#โพสต์ให้อ่าน เพื่อแบ่งปัน

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย อมิตฎา, 20 กรกฎาคม 2019.

  1. เพื่อนผู้รอนาน

    เพื่อนผู้รอนาน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2019
    โพสต์:
    554
    ค่าพลัง:
    +746
    แล้วรู้หรือว่า.
    คำใดเป็นของพระพุทธเจ้า.
    พระไตรปิฏก.
    ยังแปลไม่เหมือนกันเลย.
    แล้วเอาอะไรมาตัดสิน.
    มีคนมาหลอกว่า.
    คำนี้เป็นคำของพระพุทธเจ้า.
    แล้วก็หลงเชื่อ.
    พระพุทธศาสนา.
    ก็จะเสื่อมถอย.
    เพราะมีคนที่พยายาม.
    บิดเบือนคำสอน
    ของพระพุทธเจ้านั้น.
    มีอยู่จำนวนมาก.
    ในปัจจุบัน.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 สิงหาคม 2019
  2. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    ใช้ผลของการปฏิบัติที่ได้มาตัดสิน ดูที่ใจตนว่าอกุศลยังเกิดถี่ๆ มั้ย โลภ โกรธ หลง ลดลงบ้างมั้ย
     
  3. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
     
  4. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    (พระคุณเจ้าหลวงปู่ขาว อนาลโย) วัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

    #ตัณหา เหตุให้เกิดทุกข์"

    " .. ตัณหาว่าความใคร่ "ความใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ มันเป็นตัณหา" ครั้นดิ้นรนอยากมาได้แล้วก็อยากเป็น ทีนี้มันเป็นตัณหาขึ้น อยากเป็น คืออย่างเป็นอินทร์ เป็นพรหม เป็นจักรพรรดิ เป็นเศรษฐีคหบดี อยากเป็นเพราะตัณหา มีตัณหาสาม

    - ความใคร่ เรียกว่า กามตัณหา
    - ความดิ้นรนอยากได้ เป็นภวตัณหา
    - วิภวตัณหา คือความไม่อยากเป็น ไม่อยากมี

    เหมือนผมหงอก ฟันหัก ร่างกายหดเหี่ยวตามืดตามัว ความแก่ไม่อยากเป็น "อารมณ์ที่ไม่ชอบก็ไม่อยากพบไม่อยากเห็น ไม่อยากเป็น นี่เรียกว่าวิภวตัณหา" มีความขัดเคือง "ตัณหานี่เป็นเหตุให้จิตใจเกิดทุกข์"

    เพราะเหตุฉะนั้น "พระพุทธเจ้าจึงให้พิจารณาให้เห็นทุกข์เสียก่อน" อันใดเป็นทุกข์ อัตตภาพร่างกายทั้งหมดทั้งก้อนนี้เป็นทุกข์ ทุกข์มาจากความเกิด .. "
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    ถ้าจะพิจารณาถึงสัตว์เดรัจฉานบางจำพวกแล้วเช่น อึ่งอ่างเป็นต้น จะออกมาวิวุ่นก็ปีละครั้ง และก็มีเวลาจำกัดอีกด้วย เหลือนั้นต้องวิเวกอยู่ของใครของมัน กบก็เช่นกัน เป็นเรื่องน่าพิจารณาทั้งนั้น

    ผู้ท่องเที่ยวในสงสาร กรรมและผลของกรรมมีอำนาจจำแนกให้ดีและเลวต่างกัน ตามเหตุและผลที่เจ้าตัวสร้างสรรค์ไว้ เมื่อสร้างไว้แล้ว(แม้)ไม่อยากรับก็ได้รับ จะรู้ตัวหรือไม่ไม่เป็นปัญหา ต้องให้ผลตามเหตุที่สร้างไว้ไม่ลำเอียง ทางดีก็โดยนัย ทางชั่วก็โดยนัย

    เรื่องเหตุ ๆ ผล ๆ นี้ แยกออกได้เป็นสองทาง ทางหนึ่งเป็นทางโลกีย์ ทางหนึ่งเป็นทางโลกุตตระ

    เหตุผลทางโลกีย์นั้นเหตุใจผลใจหนักไปในทางวัตถุนิยมเป็นเจ้าใหญ่นายโตของเจตนารมณ์

    เหตุผลไปทางโลกุตตระนั้น เหตุใจผลใจหนักไปทางบรรเทา และพยายามแก้กิเลสและความหลงของเจ้าตัวไปเป็นตอน ๆ จนถึงที่สุดแห่งความหลง

    สิ่งเหล่านี้ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าตัวจะรู้เจตนารมณ์ของตัวเอง มิฉะนั้น การปฏิบัติธรรมก็มั่วสุมไม่แจ่มแจ้งเฉพาะตนด้วย เพราะธรรมแท้ใจแท้อันประกอบด้วยสติปัญญาอันถูกต้องย่อมเป็นปัจจัตตัง...
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. เพื่อนผู้รอนาน

    เพื่อนผู้รอนาน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2019
    โพสต์:
    554
    ค่าพลัง:
    +746
    ความโกรธเกิดขึ้น.
    ระงับยับยั้งไม่ทัน.
    คือหลงโกรธ.
    ความโลภเกิดขึ้น.
    ระงับยับยั้งไม่ทั้น.
    คือหลงโลภ.
    รู้ทันความโกรธ.แล้ว.
    ระงับยับยั้งใว้ได้ทัน.
    รู้ทันความโลภ.แล้ว.
    ระงับยับยั้งใว้ได้ทัน.
    ก็หายหลง.....
    เมื่อความโกรธ.
    กับความโลภเกิดขึ้น.
    ก็ไม่หลงตามมันไป.
    แต่จะระงับยับยั้ง.
    แล้ว....ดับมัน.....
    และไม่ยอม.
    ให้มันเกิดขึ้นอีก.
     
  7. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะอำนาจแห่ง "การอธิษฐานจิต"
    .
    มักพบว่าการสำเร็จเป็นพระอรหันต์จะมาจากการฝึกฝนจิตให้ไร้ซึ่งกิเลสและอุปกิเลสทั้งปวง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็มาจากการ อธิษฐานจิต ได้เช่นกัน
    .
    ครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงเข้าสมาบัติอยู่บนภูเขาคันธมาทน์ หลังจากพระองค์ออกจากสมาบัติแล้ว ได้ดำริว่า จะอนุเคราะห์ให้ผู้ใดถวายทานแด่พระองค์ดี พระองค์จึงทรงเพ่งญาณจนทราบว่าต้องเสด็จไปอนุเคราะห์เด็กชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังทำงานอยู่ในไร่อ้อย พระองค์ทรงเหาะไปที่ไร่อ้อยทันที
    .
    @@@@@
    .
    เด็กชายกำลังเดินถือต้นอ้อยมา 2 ต้น ต้นหนึ่งเป็นของตน ส่วนอีกต้นเป็นของพี่ชาย เพื่อที่จะลิ้มรสความหวานที่แสนอร่อยของอ้อย ระหว่างทางนั้นเอง เด็กชายได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า เด็กน้อยกราบบังคมพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส จึงอาราธนาให้พระองค์ทรงรับอ้อยจากตน
    .
    เด็กน้อยปูผ้าคลุมบนเนินที่สูงกว่าตนแล้วกล่าวว่า
    .
    “พระองค์โปรดนั่งบนพื้นที่ที่สูงกว่าข้าพเจ้าเถิดเจ้าข้า”
    หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับบนพื้นที่ที่สูงกว่าเด็กชายแล้ว เด็กชายกล่าวขึ้นว่า
    .
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอถวายต้นอ้อยที่มีรสหวานนี้แด่พระองค์ อานิสงส์จากการถวายอ้อยนี้ขอให้หม่อมฉันเป็นผู้ได้ครอบครองเทวดาสมบัติ มนุษยสมบัติ และนิพพานสมบัติด้วยเถิด”
    .
    พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “เป็นไปตามนั้น”
    .
    @@@@@
    .
    เด็กน้อยเกิดความปีติขึ้น ยิ่งยกต้นอ้อยที่ตัดมาดีแล้ว วางลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏว่าน้ำอ้อยไหลออกมาจนท่วมบาตร จากนั้นพระองค์ทรงลิ้มรสต้นอ้อยที่หวานอร่อย หลังจากนั้นทรงเหาะกลับไปยังเขาคันธมาทน์ทันที
    .
    เด็กชายเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข แต่กลับไร้ต้นอ้อยติดมือไปให้พี่ชาย พี่ชายถามถึงต้นอ้อย น้องชายจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่ชายฟัง พี่ชายเกิดความปีติและอนุโมทนาในการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าของน้องชาย
    .
    ยิ่งต้นอ้อยอันที่จะเป็นของตนได้อยู่ในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยแล้ว พี่ชายได้อธิษฐานขอให้ตนได้สำเร็จอรหัตตผล ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
    .
    @@@@@
    .
    เมื่อสองพี่น้องต่างสิ้นบุญลง อานิสงส์แห่งการถวายอ้อยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าส่งผลให้ทั้งสองเกิดเป็นเทวดา เมื่อหมดบุญแล้วก็ลงมาเกิดเป็นพี่น้องอีกครั้งในสมัยของพระพุทธเจ้าที่มีพระนามว่า “วิปัสสี”
    .
    พี่ชายเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงบวชเป็นพระภิกษุและสำเร็จอรหัตตผลตามที่อธิษฐานไว้ในชาติก่อน น้องชายจึงถามพระผู้เป็นพี่ชายว่า กุศลยิ่งใหญ่ใดที่ตนพอจะสร้างได้บ้าง เพราะอย่างไรก็ไม่สามารถสละเรือนออกบวชได้อย่างพี่ชาย
    .
    พระพี่ชายตอบว่า ต้องสร้างพระคันธกุฎีถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า น้องชายจึงกระทำตาม ด้วยอานิสงส์นี้ส่งผลให้เกิดเป็นโชติกเศรษฐีในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า ต่อมาได้ออกบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

    .........................
    ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่อง พระโชติกเถระ
    ภาพ : https://pixabay.com
    ขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/169162.html
    By nintara1991 ,10 August 2019
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    ✨ทำไมในยุคนี้ต้องสวดคาถามหาจักรพรรดิ. ?

    พระคาถามหาจักรพรรดิ ก่อให้เกิดพุทธนิมิตครอบสถิตผู้ทรงคาถา พระคาถามหาจักรพรรดิที่หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แต่งขึ้นมานั้น นอกจากท่านจะได้ทำการอธิษฐานบารมีให้ผู้สวดได้รับพลังจากพระรัตนตรัยอย่างมหาศาลแล้ว ยังก่อให้เกิด "พุทธนิมิต" เป็นวิมานแก้วพระพุทธเจ้ามาครอบสถิตผู้สวดด้วย โดยมีลักษณะเป็นมณฑปแก้วจัตุรมุข ปรากฎฉัพพรรณรังสีหกประการสว่างไสวพร้อมด้วยโพธิสัตตราวุธ ทั้ง ๔ ประการ ประจำอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ได้แก่ พระมหามงกุฎ ตรีศูล จักรแก้ว และ พระขรรค์เพชร ทั้งหมดล้วนเป็นของคู่บุญบารมีของพระศรีอารย์โพธิสัตว์ โดยมี "พระมหามงกุฎ" เป็นศิราภรณ์ที่เปี่ยมไปด้วยบุญญฤทธิ์ (หลวงปู่บุดดา ถาวโร พระอรหันต์ระดับจตุปฎิสัมภิทาญานได้เคยนำมาถวายหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เป็นพุทธบูชาอีกองค์หนึ่งด้วย)

    ส่วนอาวุธที่เหลือทั้ง ๓ ล้วนเป็นเทพศาสตราวุธชั้นสูงมีไว้เพื่อประดับบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ และเปี่ยมไปด้วยอิทธิฤทธิ์อย่างยิ่ง

    หากสวดเป็นประจำสามารถอธิษฐานให้เกิดเป็นองค์พระพุทธนิมิตปางมหาจักรพรรดิได้ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ประดับด้วยเครื่องทรงแห่งพระมหาจักรพรรดิอย่างวิจิตรอลังการเปล่งรัศมีหลากสีด้วยแสงแห่งรัตนอัญมณีเรียกว่า "พระมหาวิษิตาภรณ์" มาครอบสถิตผู้ภาวนา บารมีของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ที่ท่านน้อมนำอธิษฐานจิตจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ป็นอย่างมาก เพราะท่านใช้บารมีทั้งหมดของท่านอัญชิญกระแสบารมีแห่งพระรัตนตรัย และตั้งองค์พระพุทธนิมิตปางมหาจักรพรรดิบรรจุลงไปในวัตถุมงคลที่บารมีท่านมาประจุอีกด้วย

    คำแปล

    นะโมพุทธายะ : ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชา ต่อพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ
    นะ - พระกกุสันธะ
    โม - พระโกนาคม
    พุท - พระกัสสป
    ธา - พระสมณโคดม
    ยะ - พระศรีอริยเมตไตรย

    พระพุทธไตรรัตนญาณ : พระพุทธเจ้าซึ่งมีพระญาณแก้วทั้งสาม อันหมายถึง ปุพเพนิวาสานุสติญาณ, จุตูปปาตญาณ, อาสวักขยญาณ

    มณีนพรัตน์ : มีสมบัติคือแก้ว ๙ ประการ มีเพชร, ทับทิม เป็นต้น ซึ่งหมายถึงพระนวโลกุตรธรรม

    สีสะหัสสะ สุธรรมา : มีมือถึงพันมือ หมายถึงการที่พระพุทธองค์ ทรงแจกแจงหลักธรรม คือ พระไตรปิฎก ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

    พุทโธ : ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
    ธัมโม : พระธรรมของพระพุทธเจ้า
    สังโฆ : พระสาวกผู้ปฏิบัติตาม
    ยะธาพุทโมนะ : ขอพระพุทธเจ้าปางมหาจักรพรรดิ ซึ่งมีชัยแก่พญาชมพูผู้มีฤทธิ์มาก พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ จงบังเกิดขึ้น ณ บัดนี้ด้วยเทอญ

    พุทธบูชา : ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธเจ้า
    ธัมมะบูชา : ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม
    สังฆะบูชา : ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์

    อัคคีทานัง วะรังคันธัง : ด้วยสิ่งเหล่านี้ ได้แก่ ธูป เทียน ไฟ หรือแสงสว่าง และของหอมทั้งมวล มีดอกไม้และน้ำอบ เป็นต้น

    สีวลี จะมหาเถรัง : ขอนมัสการพระสีวลีเถระเจ้า ผู้เป็นเลิศทางลาภสักการะ

    อะหังวันทามิ ทูระโต : ขอนมัสการสถานศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป มีสังเวชนียสถาน เป็นต้น

    อะหังวันทามิ ธาตุโย : ขอนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ

    อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ
    และพระธาตุทั้งหลาย ทั่วทั้งแสนโกฏิจักรวาล
    อะหังวันทามิ..."

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. เพื่อนผู้รอนาน

    เพื่อนผู้รอนาน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2019
    โพสต์:
    554
    ค่าพลัง:
    +746
    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ.
    คือ.พระเถระ.
    ผู้ทรงธรรมฤทธิ์.
     
  10. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    ไม่เสียดายอยากจะผูกเวรกับท่านผู้ใด โกรธอยู่แต่ไม่ถึงกับผูกเวร แปลว่าโกรธแบบเบา ถ้าหากว่ามีผู้มาทำให้ผิดใจ จนถึงร้องไห้หรือน้ำตาออกก็ตกลงในใจว่า ถ้าเคยทำเขาแต่ชาติก่อน ผลของกรรมตามมาก็ให้แล้วกันไปซะ ข้าพเจ้าจะไม่จองเวรเลย ถ้าเขามาก่อใหม่ในชาตินี้ก็ให้แล้วกันไปซะ จะไม่จองเวรใด ๆ ดังนี้เป็นต้น

    เมื่อตกลงใจขนาดนี้ ดังกล่าวมาแล้วแต่ต้นก็ปิดประตูนรกแล้ว เพราะไม่มีนรกอยู่ในที่ใจ ปิดประตูเปรตอีกด้วย ปิดประตูสัตว์ดิรัจฉานอีกด้วย ก็มีคติเป็น ๒ ในอนาคตคือ ไม่มนุษย์ก็สวรรค์เท่านั้น

    ซ้ำเข้าไปอีกว่า สิ่งใดไม่เสียดายอยากล่วงละเมิด สิ่งนั้นก็ไม่ลำบากหัวใจเลย นี่คือพรหมจรรย์เบื้องต้นของพระพุทธศาสนา คือพระโสดาบันเราดี ๆ นี้เอง ไม่นิยมชั้นวรรณะและเพศวัยใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเปิดประตูใจถึงพระโสดาบันแล้ว เรียกว่าดวงตาปัญญาเห็นธรรมเป็นทุนแล้ว เรียกว่าโลกุตตระทุนเป็นทรัพย์ภายใน ทรัพย์ภายนอกหากดึงดูดไปเอง และก็เปิดประตูสกทาคามีไปเองในตัวด้วย จะเร็วหรือช้าก็ไม่ถอยหลังด้วยดังกล่าวแล้วนั้น

    หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    บุ ญ อั น ป ร ะ เ ส ริ ฐ

    "...ถ้าเรามารู้เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ตามเป็นจริงแล้ว คือรู้อริยสัจนี่แหละ บุญจะเกิด แม้แต่ฆราวาสอยู่ตามบ้าน ตามเรือน ได้รู้ได้เห็นอย่างนี้แล้ว..

    ชื่อว่าขัดความเศร้าหมองออก ชื่อว่าขัดเกลากิเลส ชื่อว่าขัดเกลาความคิดเห็นผิดนั้นออก
    ชื่อว่าขูดทุจริตนั้นออกจากใจของเรา

    ใจเราจะมีความรู้สึกสบายสงบระงับ
    จากความไม่ยึดมั่นทั้งหลาย

    นี้แหละบุญอันเลิศ
    คือบุญอันประเสริฐ
    นี่คือบุญชั้นยอด
    ที่พระศาสนาของเราสั่งสอน
    ว่าจิตนี่แหละเป็นผู้สงบ
    จิตนี่แหละเป็นผู้ระงับ..."

    .
    หลวงปู่ชา สุภัทโท
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    ชีวิตประจำวันของพวกเรา มาพิจารณาดูแล้วมันก็น่าเบื่อ แต่ว่าจะทำยังไงได้ มันเป็นอยู่อย่างนี้ จะเบื่อไปที่ไหนอย่างไร ถ้าหากว่าพิจารณาตามแนวพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ร่างกาย การเป็นอยู่ ทุกอย่างน่าเบื่อหน่าย แต่ว่ากิเลสที่อยู่ในใจมนุษยชาติมานมนาน สั่งสมมาเรื่อย ๆ มันก็ทำให้ติดในการเป็นอยู่ ความสุขเล็ก ๆน้อย ๆ ก็ทำให้ติด ความทุกข์อันยิ่งใหญ่ที่จะมาสังหารมนุษย์มีอยู่ ขวางอยู่ข้างหน้า แต่ไม่มีใครที่จะมองเห็น พอมาถึงจุดนั้นเข้าไปแล้ว เป็นจุดสุดท้ายที่ทุกข์ที่สุด แล้วก็จบไปในชาติหนึ่ง ในชาติหนึ่งก็จบเพียงเท่านั้น ก็ไม่ได้นำมาคิดอีก แต่ถ้าหากผู้ที่เข้าไปเฉียดๆ แต่ถอยกลับคืนมาได้ ยังไม่ถึงจุดจบ ก็ขยาด แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง

    การเป็นอยู่ทุกวัน ก็อย่างที่พวกเราท่านทั้งหลายเห็น เมื่อวานนี้ก็ทำอย่างนี้ ไปบิณฑบาต แล้วก็มาฉัน วันพรุ่งนี้ก็จะไปอีก แล้วก็กลับมาก็ฉัน และการที่จะได้ปัจจัยสี่มา ก็ไม่ใช่จะได้อย่างง่าย ๆ หาไม่ถูกที่ถูกทางก็แทบล้มทบตายกว่าที่จะได้มาบำรุงร่างกาย พิจารณาตามธรรมตามแนวคิดของพระพุทธเจ้า ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วก็น่าเบื่อ แต่ว่ากิเลสภายในใจมันไม่ให้เบื่อ พวกเราจึงติดแน่น ติดหนึบ อยู่ในการเป็นอยู่

    อย่างพวกเราท่านทั้งหลายเห็น สัตว์สาราสิงที่มันนอนจมปลักของมัน มันก็ชอบในการไปนอน เราเห็นก็ขยะแขยง นี่ล่ะ การเป็นอยู่ของสรรพสัตว์ในโลก หลายขั้นตอน พระพุทธเจ้าท่านเห็นทั้งเบื้องสูง ท่ามกลาง เบื้องต่ำ จนถึงที่สุด ถ้าไปตกนรกมีความทุกข์ขนาดไหน ถ้าเป็นเปรตเสวยวิบากกรรม ทุกข์ขนาดไหน ขึ้นมาเป็นสัตว์เดรัจฉานแต่ละประเภท ทุกข์ขนาดไหน ขึ้นมาเป็นมนุษย์ทุกชาติชั้นวรรณะทั่วโลก ไม่เสมอกัน ทุกข์ขนาดไหน ถ้าเปรียบเทียบตามขั้นตอน มันก็มีทุกข์ตามขั้นตอน

    ถ้าตกนรกก็มีความทุกข์ ไม่มีความสุขในระหว่าง มันทุกข์ต่อเนื่อง ถ้าเป็นเปรตก็หิวโหย ทุกข์ยากลำบากอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน การเป็นอยู่แต่ละประเภท อย่างช้างม้าวัวควายกินใบหญ้า พวกเราเห็นก็ว่าน่าขยะแขยง ถ้าเป็นเสือสิง หมา หรือสัตว์ กินพวกเนื้อสัตว์แบบกัดกินเลย ดูแล้วพวกเราเห็นก็ขยะแขยง พวกหมูกินของอาจม ดูแล้วเราก็ขยะแขยง มนุษย์เรากินอาหาร ทานอาหารเอร็ดอร่อย อย่างที่พวกเราทาน แต่พวกเทวดามองเห็นมนุษย์ก็ว่ามนุษย์นี่หยาบมาก กินกระทั่งเนื้อสัตว์ เราเอร็ดอร่อย แต่เทวดามองดูแล้วก็ว่าสกปรก เทวดามองดูเรามนุษย์ก็เหมือนที่เรามองสัตว์เดรัจฉาน มันเป็นลักษณะนั้น

    นี่ล่ะ วิบากกรรม กรรมจำแนกสัตว์ให้ไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ พระพุทธเจ้าจึงให้เราพิจารณา ให้รอบรู้ ให้พิจารณา ให้ทบทวน อย่าประมาทในการสั่งสมบุญกุศล ที่เราเป็นอยู่อย่างนี้ ที่เรามีอยู่อย่างนี้ ถ้าเรามีภพมีชาติ เราอาจจะตกต่ำลงไปอย่างที่พวกเราเห็น การเป็นอยู่ของพวกเราท่านจึงไม่ให้อยู่ในความประมาท เกิดเป็นมนุษย์แล้วต้องระมัดระวัง ถ้าตัวเองประมาทแล้ว ไม่มีใครจะช่วยเหลือได้ นอกจากตัวของเราเอง

    หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
    จากพระธรรมเทศนา “ เหมือนไต่ลวดเส้นเดียว”
    แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๙
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. เพื่อนผู้รอนาน

    เพื่อนผู้รอนาน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2019
    โพสต์:
    554
    ค่าพลัง:
    +746
    พระอริยะเจ้าก็เป็นมนุษย์.
    พระพุทธเจ้าก็มาจากมนุษย์.
    พระอริยะ...พระพุทธเจ้า..
    ก็ยังฉันเนื้อสัตว์..
    ถามไปถึงหลวงพ่ออินทร์ถวายนะ.
    เทวดาเห็นพระอริยะ.
    เห็นพระพุทธเจ้า..
    สกปรกไหม...
     
  14. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    "พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น
    ตรงไปตรงมา แต่คนไม่ชอบ
    บังไว้ ปกปิดไว้ มันจึงไม่เห็นของจริง

    พระองค์สอนตรงไปตรงมาเลย
    ท่านบอกว่า"ร่างกายเหมือนกับซากอสุภะ"
    ท่านว่าอย่างนั้น
    เป็นของปฏิกูล โสโครก

    มีคนใดมาพูดว่าเราสกปรกนี่
    โกรธใหญ่เลย ไม่ชอบใจใหญ่เลย"

    หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,387
    ค่าพลัง:
    +23,691
    หลวงปู่ท่านว่า..
    ที่ไปเกิดเป็นภูมิเจ้าที่ เพราะมีศีลแค่ 3 ข้อ ส่วนพวกที่เกิดเป็นรุกขเทวดา ก็เพราะรักษาศีลได้เพียง 4 ข้อ (เราเป็นมนุษย์ รักษาศีล5 ศีล8 ได้แล้ว.. พิจารณาดูศีลก็มากกว่า.. แต่ทำไมต้องไปกราบไหว้ภูมิเจ้าที่ รุกขเทวดาที่มีศีลต่ำกว่า.. ก็น่าคิด) หลวงปู่ท่านว่ารับนิมนต์ตามบ้าน บางทีเจ้าภาพเอากล้วยดีๆ ให้ภูมิเจ้าที่. พระมา 7-8 องค์ ยังไม่มีกล้วยกินซักลูกเลย.. ท่านพูดติดตลกว่า.. ดูภูมิเจ้าที่กินดีกว่าพระอีกนะ. (ปล.. ท่านไม่เรียก พระภูมิเจ้าที่ ท่านเรียกแต่"ภูมิเจ้าที่")

    ท่านสอนว่า.. เวลาเอาของไปเซ่นไหว้ผี เช่น หมู เป็ด ไก่ ช่วงเทศกาล.. อย่าเอามาทำอาหารให้พระ.. ท่านเรียกว่าเป็น"ทาสทาน"

    หลวงปู่เล่าเรื่องเปรต 2 ผัวเมียที่วัด.. เป็นเปรตมา 100 ปีแล้ว.. ขนาดหลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ ฯลฯ พระอริยเจ้าหลายองค์มาอยู่ก็โปรดให้พ้นไปไม่ได้ ท่านว่า.. ถ้าเปรตทำกรรมไว้กับองค์ไหน.?. ก็ต้องให้องค์นั้นมาแก้.. ปรากฏว่าเปรตทำกรรมกับหลวงปู่เปลี่ยน ท่านจึงได้โปรดเปรตผัวเมีย 2 ตัว เปรตมาหาว่าอยากกินแกงเขียวหวานไก่ใส่ฟักเขียว ท่านก็ให้ญาติโยมทานให้ แต่ท่านไม่ได้ฉันเข้าไป คายออกทิ้งซะ.. (เพราะหลวงปู่ตื้อเคยสอนว่าถ้ากินอาหารที่เค้าอุทิศให้เปรตแล้วท้องจะเสีย).. จากนั้นท่านก็ทานผ้านุ่งผ้าห่มให้อีก.. ต่อมาท่านเห็นเปรตนั่งพับเพียบภาวนาหน้าองค์พระ บริกรรม 1 ,2 ,1,2.. เปรตมาลาท่านจะไปเกิดบนสวรรค์แล้ว..

    หลวงปู่ท่านเล่าเรื่องสุนัข2 ตัวผัวเมีย.. ชอบมากัดรองเท้าหลวงพ่อเจริญ ท่านกำหนดดูทำไมรองเท้าคนอื่นไม่กัด ปรากฏชาตินึง.. ผัวเมียคู่นี้ชอบมาเอาของในโรงครัวที่วัดไปกินไปใช้ หลวงพ่อเจริญในชาตินั้นท่านก็ว่าเอา สองผัวเมียนี่เลยผูกอาฆาต.. ก่อนจะมาเกิดเป็นหมาวัด ก็ไปใช้กรรมเป็นเปรตก่อน.. พ้นเปรตถึงได้มาเป็นหมาวัด.. มาชาตินี้ก็มาเจอกันในวัดอีก มาเจอก็มากัดเอารองเท้าหลวงพ่อเจริญ

    ท่านเล่าเตือนญาติโยม.. ให้ระวัง.. (เดี๋ยวจะสร้างกรรมตายไปเป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน) กว่าจะพ้นได้ก็ทรมานนาน..

    _________________________

    กราบสาธุ _/\__/\__/\_

    #ฟังเทศน์หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
    59yS.jpg
     
  16. เพื่อนผู้รอนาน

    เพื่อนผู้รอนาน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2019
    โพสต์:
    554
    ค่าพลัง:
    +746
    เทวดา..
    พรหม.
    หากยังกลับมาเกิดอีก..
    สะอาดไหม.
    ยังไม่เป็นพระอระหันต์.
    ก็ยังมีบาปกันทุกตัวตน.
    มิใช่หรือ....
    ขึ้นชื่อว่าบาปนี่.
    มันสะอาดไหม..
    เทวดาที่มองว่า.
    มนุษย์สกปรก.
    ก่อนเป็นเทวดา
    ก็เคยเป็นมนุษย์.
    มิใช่หรือ..
    หรือเทวดาลืมไปว่า.
    ตนเองก็เคยเกิดเป็นสัตว์.
    เกิดเป็นมนุษย์...
    เป็นเทวดาแล้ว.
    จะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์.
    จะไม่เกิดเป็นสัตว์..หรือ...
     

แชร์หน้านี้

Loading...