... แล้วเราจะเล่าให้ฟัง ...

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย สายฝนฉ่ำเย็น, 1 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    ^____^ ยินดีค่ะ...แต่แหม...ใครจะดูให้ใครกัน...ยังมะรู้เลย...อิอิ
     
  2. ลัก...ยิ้ม

    ลัก...ยิ้ม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    3,409
    ค่าพลัง:
    +15,762
    มาเป็นกำลังใจ...กับกำลังใจเต็มร้อยนะจ้ะ
     
  3. windybliss

    windybliss Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    34
    ค่าพลัง:
    +51
    อ่านแล้วสนุกและได้ข้อคิดมากค่ะพี่อ้อ เด๋วหนูออกไปทานข้าวที่อยุทธยา เด๋วกลับมาอ่านต่อค่า
     
  4. เมิล

    เมิล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    421
    ค่าพลัง:
    +3,132
    ขอกด Like ที ชอบประโยคนี้คะ เมิลก็ได้รับคำแนะนำมาว่าให้พิจารณาธรรมการพลัดพรากจากสิ่งรักเป็นทุกข์ ให้พิจารณาให้เห็นถึง อนิจจัง ทุกข์ขัง อนนัตา และให้วางอุเบกขา แต่เมิลก็ยังวางไม่ได้ เข้าใจทางตรรกะ แต่ใจยังไม่ปล่อยวาง พอได้อ่านข้อความนี้เมิลก็รู้สึกชอบมาก ๆ เลยคะ

    แล้วก็เมิลก็ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะที่มาเล่าเรื่องให้ฟัง มันทำให้เราได้คิดกลับถึงความทุกข์ของเราที่ผ่านมา ปัจจุบัน และที่กำลังจะมาถึง ช่างเหมือนน้ำฝนที่หยดลงบนดินที่แห้งซะจริง ๆ
    Thank you Thank you & Thank you อย่าหยุดเขียนนะ
     
  5. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    ค่ะ...ยินดีค่ะ...ที่ข้อความต่างๆที่ลงไป...พอจะเป็นประโยชน์...สามารถนำคนให้พ้นจาก “ทุกข์ทางใจ” ของแต่ละคน ได้บ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ..อนุโมทนา ด้วยค่ะ
     
  6. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    #17 .. บอกเขาให้ฉันที!! ..2

    เมื่อฟังพระสวดเสร็จ ก็เตรียมตัวจะแยกย้ายกันกลับบ้าน...เจ้าภาพก็พากันมาขอบคุณแขก..จนเหลือแต่เพียงญาติๆ เท่านั้น...พี่ที่เป็นญาติของเจ้าภาพคนหนึ่ง...เห็นเจ้าภาพจัดงานศพให้คุณตาสวยงามมากๆ ดอกไม้เหมือนจัดในงานแต่งงานเลย...พี่คนนี้จึงพูดกับคนจัดดอกไม้ที่เป็นลูกหลานว่า..นี่ๆ ถ้าเป็นงานน้า เอาสวยแบบนี้เลยนะ...สวยวะ...ต่างคนก็พากันหัวเราะเป็นเรื่องขบขันกันไป...จนกระทั่งหลายๆ คนเริ่มทยอยกลับแล้ว..ฉันไปจุดธูปบอกตา..ว่าฉันจะกลับบ้านแล้ว..วันเผาอาจจะไม่ได้มา..ต้องดูงานฉันก่อนว่าจะมาได้ไหม...ฉันเดินไปลาเจ้าภาพ...และพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราสองคน (หมายถึงฉันกับลูกของตา)...

    ฉัน : พี่หนูกลับก่อนนะ..ไม่แน่ใจว่าวันเผาจะมาได้ไหม...ถ้ามาได้หนูจะมานะ..อ้อ!!...แล้วพี่เห็นเหมือนหนูใช่ไหม...
    พี่ : เห็นอะไรวะ...
    ฉัน : ก็ตอนที่หนูรดน้ำใส่มือของตาเขาน่ะ...พี่เห็นใช่ไหม...
    พี่ : เออ! นั่นแหละ เห็นอะไรล่ะ...ก็เห็นแต่แกมาจับขาพี่...พี่ก็พยักหน้า...
    ฉัน : ก็เห็นนิ้วโป้งพ่อพี่กระดกขึ้นมาตอนหนูรดน้ำใส่มือแกนะสิ...
    พี่ : เปล่า!! พี่คิดว่าแกแสดงว่าเสียใจกับพี่ พี่เลยพยักหน้ารับ...."_" !!!
    ฉัน : (คิดในใจ : นั่นไง...ฉันว่าแล้ว...ฉันต้องเห็นคนเดียวจริงๆ ด้วย)

    ฉันกลับมาบ้าน จนถึงวันเผา...ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะไม่ไป...เพราะฉันติดงานที่ยังทำไม่เสร็จ...แต่ในขณะที่ฉันนั่งทำงาน...ภาพของพี่คนที่พูดเล่นในงานเรื่องจัดดอกไม้ ก็ขึ้นมา...เอาแล้ว...ฉันร้อนอีกแล้ว...ฉันคิดอยู่อย่างนั้น ว่าจะไปหรือไม่ไป จะไปหรือไม่ไป อยู่อย่างนั้น จนเวลาเกือบหมดแล้ว..ฉันตัดสินใจโทรหาสามี...บอกว่าจะไป...จะแวะไปรับเขาก่อน เพราะฉันขับรถไปไม่ถูก...พอไปถึง..ตัวฉันร้อน เหมือนจะเป็นไข้...หัวปวดตุ๊บๆๆๆ ...เหมือนสาส์นที่สั่งมานานแล้ว แต่ยังไม่ถึงมือผู้รับ...ฉันเดินเข้าไปไหว้ญาติ...ภรรยาของคุณตา...น้ำตาคลอ..บอกว่า...จำได้ไหม พี่คนที่ทำของอยู่ในครัวกับหนูน่ะ...เขาเพิ่งเสียเมื่อเช้านี้...ศพเข้าอยู่อีกศาลาหนึ่ง...ฉันนึกในใจ...นั่นไง..ฉันถึงว่า ทำไมฉันเห็นเขา...ฉันเดินไปรดน้ำศพ..พร้อมทั้งน้อมบุญให้พี่เขา อืม...เขาหมดบุญแค่นี้จริงๆ ...ใบหน้าที่นอนอยู่ เหมือนเจ้าหญิงนิทราเลย...เหมือนคนนอนหลับเลย...ฉันร่วมทำบุญกับสามีเขา...สามีเขาทำหน้า งง เพราะเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพิ่งจะมารู้จักกันในงานตาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น...แล้วฉันก็มาที่เมรุเพื่อรอเวลาเผาคุณตา...

    ภาพของผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตสีแดงขึ้นมาอีกแล้ว...เสียงก็มาอีก...บอกเขาให้ฉันที บอกเขาให้ฉันที!!...ฉันนึกในใจ...ตาจ๋า...หนูก็ไม่รู้จะไปหาตรงไหน ถามลูกตาแล้ว เขาก็บอกว่าไม่มี...แล้วนี่หนูจะทำยังไงล่ะเนี่ย...ตัวร้อน หัวยังตุ๊บๆ อยู่เลย...ฉันมองไปที่สามีของญาติฉัน...เขามองหน้า..เฮ้ย!! อย่ามองพี่แบบนี้สิ...ถึงแกจะเป็นพ่อตาพี่ก็จริง..แต่พี่ก็ไม่ได้บาดหมางกับแกขนาดนั้น..ก็ดูแลกันอยู่...และพี่ก็ขออโหสิกรรมกับแกไปแล้วด้วย...ฉันบอกว่า..ไม่ใช่...ฉันก็รู้ว่าไม่ใช่เขา...แต่ฉันจะถามว่า...พอจะมีใครที่มีลักษณะแบบนี้ในบรรดาญาติของเมียพี่บ้างไหม...เขาบอกว่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน...ก็ไม่เห็นมีใครลักษณะแบบนี้เลย...เอาแล้วฉัน...(นึกถึงคำที่บอกท่านไว้..ไหนหนูขอท่านแล้วไง..ช่วยใครก็ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาไง..นี่เหมือนเล่น 20 คำถามกับหนูเลย "_"!! ) จนกระทั่งถึงตอนที่ต้องวางดอกไม้จันทร์...ฉันวางดอกไม้จันทร์เสร็จ น้อมบุญแล้ว ลงมายืนรอด้านล่าง..สายตาฉันก็ไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันไม่รู้จัก รู้แต่เพียงว่า คนนี้เป็นหลานของตาคนหนึ่ง...ฉันเดินไปด้วยความมั่นใจว่า คนนี้ น่าจะให้คำตอบฉันได้...ฉันสะกิดเขา และบอกกับเขาถึงภาพที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งข้อความในครั้งแรก...

    ฉัน : ขอโทษนะคะ...
    น้อง : ค่ะ
    ฉัน : คุณเป็นอะไรกับคนตายคะ
    น้อง : เป็นหลานของคุณปู่ค่ะ
    ฉัน : งั้นพี่รบกวนน้องหน่อยนะคะ ... ฟังไว้ก่อนนะคะ อย่าว่าพี่อย่างโน้นอย่างนี้นะคะ...ในครอบครัวน้อง หรือ ญาติพี่น้อง ที่เป็นลูกหลานของตาน่ะ มีใครลักษณะใส่เสื้อแขนประมาณนี้ไหมค่ะ และเสื้อที่ใส่มักจะชอบใส่เสื้อลายสก๊อตเล็กๆ สีแดงไหมคะ
    น้อง : ค่ะ ทำไมหรือคะ...
    ฉัน : ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณปู่ของน้อง เขาอยากให้คนนั้นไปอโหสิกรรมกับเขาตอนนี้แล้วค่ะ เพราะสังขารกำลังจะมอดไหม้ค่ะ...พี่ถูกให้มาบอกตั้งแต่แกยังไม่หมดลมหายใจค่ะ..แต่พี่ไม่รู้จะไปหาที่ไหนคะ ถามญาติพี่เขาก็บอกว่าไม่มี ไม่มี น่ะค่ะ ...ฉันพูดไป ใจก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกัน
    น้อง : ค่ะ คุณพ่อหนูเองค่ะ คุณปู่เคยโทรมาคุยเรื่องนี้ ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ค่ะ แต่หนูไม่ทราบว่า ท่านทำหรือยังคะ
    ฉัน : จ๊ะ งั้นไปบอกให้ทีนะ...บอกเดี๋ยวนี้เลย

    แล้วน้องเขาก็เดินไปคุยอะไรกับพ่อเขา...พ่อเขาเดินขึ้นไปบนเมรุอีกครั้ง .....

    ฉันสบายใจ ตัวเบาแล้ว...หายร้อนเสียที....เฮ้อ...กว่าจะเจอ...คิดว่าต้องแปะเจลลดไข้ไว้ซะแร้ว....

    ยังไม่เท่านั้นนะคะ...ความทีตาแกบุญเยอะ..เพราะชาตินี้แกแทบจะไม่ทำบาปอะไรเลย..เมื่อสังขารดับ ดวงจิตที่สั่งสมบุญไว้ ก็สามารถเลือกที่จะอยู่หรือไปก็ได้ ... คือ ถ้าไปก็ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี แต่แกเลือกที่จะอยู่ เพราะห่วงลูก ห่วงเมีย .. แกก็อยู่ที่บ้านนั่นแหละ...

    หลังจากนั้น..ฉันก็แวะไปเยี่ยมญาติที่บ้านอีก...พอเข้าไปถึง..ฉันก็เห็นตาแกใส่ชุดที่เห็นใส่เป็นประจำ นั่งที่มุมโซฟาตัวเดิม...ย้ิมให้ฉัน...ฉันกล่าวสวัสดี...แกบอกฉันว่า...เติมน้ำในฉันหน่อย..น้ำในแก้วแห้งแล้ว...ฉันก็เอื้อมมือหยิบแก้วหน้ารูปของแก ไปล้างน้ำ และเติมน้ำใส่ให้...เมียแกเห็น..ก็บ่นให้ฟังว่า...บอกให้ลูกเติมตั้งแต่เช้าแล้ว แกเอื้อมไม่ถึง ก็ยังไม่เติมให้...แล้วหนูรู้ได้ยังไงว่าต้องเติมน้ำ...ฉันยิ้ม แล้วบอกว่า “แหะ แหะ แกบอกให้หนูเติม” เมียแกก็ทำหน้าตกใจ ... ความที่ฉันกลัวว่าแกจะกลัว เลยบอกไปว่า...แหะ แหะ หนูล้อเล่น....

    และวันหนึ่งฉันมีธุระต้องผ่านบ้านแกอีก...พอดีมีจักรยานของเด็กที่ฉันไม่ใช้แล้ว สามีจะนำไปให้หลานของเขา...สามีก็บอกว่าแวะแป๊บนึงนะ....ฉันทำหน้าเซ็ง...เพราะแวะเข้าไปทีไรมักจะต้องใช้เวลานานเสมอๆ...ฉันกลัวจะไปไม่ทันธุระที่กำลังจะต้องไป...จนขับรถไปถึงซอยจะเข้าบ้านแก...ฉันกำลังจะบอกสามีเรื่องจักรยาน ว่าเอาให้แล้วไปเลยนะ...ขากลับจะแวะแล้วค่อยแวะเดี๋ยวไม่ทัน...ยังไม่ทันได้เอ่ยปากบอกเลย...เสียงแกมาเลย...“ทำไม ใจคอจะไม่แวะทักทายกันหน่อยหรือ”...ฉันปล่อยก๊ากเลย...คนในรถสงสัยฉันว่าอยู่ดีๆ ก็หัวเราะออกมา...ฉันเลยพูดออกมาว่า...“จ๊ะ ๆ แวะก็ได้ แหม กลัวหนูจะไม่แวะขนาดนั้นเลยเหรอ”.... แล้วก็เล่าให้คนในรถฟัง....เป็นไงล่ะ...บุญแกเยอะไหมละ...อิอิ




     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  7. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    ความทุกข์เป็นบทเรียนที่ต้องผ่านได้ด้วยตนเองก็จริง...แต่สำหรับบางคน ผงเข้าตาเขา จะเขี่ยออกยังไง ... ฉันเคยอ่านหนังสือเข็มทิศชีวิต อ่านกี่รอบก็ไม่เข้าใจ เพราะคนเขียนเขาเข้าใจแล้วไง ... สุดท้ายฉันกลับไปอ่านใหม่ อ่อ ... รู้จักตัวเองก่อน เมื่อเป็นสุข จงแบ่งความสุขนั้นให้กับผู้อื่นที่มีบุญหรือกรรมสัมพันธ์กัน ลองอ่านดูจากหลายๆ โพสท์ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น บางคนรู้ว่าต้องวางยังไง แต่ทำไม่ได้ ... ฉันเล่าประสบการณ์ ว่าฉันวางยังไง ... บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ (ไม่ผิดหรอก ไม่เคยมีใครดี และ เลวในโลกใบนี้) ฉันเคยถามว่า ทำไมต้องเป็นฉัน ... เป็นเพราะกรรมที่ต้องชดใช้ ปัจจัตตังที่เกิดขึ้น .. ฉันถามว่า ทำไมไม่เป็นคนที่เขามีศีลมีธรรมมีชีวิตที่ดีกว่าฉัน ฉันเหลวแหลกมาเกือบครึ่งชีวิตแล้ว ทำไมต้องเป็นฉัน ... ท่านบอกว่า ... อะไรที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ หรือ ไม่รู้สึก ทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ... 1. กรรมของฉันต้องชดใช้ 2. เคยให้ผ่านมาแล้วว่าความคิดเห็นรับรู้ ที่ผิดๆ มันเป็นยังไง ... แล้วยังอยากจะไปเป็นแบบนั้นไหม ...

    พรหมวิหาร 4 : เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

    ถ้าข้อความของฉัน ไม่ว่าจะตอนใดตอนหนึ่ง ทำให้คุณขัดข้องใจ ดิฉันขออโหสิกรรมซึ่งกันและกันกับคุณด้วยนะคะ ... อย่าให้มีกรรมต่อกันเลย .... ขอบคุณที่กรุณาอ่านและให้ความคิดเห็นนะคะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  8. ลัก...ยิ้ม

    ลัก...ยิ้ม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    3,409
    ค่าพลัง:
    +15,762
    ขออนุญาตแทรกข้อความเจ้าของกระทู้นะคะ....และเป็นความคิดเห็นส่วนตัวจริง ๆ

    ที่ต้องทุกข์... ยิ้มคาดเดาเอาเองว่า เพราะทุกข์เป็นสิ่งหนึ่งที่จะบีบรัดใจของเราให้มองเห็นอริยสัจ


    ถ้าไม่ทุกข์ก็ไม่เคยหยุด ไม่เคยพัก มัวเมาไปกับกิเลส...ยังคงมองเห็นว่ามันดี ถูกอกถูกใจ วิ่งไล่กับกิเลส ไม่หยุด

    ดังนั้นจึงมีน้อยคนนักที่ก้าวสู่เส้นทางธรรมโดยไม่ทุกข์เลย หรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่มีเลย


    และนี่นำมาฝากแม่หมอสายฝน....


    ความเมตตาท่านดั่งมหาสมุทร
    ประเสริฐสุดมากมายกว่าสิ่งไหน
    หลั่งไหลมาเหมือนฝนชุ่มชื่นใจ
    จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แผ่นดิน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  9. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070

    ค่ะ พี่ยิ้ม...

    ในโพสท์ข้างบนเขาถามว่าประมาณว่า ... แล้วคนอื่นเอาเปรียบหรือเปล่า ที่เขาทุกข์เขายังผ่านได้ด้วยตนเอง ... แต่คนอื่นทุกข์ ทำไมต้องไปช่วยเขา ... แต่ถามว่า ... ถูกค่ะ ทำไมต้องช่วยเขา ... ถ้าเปรียบเทียบ (ในความคิดของตนเองนะคะ) พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านพ้นทุกข์แล้ว ... ท่านก็สู้ของท่านด้วยตนเอง ... ไม่มีใครมาช่วยท่านเช่นเดียวกัน ... แต่ทำไมท่านต้องมาเทศนาธรรม ให้เราๆ ท่านฟังล่ะคะ ... เพราะพรหมวิหารที่ท่านรักษาไงคะพี่ ... ไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรม ... อนุโมนา สาธุ กับทุกท่านด้วยนะคะ
     
  10. ผู้มีสติ1

    ผู้มีสติ1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    750
    ค่าพลัง:
    +3,637
    เป็นกำลังใจไห้ครับ ได้ความรู้ ได้ธรรมะ สาธุ อนุโมทนามิ
     
  11. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    ^__^ ไม่เป็นไรค่ะ ... ยินดีค่ะ ... ขอให้เจอคำตอบในเร็ววันนะคะ
     
  12. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    เอ้าไหนๆ ก็ขึ้นข้อพรหมวิหารแล้ว ... ตอนที่ 18 นี้ ... ทำเอาสายฝนฯ น้ำตาตกในจนอยากตายอีกรอบเลยหล่ะ ... เดี๋ยวมานะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  13. ลัก...ยิ้ม

    ลัก...ยิ้ม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    3,409
    ค่าพลัง:
    +15,762


    อารมณ์ใจตอนนี้ตอบได้เพียงเท่านี้นะคะ ผิดถูกอย่างไร ก็โปรดรับการขอขมาด้วย เพราะยิ้มก็สักแต่รู้เพียงแค่สัญญาความจำเท่านั้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  14. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    #18 .. แกเป็นอะไร เป็นบ้าหรือเปล่า!! ..1

    จริงๆ เรื่องของตอนนี้ ไม่อยากเล่าเลย ... เมื่อคืน ลุงเขยก็มาในฝัน ... และก็พยายามบ่ายเบี่ยงจะไม่พิมพ์ ... แต่สุดท้าย ก็พิมพ์จนได้ ...

    ปกติลุงเขยกับฉันไม่ได้สนิทสนมอะไรกันเลย เรารู้จักและพูดคุยกันในฐานญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ... ช่วงที่ฉันอยู่กับ(แฟน)สามี แรกๆ ตอนที่ยังไม่แต่งงาน เราอาศัยอยู่แถวราชเทวี .. ลุงเขยแกมาบวชเอาเมื่ออายุมากแล้ว ... จนแกไม่สบาย ลูกๆ เลยพาแกมารักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ ... ฉันและแฟนแวะเวียนไปเยี่ยมเป็นประจำ ไปให้กำลังใจป้า และลุง เพราะไปทีไรก็เห็นป้าเฝ้าไข้อยู่คนเดียวทุกที และป้าก็จะระบายทุกข์ให้ฟัง ฉันและแฟน ก็เป็นเหมือนกำลังใจไปในตัว ... จนกระทั่ง ลุงเขย เสียชีวิต (มรณะภาพ) ที่โรงพยาบาลนั้น ... เวลาผ่านไปได้ประมาณ 1 กว่าๆ เกือบสองปี ฉันและแฟน แต่งงานกัน ... ช่วงนั้นฉันย้ายกลับมาอยู่กับน้าสาว และตาของฉัน ... (พิมพ์ไปซึ้งไป T T) เพราะสามีบอกว่า ... เรากลับไปหาตาเธอกันเถอะ เรามาอยู่ด้วยกันนานแล้ว ให้เธอได้อยู่กับตาของเธอบ้าง...เราจึงตัดสินใจ ย้ายกลับไปอยู่กับน้ากัน ... ด้วยความที่ฉันเป็นคนไม่มีครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ... บ้านก็ไม่มีเป็นของตัวเอง...ครั้นจะจัดงานแต่งที่บ้านน้าก็เกรงใจเขา กลัวจะเป็นภาระและความลำบากให้กับเขา ...สองคนจึงตัดสินใจ แต่งกันที่โรงพยาบาลสงฆ์ เพราะที่นั่น เราก็ไปทำบุญกันบ่อยอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากว่าใกล้ที่พักเก่า...สรุปช่วงเช้าทำพิธีทางสงฆ์ที่โรงพยาบาลสงฆ์ และช่วงเย็นจัดเลี้ยงที่โรงแรม...เช้าวันแต่ง ฉันตื่นแต่ตี 2 เพราะช่างแต่งหน้านัดไว้ตี 3 ตื่นมาเตรียมความพร้อมอะไรหลายๆ อย่าง ให้พร้อมก่อนที่ช่างแต่งหน้าจะมา...จนเกือบตี 3 ช่างแต่งหน้ามา น้องเขยวิ่งหน้าตาตื่นมาถาม...เสียงหมาเห่าลั่นซอยเลยเกิดอะไรขึ้น...แล้วก็วิ่งลงไป ...เห็นรถโฟล์คเต่าสีส้มแปร๊ด...มาจอดอยู่หน้าบ้าน...น้องเขยเปิดประตูรับช่างแต่งหน้า...แล้วขึ้นมาบอกว่า “แหม..ผมก็ตกใจคิดว่าหมามันเห่าอะไร มันเห่ารถช่างแต่งหน้าพี่นั่นแหละ”...ฉันหัวเราะ...“เออ ๆ มันคงไม่เคยเห็นรถสีส้มแปร๊ดขนาดนี้มั๊ง 555+++” แต่งหน้าเสร็จตี 5 กว่าแล้ว ฉันต้องรีบไปแล้ว..เพราะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนัดไว้ 6 โมงครึ่ง..ไปถึง เขาก็ให้คู่บ่าวสาวไปใส่บาตรพระอาพาธตามหอผู้ป่วย ฉันขึ้นไปที่ชั้น 5 ซึ่งลุงเขยฉันเสียที่ ชั้น 4 หรือ 5 ก็ไม่รู้ จำไม่ได้เหมือนกัน เพราะลักษณะชั้นเหมือนกันเด๊ะเลย ...ใส่บาตรพระ 9 รูปเสร็จ ก็กลับมาที่ลิฟท์ เพราะต้องลงมาทำพิธีทางสงฆ์ต่อที่ชั้นล่าง ตึกด้านหน้า .... มารอลิฟท์กันอยู่ 3 คน ช่างภาพ ฉัน และ สามี ...พอลิฟท์มา พวกเราก็ก้าวเข้าไปในลิฟท์ ....ลิฟท์ไม่ยอมเดิน...ฉันก็กดใหญ่เลย ทำไมไม่ปิดประตู ทำไมไม่เดิน...ก้าวเท้าออกมาลิฟท์ก็ปิดแล้วเดินต่อ...เราก็ยังไม่เอะใจกัน...ลองกดใหม่..ลิฟท์มาเหมือนเดิม...แล้วฉันก็หลุดปากพูด “หวังว่าคงไม่ค้างอีกนะ”...แหม ปากประกาศิตจริงๆ คราวนี้มีคนในลิฟท์ด้วย 1 คน ... ค่ะ พอลิฟท์มาก้าวขาเข้าลิฟท์กัน...ลิฟท์หยุดไม่ขยับไปไหนเลย...พวกเราเลยตัดสินใจออกจากลิฟท์และตั้งใจว่าจะเดินลงบันไดไป...พอออกจากลิฟท์มา ลิฟท์ไปต่อค่ะ ... งง ไหมคะ ....ฉันกลัวจะไม่ทันฤกษ์ เลยจะลงบันไดกันไป ... แต่พอก้าวเท้าลงบันไดไปได้ขั้นเดียวเท่านั้น...หน้าลุงเขยก็ขึ้นมาทันที ... ฉันถึงบางอ้อเลย ... เลยบอกช่างภาพกับสามีว่า..ไม่ต้องเดินแล้ว คราวนี้เราลงลิฟท์กันได้แล้ว...ช่างภาพก็บอกว่า..จะเอางั้นเหรอพี่ เดี๋ยวลิฟท์ไม่ไปอีกจะเสียเวลานะครับ..ฉันบอกว่า “เอาน่า คราวนี้ไปได้แน่นอน” ในขณะที่เดินไปลิฟท์ ฉันอธิษฐานจิตบอกว่า “ลุงจ๋า วันนี้เป็นวันแต่งงานของหนู ลุงไปรับบุญกุศล และอวยพรให้หนูด้วยนะ” แล้วฉันก็ก้าวขาเข้าลิฟท์ไป...ลิฟท์ลงมาชั้นล่างสุด...ช่างภาพ มองหน้าฉันแบบตื่นๆ เขาถามฉันว่า..พี่เลี้ยงอะไรหรือเปล่าเนี่ย...เปล่า!! ทำไมถึงถามแบบนั้น ... ก็พอพี่บอกว่าลิฟท์ไปได้ มันก็ไปได้จริงๆ...พี่มีอะไรหรือเปล่าเนี่ย...ผมกลัวนะ...ฉันหัวเราะ และนึกในใจ (ตรูจะบอกดีไหมเนี่ย แค่นี้เขายังกลัวแล้วถ้าบอกไป เค้าต้องไม่ถ่ายรูปให้ฉันต่อเป็นแน่...)......

    หลังจากที่สัมผัสอะไรได้บ้างแล้ว...วันหนึ่งฉันก็เจอเครสที่ไม่อยากทำ ไม่อยากเจอ ไม่อยากเป็น ไม่อยากช่วยอะไรเลย ... ฉันทำงานบ้านปกติ ... ป้ามาหาฉันที่บ้าน บอกว่าลูกสาวเขาท้องได้สองเดือนแล้ว ฉันก็รับฟัง และให้คำปรึกษาไปตามที่ฉันพอจะทำได้ ในทางโลก....ผ่านมาไม่กี่วัน ฉันยืนล้างจานอยู่ เสียงในใจก็บอกว่า “เจ้ายังขาดข้อเมตตาอยู่ ถึงแม้พรหมวิหารที่จะให้รักษานั้น ขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็เท่ากับไม่สมบูรณ์ เมตตาใดเล่า จะเทียบเท่าเมตตาญาติกา มารดา บิดา ของเจ้าก่อน” แล้วภาพจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของน้องคนนั้นก็ขึ้นมา...ฉันเครียดมาก ฉันพูดออกมาเลยว่า “หนูไม่ช่วย” เพราะหนูไม่ค่อยเห็นเขาทำบุญยกเว้นแม่ของเขา ... แล้วจะให้ไปบอกอะไรที่เขาไม่เห็นภาพด้วย จะช่วยเขาได้ยังไง เหมือนหนูบ้าแล้วเอาความบ้าไปให้เขาดู ... หนูไม่ช่วย.... ฉันพูดอยู่อย่างนั้น 3 วันเต็ม เสียงในใจก็บอกแบบนั้นเช่นเดียวกัน...ฉันร้องไห้...บอกว่า ให้หนูช่วยคนอื่นได้ไหม ไม่เป็นครอบครัวนี้ได้ไหม หนูไม่ทำ ได้ไหม...ท่านบอกว่า เมตตาไงเจ้า เมตตาเขา...เวลาเหลือน้อยเต็มที จงนำไปบอกเขา...ฉันก็แค่ได้ยินแต่ไม่ทำตาม...ฉันตัวร้อนเหมือนจะเป็นไข้...คิดในใจ แล้วฉันจะทำยังไงวะเนี่ย...พวกเขายิ่งไม่ชอบฉันอยู่...แล้วไปบอกอะไรที่มันพิสูจน์ไม่ได้แบบนี้...ไม่อยากทำเลย...แล้วจู่จู่ ป้าก็โทรมาบอกว่า ลูกเขาเข้าโรงพยาบาล เพราะแพ้ท้องมากกินอะไรไม่ได้เลย ... ฉันก็รับทราบ...วางโทรศัพท์เสร็จ...เสียงก็บอกว่า...นี่คือโอกาส ให้ไปวันนี้ ไปบอกเขาวันนี้...ฉันก็บอกว่า นี่มันดึกแล้ว เป็นพรุ่งนี้ได้ไหม ยังไงหนูจะไปแต่เช้า...ไม่ได้ เพราะหลังจากนี้ เจ้าจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว...ฉันเลยโทรบอกป้าว่าจะไปเยี่ยม ให้แวะมาที่บ้านฉันจะไปพร้อมกัน...ตอนแรกลูกเขยแกจะมาส่ง ฉันว่าฉันจะติดรถไปด้วย...แต่ปรากฏว่า ลูกเขยแค่มาส่งแล้วกลับเลย...ฉันเลยต้องไปด้วยรถตนเอง...ฉันรอสามีมาแล้วไปพร้อมกัน ไปถึงนั่นก็ 4 ทุ่มกว่าแล้ว...ในขณะที่นั่งรถไป ฉันถามป้าว่า ลุงเขยเกิดปีอะไร เดือนอะไร เพราะก่อนจะมาฉันเห็นหน้าลุงเขย...“ป้าพูดวันเดือนปีออกมา แล้วบอกว่าใกล้กับกำหนดวันคลอดของลูกสาวแก อย่าบอกนะว่าลุงเขยจะมาเกิดในท้องลูกสาว”...ฉันบอกว่า หนูไม่รู้เหมือนกัน กลัวว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะทำไมตอนที่คุยโทรศัพท์ลุงถึงมาให้ฉันเห็นหน้า...ไปถึง...ฉันถอนหายใจก่อนเข้าห้องคนไข้...ฉันต้องตัดใจ เขาจะฟังหรือไม่ฟังก็ตาม จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม...แต่สาส์นมาแล้ว ฉันต้องทำหน้าที่ของฉันแล้ว....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  15. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    #18 .. แกเป็นอะไร เป็นบ้าหรือเปล่า!! ..2

    ฉันถามว่าเหนื่อยมากไหม...เขาบอกว่าเหนื่อย...ฉันบอกเค้าว่ารู้ใช่ไหมว่าสามีคือเจ้ากรรมนายเวร...เขาพยักหน้า...ฉันบอกว่าเจ้ากรรมนายเวรตัวใหญ่ที่สุดอยู่ในท้อง...เขาผิดศีลข้อที่ 3 ค่อนข้างแรง ฉันไม่อธิบายต่อ คิดว่าเขาเข้าใจในตัวเขา...ผิดศีลข้อที่ 4 ค่อนข้างหนักเช่นเดียวกัน ...ฉันอธิบายให้เขาฟังว่าเกี่ยวกับอะไร...แต่...เขาเป็นเด็กกตัญญูที่เลี้ยงดูพ่อแม่...เขามีพระแม่กวนอิมดูแลสังขารนี้อยู่...ฉันบอกว่าให้ไปขอพรพระแม่กวนอิม ให้คุ้มครองเขาและลูกในท้อง และเลิกกินเนื้อวัวให้พระแม่...แล้วอาการแพ้ท้องจะดีขึ้น...ที่สำคัญที่สุด ...ก่อนที่จะแต่งงาน และก่อนที่จะคลอดเด็กคนนี้ออกมา ...ให้นำขันธ์ 5 ขอขมากรรมแม่ (เพราะเขามีบางอย่างที่เป็นกรรมแรงกับแม่อยู่ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะถาม แต่ป้าบอกเองว่าเรื่องอะไร ฉันได้ยินก็อึ้งไปเหมือนกัน)... เป็นไปได้ให้ทำพิธีทางสงฆ์นะ...ผ่านการให้พรจากพระผู้มีศีล 227 ...เขาไม่รับปากอะไร พูดแต่ว่า สงสารสามีฉันนะ ดึกแล้ว กลับบ้านเถอะ ... ฉันรู้แล้วว่าเขาไม่อยากได้ยินอะไรที่ฉันพูดอีกแล้ว... ฉันเลยขอตัวกลับ...เดินออกมาจากห้อง แม่ของเขายกมือไหว้ฉัน...ฉันบอกว่าอย่าไหว้ฉัน...ฉันไม่ได้อยากมาเลย..ครูบาอาจารย์ท่านให้มา...ถ้าจะไหว้ขอบคุณ ก็ขอให้นึกถึงครูบาอาจารย์ฉันก็แล้วกัน...แม่เขาบอกว่า..ขอให้สิ่งที่ฉันบอก ขอให้ลูกเขาเชื่อแล้วทำตามเถอะ เขาจะไม่ลืมบุญคุณนี้เลย...พร้อมทั้งยื่นแบงก์ 500 มาให้ฉัน ฉันถามว่า ให้ฉันทำไม แม่ของเขาบอกว่าให้เป็นค่ารถ ฉันบอกว่าไม่ต้องหรอก...ไม่ได้เสียน้ำมันอะไรมากมาย..เก็บไว้เถอะ แกก็ยกมือไหว้ฉันอีกรอบ..แล้วครูบาอาจารย์ของแม่เขาก็ขึ้นมา ให้บอกเขาว่า “สัจจะ ที่ให้ไว้ ทำให้ได้นะ” ฉันก็พูดตามที่ฉันได้ยิน...บอกว่า หนูไม่รู้นะว่าไปตั้งสัจจะอะไรไว้ แต่ปู่บอกว่า เมื่อตั้งสัจจะแล้วให้ทำให้ได้....


    จากนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร....เขามาที่บ้านเพื่อมาบอกวันแต่งและสถานที่แต่ง...เอาอีกแล้ว...เสียงมาทันที บอกเรื่องดวงจิตที่เคลื่อนย้าย “ดวงจิตที่อยู่ในครรภ์นั้น สลับสับเปลี่ยนตลอดเวลา สังขารฟูมฟักเติบโต ก็เติบโตไป แต่ดวงจิตนั้นจะสลับสับเปลี่ยนตามแรงบุญและแรงกรรมของผู้เป็นมารดา” ฉันได้ยินดังนั้น...จึงพูดอีกรอบว่า...อยากให้จัดพิธีทางสงฆ์เน๊าะ..ให้พระท่านให้พร..เพราะถ้าตอนแต่งไม่ได้ท้องอยู่ จะมีพิธีหรือไม่มีก็ได้ ... แต่นี่ท้องแล้วเน๊าะ สังขารมาแล้วเน๊าะ..อยากให้ผ่านการให้พรของพระเน๊าะ...เขาบอกว่า...สามีเขาไม่อยากยุ่งยาก...ฉันก็บอกว่า..อืมถ้างั้นไปแต่งที่โรงพยาบาลสงฆ์ไหม..ไม่ยุ่งยากเลย และอีกอย่างก็ไม่ต้องใช้เงินเยอะด้วย...เขาตอบทันทีว่า “เรื่องเงินไม่สำคัญสำหรับหนูหรอก แต่หนูและแฟนไม่เห็นว่าจำเป็น และเป็นเรื่องยุ่งยาก” ฉันเลยหยุดพูด ... เพราะเขาเข้าใจเจตนาฉันผิดแล้ว ฉันควรหยุดพูดได้แล้ว...

    จนกระทั่งก่อนวันแต่ง...ฉันก็ตั้งใจจะไปงานแต่งเขา...เพราะฉันไม่เคยขาดเลยสักงานที่เกี่ยวกับญาติพี่น้อง..สามีฉันก็อุตส่าห์ใจดี..ให้โทรไปถามเขาว่ามีอะไรให้ช่วยไหม...เพราะตอนงานแต่งของเรา เขามาช่วยรับแขก แจกของชำร่วยให้...ฉันก็บอกว่า ไม่อยากโทรเลย ไม่ต้องถามเขาหรอก ..สามีก็ขยั้นขยอ...เออน่า เธอโทรไปเถอะ เขายังมาช่วยเราเลย อย่างน้อยเราก็เป็นพี่น้องกัน...ฉันโทรหาเขา ถามว่าสบายดีไหม มีอะไรให้ช่วยไหม เขาบอกไม่มี เพราะไม่มีพิธีเช้า ไปกินเลี้ยงเลย ... ฉันพูดต่อว่า ...นี่พี่คุยให้ฟังเฉยๆ นะ เหมือนกับพี่เล่าให้ฟังแล้วกัน...พี่ให้ไปขอพระพระแม่กวนอิมแล้วเลิกเนื้อวัวให้ท่าน...ก็ไปบนท่านซะ...พี่บอกให้ขอขมากรรมแม่ก่อนแต่งงาน...ก็ไม่ทำ...พี่บอกให้มีพิธีทางสงฆ์...ก็ไม่ทำ...ถามว่าทำไมต้องทำ...ร่างกายเราเติบโตก็จริง แต่วิญญาณกับร่างกายคนละส่วนกัน...ดวงจิตที่สลับสับเปลี่ยนอยู่ตอนนี้ มีโอกาสที่จะมาจากทั้งข้างล่างและข้างบน ถ้าผ่านพิธีทางสงฆ์ ผ่านการอวยชัยให้พรของพระ โอกาสที่เด็กข้างบนจะมาก็สูงกว่า...แต่ช่างมันเถอะ...มาถึงวันนี้แล้วนี่เน๊าะ...ขอให้มีความสุขมากๆ นะ แล้วเจอกันที่งาน

    วันรุ่งขึ้น...แม่ฉันร้องไห้...มาหาฉันที่บ้าน ...แกไปบอกบ้าอะไรกับเขา แกไปบอกให้เขาทำอะไร..ฉันถามว่า ฉันทำอะไร...แกไปบอกอะไรไปบอกว่าลูกเขาจะมาจากนรกสวรรค์อะไร เนี่ย เขาบอกว่าลูกเขากลัวไปหมดแล้ว ลูกเขยเขาโกรธมาก บอกว่าฉันเป็นใคร มันรู้ถึงขนาดว่าลูกกูจะมาจากนรกสวรรค์เลยเหรอ...ฉันไม่โกรธเลยนะ...แต่..ฉันโคตรเสียใจเลยที่แม่ร้องไห้มากมายขนาดนี้...และฉันก็โทรไปอธิบายให้น้าอีกคนฟัง เพราะเขาเป็นคนโทรมาหาแม่...และโทรไปหาน้องอีกที คราวนี้เขาไม่รับสาย ...ฉันเลยฝากข้อความว่า “พี่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไรให้กลัวขนาดนั้น บอกสามีน้องด้วยนะ ว่าพี่ขอโทษ ถ้าคำพูดของพี่ทำให้ทุกคนในบ้านของน้องทุกข์ใจกันขนาดนั้นพี่ขอโทษจริงๆ”...พอเสร็จ น้าสาวก็โทรมาร้องไห้กับแม่.....แม่ร้องไห้อีกรอบ....แม่พูดต่อ...เขาว่าฉันเป็นบ้าไปคนหนึ่งแล้ว ฉันไม่อยากให้ใครว่าลูกฉันเป็นบ้าไปอีกคน...ไหน ใครบอกให้แกบอก...ฉันบอกครูบาอาจารย์...แม่บอกว่า ไหนครูบาอาจารย์แกเป็นใครมาให้ฉันเห็นหน่อยสิ อะไรกัน มาบอกอะไรให้ลูกฉันเป็นบ้าไปอย่างนี้ ... เนี่ย เขากลัวกันไปหมดแล้ว....ฉันเลยพูดต่อ...ดีเหมือนกัน แม่ท้าเลย หนูก็อยากเห็นเหมือนกัน ได้ยินแต่เสียงมานานแล้ว เอาเลยแม่ บอกให้มาเลย...แล้วฉันก็ร้องไห้....แม่ร้องไห้อยู่นาน แม่เสียใจมาก...ฉันทนเห็นไม่ได้ ฉันรู้สึกว่า ฉันสร้างเวรกรรมกับแม่แล้ว เพราะฉันทำให้แม่เสียน้ำตา...ฉันตัดสินใจขึ้นไปจุดธูปสิบหกดอก แล้วพูดเลยว่า ... หนูไม่ทำอะไรแล้ว ไหนบอกว่า หนูช่วยแล้วหนูจะไม่เดือดร้อน ตอนนี้แม่หนูร้องไห้น้ำตาจะเป็นสายเลือดแล้ว ... แล้วอย่างนี้ ยังจะว่าไม่เดือดร้อนอีกหรือ ไม่เอาแล้ว และต่อไปนี้ หนูจะไม่ปฏิบัติ ไม่สวดมนต์ภาวนา ไม่ทำอะไรแล้ว จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม กินเหล้า อย่างที่หนูเคยกิน...หนูไม่ทำแล้ว ไม่ต้องมาบอกอะไรหนูอีกแล้ว...แล้วฉันก็ร้องไห้อยู่อย่างนั้น...แต่...อะไรก็ไม่รู้ ทำให้ฉันตัดสินใจนั่งสมาธิ....ภาพแรกที่ขึ้นมา เป็นภาพพระอริยสงฆ์ในท่านั่งขัดสมาธิ แต่ตาท่านเบิกโพลงจ้องฉันตาเขม็งเลย..ฉันบอกไม่ใช่ ไม่เอา ฉันคิดไปเอง ไม่ใช่ท่านแน่ๆ เพราะถ้าเป็นท่านจริงๆ ท่านต้องบอกกับแม่ฉันได้สิ...แล้วภาพครูบาอาจารย์อีกหลายท่านก็มาเป็นสไลด์ ภาพสุดท้ายที่ทำให้ฉันแน่ใจและสามารถตอบคำถามแม่ได้แล้ว...คือภาพพระอริยสงฆ์รูปแรกที่ท่านมาในภาพขัดสมาธิมือท่านถือใบลานอยู่ตาจ้องเขม็งมาที่ฉันเหมือนดุ....ฉันร้องไห้ในสมาธิ ร้องจนเสื้อฉันเปียกไปหมด...ภาพที่เห็นทั้งสองภาพ ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย...ฉันลงมาเปิดคอมฯ เพื่อจะ search ภาพนั้นให้เจอ...ฉันหาไม่เจอ...วันรุ่งขึ้นฉันข้ามไปบ้านแม่แต่เช้า แล้วอธิบายภาพที่เห็นให้พ่อเลี้ยงฟัง...พ่อพาฉันขึ้นไปห้องพระ แล้วไปชี้รูปภาพที่ฝาผนังให้ดู ฉันพูดทั้งน้ำตา ภาพนี้แหละ ที่หนูเห็น แต่ขาท่านไม่ได้หย่อนลงมาแบบนี้ ท่านนังขัดสมาท ตาท่านจ้องหนูดุกว่านี้ ... หนูเชื่อแล้ว หนูเชื่อแล้ว...แต่ปัญหามันยังไม่หมดไง...ฉันกับสามีตัดสินใจที่จะไม่ไปงานแต่งเขา...เพราะแค่นี้ เขาก็เป็นทุกข์กันพออยู่แล้ว...ถ้าฉันไปให้เขาเห็นหน้า ในวันที่เขาควรจะมีความสุขที่สุด ... คุณว่า ฉันควรจะไปไหม...
     
  16. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    #18 .. แกเป็นอะไร เป็นบ้าหรือเปล่า!! ..3

    ฉันเป็นทุกข์เพราะเรื่องนี้อยู่เป็นเดือน ตีความหมายของพรหมวิหารที่ท่านให้รักษาไม่แตก...ฉันพูดคนเดียว...ก็ไหนให้เมตตาไง ก็เมตตาแล้วไง แล้วทำไมหนูต้องเดือดร้อนด้วย...ช่วงนั้นฉันคุยกับคนที่มีญาณ คุยกับเพื่อนหมอดูที่ฉันคุ้นเคย พยายามหาคำตอบให้ได้ว่ามันคืออะไร มันคืออะไร ทำไมฉันต้องทำแบบนี้.....ฉันคุยแบบนี้ เศร้า ทุกข์ และพยายามหาคำตอบในการช่วยคนจนเกิดทุกข์กับฉันแบบนี้อยู่เป็นเดือน....จนกระทั่ง...ฉันนึกถึงพระสงฆ์รูปหนึ่ง ที่เป็นเพื่อนกับน้องสาว ...ท่านเป็นพระป่า เพราะบวชแล้วท่านไปจำวัตรที่กาญจนบุรี อยู่ในป่าปลีกวิเวกไปทางนั้น...ฉันโทรไประบายทุกข์กับท่าน เล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง เพราะท่านก็รู้จักคนครอบครัวของฉันบ้างเหมือนกัน...คำตอบมาเลยค่ะ...ฉันถึงพูดเรื่องผงเข้าตาไงคะ...ฉันถามท่านว่า...ครูบาอาจารย์ให้พี่ถือพรหมวิหาร พี่ก็ทำตามความเข้าใจของพี่ แต่ทำไม่เป็นแบบนี้ ก็เมตตาแล้วไง เมตตากับคนที่ไม่อยากยุ่งตั้งแต่แรกแล้วไง ... แล้วทำไมผลออกมาเป็นแบบนี้...พี่เสียใจที่พี่ทำให้แม่พี่เป็นทุกข์มากมายขนาดนี้...ท่านย้อนถามว่า...โยมพี่...พรหมวิหาร 4 มีกี่ข้อ...มี 4 ข้อใช่ไหม..ไม่ได้ให้ใช้ข้อใดข้อหนึ่ง...ท่านกำลังฝึกพี่ สอนพี่ให้รู้เรื่องพรหมวิหารจริงๆ เข้าใจจริง...
    เมตตา : พี่เมตตาตาแล้ว เพราะถ้ายังอคติอยู่ ความเมตตาที่ให้จะสมบูรณ์ได้อย่างไร เมตตา คือ ปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข กรุณา : ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ท่านถึงบอกให้พี่ไปบอกเขาไง มุทิตา : ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี พี่ยินดีกับเขาแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเมื่อเราทำแล้ว พยายามเต็มที่ ตามหน้าที่ของเราแล้ว อุเบกขา : วางเฉย ปล่อยวางกลับที่สิ่งที่เกิดขึ้น ... โยมพี่...พรหมวิหารไม่ได้ให้ใช้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง...แต่ให้ใช้ควบคู่กันไป...อาตมาพูดเท่านี้ โยมพี่เข้าใจที่อาตมาพูดแล้วหล่ะ...ฉันร้องไห้...ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณท่าน ที่ไขกระจ่างให้ฉัน...ฉันตัดความคิดเศร้าหมองทิ้งทันที...และไม่ได้สนใจเลยว่า ฉันจะถูกเอาไปนินทาลับหลังอย่างไร...ทั้งที่ฉันได้ยิน......

    กรรมเดินต่อแล้ว ... เวลาที่ท่านบอกว่าเหลือน้อยตอนนั้น ฉันเข้าใจแล้ว....ฉันได้แต่มอง..ความเป็นไป................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กุมภาพันธ์ 2011
  17. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเรื่องของตอนที่ 18 แล้ว เพราะสะเทือนใจเหลือเกิน...ถ้าเจ้าของเรื่องได้อ่าน...ขอให้เป็นธรรมทานในการนำข้อพรหมวิหารได้อธิบายให้คนอื่นได้เข้าใจ เพื่อเป็นบุญกุศลของคุณต่อไปนะคะ....สาธุ

    พรหมวิหาร 4


    ความหมายของพรหมวิหาร 4

    พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่

    เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
    กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
    มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
    อุเบกขา การรู้จักวางเฉย

    คำอธิบายพรหมวิหาร 4
    1. เมตตา : ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้
    และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น

    2. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกาย
    ไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

    - ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และ
    ความตายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์

    - ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์

    3. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของเพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง

    4. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
     
  18. OJET'S

    OJET'S เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กันยายน 2009
    โพสต์:
    152
    ค่าพลัง:
    +483
    แวะเข้ามาอ่าน ... ปรากฏว่าติดใจซะละ
    อนุโมทนากับเรื่องราวของพี่ สายฝนฉ่ำเย็น ด้วยนะครับ
    มีประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมจริง ๆ ... ติดตามเรื่อย ๆ ครับ
     
  19. หายใจ

    หายใจ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2011
    โพสต์:
    8
    ค่าพลัง:
    +13
    เข้ามาตามอ่านครับ ถ้าเป็นผมๆ จะไปครับและจะบอกกับคนที่เขาเชื่อถือที่สุด (คนที่เขาเชื่อที่สุดต้องเข้าใจในสิ่งที่เราบอกด้วยนะ) และก็ทำซ้ำๆ ด้วยวิธีการนี้แต่อาจเปลี่ยนคนฟังเปลี่ยนคนบอกต่อ จนกว่าจะหมดเวลาในการช่วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนนะครับ หวังว่าคงได้เจอกัน ^......^

    เออ... ส่วนเรื่องที่พี่เขียนว่า เด็กที่กำลังจะเกิดเปลี่ยนแปลงวิญญาณอยู่ตลอดเวลา ผมขอเสริมหน่อยนะครับ มันกฏของการดึงดูดนะครับ ผู้มีกรรมเหมือนกันจะดึงดูดซึ่งกันและกัน อย่างเช่น พี่กับผมและท่านอื่นที่เข้ามาร่วมอยู่ในที่นี้นะคัรบ (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวถ้าเขียนแล้วทำให้ท่านใดไม่สบายใจก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  20. สายฝนฉ่ำเย็น

    สายฝนฉ่ำเย็น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,474
    ค่าพลัง:
    +7,070
    ค่ะ จริงๆ ฉันต้องเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมา เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว แต่ความที่บ่ายเบี่ยง จะไม่ทำไงคะ ตอนนี้ แทบจะไม่มีเงินกินข้าวแล้วค่ะ ... จึงต้องออกมาดูดวงด้วย id ของตนเอง ... ต้องมานั่งพิมพ์อะไรแบบนี้ให้พวกคุณได้อ่าน ... แต่ถ้าอ่านแล้วขัดข้องหมองใจ ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ ... ดิฉันก็ทำตามหน้าที่เช่นเดียวกัน .... ถ้าสงสัยจริง ลองปล่อยวางดูไหมคะ ลองทำแบบที่คุณสงสัย และตั้งใจทำดู เพราะทุกอย่าง เป็นปัจจัตตังจริงๆ ใครทำ ใครรู้ ใครดู ใครได้ ... ไม่ได้มีใครบังคับใคร ดิฉันทำตามความรู้สึกเรื่องของพรหมวิหาร ขนาดตีโจทย์ไม่แตก ยังมีผู้ตอบให้กระจ่าง ... ดิฉันไม่เคยเชื่ออะไรเรื่องพวกนี้เลย ... สิ่งที่แม่เป็น กว่าดิฉันจะเข้าใจ ก็มาเข้าใจตอนที่ดิฉันสัมผัสนี่แหละค่ะ เพราะอะไรที่ท่านเห็นแล้วมาเล่าให้ฟัง ฉันบอกตรงๆ นะคะ ฉันไม่เคยเชื่อเลย แต่ไม่เคยขัด คือ ฟังไว้ก่อน ในเมื่อเขาตั้งใจเล่าให้ฟัง ฉันก็ทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดี แต่ฉันจะทำตามหรือไม่ นั่นก็คือความคิดของฉัน จนทุกอย่างมันเกิดขึ้นกับฉัน และไปตรงกับสิ่งที่แม่เคยเป็นมาก่อน ฉันจึงยอมรับโดยดุษฏี เพราะเคยฟังแล้ว แต่ไม่เคยสัมผัส เมื่อได้สัมผัสด้วยตนเอง จนเกือบเอาตัวไม่รอด ... และ สิ่งที่ถูกสอนในสมาธิ ในกรรมฐาน ฉันหาเหตุและผลมาลบล้างหลายต่อหลายครั้ง ถ้าสิ่งที่ฉันถูกสอนทำให้ดิฉันคลายจากทุกข์ที่เป็น ก็พอใจแล้ว เพราะชีวิตมีแค่นี้ เมื่อวันหนึ่งสังขารดับ ดวงจิตก็เคลื่อนที่ แล้วจะไปตั้งกฏเกณฑ์อะไรมากมาย สิ่งที่ได้ยินมา จงอย่าเชื่อทั้งหมด แต่ถ้าไม่เชื่อ จงพิสูจน์ด้วยตนเอง ... ขอให้เจอคำตอบในเร็ววันนะคะ ... ^_^ สาธุค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...