ใครคือ ฅนขลัง คลังวิชา ตัวจริง

ในห้อง 'ร้องเรียนและปัญหา' ตั้งกระทู้โดย ยลไตรเพ็ชร, 28 มกราคม 2013.

  1. ยลไตรเพ็ชร

    ยลไตรเพ็ชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2013
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +283
    ครับ ขอบคุณครับคุณ Williamboy ที่ติดตาม...

    และขอบคุณ คุณ khemtat ด้วยครับ ที่ทักท้วงมา ข้อความขาดหายไปจริงๆครับ ขออภัยที่ไม่รอบคอบ เพราะช่วงที่พิมพ์ลง มัวแต่รับโทรศัพท์หลายสายก็เลยสะดุดไป

    ข้อความที่ขาดหายไปก็คือ " ...ครูบาอาจารย์เหล่านี้เป็นศิษย์ของครูบาอาจารย์ต้นๆในสายเดียวกัน... "

    ก็กรุณาอ่านเติมส่วนที่ขาดหายไปด้วยนะครับ จะได้เข้าใจ ไม่งงกัน

    อีกข้อความหนึ่ง ก็คือ หลวงพ่อสละ วัดประดู่ทรงธรรม อยุธยา ท่านมิได้เป็นเจ้าอาวาสครับ เจ้าอาวาส คือ หลวงพ่อนาค ลงผิดพลาดไป ต้องขออภัยด้วยครับ...
     
  2. เขมทัต

    เขมทัต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2007
    โพสต์:
    623
    ค่าพลัง:
    +2,252
    ขอบพระคุณพี่ยลไตรเพ็ชรครับผม
     
  3. องคตชาตรี

    องคตชาตรี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2011
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +47
    สุดยอดเลยครับพี่ ปรมาจารย์รุ่นใหญ่ทั้งนั้นเลย
    เสียดายที่ผมไม่ทันสักท่านเลย
    เกิดทีหลังก็เสียเปรียบอย่างนี้เอง
     
  4. องคตชาตรี

    องคตชาตรี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2011
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +47
    ทุกวันนี้หาพระเกจิ หรือ อาจารย์ จริงๆ ที่เก่งๆ หายากมาก
    เอาที่ดีอยางเดียวยังยากเลยครับพี่ ไอ้ที่หนังสือเชียร์กันว่าเก่งนักเก่งหนา
    พอไปเจอจริงๆ แล้วไม่ได้เรื่องก็เยอะ เลยท้อ หาความจริงในสังคมได้ยาก
     
  5. ยลไตรเพ็ชร

    ยลไตรเพ็ชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2013
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +283
    ครับ คุณองคตชาตรี สมัยนั้นก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่าครูบาอาจารย์ที่ได้พบจะเรียกว่า "สุดยอด " เพราะไม่ทราบว่าจะต้องถึงขนาดไหนเหมือนกัน

    ในสมัยนั้น ผมพบท่านอาจารย์ชุม ไชยคีรีเป็นท่านแรกที่เป็นครูบาอาจารย์อย่างจริงจัง เห็นท่านใช้อำนาจจิตได้หลากหลายมากๆ ก็เลยคิดไปว่า ขนาดเจออาจารย์เป็นฆราวาสคนแรกยังขนาดนี้ ถ้าต่อไปเจอครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆอีกจะยิ่งกว่าขนาดไหน เพราะยุคนั้นมีครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอยู่มากมายทั้งพระสงฆ์และฆราวาส

    กาลเวลาผ่านมาถึงทุกวันนี้ กลับพบว่าเป็นเรื่องสวนทางกัน เพราะกลายเป็นว่า ครูบาอาจารย์เก่งๆที่คิดเอาไว้กลับละลาจากกันไปและผู้สืบทอดก็ลดน้อยลงไปทั้งปริมาณและคุณภาพ และยิ่งเร็วขึ้นในยุคนี้ที่ความเจริญทางวัตถุเจริญมากขึ้น การมีคุณภาพทางจิตก็ยิ่งตกต่ำหรือลดลงเป็นอัตราส่วนที่สวนทางกัน เราดูง่ายๆ เช่น

    พระสงฆ์ที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ มี " คน " ที่แสวงหาความร่ำรวยทางทรัพย์สินเงินทองและวัตถุกาม ใช้วิธีมาบวชเพื่อไม่ต้องลำบากในการหาเลี้ยงชีพ อันมีอยู่มากมายนัก สำแดงตัวเป็นผู้มีคุณวิเศษ(ที่ไม่มีจริงในตนเอง) ด้วยวิธีโจ่งแจ้งหรือเป็นนัยยะ เพื่อให้ผู้คนศรัทธา ที่หวังในบุญที่ผิดๆและหวังให้ช่วยสงเคราะห์ในสิ่งที่ตนอยากได้ จึงต้องสละทรัพย์ทุ่มเทให้เจ้ากูทั้งหลาย เพื่อจะได้รับความกรุณาสงเคราะห์ให้

    ซึ่งถ้ามีคุณวิเศษจริงอันสามารถสงเคราะห์เขาได้ก็ยังพอทำเนา แต่ความจริงเป็นการลวงโลกเพื่อสมบัติและชื่อเสียงเพื่อตนเองกันเสียเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อผิดพลาดถูกจับได้ขึ้นมา โทษที่บังเกิดก็น้อยนิด ขนาดจะจับสึกกันก็ยังยากเพราะอำนาจเงินตราช่วยได้มาก ไม่ต้องไปพูดถึงฆราวาสที่ยุคนี้มีอาจารย์กันเต็มไปหมดเหมือนฝักถั่ว เก่งกันทุกด้านโดยเฉพาะปัจจุบันนิยมทางโชคลาภโภคทรัพย์มหึมามหาศาลทั้งหลาย แต่ต้องทำของเรียกทรัพย์จำหน่ายขายกันทั้งแบบขายตรงและลงผ่านตัวแทนที่สะดวก ชาวบ้านที่เป็นชนรุ่นหลัง เชื่อตะบันคว้ากันไว้ก่อนเผื่อจะมีชีวิตดีขึ้นก็พากันไขว่คว้ามาเป็นของตน สรุปผลคนที่รวยคืออาจารย์ ได้ทั้งเงินที่เขาแย่งกันมาประเคนให้ ได้ทั้งชื่อเสียงที่มีคนร่ำลือ มีคนเข้ามากราบไหว้ทำให้รู้สึกมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่กี่ปีก็มีฐานะรวยจริง กลายเป็นคำร่ำลือต่อไปอีกว่า อาจารย์เก่งจริงทำของทางโชคลาภได้จริง เพราะอาจารย์ก็ร่ำรวยเห็นๆอยู่ แถมถ้าถูกจับไต๋ได้ก็ยังแถได้ว่า ก็ยังดีกว่าพระ เพราะไม่ได้บวชเป็นสงฆ์ความผิดย่อมน้อยกว่า...

    เรื่องเกี่ยวกับพระนี้ ทำให้ระลึกขึ้นได้ว่า เมื่อ ปี 2534 ผมได้ไปวัดบ้านไร่เพื่อที่จะไปกราบนมัสการหลวงพ่อคูน และต้องการไปสอบถามท่านอาจารย์ นุช รัตนวิชัย (ซึ่งตอนนั้นบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ อยู่ที่วัดบ้านไร่กับหลวงพ่อคูน) เรื่องพระปิดตาเนื้อทองคำที่ไปจองมา(น่าจะประมาณตอนปี 2533 ) ว่าทำไมถึงไม่มี code ตอกเลยแม้แต่ตัวเดียว ทั้งๆที่พระเนื้ออื่นในรุ่นเดียวกันตอก code ทั้งนั้น อ.นุช ยิ้มแล้วตอบว่า เนื้อทองคำตั้งแต่ก่อนมาถึงรุ่นนี้ ไม่มีการตอก code เพราะใช้ทองเปอร์เซ็นต์สูงมาก เนื้อทองจะนิ่ม ตอกแล้วพระย่นเสียหายหมด พร้อมทั้งหยิบพระเนื้อทองคำที่เคยตอกมาแล้วย่นชำรุดมาให้ผมดู จึงถึงบางอ้อตอนนั้นเอง...

    หลังจากเคลียร์เรื่องพระทองคำแล้ว จึงเดินเข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อคูน ซึ่งขณะนั้นกำลังคุยอยู่กับชายผู้หนึ่ง(น่าจะเป็นคนพื้นที่หรือมรรคนายก?)ซึ่งกำลังพูดกันด้วยภาษาอีสาน ฟังได้ความว่าถามหลวงพ่อคูนว่า นรก-สวรรคฺมีจริงหรือไม่? พอผมเข้าไปนั่ง หลวงพ่อคูนซึ่งกำลังตอบชายผู้นั้นอยู่ ก็พูดตอบเป็นภาษากลางทันที (ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านต้องการให้ผมรับฟังด้วย) ท่านตอบว่า มีจริง นั่งอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ก็เห็นอยู่นี่แหละ ชายผู้นั้นถามท่านว่า แล้วมันเป็นอย่างไร? หลวงพ่อคูนตอบว่า สวรรค์ไม่ต้องไปดูไปรู้หรอก มันมีแต่ความสุข ให้ดูรู้นรกดีกว่า ว่ามันมีแต่ทุกข์ทรมาน จะได้กลัวบาป ไม่ทำผิดกัน หลวงพ่อบอกต่ออีกว่า ในนรกนี่ พวกที่เป็นคนที่ไปอยู่ เป็นพวกห่มผ้าเหลืองมากที่สุด เข้าแถวรอรับโทษยาวกันสุดลูกหูลูกตา ผ้าเหลืองที่ถูกถอดออกก่อนไปรับโทษ พาดกันบนคานใหญ่มหึมา เยอะมากกระทั่งคานรับน้ำหนักที่มากจนแอ่นงอ ก็จินตนาการกันได้เองว่าจะมากขนาดไหน ตอนนั้น ปี 2534 ผ่านมา ไม่น้อยกว่า 20 ปีแล้ว เชื่อว่าจำนวนคงไม่ลดลงหรอกครับ เพราะดูจากข่าวแล้วคนสมัยนี้ กลัวอด กลัวไม่ได้ มากกว่ากลัวบาปที่ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ และก็ท่าทางจะไม่เชื่อกันด้วย...
     
  6. องคตชาตรี

    องคตชาตรี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2011
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +47
    ขอบคุณครับพี่ยลฯ
    แล้วพี่เคยเจอเรื่องที่ออกแนวปฏิหารย์ หรือเรื่่องแปลกๆ ของครูบาอาจารย์รุ่นเก่าๆบ้างไหมครับ แล้วครูบาอาจารย์ที่ยังอยู่และน่าไปหาไปกราบไหว้ ยังเหลือใครบ้างครับพอจะแนะนำได้ไหมครับ
    ปล.ไม่ค่อยได้เข้ามาบ่อยสักเท่าไหร่ครับพี่ นานๆจะเข้ามาดูสักที ตอนนี้ผมเบื่อๆ ครับพี่
    สวัสดี และขอบคุณครับ สำหรับไมตรี
     
  7. Williamboy

    Williamboy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2012
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +644
    ติดตามกระทู้อยู่บ่อยๆ รอคุณยลไตรเพชร มาเล่าสู่กันฟังอีกครับ
     
  8. ยลไตรเพ็ชร

    ยลไตรเพ็ชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2013
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +283
    ครับ คุณองคตชาตรี เรื่องแปลกๆออกแนวเกินสามัญชน ก็มีบ้าง ในสมัยนั้นน่าจะแปลกสำหรับปุถุชนคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องแบบนี้และไม่มีประสบการณ์,ไม่เคยพบเห็น แต่คิดว่าคงไม่แปลกสำหรับระดับครูบาอาจารย์ครับ

    เอาเรื่องของพระสงฆ์ก่อนนะครับ เท่าที่นึกได้ขณะนี้ที่เคยสัมผัสมาก็มี

    หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาดครับ เคยอาราธนาองค์ท่านด้วยใจ เพื่อให้ท่านช่วยมารับใบปวารณาบัตร (ตอนนั้นที่สวนแสงธรรมมีงานทอดผ้าป่าช่วยชาติ มีผู้คนมาร่วมงานมากมาย เฉพาะที่เดินกันขวักไขว่ ก็หลายพันคน )องค์หลวงตาท่านกำลังยืนสนทนากับสุภาพบุรุษท่านหนึ่งดูภูมิฐาน ห่างจากผมราวๆ 60 - 70 เมตร ก็ไม่กล้าเข้าไปถวายปวารณาบัตร ได้แต่รออยู่ แต่วันนั้นมีธุระที่จะต้องไปต่อที่อื่น เห็นว่าเวลากระชั้นเข้ามากแล้ว จึงอาราธนาองค์ท่านด้วยการสงบใจชั่วครู่แล้วน้อมถึงองค์ท่าน เพียงไม่เกิน 2 นาที หลวงตาก็หยุดสนทนากับชายผู้นั้น แล้วเดินตรงฝ่าผู้คนเข้ามายังที่ซึ่งผมนั่งรออยู่พร้อมกับยื่นมือมารับปวารณาบัตรต่อหน้าผมและคณะ และยืนรอให้กราบท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเดินกลับไปยังจุดเดิมที่สนทนากับชายผู้นั้นทันที ทำให้ผมมั่นใจในกระแสแห่งการรับรู้ฉับพลันขององค์ท่านในครั้งนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีคล้ายกันของรุ่นน้องที่เป็นแบบเดียวกันอีก จึงไม่เป็นที่สงสัยในจิตขององค์ท่าน...

    หลวงปู่ชื้น พุทธฺสโร แห่งวัดญานเสน พระนครศรีอยุธยา อีกองค์ ที่เมื่อ 26 ปีที่แล้ว ผมและเพื่อนจะไปพบท่านเพื่อขอวิชาสูญฝี ปรากฏว่า เมื่อไปถึง พี่สุชัย (เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ขณะนั้นยังไม่ได้บวช แต่เป็นฆราวาสอยู่เรียนวิชาและอุปัฏฐากหลวงปู่ที่วัด ) ได้เดินเข้ามามองหน้าผมและเพื่อน กระทั่งผมสงสัยจึงถามไปว่า " มีอะไรหรือครับ พี่? " พีสุชัยก็ตอบมาว่า " คุณ 2 คน นี่เองหรือที่จะมาเอาวิชา ผมรอมาตั้งแต่เช้าแล้วว่า ใครที่คิดจะมาเอาวิชาเหมือนผม " ผมก็เลยถามต่อไปด้วยความฉงนว่า อะไรยังไงครับ? " พี่สุชัยก็ตอบต่อไปอีกว่า " หลวงปู่บอกมา 7 วันก่อนแล้วว่า จะมี ไอ้หนุ่ม 2 คน มาจากกรุงเทพฯ 2 คนนี้มาไม่เหมือนคนอื่น จะมาเอาวิชา " ผมจึงถึงบางอ้อ ว่าท่านรู้ล่วงหน้าเป็นสัปดาห์เลยเชียว แถมหลวงปู่ท่านเขียนวิชาสูญฝีใส่กระดาษปฏิทินด้วยดินสอ เตรียมรอไว้ให้ก่อนแล้วเมื่อผมถามถึง ( หลวงปู่ชื้น วัดญานเสนนี้ เป็นพระอาจารย์อีกท่านหนึ่งของ ท่านอาจารย์พันเอก ชม สุคันธรัต )

    หลวงพ่อสวัสดิ์ ปภังกโร ( อดีตเจ้าอาวาสวัดหุบมะกล่ำ ที่ฝังเข็มทองให้ศิษย์สืบต่อจากหลวงปู่พิมพ์มาลัยผู้เป็นอาจารย์ ) องค์นี้ใจดีมากๆครับ ใครที่เคยพบก็ต้องยืนยันได้ทุกคน สม่ำเสมอในความกรุณา เรื่องที่พบก็คือ เป็นความพิเรนอยากรู่้อยากเห็นของผมเอง เมื่อตอนที่ไปกับพรรคพวกเพื่อไปฝังเข็มทองกันที่กุฏิท่าน ท่านจะต้องเอาเข็มทองที่บรรจุอยู่ในขวดแบบขวดน้ำมันใส่ผมรุ่นเก่า (เหมือนขวดตันโจ) ภายในขวดมีน้ำมันจันทน์อยู่เกินครึ่งขวดและมีเข็มทองคำจำนวนนับร้อยนอนอยู่ก้นขวดนิ่งอยู่ หลวงพ่อสวัสดิ์ท่านหันหลังให้พวกเราซึ่งอยู่ห่างออกมาสักราวๆ 2 เมตร แล้วท่านก็ลงนั่งขัดสมาธิพร้อมกับวางขวดน้ำมันที่มีเข็มอยู่ตรงหน้า พอท่านเข้าสมาธิอยู่ราว 2 - 3 นาที ด้วยความอยากเห็นและสงสัย ผมจึงค่อยๆลุกขึ้นยืน ก้าวขาอย่างระมัดระวังย่องเข้าไปเบื้องหลังหลวงพ่อฯพร้อมๆกับยกมือไหว้ขอขมาหลวงพ่อฯหลังจากนั้นจึงชะโงกหน้าเอียงๆมองข้ามไหล่ของหลวงพ่อฯ ผมจึงเห็นกับตาว่า เข็มทองที่อยู่ในน้ำมันจันทน์ในขวดได้ขยับตัวไปมาและมีหลายเล่มมากมายขยับลอยขึ้นสู่ด้านบนราวกับว่ายไปมาในน้ำมันนั้น เพื่อที่ไปด้วยกันก็ค่อยๆลุกตาม เมื่อผมส่งสัญญานให้ตามมาดู จึงเห็นกันทุกคนแล้วจึงค่อยๆย่องกลับมานั่งที่เดิม

    เมื่อหลวงพ่อฯเสกเข็มเสร็จแล้ว ผมจึงถามท่านว่า " หลวงพ่อฯครับ ทุกครั้งที่จะฝังเข็มให้ศิษย์ต้องเสกเข็มให้ลอยก่อนหรือครับ? " หลวงพ่อสวัสดิ์ หันขวับมามองหน้าผม ท่านไม่ได้ตอบที่ผมถามแต่ตอบกลับมาเพียงว่า " แอบดูเรอะ " แค่นั้น...ส่วนประสบการณ์เกี่ยวกับเข็มทองที่ท่านฝังให้นั้น ทั้งผมและพรรคพวกในตอนนั้น ได้เจอกันหลายคนครับ ที่ตัวผมเองเจอก็คือ เข็มได้เตือนก่อนที่จะถูกรถชนเพียงไม่กี่วินาที เลยปลอดภัย ส่วนที่สนุกมากก็ตอนที่เห็นเข็มขึ้นมาต่อต้านกับเข็มที่ใช้สักยันต์บนผิวหนัง(ของคนที่ไปด้วยกัน) เกิดมาก็เพิ่งเห็นเข็มต้านกันจะจะต่อหน้าต่อตาพร้อมๆกันหลายคนในครั้งนั้น...

    หลวงพ่อเปิ่น ฐิตฺคุโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพระ นครชัยศรี เรื่องที่ผมพบอาจไม่ใช่ปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ใดๆ เพราะท่านมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการคุ้มกันด้านนี้มากอยู่แล้วในตอนนั้น แต่เนื่องมาจากเพื่อนผมที่เคยไปหาหลวงพ่อฯกันมาตั้งแต่ ปี 2527 ได้ขอให้ผมช่วยพาพี่สาวของเขาและเพื่อนพี่สาวอีกหนึ่งคน ไปหาหลวงพ่อเปิ่น เหตุเพราะเพื่อนของพี่สาวคนนี้ไปดูดวงชะตามาแล้วหมอดูบอกว่ามีเคราะห์หนักมาก และแนะนำให้ไปปล่อย " เต่า " เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ผ่อนคลายกรรม ( แต่ไม่ได้บอกกับผมให้ทราบตั้งแต่แรกก่อน )

    เมื่อถึงวันที่ได้นัดหมายกัน วันนั้นเราสามคนนั่งรถประจำทางไปลงที่แยกท่านา เพื่อเข้านครชัยศรี ผมทราบเรื่องที่จะต้องซื้อเต่าบนรถนั่นเอง จึงบ่นว่า ทำไมพี่ไม่บอกผมก่อน เราจะได้เตรียมตัวหาซื้อเต่าให้เรียบร้อย เมื่อถึงแยกท่านา ผมจึงลงไปเดินดูร้านอาหารซึ่งเป็นตึกแถวย่านนั้น ซึ่งจำได้ว่าเคยมีร้านอาหารคล้ายอาหารป่าอยู่ร้านหนึ่ง เข้าไปถามหาเต่าปรากฏว่าไม่มี แต่แม่ค้าเจ้าของร้านบอกว่ามีแต่ตะพาบน้ำ (ซึ่งถูกเจาะรูด้วยตะขอตรงเชิงด้านท้าย) กำลังจะเอามาทำแกง อร่อยมากนะ ซึ่งผมมองไปก็เห็นกำลังถูกแขวนตรงเชิง(คล้ายขอบกระดองเต่าแต่ตะพาบจะนิ่มไม่มีกระดอง ห้อยต่องแต่งอยู่กับตะขอในตู้ ทำให้ผมรู้สึกสงสารมันมาก เห็นมันดิ้นรนเพื่อที่จะให้มีชีวิตรอดแต่ก็คงไม่มีทางแน่ๆ) และแม่ค้าก็กำลังจับลงมา เจ้าตะพาบตัวขนาดชามแกงใบใหญ่ๆ แม่ค้าก็ถามผมว่าเอามั้ย? และกำลังจะลงมีดอีโต้สับเจ้าตะพาบตัวนั้น ผมรีบบอกกลับไปพร้อมโบกมือห้ามทันทีว่า " อย่าสับครับ " แม่ค้าก็ทำหน้างง พร้อมกับถามว่า จะเอาไปสับเองเหรอ? ผมก็ตอบไปว่า เปล่าครับ จะเอาไปปล่อย หาเต่าไม่ได้เอาตะพาบนี่แหละแทน แม่ค้าก็งงแต่ก็เอาตะพาบตัวนั้นใส่ถุงให้ผม พร้อมกับคิดเงินราคา 120 บาท โดยไม่ได้ต่ราคาแม้แต่บาทเดียว ผมรีบคว้าเจ้าตะพาบมาแล้วเอามาให้พี่ทั้งสองที่รออยู่ อีกทางหนึ่งห่างจากร้านพอควร พี่ทั้งสองคนพอเห็นผมอุ้มเจ้าตะพาบมาก็บอกว่าไม่ใช่เต่านี่นา หมอดูบอกว่าให้ปล่อยเต่า ผมก็เลยบอกว่า เต่าไม่มีครับ ผมเห็นเขากำลังจะสับเจ้าตะพาบตัวนี้พอดีก็เลยซื้อมาเอง ถ้าพี่ไม่เอาก็ไม่เป็นไรครับ ผมเอาไปปล่อยวัดหรือแม่น้ำหน้าวัดก็ได้ แล้วเราก็รอรถประจำทางเข้าบางแก้วฟ้า เพื่อไปวัดบางพระ ซึ่งใช้เวลาราว 1 ช.ม. ผมต้องนั่งอยู่บนเบาะเพียงคนเดียว เพราะเจ้าตะพาบน้ำตัวนั้น มันโผล่หัวออกมายาวยืดเป็นศอกเพื่อจะงับให้ปล่อยมัน (เพิ่งรู้วันนั้นว่าตะพาบยืดคอได้ยาวมาก ) ไม่มีใครกล้านั่งข้างผมเลยตลอดทาง กระทั่งถึงวัด

    เมื่อเข้าไปกราบหลวงพ่อเปิ่นในกุฏิ ท่านก็เห็นตะพาบแล้วก็ถามถึง ผมก็กราบเรียนท่านไปตามที่เป็นมา หลวงพ่อเปิ่นท่านก็บอกว่า " จะเป็นเต่าหรือตะพาบนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือได้ช่วยสัตว์ที่กำลังจะตาย(ด้วยการถูกฆ่า) เป็นความพอดีที่เป็นบุญมากเหมือนต่ออายุ เมื่อได้ฟังดังนั้น พี่ผู้หญิงทั้งสองก็รีบเอาธนบัตรใบละ 20 บาท คนละ 2 ฉบับ มายื่นให้ผมบอกว่า " น้องพี่ร่วมบุญด้วย " ผมก็บอกไปว่า ไม่เป็นไรครับ เงินไม่ต้องก็ได้ แต่ทั้งสองก็ไม่ยอม ผมจึงต้องรับไว้

    และพี่ผู้หญิงก็เอาปากกา(เมจิก?)มาให้ผมเขียนชื่อที่กระดองตะพาบ โดยบอกว่า ให้เขียนชื่อผมก่อนก็ได้ ผมปฏิเสธที่จะเขียนชื่อตัวเอง แต่จะเขียนชื่อพี่ทั้งสองคนให้เอง พี่ก็ถามว่าทำไมผมถึงไม่เขียนชื่อล่ะ ผมก็ตอบไปเล่นๆว่า ผมเชื่อว่า ตะพาบมันอ่านชื่อผมไม่ออกหรอกครับ แกเลยอึ้งไป แล้วเมื่อเขียนเสร็จ ก็ขออนุญาตหลวงพ่อฯปล่อย ท่านก็บอกให้ปล่อยในบ่อหน้ากุฏินี่แหละ ท่านจะเอาข้าวโปรยให้มันกินเอง ทั้งสองคนก็ชวนให้ผมออกไปปล่อยด้วยกัน แต่ผมก็ให้สิทธิพี่ทั้งสองออกไปปล่อยกันตามสบาย เมื่อทั้งสองคนออกไปพ้นประตูแล้ว หลวงพ่อเปิ่นก็พูดกับผมว่า " สองคนนั้นไม่ได้อะไรเลย บุญที่เกิดเราได้ไปทั้งหมดตั้งแต่คิดที่จะช่วยมันด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และสำเร็จตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว "

    หลังจากเหตุการณ์นั้น อีกราว 6 - 8 เดือน ผมไปหาเพื่อนผมที่บ้าน เจอพี่สาวเขาอยู่ด้วย ก็เลยถามถึงเพื่อนพี่สาวคนนั้น ปรากฏว่า ได้ผูกคอตายไปแล้ว ซึ่งผมไม่ทราบว่ามีทุกข์เรื่องใด หากทราบก็อาจจะมีหนทางช่วยแก้ไขได้บ้าง แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว....

    ( ยังมีอยู่บางเรื่องนะครับ ขอเวลาต่อคราวหน้า ต้องทบทวนความจำสักหน่อย แล้วจะเข้ามาเล่าต่อครับ)
     
  9. man_12

    man_12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    373
    ค่าพลัง:
    +924
    สนุกดีครับ ได้บรรยากาศเก่าๆ รอฟังต่อครับ หลวงพ่อเปิ่น เมื่อปี37-38 พี่สาวผมไปกราบท่าน ท่านกำลังสนทนาอยู่ ท่านเหลือบมามองแวปหนึ่ง และว่า พวกมึงรวยนี่หว่า พี่สาวผม แกนึกยังไงไม่รู้ เลยเข้าไปกราบท่านแล้วถาม หลวงพ่อ ปีนี้หลวงพ่ออายุเท่าไร(พี่สาวชอบเล่นหวย) ท่านตอบ อายุ46 ชอบอยู่ที่สูงๆ งวดนั้นหวยออกข้างบน346
     
  10. องคตชาตรี

    องคตชาตรี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2011
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +47
    ขอบคุณครับพี่ยลฯ จะรออ่านต่อครับ
    เรื่องของโชคลาภหลวงพ่อเกษมท่านก็เคยบอกไว้ว่าทำยาก เพราะต้องเอาของตัวเองให้เขาไป (บารมีที่บำเพ็ญมา) เคยถามพระหลายท่านก็บอกคล้ายๆ กันครับ
    เรื่อง แพระอาจาน กะ อาจาน ฆารวาสก็พอกันเดี๋ยวนี้หาที่เก่งๆ ดีๆ ยากมากมาย เดี๋ยวนี้เจอแต่พวก โกหกไม่กลัวตายกันทั้งนั้น ไม่พิจารณาให้ดีก็เป็นโดน สะเด็ด
     
  11. ยลไตรเพ็ชร

    ยลไตรเพ็ชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2013
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +283
    ขอบคุณครับ คุณ Williamboy ที่ยังติดตามอยู่...

    คุณ man_12 ครับ ที่คุณบอกมาทำให้นึกถึงเรื่องขอหวยกับหลวงพ่อคูน เลยมีเรื่องเล่าได้อีกหน่อย...

    คุณ องคตชาตรี ครับ เรื่องเกี่ยวกับลาภนี่ยากจริงครับ เรื่องนี้หลวงพ่ออภิชิโตเคยพิสูจน์ให้ลูกศิษย์เห็นมาแล้ว ...

    ต่อนะครับ...เรื่องปล่อยตะพาบที่วัดหลวงพ่อเปิ่น ซึ่งที่วัดมีการสักยันต์อันโด่งดัง ทำให้นึกถึงเรื่องเกี่ยวกับการสักยันต์ทั้งหมึกและน้ำมัน หรือที่เรียกกันว่า " ลงของ "...

    เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมไปหาหลวงพ่อฯน่าจะไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้ว เมื่อเข้าไปที่กุฏิของหลวงพ่อฯ ก็พบ เด็กวัยรุ่นสวมกางเกงนักเรียนขาสั้นสีดำ อายุราวๆ 14 - 15 ปี นอนหงายเอาปลายเท้าชี้มาทางประตู และหลวงพ่อเปิ่นกำลังเอาตาลปัตรมาโบกไล่จากทางด้านศีรษะไปยังปลายเท้า ราว 3 ครั้ง เสร็จแล้วท่านก็ส่ายหน้าช้าๆ บอกกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ(เป็นมารดาของเด็กคนนั้น)ว่า " บอกแล้วว่าไม่ใช่ของ ถ้าใช่ก็ต้องออกหมดแล้ว..." ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่า " แล้วทำไมมันยังขึ้นได้อยู่เรื่อยๆล่ะคะหลวงพ่อ...แล้วจะทำยังไง? " หลวงพ่อเปิ่นก็ตอบไปว่า " พาไปโรงพยาบาลแหละ ต้องให้หมอเขาช่วย..." ผู้หญิงที่เป็นแม่เด็กสีหน้าไม่สู้ดีนักก็กราบลาหลวงพ่อและเด็กคนนั้นก็เช่นกัน กราบลาแล้วก็ออกไป...

    ผมกราบเรียนถามหลวงพ่อก็ได้ความว่า เด็กคนนี้มาที่วัด มาดูเขาสักยันต์กันทุกวัน เห็นคนที่สักขึ้นของได้ก็ชอบใจมากอยากได้ จึงขอสักจากพระที่เป็นครูสัก แต่ไม่ได้รับอนุญาต เพราะยังเป็นเด็ก และพ่อแม่ก็ไม่ได้อนุญาต กระทั่งวันหนึ่งเด็กเกิดมีอาการของขึ้นที่บ้าน ทำให้พ่อแม่ตกอกตกใจกัน และคิดว่าเด็กมาสักที่วัดบางพระแน่นอน จึงมาจะต่อว่ากับหลวงพ่อเปิ่น หลวงพ่อฯสอบถามแล้วยืนยันกันว่าไม่มีใครสักให้แน่นอน แต่ความที่จิตของเด็กยึดมั่นและอยากได้ของตามที่ตนเองเห็นแล้วไม่มีใครสักให้จึงทำให้เกิดการสร้างสิ่งนั้นๆขึ้นมาเอง เพราะเด็กเห็นอยู่เกือบทุกวันเด็กจึงไปสร้างภาวะนี้ขึ้นในจิตของตน แม่เด็กไม่เชื่อ หลวงพ่อฯจึงต้องเอาตาลปัตรของท่านมาไล่ถอนให้ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเกิดจากจิตเด็กเองไม่ได้เกิดจากการสัก ท่านจึงให้ไปหาหมอ(คงเป็นจิตแพทย์)

    เรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันที่สำนักของท่านอาจารย์เจ็ก สมัยก่อนก็มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เคารพนับถือและศรัทธาในตัวอาจารย์เจ็กและครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พอมาบ่อยเข้า เห็นการลงของและขึ้นของบ่อยๆก็สามารถขึ้นเองได้โดยที่ไม่มีการลงอักขระน้ำมันแต่อย่างใด อาจารย์เจ็กยังบอกว่า มันเก่ง มันเชื่อมั่น ไม่ต้องลงของก็มีได้(ผู้ที่อยู่ในรุ่นนั้นก็คงจำกันได้นะครับ)

    ว่าถึงการ ขึ้นของ นั้นโดยทั่วไปจะมีลักษณะของการนับลำดับศักดิ์กันอยู่ เช่น สิงห์,เสือ,หมู(ทองแดง),ช้าง,หนุมาน,หนุมานสี่กร,แปดกร,พรหม,นารายณ์ หากขึ้น สิงห์อยู่ ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ที่อยู่ใกล้ขึ้นหนุมานมา สิงห์ก็จะยอมลงให้ ไม่กล้าหือ ผู้ที่ขึ้นนารายณ์ก็จะข่มผู้ที่ขึ้นศักดิ์ต่ำกว่าให้ยอมลงได้ และก็จะขึ้นไล่ลำดับข่มกันไปเรื่อยเพื่อเอาชนะกัน...

    แต่ที่สำนักวัดบางพระ ผมเคยเห็นคนที่ไปสักยันต์กัน คนที่สักไปแล้วก็มารอเพื่อลงเพิ่มกันอยู่ และวันนั้นก็พบคนที่กำลังสักอยู่(น่าจะมีสักนารายณ์อยู่แล้วจากที่อื่น)กำลังขึ้นนารายณ์ขึ้นมา เห็นได้จากอาการที่คล้ายลักษณะควงจักร ทันใดนั้น คนที่รอสักอยู่ซึ่งเคยสักเสือมาก่อนแล้วก็ร้อง " ฮ่าว " ขึ้นมาพร้อมๆกับโผนเข้าใส่คนที่กำลังขึ้นนารายณ์อยู่พร้อมกับ ตบเข้าที่ใบหน้าดังฉาดใหญ่ ทีเดียวหลับเลยครับ ผมสงสัยก็เลยถามหลวงพี่ท่าน ท่านก็บอกว่า เสือที่วัดบางพระไม่มีการแสดงอาการก่อน พอขึ้นก็ซัดเลย และไม่มีการยอมลงศักดิ์ให้แบบที่อื่น (ก็เพิ่งเห็นที่นี่เป็นครั้งแรกครับ)


    เรื่อง " ของขึ้น " ที่ผมสังเกตมาจากที่เคยพบเห็นมานับเป็นร้อยครั้ง พอจะตั้งข้อสันนิษฐานได้ดังนี้...


    1.ลงของมาจริง ของขึ้นจริง บังคับไม่ได้ ฝืนไม่ได้ ไม่รู้สึกตัวควบคุมตัวเองไม่ได้

    2.ลงของมาจริง ขึ้นจริงบ้าง ขึ้นเองบ้าง(ถ้าไม่ขึ้นก็ทำให้ขึ้นแล้วก็ขึ้นได้) รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

    3.ลงของมาจริง ของไม่ขึ้น ก็เลยต้องขึ้นเอาเอง แล้วก็ขึ้นได้ มักจะรู้ตัวส่วนใหญ่

    4.ลงของมาจริง ของไม่ขึ้นเลย ขึ้นเองก็ไม่ได้ เลยต้องแสร้งทำว่าของขึ้น เพื่อไม่ให้น้อยหน้าหรือรู้สึกว่าตนเองทำผิดข้อห้ามมาจึงไม่ขึ้น

    5.ลงของมาแต่ไม่จริง อาจารย์ไม่มีของจริง ศิษย์เชื่อก็อาจเกิดพลังได้อย่างที่พบในกรณีดังกล่าวที่วัดบางพระ เรื่องนี้จึงพิสูจน์ยาก เพราะผู้ที่จะรู้ก็คือ ตัวบุคคลนั้นๆที่ไปลงของมาเอง ว่าจะหลอกตนเองรึไม่

    6.ลงของมาแต่ไม่จริง อาจารย์ไม่จริง ศิษย์ก็ไม่จริงแสร้งขึ้นของแต่ก็ขึ้นไม่ได้ มีแต่อาการที่เป็นการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าของขึ้นให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อในตัวอาจารย์และลูกศิษย์จะได้ไม่น้อยหน้า...



    เรื่องขอหวยกับหลวงพ่อคูน...

    เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนปี 2533 ผมไปจองพระเครื่องรุ่นที่เป็นเหรียญฉีดครั้งแรก ก็พบเข้ากับคณะผ้าป่าจากนิตยสารศักดิ์สิทธิ์หลายสิบคน มีรุ่นใหญ่ๆมากอยู่ ตอนนั้นเมื่อเสร็จภารกิจแล้ว

    ก็มีคนตะโกนบอกหลวงพ่อขอเลขเด็ดงวดนั้น หลวงพ่อคูนไม่ได้ตอบอะไร แต่ท่านเดินไปหยิบปฏิทินแบบฉีกได้เป็นรายวัน ขนาดพอควรราว 8 x 10 นิ้ว แล้วพลิกย้อนหลังไปเสร็จแล้วก็ชูให้ทุกคนเห็น เป็นวันที่ 3 เมื่อทุกคนเห็นแล้ว ก็ร้องกันอีกว่า " อีกตัวล่ะ...หลวงพ่อฯ " หลวงพ่อคูนก็ไม่ว่าอะไร หยิบปฏิทินอันเก่ามาพลิกอีกแล้วก็ชูให้ทุกคนเห็นอีกเป็นวันที่ 6 ทุกคนก็ร้องว่า 3 แล้วก็ 6 หลวงพ่อฯก็บอกว่า เออ...ผลงวดนั้น รางวัลที่ 1 เลขสามตัวท้ายออก 263 เป็นอันว่าได้กันทั่วหน้า...

    ตอนปี 2534 ผมไปหาหลวงพ่อคูนที่วัดบ้านไร่อีกครั้ง คราวนี้ตอนกำลังเดินขึ้นไปหาท่านก็พบพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเดินสวนออกมา แต่ที่ผิดปรกติคือ แกเดินไป ร้องไห้น้ำตาไหลไปด้วย ผมสงสัยจึงถามไปว่า เกิดอะไรขึ้นครับ? ทำไมมาหาหลวงพ่อคูนแล้วเดินร้องไห้กลับออกมา...


    พี่คนนั้นตอบว่า " คนที่นี่ไม่มีมารยาทเลย แย่มาก พี่คุยเรื่องส่วนตัวกับหลวงพ่อ แต่ดันยื่นหน้าสลอนเข้ามาฟังกันเป็นแถว " ผมได้ยินก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเฉยเสีย...พี่เขาพูดต่ออีกว่า " น้อง น้องเคยมาหาหลวงพ่อคูนบ่อยมั้ย? ท่านให้หวยได้รึเปล่า? เห็นมีคนบอกว่าท่านให้แม่น..." ผมตอบไปว่า " ถ้าท่านให้ก็ให้ได้ครับ ผมเคยเห็นกับตา แต่ถ้าไม่ให้ก็ไม่ทราบล่ะครับ " พี่ก็บอกอีกว่า " พี่ขอท่าน ท่านไม่ให้ น้องช่วยขอให้พี่หน่อยนะ " ผมก็เลยตอบไปว่า " ผมรับปากว่าจะขอให้ครับ แต่ถ้าท่านไม่ให้ก็ไม่ทราบนะครับ " เมื่อได้ยินดังนั้นพี่เขาก็บอกจะไปรอด้านล่าง ผมก็เดินเข้าไปหาหลวงพ่อทันที พอไปถึงยังไม่ทันจะก้มลงกราบ หลวงพ่อคูนก็บอกผมว่า " มึงไปบอกอีนั่นนะว่า ไม่ต้องเล่นหวย อบายมุขอะไรด๊อก ยังไงก็ไม่มีทางได้ บอกมันว่า เล่นมากฉิบหายมาก เล่นน้อยฉิบหายน้อย มันไม่มีทางได้เงินตอนนี้...อ้อ...มึงด้วย.." ยังไม่ได้ถามหลวงพ่อท่านก็เล่นเอาซะแล้ว เลยรู้ตัวว่าผมเองตอนนั้นก็ไม่มีลาภเช่นกัน

    ผมลงมาบอกพี่ที่รออยู่ว่าหลวงพ่อท่านบอกว่าไม่มีลาภ ไม่ให้เล่น พี่เขาก็ร้องไห้อีกแล้วบอกว่า พี่กลับบ้านไม่ได้ แฟนพี่เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรญสนายพัน ตอนนี้ไปราชการต่างจังหวัด แล้วก็ไม่ทราบว่าพี่เอาบ้านไปจำนองเอาเงินมาเล่นหวยเล่นการพนันจนหมด ตอนนี้บ้านกำลังจะถูกยึดแล้ว ถ้าไม่ได้เลขหวยไปเล่นเอาเงินมาไถ่บ้านกลับไปก็ตายแน่ๆ (ผมฟังแล้วก็ระอาแทน) แล้วแกก็ถามผมต่ออีกว่า " น้องๆ แถวนี้มีพระที่ไหนเก่งๆอีกบ้างมั้ย? " ผมตอบว่า " ผมก็ไม่ค่อยทราบมากนักหรอกครับ แต่ถ้าในตัวเมืองโคราช มีหลวงพ่อพุธ วัดป่าสาละวัน องคฺนี้เป็นพระดีแน่ๆ แต่ผมก็ไม่เคยทราบว่าท่านให้หวยใครมาก่อน เพราะท่านเป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น..." พี่เขาก็ตอบว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่จะไปหา " แล้วขอให้ผมช่วยไปส่งที่ท่ารถเพื่อต่อไปอีก...ก็ไม่ทราบผลว่าเป็นอย่างไรต่อ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะดีนัก เพราะหลวงพ่อคูนท่านก็บอกไว้แล้ว แต่ก็ไม่ยอมหยุด ซึ่งแกคงหมดหนทาง...


    อีกครั้งที่ผมไปหาหลวงพ่อคูนที่วัดบ้านไร่ เป็นวันธรรมดาที่ไม่ใช่เสาร์หรืออาทิตย์ คนไม่มากนัก ท่านรับแขกอยู่ก็มีเสียงฌทรศัพท์ดังขึ้น 2 - 3 ครั้ง หลวงพ่อก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับเอง แล้วก็มีเสียงหลวงพ่อพูดว่า " ไม่มี...กูไม่มี..กูไม่รู้หรอก " แล้วท่านก็พูดต่ออีกว่า " ไม่มีกูไม่มีจริงๆ...มึงจะเอาให้ได้ใช่มั้ย? งั้นมึงฟังนะ เอ้า ...2...5...8...นั่นแหละ กูไม่รับรองนะ แต่กูว่ามันไม่ออกด๊อก เออ เท่านี้แหละ " แล้วท่านก็วางหูโทรศัพท์ไป ผมเข้าใจว่ามีคนโทรฯมาขอหวยท่าน แต่ท่านไม่มีและไม่ให้ในตอนนั้น ก็ไม่ทราบว่าเหตุผลใด แต่หลวงพ่อย่อมต้องรู้ดีแน่ๆ ผมจดเลขเอาไว้ พอวันหวยออก ปรากฏว่า ไม่มีเลขที่ท่านบอกนั้นออกมาเลยแม้แต่ตัวเดียวทั้งข้างบนและข้างล่างครับ...


    เรื่อง หลวงพ่ออภิชิโตพิสูจน์รางวัลที่ 1


    เรื่องนี้ผมเคยอ่านในนิตยสารฉบับหนึ่ง(จำชื่อไม่ได้แล้ว) ไม่น้อยกว่า 30 ปีมาแล้ว กล่าวถึงการนั่งทางในเพื่อดูผลการออกสลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 ในงวดนั้น โดยมีพระอาจารย์รูปหนึ่งนั่งดูเลขรางวัลที่ 1 ที่ออกทุกหลัก คือ เลขรางวัลที่ 1 ถ้ามี 6 หลัก ก็จะเห็นทุกหลักทุกตัวเรียงตามจริงอย่างที่ออก และก็ได้จัดคณะศิษย์(น่าจะราว ไม่เกิน 5 คน) เพื่อออกตามไล่ล่าสลากรางวัลที่ 1 นี้ ว่าไปตกอยู่ที่ร้านขายสลากใด หรือ ผู้ขายคนไหน ไล่ตามกันไปหลายจังหวัดก็มีอันคลาดแคล้วกันไปตลอด ไปตามซื้อไม่ทันทุกครั้ง กระทั่งตามไปติดๆก็เพิ่งจะถูกขายต่อไปเพียงไม่นาน สุดท้ายก็ไม่สามารถตามสลากใบนั้นมาได้ และเมื่ออกรางวัลผลก็คือ เลขทุกตัวตรงกันกับที่พระอาจารย์ดูแล้วบอกให้ศิษย์ไปตามหาไม่มีผิดพลาด ผมมาทราบจากศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงพ่ออภิชิโตภายหลังว่า หลวงพ่อท่านเคยทดลองตามรางวัลที่ 1 นี้ อย่างที่ทราบมาข้างต้นแบบเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นหลวงพ่ออภิชิโตนี่แหละที่ทำในครั้งนั้น แต่ผู้ที่นำเรื่องนี้มาลงในครั้งนั้นมิได้ระบุนามของผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ ซึ่งศิษย์ผู้ใหญ่ได้เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่ออภิชิโตบอกไว้ว่า เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ลาภผลเป็นเรื่องของใครของมัน ใครทำไว้ถึงจะได้ หากไม่ใช่ของตนเองแล้ว แม้นว่าจะรู้จะพยายามเท่าใดก็ไม่สามารถเอามาเป็นของตนเองได้...
     
  12. เขมทัต

    เขมทัต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2007
    โพสต์:
    623
    ค่าพลัง:
    +2,252
    ขอบคุณพี่ยลไตรเพ็ชรครับ

    อยากฟังเรื่องของหลวงปู่อภิชิโตอีกครับ
     
  13. Williamboy

    Williamboy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2012
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +644
    ครับคุณยลไตรเพชร ผมก็อยากฟังเรื่องหลวงพ่อ อภิชิโต อีกครับ
     
  14. ยลไตรเพ็ชร

    ยลไตรเพ็ชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2013
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +283
    ครับคุณ khemtat และคุณ Williamboy เรื่องของหลวงพ่ออภิชิโตคิดว่าพอมีอีกเล็กน้อยครับ แต่ขอต่อเรื่องที่คุณองคตชาตรีถามไว้อีกหน่อยก่อนนะครับ พอดีติดพันค้างอยู่หน่อย เชื่อว่าคุณ องคตชาตรีอาจสนใจบ้าง...



    เรื่องแปลกๆเกี่ยวกับที่พบเห็นมาอย่างที่ผมเล่าไว้เรื่องเข็มทอง นั้น ทำให้นึกถึงเรื่องที่ เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2530 เวลาช่วงเช้าไม่เกิน 09.00 น. เป็นกรณีที่มีการสักยันต์บัวแก้ว ณ สำนักของท่านอาจารย์เที่ยง น่วมมานา วันนั้นมีการทำพิธี ขึ้นบายศรี เพื่อทำการสักยันต์กัน พอสักกันไปได้ราว 3 คน เมื่อถึงคนที่ 4 ปรากฏว่า คนที่รับการสักนั้น รู้สึกเจ็บมากจนทนไม่ไหว ผมและเพื่อนที่กำลังช่วยดึงรั้งผิวหนังของคนที่รับการสักอยู่เพื่อให้ตึงจะได้สักได้สะดวก เพื่อนถามผมว่า " ได้ยินเสียงอะไรมั้ย? " ผมไม่ได้สังเกตจึงเข้าใจว่ามีเสียงอะไรผิดปกติอยู่ด้านล่างของบ้าน พยายามเงี่ยหูฟังก็ไม่ได้ยิน ก็บอกไปว่า ไม่เห็นมีอะไรนี่

    แต่เพื่อนก็บอกอีกว่าเสียงตรงนี้น่ะ ตรงหน้าเรานี่แหละ เสียงดังจิ๊กๆๆๆเหมือนโลหะกระทบกัน พอได้ยินดังนั้น ความสนใจก็พุ่งมาตรงหน้าตัวเองที่กำลังขึงหนังสะโพกอยู่ ก็เริ่มได้ยินเสียงดังที่เพื่อนบอกมา ดังเหมือนโลหะชิ้นเล็กๆกระทบกัน พอเพ่งมองลงไปยังบริเวณที่อาจารย์กำลังสักอยู่ ก็แปลกใจมาก เพราะสิ่งที่ผมกำลังเห็นอยู่ต่อหน้าค่อตาก็คือ ตรงจุดที่เข็มสักแทงลงไปทุกครั้งนั้น จะเห็นผิวหนังของคนที่ถูกสักอยู่มีลักษณะเหมือนมีสิ่งที่แหลมเล็กเหมือนเข็มดันปูดโผล่ขึ้นมาจากผิวหนังทำมุมราว 45 องศา(ไม่ได้ขึ้นมาเป็นแนวตั้งหรือแนวดิ่ง และก็ไม่ได้ขึ้นมาแบบแนวนอนนะครับ)โดยส่วนที่เป็นปลายแหลมดันปูดออกมารับกับเข็มสักทุกครั้ง และแม่นยำอย่างยิ่ง

    เรียกว่า เข็มสักจะแทงลงไปตรงไหน เข็มที่ฝังอยู่ภายในก็เหมือนกับรู้ว่าต้องออกมารับที่ตำแหน่งเดียวกันทุกครั้ง ขณะเดียวกันคนที่ถูกสักก็ครางโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เพราะเท่ากับถูกเข็มแทงทั้งด้านนอกคือผิวหนัง และถูกเข็มจากด้านในแทงออกมาต้าน มีผู้ที่เห็นเหตุการณ์นี้อยู่หลายคน รวมทั้ง อาจารย์บุญธรรม ที่เป็นลูกชายท่านอาจารย์เที่ยงด้วย ตอนนั้นอาจารย์บุญธรรมได้กระซิบบอกท่านอาจารย์เที่ยงว่า " พ่อ...พ่อ..." ท่านอาจารย์เที่ยงก็ตอบเบาๆว่า " รู้แล้ว..." ท่านอาจารย์เที่ยงเอาเข็มสักยกขึ้นมาจบพนมมือหันไปทางด้านหลังที่ไว้พระบูชาและครูบาอาจารย์เพื่อขอ...ปรากฏว่าทำถึง 3 ครั้ง เข็มก็ยังออกมาต้านเข็มสักอยู่ไม่เลิก กระทั่งท่านอาจารย์เที่ยงต้องให้พักแล้วบอกกับผู้ที่ถูกสักว่า " อย่ากลัว ทำใจดีๆไว้ ภาวนาตามที่บอก อย่าต้าน ไม่งั้นจะสักต่อไม่ได้ "

    แล้วท่านอาจารย์เที่ยงก็ถามออกมาว่า " ของใคร..."(หมายถึงเข็มที่ฝังในตัวเป็นของครูบาอาจารย์ท่านใด?) ผมก็ตอบไปทันทีว่า " ของหลวงพ่อสวัสดิ์ วัดหุบมะกล่ำ ราชบุรีครับ " ท่านอาจารย์เที่ยงก็ตอบว่า " ไม่รู้จัก...แต่ของเขาแน่จริง " หลังจากพักชั่วครู่ ไม่นานนัก ก็เริ่มสักกันใหม่ คราวนี้ เตรียมจิตเตรียมใจกันเรียบร้อย ก็ไม่เกิดการต้านกันอีก การสักยันต์จึงสำเร็จลงได้เรียบร้อย...



    อีกครั้งหนึ่ง หลังจากสักยันต์ไปแล้วไม่กี่เดือน ผมไปนั่งคุยกับท่านอาจารย์เที่ยงโดยเพื่อนเป็นผู้มารับไปด้วยเหมือนอย่างทุกครั้ง วันนั้นคุยกันถึงเรื่องที่ ท่านอาจารย์พันเอกชม สุคันธรัต สอนวิชาดับพิษไฟให้กับศิษย์ สามารถเอามือล้วงลงไปยังน้ำมันหรือน้ำเดือดได้โดยผิวหนังไม่พอง ไม่ปวดแสบปวดร้อนแต่อย่างใด ท่านอาจารย์เที่ียงก็บอกว่า " เรื่องแบบนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร คนที่เป็นชาวไร่ชาวสวนในสมัยก่อนทำกันได้แทบทั้งนั้น เพราะการไปหาหมอในสมัยก่อนๆนั้นยากลำบาก ชาวบ้านจึงต้องมีวิชาติดตัวไว้ในกรณีที่ต้องรักษาโรคบางอย่างให้กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนบ้านกัน " ผมก็ถามท่านต่อไปว่า " อาจารย์ทำได้หรือครับ ถ้าทำได้จริงๆนี่ ผมอยากเห็น เพราะผมเคยเห็นท่านอาจารย์ชม ทำมาหลายต่อหลายครั้งมาก ถ้าอาจารย์ทำได้ขออนุญาตดูและพิสูจน์ให้เป็นขวัญตาหน่อยได้มั้ยครับ? "

    ท่านอาจารย์เที่ยงก็ตอบว่า " ได้ ไม่มีปัญหา " แล้วก็หยิบเอาธนบัตร 20 บาทส่งให้ผมพร้อมกับบอกว่า " คุณเอาสตางค์นี่ไปซื้อ น้ำมันพืชที่ตลาด(บางกอกน้อย) มา 1 ขวด ไพล 1 หรือ 2 หัว " ผมตอบไปทันทีว่า " ไม่เป็นไรครับ ของนิดหน่อย เดี๋ยวผมออกเองครับ " แล้วผมก็เผ่นแผล็วลงจากบ้านท่านอาจารย์ ไปตลาดทันที ไม่ถึง 20 นาทีผมก็เอามาให้ท่านอาจารย์เที่ยง ท่านก็บอกให้ลูกสาวเอาไพลไปล้างให้สะอาดทั้ง 2 หัว และตอนที่ผมไปซื้อน้ำมันพืชและหัวไพลนั้น ท่านก็เอากระทะทองเหลืองขนาดย่อม(แบบที่ใช้ทอดขนมบัวลอยที่เราเคยเห็นกัน) และถังแก๊สปิกนิก ออกมาเตรียมตั้งไฟ พอลูกสาวท่านเอาไพลที่ล้างแล้วมาให้ ท่านก็เอามีดมาฝานไพลออกเป็นชิ้นใหญขนาดเกินครึ่งฝ่ามือ ลักษณะเป็นแว่นๆ หนาราวๆกว่าครึ่งเซ็นต์ ออกเป็น 5 แว่น แล้วก็หยิบดินสอมาเขียนอักขระขอมตัวใหญ่ๆลงบนแว่นไพลนั้น มี นะ โม พุท ธา ยะ แว่นละตัววางเรียงลงในกระทะทองเหลืองแล้วเอาน้ำมันพืชที่ผมซื้อมาเทลงไปเกือบเต็มกระทะ

    ระหว่างที่รอน้ำมันเดือดอยู่ก็คุยเรื่องราวต่างๆกันไปเรื่อยๆ กระทั่งผมสังเกตว่าน้ำมันเดือดเป็นฟองพลุ่งพล่านอยู่ในกระทะก็บอกท่านอาจารย์ว่า " น้ำมันเดือดแล้วครับ อาจารย์ " ท่านอาจารย์เที่ยงก็เอาใบพลูสดๆ(มีอยู่ประจำ เพราะใช้ไหว้ครู)โยนลงไปในกระททันที ปรากฏว่าใบพลูกรอบแทบจะทันทีเหมือนกัน ผมต้องถอยหลังออกมาอีกหน่อยเพราะ ความร้อนจากกระทะนั้นระอุมาก แล้วท่านอาจารย์เที่ยง ก็ยกมือขึ้นพนมว่าคาถาเสียงดังว่า " เถโร...โมคคัลลาโนฯ..."(คาถาพระโมคคัลลาน์ดับพิษไฟนรก) ว่าดังๆเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ได้ใช้คาบด้วยซ้ำ แล้วเป่าลงไปที่น้ำมันในกระทะ เสร็จแล้วก็บอกให้ผมเอามือลองจุ่มดูได้ ผมก็บอกว่า " อาจารย์จุ่มก่อนสิครับ ถ้าอาจารย์เอามือจุ่มแล้วไม่เป็นไร ผมก็จะจุ่มตามด้วย " ท่านก้บอกว่า " ตกลงนะ ถ้าผมจุ่มแล้ว คุณต้องจุ่มแน่นะ " ผมก็ตอบว่า " แน่นอนครับ ผมรับปากแล้วต้องทำ "แล้วท่านอาจารย์เที่ยงก็เอามือจุ่มลงไปทันที ผมจ้องไม่กระพริบตา มือที่จุ่มพลิกกลับไปมาในกระทะอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ สีหน้าท่านก็ปรกติ จุ่มอยู่ราวๆไม่เกิน 2 นาที ผมก็บอกว่า " โอเคครับ พอแล้วครับ ไม่สงสัยแล้วครับ "

    เมื่อท่านอาจารย์เที่ยงยกมือขึ้นมาแล้วเช็ดน้ำมันที่มือแล้วผมก็เอามือท่านมาดูกันก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด คราวนี้ท่านอาจารย์เที่ยงก็บอกว่า " ตาคุณแล้วล่ะ " ผมก็ ค่อยๆยื่นนิ้วชี้ออกมาแล้วกลั้นใจจุ่มลงไปในกระทะน้ำมันเดือดนั้นแบบจุ่มปุ๊บ ยกขึ้นปั๊บ (แบบเดียวกับที่ท่านอาจารย์พันเอกชม เคยสอนไว้ )เพราะต้องการเสี่ยงน้อยที่สุด ปรากฏว่า มันไม่เป็นไร รู้ทันทีว่า ใช่แล้ว น้ำมันเดือดๆถูกดับพิษไฟไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงเอามือทั้งมือหงายลงไปในกระทะน้ำมันนั้นต่อทันที ผมพลิกคว่ำพลิกหงายมือขวาของตัวเองกระทั่งดันลงไปเลยข้อมือพอดันลงไปอีกหน่อย ท่านอาจารย์เที่ยงก็รีบบอกว่า อย่าให้มือโดนกระทะนะ เพราะดับได้เฉพาะน้ำมัน กระทะดับไม่ได้ ผมรับทราบก็เอามือทอดในกระทะอยู่อีกสักพักก็ยกขึ้น เพราะไม่สงสัยอีกแล้ว เมื่อยกมือขึ้นมายังถูกเพื่อนจับมาดูแล้วว่า ถ้าร้อนก็อย่าฝืนนะ ผมก็บอกว่า ใครจะฝืนไหวล่ะ ถ้าร้อนเดือดแช่นานขนาดนี้ แขนผมสุกไปเรียบร้อยแล้ว ลองเองได้เลย หลังจากนั้นก็มีคนลองเอามือจุ่มกันอีกหลายคน ผมยกนิ้วหัวแม่มือให้ท่านแล้วก็บอกว่า ผมจะจำไว้แล้วก็จะยืนยันเรื่องนี้ไปตลอด...

    แล้วจะมาต่อเรื่องหลวงพ่อฯนะครับ
     
  15. เขมทัต

    เขมทัต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2007
    โพสต์:
    623
    ค่าพลัง:
    +2,252
    ขอบคุณพี่ยลไตรเพ็ชรครับ อ่านซะเพลินเลย :cool:
     
  16. Williamboy

    Williamboy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2012
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +644
    ขอบคุณคุณยลไตรเพชรสำหรับเรื่องราวมันส์ๆครับ เมื่อวานผมไปที่วัดทองบางพรหมมาครับ
    ได้บริจาคปััจจัยสร้างศาลา ที่จะเป็นที่ตั้งขอรูปหล่อ ลพ อภิชิโตครับ ได้มีโอกาสสนทนากับท่านเจ้าอาวาสอยู่นานได้ทราบข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับหลวงพ่อ อภิชิโตครับ
    เลยอยากฟังจากหลายๆท่านในนี้บ้าง ผมว่าเรื่องราวท่านน่าสนใจมาก เป็นที่ปกปิดมานาน
    รู้สึกดีใจที่ได้เจอกระทู้นี้เเละกระทู้พี่หนุ่มเมืองเเกลงที่ได้พูดเรื่องราวของท่านครับ
     
  17. ยลไตรเพ็ชร

    ยลไตรเพ็ชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2013
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +283
    ครับ คุณ Williamboy และคุณ khemtat ยินดีในบุญที่ได้ไปทำมากันครับ...คุณ Williamboy ได้สนทนากับท่านเจ้าอาวาสวัดทองด้วย เป็นอย่างไรบ้างครับ ลองเล่าสู่กันฟังก็ได้นะครับ ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสเป็นพระที่มีความรู้ทางปริยัติธรรม มีจิตเมตตากรุณา เมื่อพบเด็กๆที่ฐานะทางบ้านไม่ดี ท่านก็จะช่วยเหลือโดยการให้เด็กเหล่านั้นมาบวชเป็นเณรอยู่ที่วัดของท่าน แล้วก็ให้ได้เรียนในวัดทองนี่แหละครับ เด็กที่บวชเณรก็มีโอกาสได้รับความรู้ มีอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตและที่ญาติโยมมาถวาย จะได้ไม่เป็นภาระสังคมจนเกินไป โตขึ้นไปหากไปใช้ชีวิตฆราวาสก็ยังมีความรู้เป็นพื้นฐานติดตัวช่วยตนเองได้ หลวงพ่ออภิชิโตท่านคงมองเห็นตรงนี้ จึงได้อุปถัมภ์วัดทองไว้ตั้งแต่แรกๆ ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสเป็นพระที่ตรงๆ ไม่มีเล่ห๋เหลี่ยมอันใด บางทีก็ตามฆราวาสไม่ทันก็มีเหมือนกันครับ...

    ต่อเรื่องของหลวงพ่อ ตามที่ว่าไว้นะครับ ขอนำเอาเรื่องที่เคยส่งให้คนขลังทาง fb มาลงไว้ให้เห็นกันอีกนิด


    1 กุมภาพันธ์
    Fluke Atbest
    เรื่องพระเครื่องคุณแม่อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม
    เมื่อราวเกือบ 20 ปีที่ผ่าน ได้พบกับชายผู้หนึ่งในสวนอันเป็นที่พักของหลวงพ่อ ใส่เสื้อยืด สวมกางเกงคล้ายกางเกงชาวเล มักเดินหรือนั่งเล่นในบริเวณสวนนั้นอยู่เสมอ เข้าไปคุยสอบถามก็ทราบว่ารู้จักหลวงพ่ออภิชิโตมานานแล้ว แกถามกลับมาว่า คุณจะคุยกับผมเหรอ? ไม่มีใครอยากคุยกับผมหรอก ใครๆก็ว่าผมบ้า ผมสอบถามไปว่า แล้วพี่ " บ้า " อย่างไร? ผมก็เห็นคุยได้เป็นปรกติ แกตอบมาว่า ผมชื่อ " ชาติ " ใครๆก็เรียกผมว่า ไอ้ชาติบ้า ผมตอบกลับไปว่า อ้อ...พี่ชื่อชาติเหรอ งั้นผมขอเรียกว่า พี่ชาติก็แล้วกัน

    หลังจากนั้นก็คุยกันปรกติ พี่ชาติได้เล่าให้ฟังเรื่องที่หลวงพ่อมีลูกศิษย์ลูกหาใหญ่โตมากมายมาพบท่านเป็นประจำ แกบอกว่าแกเห็นบ่อยๆ
    แล้วแกก็เล่าให้ฟังถึงพระเครื่องที่หลวงพ่อฯท่านมีอยู่มากมาย เช่น พระสมเด็จวัดระฆังหลายองค์ พระสมเด็จบางขุนพรหมอีกแยะ เวลาว่างปลอดผู้คน หลวงพ่อท่านก็จะเอาพระที่ท่านมีเก็บไว้ออกมาวางเรียงกันบนเสื่อ(หรือผ้า)แกบอกว่าเห็นพระสมเด็จก็เยอะแล้ว แต่เห็นพระพุทโธของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม วางเรียงไว้นับร้อยๆองค์ ผมก็เลยถามแกไปว่าประมาณกี่องค์ แกบอกว่าน่าจะสัก 300 องค์เห็นจะได้ วัดปากน้ำก็แยะ(รุ่นแรก) แล้วยังมีพระกรุที่มีชื่อดังๆหรือพระเกจิอีกหลายต่อหลายองค์มากมาย เรียงกันเต็มเสื่อไปหมด แกเห็นอย่างนั้นก็เลยเอ่ยปากขอพระเครื่อง จากหลวงพ่อบ้าง ท่านก็ให้มา

    หลังจากนั้น เวลาพี่ชาติแกไม่มีสตางค์ แกก็จะมาบอกหลวงพ่อว่ามีแม่ชีมาขอเงินทำบุญ แกไม่มีก็เลยขอพระของหลวงพ่อไปให้เช่าเพื่อเอาเงินมาทำบุญกับแม่ชี หลวงพ่อท่านทราบดีว่าแกเอามาอ้างเพื่อจะเอาพระไปปล่อยหาเงิน วันหลังต่อมาแกไม่มีเงินก็เดินเข้าไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อฯท่านก็ดักคอเอาว่า แม่ชีมาอีกแล้วเหรอ? แกได้ยินเข้าถึงกับอายไม่กล้าขอพระอีก นี่คือเรื่องที่แกได้เล่าให้ฟังต่อหน้าผม

    ช่วงนั้นผมก็ได้สอบถามบรรดาคนที่อยู่บริเวณนั้นและลูกศิษย์ของหลวงพ่อฯ ปรากฏว่า พี่ชาติแกมีอาการไม่ปรกติทางจิต ดูเผินๆก็คุยธรรมดาไม่มีพิษไม่มีภัยกับใคร แต่บางทีแกนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวริมน้ำเป็นวัน แกเคยบอกกับผมว่า ไม่มีใครเข้าใจผมหรอก ผมก็ตอบไปว่า ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนคนอื่นๆน่ะแหละ เพราะผมเพิ่งเจอพี่ แต่ถ้าคุยกันได้รู้เรื่องก็โอเคแล้ว แกก็ขอบใจผมที่กล้ามาคุยกับแก

    หลังจากนั้นราว 2 - 3 เดือน ผมไม่ได้พบแกเพราะยุ่งกับธุระอื่นอยู่ ได้ข่าวมาว่า พี่ชาติเสียชีวิตแล้ว แกตกน้ำตายครับ ตายในคลองที่แกชอบไปนั่งเล่นทั้งวันอยู่บ่อยๆ ไม่แน่ใจว่าแกลื่นตกคลองลงไป หรือ ว่าตั้งใจลงน้ำไปเอง เพราะแกก็ว่ายน้ำไม่เป็นด้วย ผมได้ข่าวก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นทันทีว่า เห็นหน้าคุยกันอยู่หลัดๆ ดันมาจากไปเสียแล้ว ทั้งๆที่แกอายุยังไม่มากนัก ถ้ายังอยู่คงได้คุยเรื่องราวต่างๆของหลวงพ่อฯอีกมาก....
    2 กุมภาพันธ์
    Fluke Atbest
    เมื่อข้าพเจ้าได้พบกับ คุณ บรรจง มีแสงพราว
    เมื่อราวต้นปี 2520 หลังจากที่ ท่านอ.ชุม ไชยคีรี ได้เสร็จสิ้นภาระกิจจากการนำศิษย์ไปร่วมพิธีสังเวยพระอาทิตย์ให้ทรงลดแสงลงให้สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ณ จังหวัดนครสวรรค์ (น่าจะราวเดือน มีนาคม เพราะพิธีได้กระทำไปเมื่อ 27 ก.พ.2520 ) คุณ บรรจง มีแสงพราว ซึ่งเป็นช่างภาพและนักข่าวของนิตยสาร (หนังสือพิมพ์)บางกอกไทม์ ในยุคนั้น ได้นำภาพที่ได้จากการอัดและล้างแล้ว มาให้ท่านอ.ชุมและเหล่าบรรดาศิษย์ได้ดูกันที่สำนักย่านสะพานควาย

    ข้าพเจ้าก็ได้ร่วมดูภาพเหล่านั้นด้วย พระอาทิตย์ได้ลดแสงลงให้ทุกคนสามารถดูด้วยตาเปล่าได้และสีของพระอาทิตย์ก็เปลี่ยนไปได้หลายสีอีก มีภาพหนึ่งซึ่งปรากฎเป็นลำแสงพ่งลงมามีรูปหกเหลี่ยมแบบรูปรังผึ้งเป็นแนวยาวลงมาตลอดถึงบริเวณกลุ่มผู้ร่วมพิธี คุณ บรรจงฯ (ซึ่งในขณะนั้นข้าพเจ้า ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ทราบแต่ว่าเป็นักข่าวและช่างภาพเท่านั้น ) ได้กล่าวออกมาด้วยความยินดีว่า ผมมีอายุมาขนาดนี้ได้พบเจอเรื่องราวและครูบาอาจารย์ต่างๆมามากเห็นเรื่องอภินิหารและมหัศจรรย์มาไม่น้อย ตายไปก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว ในเมื่องไทยนี่ มีครูบาอาจารย์เก่งๆอีกมากมาย

    ช่วงนั้น ข้าพเจ้าได้ยินท่าน อ.ชุมฯ เรียกชื่อคุณบรรจงฯ จึงเกิด เอะใจขึ้นมา เลยถามท่านว่า คุณบรรจง นามสกุลอะไร ท่านก็บอกว่า มีแสงพราว
    ข้าพเจ้าก็เลยนึกขึ้นมาได้จึงถามต่อไปว่า
    " คุณอาครับ แล้วเรื่องที่สมัยก่อน คุณอาไปทำข่าวเรื่องอภิชิโตภิกขุ ที่แปลงใบไม้เป็นนก( ตัวเดียวแต่มีหลายสี )ที่วัดลาดบัวขาว ใช่มั้ยครับ? "
    คุณบรรจงฯ ตอบกลับมาทันทีว่า " คุณรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ นานมาแล้วนะ นั่นก็เหมือนกัน เป็นอีกเรื่องที่ผมเห็นด้วยตาตนเอง งงไปหมด อัศจรรย์ใจจริงๆ ท่านเอาใบไม้มากำไว้ในมือหลับตาเสกต่อหน้าต่อตาผมนี่แหละ สักพักเดียว แบมือออกมาเป็นนกมีสีสรรค์หลายหลากสีทั้งตัว นกเป็นๆครับ ผมได้เรียนถามท่านด้วยว่าเป็นนกที่เนรมิตขึ้นมาไม่มีจริงใช่ไหม? ท่านตอบว่า มีจริง ในดินแดนลึกลับที่ท่านเคยอยู่ ท่านเพียงจำภาพของนกนั้นมาแล้วจึงกำหนดให้ใบไม้เป็นนกเท่านั้น
    คุณอาบรรจงก็สอบถามข้าพเจ้ากลับมาว่า
    " ด้วยอายุของคุณ ไม่น่าจะทันเรื่องนี้ ไปรู้มาได้อย่างไร? "
    ข้าพเจ้า ตอบกลับไปว่า " ผมอ่านจากหนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์ครับ เรื่องนี้เคยเอามาลงซ้ำ ราวปี 2512 หรือ 2513 นี่แหละ เรื่องท่านอ.ชุมฯ ที่นำพระไปปล่อยในทะเล แล้วทำพิธีเรียกกลับมาที่ปะรำพิธีบนฝั่ง ผมก็ได้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้แหละครับ "
    คุณบรรจงฯได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดเป็นทำนองยินดีว่า
    " ดีที่พวกเราได้มีโอกาสมากันทางนี้ คนเป็นจำนวนมากในโลกจะหาโอกาสแค่ได้รู้ก็ยังยาก นี่ได้เห็นกันกับตา ถือว่าได้ทำบุญกันมาพอสมควร "...............
    คุณบรรจง มีแสงพราว ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ข้าพเจ้าจึงนำมาบอกกล่าวไว้เป็นเกร็ดเล็กๆเพื่อยืนยันถึงเรื่องราวในสมัยก่อนว่ามีจริงและเป็นอย่างไร.............


    เรื่องหลวงพ่อถามเลขหวยกับนก

    เรื่องหลวงพ่ออภิชิโตเกี่ยวกับหวยที่ศิษย์ผู้พี่เล่าให้ผมฟัง คือ เมื่อราวยี่สิบกว่าปีมานี้เองก่อนที่หลวงพ่อฯจะละสังขาร ท่านได้พาศิษย์ไม่มากนักไปที่บ้านไร่ซึ่งอยูไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เพื่อให้ฝึกนอนในสภาพบรรยากาศที่คล้ายป่า(นอนในเต๊นท์) และให้ฝึกนั่งสมาธิตอนกลางคืน วันนั้นพอดีตรงกับวันหวยออก พอช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ หลวงพ่อฯก็ได้พูดกับนกขุนทองตัวหนึ่งซึงเลี้ยงไว้ที่บ้านนั้นว่า " อ้อ...อะไรนะ..เจ้าทอง...อ๋อ...หวยออก....(เลขหวย) เรอะ อ้อ " ปรากฏว่าวันนั้นหวยออกตามที่ท่านคุยกับนกขุนทองตัวนั้นจริงๆ แต่ที่ท่านถามนกเวลานั้นเพราะไม่ต้องการให้ใครไปเล่นได้ทัน เพราะเลยเวลารับแทงไปหมดแล้ว แค่ได้รู้ว่าออกตรงตามที่ท่านบอกเท่านั้น ท่านไม่ต้องการให้ไปลุ่มหลงอบายมุข เป็นเพียงเรื่องสนุกๆเท่านั้น


    เรื่องการเช่าพระ(ซื้อ-ขาย)

    เรื่องนี้ ได้ยินจากศิษย์ผู้พี่ ซึ่งเล่าให้ฟังนานมาแล้ว ตอนที่ทำการนวดถวายหลวงพ่อฯ ในเวลานั้นมีการถามกันถึงเรื่องที่มีการเล่นพระ ซื้อ-ขาย กัน ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องรึไม่?
    หลวงพ่อฯท่านได้ตอบดังนี้ว่า " ไม่ได้สนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ถ้าเรามีพระสมเด็จวัดระฆังอยู่ 1 องค์ ซึ่งสมมุติว่ามีคนมาเสนอราคาให้ 3 ล้านบาท แต่เราไม่ขาย เพราะคิดว่าไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้องที่จะเอาพระที่นับถือไปขาย และต่อมาเรามีความจำเป็นมากๆต้องการใช้เงินก้อนหนึ่งในธุรกิจหรือเรื่องใดก็ตาม แต่หาเงินไม่ได้ แล้วก็ยังไม่ยอมขายพระสมเด็จฯเพื่อเอาเงินมาดำเนินการในธุระนั้นๆ ซึ่งเมื่อธุรกิจนั้นเสียหายไป ตนเองพังหรือล้มละลาย หากเครียดคิดมากก็อาจถึงตาย หรือคิดสั้นก็ฆ่าตัวตาย

    สุดท้ายพระสมเด็จฯก็ตกทอดไปในมือคนอื่น แล้วก็ถูกนำไปขายอยู่ดี สรุปว่าธุรกิจก็พัง พระก็ถูกขายจำหน่ายไป ไม่มีอะไรดีสักด้าน แต่ถ้าเห็นว่าจำเป็นแล้ว ขายพระสมเด็จฯนั้นไป แล้วนำเงินมาดำเนินการต่อ ถ้าดำเนินการไปได้ดี ทำให้ธุรกิจอยู่รอด มีผลกำไรก้าวหน้าต่อไปได้ ในภายภาคหน้าเมื่อมีเงินขึ้นมาแล้ว ก็ยังสามารถไปเช่าหรือซื้อพระสมเด็จฯองค์นั้นกลับมาได้ แม้ว่าจะต้องใช้เงินมากกว่าเดิมก็ตาม เท่ากับรักษากิจการไว้ได้และยังได้พระคืนมาด้วย แต่ถ้าจำหน่ายขายพระได้เงินไปแล้ว แต่ธุรกิจนั้นยังไม่สามารถดีขึ้นมาได้ แม้จะเสียหาย ก็เรียกได้ว่า " ได้ทำดีที่สุดแล้ว "

    ช่วงนี้เรื่องของหลวงพ่อฯต้องชะลอก่อนนะครับ มีบางเรื่องก็ยังเกรงว่าจะกระทบผู้ใหญ่ และบางเรื่องไม่ควรมาลงที่นี้ครับ...แต่เรื่องของครูบาอาจารย์ท่านอื่นอย่างที่คุณองคตชาตรีเคยถามมา อาจพอเค้นความจำออกมาได้อีกบ้างครับ...
     
  18. เขมทัต

    เขมทัต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2007
    โพสต์:
    623
    ค่าพลัง:
    +2,252
    ขอบคุณพี่ยลไตรเพ็ชรครับ

    ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้วครับ รอต่อโอกาสหน้าก็ได้ครับผม _/|\_
     
  19. man_12

    man_12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    373
    ค่าพลัง:
    +924
    ขอบคุณพี่ยลไตรเพ็ชรมากๆครับ ที่นำเรื่องราวต่างๆมาให้คนรุ่นหลังได้รับรู้กันครับ
     
  20. nerazzurriboyz1908

    nerazzurriboyz1908 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    713
    ค่าพลัง:
    +763
    ตกลง มีการพิสูจน์อะไรกันไหมครับ เพราะผมก็เริ่มสับสน ว่าใครจริง ใครปลอม

    เพราะหลวงพ่ออภิชิโต ว่ากันตามจริง ผมก็ไม่รู้จักครับ พึ่งมารู้จักช่วงหลังๆ

    และเริ่มศรัทธาจากที่ว่าท่านเป็นศิษย์ในดง

    แต่ก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้เริ่มสับสน ว่าอันไหนมันจริงเท็จกันแน่

    ถ้า"คนขลัง"เป็นเพียงยูสเซอร์ที่เข้ามาแอบอ้างว่ารู้จักหลวงพ่อ และแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ ผมก็อยากให้มีการเปิดโปงอย่างจริงจังครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...