดนี้ คงไม่มีใครอยู่กับฉันได้นานหรอก นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ตัดสินแบบนั้น และพร้อมจะยอมรับผลที่ตามมา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กุมภาพันธ์ 2011
  19. แม่หมูอ้วน

    แม่หมูอ้วน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    534
    ค่าพลัง:
    +6,055
    ตามมาอ่านด้วยคนค่ะ นั่งแถวหลังก็ได้ เพราะมาช้ากว่าเขาเพื่อนเลย เล่าต่อเลยค่ะ กำลังสนุก
     
  20. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,475
    ค่าพลัง:
    +7,066
    #4 สิ่งที่มองไม่เห็น ..... ตอนแรก

    เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตกับผู้ชายคนนี้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เขาจะเป็นคนเดียวที่ดิฉันตัดสินใจแบบนี้ และยอมรับผลที่ตามมา....ตั้งแต่อาทิตย์แรกที่อยู่ด้วยกัน ดิฉันทะเลาะกันตลอดเวลา...ทะเลาะกันทุกเรื่อง ดิฉันก็สันดานเดิมออกมาหมด อะไรที่เลวๆ ขุดออกมาหมด ประหนึ่งว่า มาอยู่ด้วยกันเพื่อประหัดประหารกัน เขาก็แสดงตัวตนของเขาออกมาเช่นเดียวกัน .... มันแปลกตรงที่ว่า เราทะเลาะกันทุกเรื่อง ตั้งแต่ไม่จิ้มฟัน ยัน เรือรบ แบบนั้น กระทั่งผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย มองเห็นภาพข้างหน้าเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้น เขาก็เอ่ยปากเลยว่า ถ้าอยู่กันไม่ได้ก็เลิกกันเถอะ .... (กรรมที่ดิฉันสร้าง) ตาเคยภูมิใจกับฉันในหลายเรื่องในชีวิตของฉัน มีเรื่องนี้เรื่องเดียวที่ดิฉันทำให้ท่านเสียใจที่สุด เพราะเวลาท่านพูดถึงฉันกับใคร ท่านจะพูดด้วยความภูมิใจในตัวดิฉันมาก เหมือนประมาณว่า เด็กบ้านแตกอย่างดิฉัน ไม่จำเป็นเสมอไปหรอกที่จะต้องเสียคน เด็กที่ได้ดีก็มี เช่น ฉันเป็นต้น ... แม้กระทั่งตา ก็เอ่ยปาก ด้วยความสงสารดิฉัน ท่านไม่เคยบอกให้เลิกกัน ท่านบอกแต่ว่า ถ้าไม่ไหว กลับบ้านไหมลูก .... ดิฉันร้องไห้เลย ... ไม่เคยรับรู้เลยว่าท่านเจ็บปวดแค่ไหน กับการถือดีของดิฉัน ... แต่จนแล้วจนรอด เราก็ทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น จน 3 ปีผ่านมา เราสองคนไม่รู้จะขุดอะไรมาทะเลาะกันแล้ว มันเหมือนหมดแล้ว แต่ก็ไม่เลิกกัน ก็ยังเหมือนข้าศึกอยู่ดี คือ ทะเลาะกันด้วยเรื่องเดิมๆ จนมัน “ชิน” ไปแล้ว ...

    จนกระทั่ง สามีอยากมีลูก ดิฉันก็ปล่อยมาตลอด แต่ไม่เคยมีเลย จนกระทั่ง วันหนึ่ง ดิฉันก็ไปปรึกษาผู้ใหญ่ที่ท่านมีญาณ ในเรื่องของปีชง ดิฉันเชื่อเรื่องปีเกิดของพ่อแม่และลูก เลยไปถามท่านว่า ถ้าดิฉันมีลูก ลูกควรจะเกิดปีอะไร (นั่นคือลางสังหรณ์ของดิฉัน) ถึงจะทำให้ดูแลกันได้ ไม่อยากให้ทะเลาะกันทั้งบ้าน (เพราะดิฉันและสามี ก็ปีชง เช่นกัน คือ เถาะ และ ระกา : คู่เวรคู่กรรม นั่นเอง) ท่านไม่บอกอะไรมาก บอกเพียงแต่ว่า ให้แต่งงานก่อน เดี๋ยวลูกจะมาเอง ไม่ต้องกังวล ดิฉันก็เถียงท่านไปว่า อ้าวก็ไหนท่านบอกว่า หนูแต่งกันไม่ได้ ไม่มีฤกษ์ แล้ววันนี้ บอกให้แต่งแล้วลูกจะมา ท่านก็เลยอธิบายให้ฟังว่า ก็ตอนนั้นมันไม่ใช่เวลาที่จะแต่งงานนี่ แต่ตอนนี้ ถึงเวลาแล้ว ถ้าไม่รีบแต่ง ก็จะไม่มีฤกษ์อีกเลย ... เท่ากับว่า เราก็เลยแต่งงานเพราะสามีอยากมีลูก ... วันแต่ง แม่ดิฉันไม่เรียกสินสอดเลยสักบาท เพราะท่านถือว่า ท่านไม่ได้เลี้ยงดูฉันมา ท่านจึงไม่เรียกร้อง ... แต่คุณรู้ไหม ...

    นี่คือ จุดเร่ิมต้น ของกรรมของดิฉันทั้งหมด ... ที่สะสมมา และก่อขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา นั่นแหละ ถึงเวลาที่เขาทวงกรรมแล้ว ....

    พอแต่งกันได้แค่เดือนเดียว ดิฉันก็ตั้งครรภ์ พอคลอด แม่ก็ย้ายมาอยู่กับดิฉัน เรามาหาซื้อบ้านกัน เพราะบ้านที่ดิฉันอยู่ เป็นบ้านของน้าสาว เราจึงอยากจะสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว จึงตัดสินใจซื้อ ทาวน์เฮ้าส์ เพราะดิฉันคิดเรื่องของ “ความเป็นลูก” ของดิฉันตลอดเวลา ว่าวันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่บังเกิดเกล้า คนใดคนหนึ่ง หรือ ทั้งสองคน ถ้าท่านทำงานไม่ไหวแล้ว ฉันจะต้องมีหน้าที่ดูแล เลี้ยงดูท่าน (นั่นคือความคิดเรื่องหน้าที่) เพราะฉะนั้น ถ้าซื้อบ้านเดี่ยว เพื่อนบ้านมักจะต่างคนต่างอยู่ คงไม่มีใครสนใจคนแก่ที่อยู่บ้านแน่ๆ เลยคิดเรื่องทาวน์เฮ้าส์ไว้ตั้งแต่ ยังไม่มีแฟน ... แม่ช่วยดูลูกให้ฉัน เพราะฉันทำงานกลับดึกทุกวัน ... แต่แทนที่จะมีความสุข เพราะได้อยู่กันพร้อมหน้า ... กลายเป็นว่า สามีที่เคยแค่ทะเลาะกับดิฉัน ก็หันมาทะเลาะกับแม่ บ้านที่พึ่งเข้ามาอยู่ ก็มีแต่เสียงตะโกนด่ากัน ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน ... ฉันจึงตัดสินใจหนีทุกข์ ...

    เย็นของวันศุกร์ ที่ดิฉันไม่อยากกลับบ้าน คิดถึงลูก แต่ไม่อยากกลับบ้าน เพราะตอนนี้ บ้านเหมือนนรกดีๆ นี่เอง ไม่เคยมีความสุขเกิดขึ้นเลย มีแต่เสียงด่าทอกันตลอดเวลา ฉันอยากไปอยู่วัด เพราะเข้าใจว่า เข้าวัด คงจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะใจที่บอบช้ำของดิฉัน... ดิฉันทิ้งรถไว้ที่บริษัท โทรบอกแม่ว่า ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวันอาทิตย์จะกลับ แล้วปิดมือถือทันที เดินออกจากบริษัทมีเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่ พวงกุญแจรถ บัตรเครดิต และเงินติดตัวประมาณ 800 กว่าบาท ... ดิฉันหาวัดที่ใกล้ที่สุดในระแวกนั้น วัดไหนหนอที่เขามีการปฏิบัติธรรม และสามารถทิ้งตัวไว้ในวัดได้ 3 วัน อยู่ๆ คำว่า “วัดพิชัยญาติ” ก็เข้ามาสมอง ดิฉันก็บอก taxi ให้พาไปที่วัดนี้ทันที

    คุณเชื่อไหม ... ความทุกข์ ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวฉันตัวใหญ่เท่าอึ่งอ่าง ใหญ่มาก จนแทบจะคับวัดเลย คอตก หน้าเศร้า ในใจตอนนั้น จะมีใครทุกข์เท่าฉันไหมเนี่ย ... ฉันมาที่นี่ ไม่ได้ติดใจอะไรใครเลย แต่อยากหนีเท่านั้นเอง พอเปลี่ยนเสื้อผ้า (ของวัด) ฉันก็เดินคอตก ตามคนอื่นๆ ขึ้นไปส่งเสด็จพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระปราง อยู่ๆ ก็มีน้องคนหนึ่ง เข้ามาทัก และบอกกับดิฉันว่า เขารู้สึกเหมือนรู้จักกับดิฉันมาก่อน รู้จักมานานมากแล้วด้วย และคุ้นเคยกันดีด้วย ......
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กุมภาพันธ์ 2011

แชร์หน้านี้

Loading...