โลกนี้....ว่างเปล่า

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย yo09(), 16 พฤษภาคม 2013.

  1. yo09()

    yo09() เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    296
    ค่าพลัง:
    +4,897
    "..จิตที่มีปัญญา ย่อมมองเห็นสัจจะธรรม คือความจริงแท้แน่นอนของ
    ธรรมชาติที่เกิดและดับ การที่เอาจิตไปยึดเกาะอยู่ในสิ่งที่เกิดและดับ
    ไม่เที่ยงแท้ หลงยึดเอาว่า เป็นเรา เป็นของเรา เป็นครอบครัวเรา ลูกเรา
    เมียเรา สามีเรา บ้านของเรา รถของเรา แผ่นดินของเรา โลกของเรา
    ศาสนาของเรา สำนักของเรา วัดของเรา อาจารย์ของเรา ศิษย์ของเรา
    ตัวเราของเรา ด้วยความที่พวกเจ้าทั้งหลาย ไม่ยอมเข้าใจในความเป็น
    ธรรมดาของธรรมชาติทุกๆอย่างที่มีอยู่ในโลก พวกเจ้าจึงต้องมีทุกข์จวบจน
    ทุกวันนี้ และก็ต้องทุกข์อย่างไม่มีวันจบสิ้น ถ้าพวกเจ้ายังไม่ยอมรับในสติ
    ปัญญาของผู้ที่เคยทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้า ผลที่จะได้รับจากการที่มีจิต
    ดื้อด้าน ต่อต้านความรู้อันบริสุทธิ์นั่นก็คือ ความทุกข์จากภัยอันตรายใน
    วัฏฏะ



    บุคคลใดมองเห็นสัจจะธรรม อันเป็นธรรมชาติว่า การเกิดมีแต่ความทุกข์
    ต้องแก่ เจ็บ ตาย ไปในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสลาย
    ไปในที่สุด ทุกสิ่งเป็นเพียงสมมุติ โลกนี้ว่างเปล่า ดังนี้ แล้วคอยซำ้ยำ้เตือน
    จิตให้คิดพิจารณาตามนี้ แล้วตรวจสอบด้วยจิตคิดดูว่า การพิจารณาเช่นนี้
    มีเหตุมีผลอันประกอบไปด้วยสติปัญญาหรือไม่


    การจะออกจากความทุกข์ได้ จะต้องออกจากสิ่งสมมุติในโลก ออกจากการ
    ยึดติด.. เพราะทุกสิ่งในโลกคือสิ่งสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น.. ปล่อยวางทุกสิ่งทุก
    อย่าง แม้แต่การปล่อยวางจากคำสั่งสอน มองให้เห็นทุกสิ่งว่างเปล่า..


    อันบุคคลใดที่พิจารณาอย่างนี้แล้ว เข้าใจในความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ
    จนจิตเบื่อหน่ายสูงสุด ด้วยสติและปัญญา แล้วคิดที่จะออกจากมัน คือ
    ปฏิเสธในการที่จะต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย แบบนี้อีก ในหลักการ
    ของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

    " ผู้ใดมองเห็นความทุกข์ ผู้นั้นมองเห็นธรรม คำว่าธรรม ในที่นี้หมายถึง
    ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสลายไปในที่สุด "

    " ผู้ใดมองเห็นธรรม ผู้นั้นมองเห็นตถาคต หมายความว่า ผู้ใดมองเห็น
    ธรรมชาติที่เกิดและดับ ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราในโลกใบนี้ ทั้งความ
    สุขและความทุกข์ก็ยังไม่เที่ยง จิตคิดพิจารณาตามนี้จนจิตเบื่อหน่าย ชื่อว่า
    ผู้นั้นเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง "



    ลูกรักทั้งหลายผู้เป็นชาวพุทธ ที่ยังขาดกำลังใจ ขาดความเชื่อมั่นในความดี
    สูงสุดของตนเอง ก็จงตั้งจิตคิดพิจารณาตามนี้ทุกวัน ทุกคืน จนกว่าจะมั่นจิต
    มั่นใจในตนเองว่า ไม่ต้องการเกิดมามีชีวิตที่ต้องแก่ เจ็บ ตาย อีกแล้ว
    นั่นแหละเรียกว่า กำลังใจเต็ม



    ( คำสอนของ สมเด็จพ่อองค์ปฐม จากหนังสือ " นิพพานชาตินี้กันเถอะ " )

    * * * * *

    - ตนของตนเอง ก็ยังไม่มี ทรัพย์หรือบุตรจะมีแต่ไหน -

    " เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่า เราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินก็ไม่มี
    ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลน ไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่
    กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระ คือ
    ร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ปรากฎจงดีใจว่า
    วาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว "

    คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชิน จะเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายดี
    แล้วก็เข้านิพพานได้ทันที


    ( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ จากหนังสือ " คำสอนสมเด็จองค์ปฐม " )

    * * * * *

    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน
    ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราของเรา รวมถึง
    ความเพลินในในอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตน
    ของตน ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้น เป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้

    เมื่อใดบุคคลมาเห็น สักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้
    เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆเพียงสักว่าๆ ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้น
    จิตก็จะว่างจากความยึดถือต่างๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่ "


    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่
    ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการ
    ฉะนี้ เธอจะเบาสบาย คลายทุกข์คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการ
    ปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม... ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ
    ความสุขชนิดนี้หาได้ในตัวเรานี่เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นหาความสุขจาก
    ที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย

    มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน
    การแสวงหาความสุขโดยการปล่อยใจให้เลื่อนไหลไปตามอารมณ์ที่ปรารถนา
    นั้น เป็นการลงทุนที่ไม่มีผลคุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดนำ้ในบึงใหญ่
    เพื่อต้องการปลาเล็กๆเพียงตัวเดียว

    มนุษย์ส่วนใหญ่มักวุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืม
    นึกถึงสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือดวงจิตที่
    ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และ
    เรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบก
    เกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมอง
    แต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคย
    ประสบความร่มเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่าง
    หลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆกันนั้น เขาได้
    แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง "


    - ย่อจาก " พระพุทธโอวาท 3 เดือนก่อนปรินิพพาน "
    palungjit.org

    ________________________________________

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
    เว็บ scriptures.ru/india/murtis/indexen.htm

    นิพพานชาตินี้กันเถอะ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • buddha.jpg
      buddha.jpg
      ขนาดไฟล์:
      605.7 KB
      เปิดดู:
      170
  2. สีลสิกขา

    สีลสิกขา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    1,271
    ค่าพลัง:
    +7,138
    โมทนาสาธุค่ะ..

    ผู้บรรลุแจ้งในความจริง มักใช้ร่างกายเป็นตำราพิจารณาศึกษาทุกข์เป็นด่านแรก ด้วยมันสามารถส่อให้เห็นถึง "ความไม่แน่นอนแห่งชีวิต" ได้ชัดเจนกว่าสิ่งอื่น เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ผันแปรตลอดเวลา

    ร่างกายนี้เองเป็นยอดกตัญญู อันมิอาจหาคู่เปรียบ พักแล้วยังเหนื่อย กินแล้วยังหิว รักษาแล้วยังเจ็บ ทำดีแค่ไหนมันไม่เคยสนองคุณแก่เรา อาบน้ำ ถูตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำ บำรุงบำเรอเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่เคยภักดี!!

    จากวันแรกลืมตา สู่วัยเรียน วัยทำงาน เข้าสู่วัยชรา อันเป็นวันวัยแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วย กระทั่งมาถึงวันสุดท้ายแห่งลมหายใจ...เราถูกมันทรยศหักหลังนับล้านครั้ง

    ปัจฉิมโอวาทแห่งพระพุทธเจ้า ตรัสถึงความไม่แน่นอนแห่งกายไว้ว่า "สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ขอท่านทั้งหลายจงดำรงตน อยู่ในความไม่ประมาทเถิด"

    ทุกคนล้วนต้องตาย... แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังหนีความเสื่อมแห่งกายไปไม่พ้น ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ เราก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย จึงกล่าวได้ว่า " ร่างกายนี่เอง คือยอดกตัญญูตัวจริง "

    ความทุกข์คงเบาบางลงกว่านี้ หากตระหนักว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ที่พึ่งพิง และสักวัน.. เรากับมันต้องตัดขาดกันชั่วนิรันดร..
     
  3. chura

    chura เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2005
    โพสต์:
    688
    ค่าพลัง:
    +1,971
    คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นสมบูรณ์อยู่แล้วน๊ะครับ อย่าไปอ้างคำสอนขององค์ปฐม
    มาซ้ำกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเลยครับ ผมคิดว่าไม่เหมาะสม...
     

แชร์หน้านี้

Loading...