โอปปาติกะ ในภาวะ

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 24 มิถุนายน 2006.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    ผู้เขียนพยายามศึกษาและค้นคว้าถึงเรื่องนี้อยู่ นานหลายปี จากการที่ตัวเองได้รับประสบการณ์แปลกๆ หรือมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นในชีวิตหลายเรื่อง แล้ววันหลังจะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ผู้เขียนมีประสบการณ์ทางจิตที่เกิดขึ้นกับ คุณดวงใจ วานิชพงษ์พันธุ์ อดีตข้าราชการครูผู้หนึ่งมาเล่าให้ฟัง คุณดวงใจเคยมีประสบการณ์ “เฉียดตาย” จากโรคร้ายที่เป็นถึงสองครั้งสองครา และทุกครั้งที่อยู่ในสภาวะนั้นเธอจะเห็นในบางสิ่งที่น่าจะเรียกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์” ที่ช่วยให้ชีวิตเธอรอดพ้นจากความตาย ปาฏิหาริย์ที่คุณดวงใจได้สัมผัสอาจเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ภพภูมิแห่ง โอปปาติกะ หรือ “ดวงวิญญาณ” นั้นมีจริงและเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่ป่วยด้วยโรคร้ายเช่นเดียวกับคุณดวงใจ เธอจึงยินดีให้ผู้เขียนนำเรื่องราวของเธอมาเผยแพร่เพื่อเป็นธรรมทาน
    [​IMG]

    คุณคิดว่า “โอปปาติกะ” หรือ “วิญญาณ”มีจริงมั้ย
    คุณดวงใจเคยเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ที่โรงเรียนสตรีบูรณวิทย์และโรงเรียนนฤมลทินธนบุรี โดยรับราชการอยู่นานถึง 18 ปี ต่อมาได้ลาออกจากอาชีพครูเพื่อมาดูแลคุณแม่และบุตรชายคนเล็ก ชีวิตของคุณดวงใจในช่วงนั้นเรียบง่าย สุขสงบดี จนกระทั่ง พ.ศ. 2534 เป็นปีที่ทำให้คุณดวงใจทุกข์แสนสาหัสเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคร้ายนั่นคือ “โรคมะเร็งเม็ดเลือด” เธอได้ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นให้ผู้เขียนฟังว่า...
    “ครั้งที่พี่เริ่มเป็นมะเร็งเม็ดเลือด อาการตอนแรกๆ คล้ายๆ กับคนแพ้ท้องคือจะคลื่นไส้อาเจียน เหม็นเบื่ออาหาร ท้องเสียและจะเพลีย อยากนอนมาก ทานอะไรไม่ได้เลยแม่กระทั่งเงาะเนี่ยทานได้ลูกเดียวพี่ก็อาเจียน น้ำหนักก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ จาก 65 เหลือ 38 กิโลกรัม เล็บมือเขียว ปากก็เขียวคล้ำไปหมด พอไปตรวจที่โรงพยาบาลครั้งแรกหมอก็ยังหาสมมุติฐานของโรคไม่ได้ บอกแต่เพียงว่าเกิดจากร่างกายเราอ่อนแอมาก แล้วก็ให้ยาบำรุงมาทานแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนต้องเปลี่ยนมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช กับอาจารย์หมอวันชัย วนะชีวนาวิน ซึ่งท่านเป็นอาจารย์เจ้าของไข้ของพี่
    ครั้งแรกที่ไปรักษากับอาจารย์หมอวันชัยท่านก็เจาะเลือดพี่เข้าแล็บฯ ทีนี้เลือดพี่กระโดดไม่เป็นตามเสต็ป ธรรมดาเลือดคนปกติมันจะไหลไปเรื่อยๆ แต่เลือดพี่จะกระโดดๆ และไหลเรื่อยๆ แล้วก็กระโดดๆ อีก จึงลงความเห็นว่าพี่เลือดเป็นพิษแต่เพื่อความแน่ใจต่อมาอาจารย์หมอวันชัยจึงนัดประชุมหมอใหญ่ 5 คน แล้วเอาเลือดพี่เข้าไปเช็คใหม่ ผลออกมาว่า พี่เป็นโรคโลหิตเป็นพิษ หรือภาษาหมอคือมะเร็งเลือดเม็ดเลือดขาวกินเม็ดเลือดแดงจริง
    เมื่อรู้สมมุติฐานของโรคแล้วคุณดวงใจก็ได้เข้ารับการรักษาอย่างจริงจังที่โรงพยาบาลศิริราช เธอเล่าต่อถึงเหตุการณ์ช่วงที่เธอไม่เคยลืมในครั้งนั้นให้ฟังว่า
    “พอพี่เข้าโรงพยาบาล คุณหมอก็ดูว่าร่างกายพี่จะรับยาไหวมั้ย พี่เข้า 27 เมษายน 34 แล้ว พอ 6 พฤษภาคม อาจารย์หมอก็เริ่มให้ยาโดยการฉีดเข้าเส้น พอให้ยาปุ๊บต้องดื่มน้ำเป็นคนโทเลย มันร้อนมากขณะที่ให้ยาก็จะอาเจียน แขน 2 ข้างนี่ยกไม่ขึ้นเลยน ข้างนี้น้ำเกลือ ข้างนี้ยา แล้วทุกครั้งที่ให้ยาพี่ก็ปลงนะคิดว่าเราคงไม่รอดหรอกเพราะสภาพร่างกายนี่แย่มาก ทานอะไรไม่ได้เลยเพราะปากเปื่อย เจ็บ มันทรมานพี่เข้าใจคนที่เป็นและพยามยามบอกคนที่เป็นว่าให้มีกำลังใจ ต้องอาศัยความใจเย็นนะคะ เพราะระยะของโรคเนี่ยมันจะค่อยๆ พักตัวอยู่เรื่อยๆ และพอให้ยาปุ๊บมันจะต่อต้านอยู่ระยะหนึ่ง ถ้าเราหมดกำลังใจก็จะแย่ลง
    ช่วงที่ป่วยพี่ก็ได้กำลังใจจากแฟนละลูก(สามีคุณดวงใจเป็นทนายความประจำอยู่ที่ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่)แฟนพี่ยอมลางานมาดูแล เพราะสภาพตอนนั้นไม่มีแม้แรงจะเดิน มันไม่มีแรงจริงๆ เขาต้องเอารถเข็นมาให้นั่งผอมมาก ซีด มันหมดอาลัยตายอยาก แต่ทีนี้มีลูกเป็นกำลังใจ เขายังเล็ก พี่คิดไปไกลว่าถ้าพี่ตายเขาจะอยู่ยังไงวิญญาณคงไม่สงบแน่ๆ วันเข้าโรงพยาบาลครั้งแรกที่ศิริราชพี่ก็บอกเขาว่า แม่จะเข้าโรงพยาบาลแล้วนะ เขาก็เข้ามากอดทั้ง 3 คนแล้วก็ร้องไห้...หัวใจพี่ไม่ดีเลย เขาถามว่า แล้วแม่จะกลับมามั้ย พี่บอก แม่ก็ต้องกลับมาสิ หายแล้วก็กลับ
    พี่ก็ไปนอนโรงพยาบาลและขอหมอให้เร่งให้ยา เพราะต้องการออกจากโรงพยาบาลเร็วๆ คือให้รู้ไปเลยว่าจะอยู่หรือไป อาจารย์หมอวันชัยบอกว่า เยี่ยม...กำลังใจดี โอ.เค.หาย หมอช่วยเต็มที่ แต่แกไปกระซิบบอกแฟนพี่ว่า หมอไม่รับประกันว่าจะหายนะ หมอให้ความหวังคุณ 50 : 50 และขอใช้เวลารักษา 5 ปี ซึ่งคนไข้ที่เป็นโรคเดียวกันที่เข้าไปรักษาพร้อมที่ตอนนี้ตายหมดแล้ว ช่วงนั้นที่ป่วยพี่ร้องไห้มาก ร้องจนไม่รู้จะร้องยังไงแต่ก็คิดว่าถ้าบุญเรายังมีก็ขอให้เราหาย แต่ถ้าเราหมดอายุขัยก็ให้เราไปแบบอย่าทรมาน ให้ไปสบายๆ และช่วงนั้นแฟนพี่เขาก็แนะนำให้สวดคาถาชินบัญชรของหลวงปู่โต พี่บอกพี่สวยไม่ได้มันยาว พี่มีความอดทนน้อยในการที่จะนั่งสวด เขาก็บอกให้พยายามสวดวันละบรรทัดสองบรรทัดแล้วพี่ก็ทำได้ ก็สวดให้เขาฟัง แฟนพี่บอกผมเชื่อว่าคุณหายแน่”
    เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ ของ สมเด็จโต วัดระฆังฯ นี้หลายท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ได้รับรู้ประสบการณ์ในเรื่องนี้จากคุณแม่ เมื่อครั้งที่ท่านป่วยหนักด้วยโรคหัวใจกำเริบขั้นรุนแรง นอนอยู่โรงพยาบาลนานมาก อาการก็ส่อเค้าว่าแย่ลงทุกวันถึงขนาดที่ท่านผันเห็นชายแต่งชุดดำมารับ ครั้งนั้นก็ได้รับความกรุณาจาก “พี่ต้อย”(เสาวรส คงโพธิ์)กองบรรณาธิการนิตยสารหญิงไทยนี่แหละช่วยหารูปสมเด็จโตพร้อมด้วยคาถาชินบัญชรมาให้ และบอกให้ลองสวดคาถาบทนี้บางทีจะช่วยได้ ผู้เขียนก็ลองทำตามโดยให้คุณแม่พนมมือตั้งจิตไปตามเสียงที่ผู้เขียนสวดบทชินบัญชร สวดอยู่ทุกวัน จนกระทั่งคืนหนึ่งขณะที่ท่านหลับสนิทที่โรงพยาบาล ก็ปรากฏว่าในกลางดึกท่านได้เห็นพระชรารูปหนึ่งมายืนข้างเตียงและบอกให้ท่านลืมตาแล้วให้เอามือวางบนอก ตั้งใจฟัง ท่านจะสวดมนต์ให้ คุณแม่ก็ทำตามจนพระรูปนั้นสวดจบท่านจึงรู้สึกตัวและเล่าเรื่องที่เกิดให้ผู้เขียนฟังในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วันท่านก็หายเป็นปกติ ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้ เมื่อกลับถึงบ้านผู้เขียนได้นำรูปสมเด็จโตไปใส่กรอบไม้คุณแม่ดูแล้วท่านถึงกับตกใจบอกว่า นี่แหล่ะ องค์นี้แหล่ะที่ไปสวดมนต์ให้แม่ที่โรงพยาบาล
    [​IMG]

    ผู้เขียนฟังแล้วขนลุก ดูเหลือเชื่อ ดูมหัศจรรย์ แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
    สำหรับเรื่องทำนองนี้ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่าคนเราจะสามารถสัมผัสรู้เห็น “โอปปาติกะ” หรือ “วิญญาณ” ได้ก็ในขณะที่อยู่ในภาวะที่เรียกว่า เคลิ้ม เป็นภาวะที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการตื่นกับการหลับ และในขณะที่มีอาการเคลิ้มนั้น คนๆ นั้นจะไม่รู้สึกตัวด้วยว่าตัวเองกำลังเคลิ้มไป จะเป็นอาการที่เหมือนกับคนนอนหลับแล้วฝัน อีกประการหนึ่งอาการเคลิ้มที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้บางทีอาจจะไม่ได้เกิดจากคนๆ นั้นเป็นเอง แต่เกิดเพราะการสะกดจิตของโอปปาติกะ ที่ต้องการจะให้เห็นก็มี ฉะนั้นในขณะที่เห็น โอปปาติกะ อยู่นั้นจะมีอาการตะลึงจนลืมนึกถึงสิ่งอื่นไปทันที และพอรู้สึกตัวภาพนั้นก็เลือนหายไปเสียแล้ว...
    ประสบการณ์ที่คุณแม่ผู้เขียนได้พบคล้ายคลึงกับที่คุณดวงใจได้พบเมื่อครั้งที่เธอมีอาการป่วนและเข้ารับการรักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งก่อนที่จะเข้ารับการรักษาใหม่ที่ศิริราช เหตุการณ์ที่เกิดในครั้งนั้นเป็นประสบการณ์เฉียดตายครั้งแรกของเธอที่ทำให้ได้สัมผัส “ปาฏิหาริย์”
    “วันนั้นพี่อยู่บ้านคนเดียวเพราะแฟนไปทำงาน และเช้านั้นพี่ก็เกิดอาการอาเจียนและท้องเสียสลับกันตลอด จนกระทั่งรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้วก็พยายามคลานออกจากบ้านไปข้างบ้าน ขอเขาโทรศัพท์ไปหาแฟน แล้วก็เข้าโรงพยาบาลด่วน พอเข้าไปทีแรกเขาว่าเลือดจาง หมอจับมือถามเลยนะว่าคุณดวงใจอยู่ได้ยังไง เลือดในตัวมีแค่ 8% เอง ที่นี้เราจะพูดได้ยังไงคะว่าเราทาสน้ำมนต์ เราอาศัยทางนี้ คืออย่างน้อยเราก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดถือ หมอก็ให้ยาหยุดท้องเสียง ให้ยาแก้อาเจียนและให้นอนพัก แต่จู่ๆ ประมาณ 5 ทุ่มเศษพยาบาลก็เอาเลือดมาให้ 1 ถุง พอให้ปุ๊บจะเป็นเพราะเลือดมันเย็นหรือยังไง ไม่ทราบร่างกายไม่รับ มันหนาวในหัวใจ สั่น หายใจไม่ออก ชักอยู่บนเตียง คิดว่าไม่รอดแล้ว ได้ยินเสียงพยาบาลที่มาให้ยาพูดว่ารีบช่วยให้ออกซิเจนเร็ว คนไข้แย่แล้วนะไม่ลืมตาด้วย หายใจช้าลงอาการไม่ดีแล้ว และวินาทีนั้นพี่ก็เห็น พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม จ. จันทบุรี ที่พี่เคยไปกราบท่านก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาล พี่เห็นท่านมายืนเหนือหัวเตียง จีวรเหลืองอร่วม ทั้งที่ตอนนั้นไม่ได้นึกถึงอะไร รู้อย่างเดียวว่าคงตายแน่ เห็นท่านเต็มองค์เลยและด้วยความปิติก็เรียกท่านออกไปว่า ท่านพ่อ ซึ่งแต่ก่อนจะเรียกว่า พระอาจารย์ ตลอดมาภายหลังจึงเรียก ท่านพ่อ ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีเมตตาธรรมสูง”
    อาจเป็นเพราะ กระแสจิต หรือ แรงจิต ที่คุณดวงใจยึดมั่นในคุณพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอดจึงช่วยให้คุณดวงใจรอดพ้นจากความตายในคราวนั้นได้ราวปาฏิหาริย์ และได้เห็นหลวงพ่อสมชาย ทั้งที่ในขณะนั้นท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นเรื่องที่มีหลายคนที่เคยมีประสบการณ์ตรงกันแบบนี้ได้เล่าว่า คนป่วยช่วงโคม่า มักเห็นในสิ่งที่คนปกติไม่เห็น เช่นเห็นญาติ พ่อแม่พี่น้องที่ตายไปแล้วมาหา หรือมารอรับ เห็นเมืองสวรรค์-นรก หรือเห็นพระรูปต่างๆ ฯลฯ ซึ่งทำไมถึงเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีใครบอกได้ จึงเป็นเรื่องแปลกที่ว่าประสบการณ์ในภาวะใกล้ตาย ของแต่ละคนทำไมจึงเหมือนกัน
    ฉบับหน้าผู้เขียนจะนำเรื่องราวที่คุณดวงใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชและได้พบ “สมเด็จพระราชบิดา” ตลอดจนประสบการณ์ที่เธอได้พบเห็น “ดวงวิญญาณ” ต่างๆ และที่สำคัญคือเธอได้รู้ว่า โรคที่เธอเป็นอยู่นั้นเกิดจาก “แรงกรรม” ในอดีตชาติที่ส่งผลให้ “เจ้ากรรมนายเวร” เฝ้ารอให้เธอชดใช้



    ที่มา : นิตยสารหญิงไทย
    ฉบับที่ 613 ปีที่ 26
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 มิถุนายน 2006

แชร์หน้านี้

Loading...