โลกคู่ขนานมันเป็นอย่างไร สงสัยมานานแหละ

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย psycho66, 2 กันยายน 2018.

  1. psycho66

    psycho66 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +0
    4DaQRoA3TWuuAWyiJzP8iBRhTKWTYInS8vSbrjXNNOSiuiLGhFhpZ6CJY9N0VByEMz6sXdIi-yU=w1200-h630-p-k-no-nu.jpg
    คือเห็นในหนังกับในหนังสือแฟนตาซี/sci-fi มาหลายรอบ แต่ก็ไม่เข้าใจเลย
    คือมันเป็นทฤษฎีแบบว่า ในอีกมิตินึง อีกโลกนึง มีคนที่เหมือนเรา มีสถานที่แบบในโลกนี้เลย แต่เป็นคนละสิ่งกันเหรอ? เกี่ยวกับเรื่องรูหนอนหรือเปล่า?
    เช่น บ้านเราตั้งอยู่ตรงนี้ ในอีกมิตินึงก็มีบ้านเราเหมือนกัน สถานที่เดียวกัน ลักษณะทุกอย่างเหมือนกัน สมัครufabet
    ไป search หามาอ่านแล้ว ยิ่งอ่านยิ่งงงกว่าเดิม TT
    ใครรู้ช่วยมาอธิบายหน่อย ขอบคุณล่วงหน้า
     
  2. hyuga

    hyuga เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    365
    ค่าพลัง:
    +574
    รูป <<< วิญญาณ >>> นาม อยู่ฉากหน้าละคร จิต อยู่เบื้องหลังฉากละคร

    จิต ที่แยกรูปแยกนามได้ จึงเห็นถึงความขนาน ที่ไม่ได้เกิดจากความคิดที่แยกออกเป็น2เรื่อง
    คิดถึงหูซ้ายตัวดูเหลียวซ้าย คิดถึงหูขวาตัวดูเหลียวขวา เพราะมันเป็นการแบ่งดูเฉยๆ
    เป็นการรู้ตามที่คิด แต่ตัวที่คิดนี้มันไม่ใช่ตัวรู้ แต่มันก็มีเหตุมาจากตัวรู้ หากเอาตัวคิดไปเป็นตัวรู้
    ก็จะเป็นการ เข้าร่วมฉากหน้าละครไปโดยปริยาย เหตุ - ผล ของฉากหน้าละครอย่างเดียว
    ย่อมไม่เหมือนกับ เหตุ - ผล ของ หลังฉากเป็นเหตุ หน้าฉากเป็นผล

    หากขนานกันไปแบบเป็นเหตุ - ผล แบบฉากหน้าเพียวๆ
    ฉากหน้า >>> แสดงตัว เป็นของที่หงายออก
    ฉากหลัง >>> ไม่แสดงตัว เป็นของที่คว่ำอยู่

    หากขนานกันไปแบบเป็นเหตุ - ผล แบบฉากหลังและฉากหน้า
    ฉากหน้า >>> แสดงตัว เปรียบเสมือนภาชนะที่คว่ำอยู่
    ฉากหลัง >>> ไม่แสดงตัว เปรียบเสมือนของที่อยู่ในสิ่งที่คว่ำ

    เหตุ - ผล แบบฉากหน้าเพียวๆ กับ เหตุ - ผล แบบฉากหลังและฉากหน้า
    การหงายออกในสิ่งที่คว่ำอยู่ ย่อมหงายกันคนละที่ ความลึกซึ้งย่อมไม่เท่ากัน

    ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยาก รับรู้ได้ยาก
    เพราะโดยธรรมชาติของธรรมนั้นไม่ได้แสดงออกมาเป็น ตัว ให้พบเห็นกันแบบง่ายๆ

    คู่ขนานหลักๆ
    ทางโลก >>> O
    ทางธรรม >>>

    จากไม่มีตัวไปหาการมีตัว ตามกระแสน้ำ มีตัวแล้วไหลไปตามที่ตัวไป ดิสเครดิต
    ยกความดีความชอบให้ตัวเอง คิดได้ทีละเรื่อง คิด 1 เรื่องออกมา 1 ประเด็น
    คิด 2 เรื่อง ออกมา 2 ประเด็น คิดหลายเรื่องก็สะเปะสะปะ
    แยกแยะไม่ออกอันไหนรู้อันไหนคิด หลุดไปกับคิดเพราะทิ้งที่มา
    อัตตาสูงเพราะยกความคิดเป็นใหญ่ เป็นแบบ วิตกจริต

    จากมีตัวถอยกลับมาไม่มีตัว สวนกระแสน้ำ มีตัวแล้วไม่ทิ้งที่มาตัว เข้าหาผู้มีพระคุณ
    ยกความดีความชอบให้ที่มา คิดได้ทีละเรื่อง คิด 1 เรื่องก็ยังอยู่กับเหตุที่มา
    คิด 2 เรื่องก็ยังอยู่กับเหตุที่มา จึงอยู่กับเหตุ ไม่หลุดออกจากเหตุไปมีแต่ประเด็น
    เรื่องราวจึงเรียงต่อกันเพราะอยู่กับเหตุ
    อัตตาต่ำเพราะไม่ยกความคิดเป็นใหญ่เป็นแบบ พุทธจริต

    การมีเหตุเป็นคู่ขนาน ก็มาจากพื้นฐาน ระลึกคุณ และ รู้คุณ อ่อนน้อมถ่อมตน
    ขาดจากคุณที่มาความดีความชอบ
    มันจะกลายไปเป็นของ ตัวคิด

    นิสัยใจคอก็บอกได้ในส่วนหนึ่งว่าจะพบเส้นทางในแบบคู่ขนาน หรือ แตกขนาน

    ระลึก / รู้ ก็เป็น สติ มีสติ ก็เปรียบเสมือนกับการ ติดกระดุมเสื้อเม็ดแรกไว้ได้ถูก
    มันก็ขนานต่อมาเรื่อยๆเอง แบบค่อยเป็นค่อยไป

    เรื่องไหนที่เป็นอจินไตย เรื่องนั้นไม่ควรคิด เป็นการสะสมการเชื่อมโยงตรรกะ
    ที่มีโอกาสนำพาไปสู่ วิกลจริต

    1 ในโยนิโสมนสิการ เรื่องการสัมพันธ์ ย่อมไม่ได้มาจากการใช้ความคิดให้มาเชื่อมโยง
    เรื่องราวต่างๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นการเชื่อมคุณ เชื่อมที่มา
    ที่มาจากเหตุที่เราผ่านมาจริงๆ ไม่ใช้วาดภาพทางความคิดที่เข้าไปใส่เพื่อเติมเต็ม
     

แชร์หน้านี้

Loading...