ใครที่ยังยังเชื่อว่า "คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต"

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย เอกอิสโร, 6 ตุลาคม 2010.

  1. เอกอิสโร

    เอกอิสโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,051
    ค่าพลัง:
    +3,809
    ความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้าประสูติที่ เนปาล
    ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานที่อินเดีย
    สุดท้าย อาจเหมือน ความเชื่อที่ว่า "คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต"

    ซึ่งความเชื่อที่ว่า "คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต" ก็ถูกสั่งสอนในตำราเรียนมาเป็นระยะเวลานาน เหมือนกัน จนคนรุ่นเก่าๆ เชื่อและทุกวันนี้ ก็อาจจะยังเชื่ออย่างนั้นอยู่

    โดยที่ไม่มีหลักฐานอะไรสนับสนุนเลย นอกจากคำพูดของผู้มีอิทธิพลทางความคิด ต่อระบบการศึกษาไทยสมัยนั้น

    แล้วเราก็เชื่อตามๆ กันมา

    และในที่สุด ก็พิสูจน์ได้ว่า "มันไม่จริง"

    เบื้องหลัง ของความเชื่อที่ว่า ไทยมาจาก "อัลไต" เกิดจาก การที่ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนนาคพันธ์) ได้อ่าน หนังสือ The Tai Race-The Elder Brother of the Chinese ที่เขียน โดย ดร. วิลเลียม คลิฟทัน ดอดด์ มิสชันนารีชาวอเมริกัน แล้วมีความเชื่ออย่างนั้นว่า "ชนชาติไทยคือพี่ใหญ่ของชาวจีน" จึงได้เอาแผนที่ ประเทศจีนมากางดู แล้วเห็นคำว่า "อัลไต" ในแผนที่ จึงทึกทัก ว่า "ไทยมาจากที่นั่น"

    แล้วก็สอนกันมาในตำราเรียน เรื่อยมา จนมีคนไปขุดพิสูจน์ เพื่อค้นหาซากบรรพชีวิน ในแถบเทือกขาอัลไต ที่มีอุณหภูมิในฤดูร้อน ถึง -26 องศาเซลเซียส และไม่พบซากสิ่งมีชีวิต หรือโครงกระดูกมนุษย์ ที่จะแสดงร่อยรอยของการเคยอาศัยอยู่ของมนุษย์ หรือสัตว์

    และต่อมา เมื่อ การศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดี ได้รับการพัฒนา และยกระดับ ประกอบกับความบังเอิญ ที่มีการขุดค้นพบโครงมนุษย์ ทั้งข้าวของเครื่องใช้ ที่มีอายุย้อนไป ๒ พัน ๓ พันปี ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ความเชื่อที่ว่า "คนไทยอยู่ที่นี่ มาช้านาน" จึงเริ่มเข้ามาแทนที่

    ที่หยิบยกเรื่องนี้ มาก็เพียงเพื่อจะบอกว่า "บางสิ่งที่เราเคยเชื่อต่อๆ กันมา มันอาจจะผิดพลาด ชนิด หักมุม กลับตาลปัตร เลยทีเดียว ก็ได้"

    แต่ก็อีกนั่น หล่ะ ส่วนผู้ที่ยังปักใจเชื่อ ว่า "คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต" ก็อาจจะยังพอใจที่เชื่ออย่างนั้น ต่อไป และก็คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้

    ผมเองก็อยากรู้ว่า เพื่อนๆ ในห้องนี้ ยังมีใครที่ยังเชื่อว่า "คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต" บ้าง

    และจากการค้นคว้า ที่ผ่านมาของผม ที่อย่างน้อย ได้พบว่า "สถานที่ตั้งของบ้านเมือง แว่นแคว้น สังเวชนียสถาน ในอินเดีย และเนปาล ที่คนรุ่น 100 ปีเศษ พากันเดินทางไปเที่ยวชม ตามที่ฝรั่ง แขก พากันชี้ไว้นั้น มีความผิดพลาด อย่างแน่นอน" คนอีกจำนวนมาก ก็จะยังคงไม่เชื่อ แยนยอมที่จะเชื่อตามสิ่งที่ผิดๆ นั้น

    ยังไม่ต้องนับไปถึง เมื่อ ความจริงที่จะพิสูจน์ต่อไปว่า "พระพุทธเจ้า ไม่ได้ ประสูติในดินแดนเนปาล และไม่ได้ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานที่อินเดีย" เป็นเรื่องจริง ก็ยิ่งจะมีคนจำนวนมากกว่ามาก ที่ จะไม่เชื่อ แม้ว่า วันหนึ่ง ความจริงจะปรากฏ ว่า "สิ่งที่ผมค้นคว้าถูกต้อง"
     
  2. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    14,364
    ค่าพลัง:
    +52,214
    *** ฟังหูไว้หู เปิดใจ พิจารณาค้นหาความจริง ****

    ที่เขาบอกว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต... ก็อาจเป็นไปได้
    แต่ ก่อนย้ายไปเทือกเขาอัลไต....คนไทยก็อาจอยู่แถวนี้ ใกล้ทะเล ใกล้ปากแม่น้ำใหญ่ก็ได้
    การโยกย้ายถิ่นฐาน ... มันขึ้นกับสภาพแวดล้อม อากาศ ภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค
    ประวัติศาสตร์มนุษย์....คนเราบันทึกกันแค่หลักพันปี
    แต่ หิน...บันทึกการกระทำสัตว์โลกเป็นล้านๆปี เป็นบันทึกคู่โลกมาตลอด ตั้งแต่ต้น
    วันดีคืนดี....ภูเขาอาจจะพังถล่มทลาย เปิดออกมาแล้วพบว่า มีบ้านเมืองอยู่ในภูเขาหิน ก็เป็นไปได้

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     
  3. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    14,364
    ค่าพลัง:
    +52,214
    *** อสุจิ ****

    มนุษย์ มาจากทะเล
    ที่อาศัยบนบกแห่งแรก ก็ต้องอยู่ใกล้ติดกับทะเลในอดีต

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     
  4. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580
    ผมยังมีความเชื่อเรื่องเขาอัลไต และพื้นเพบรรพบุรุษมาจากเมืองจีนอยู่ครับ
    แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าดินอดนสุวรรณถูมิเดิมไม่มีชุมชน หรือเผ่าพันธ์ที่ตั้งรกรากอยู่เดิมเลย

    คิดว่าคงจะมีการดําเนินเรื่องราวเหมือนพุทธประวัติครับ
    คืออินเดียเดิมก็มีชนเผ่าเดิมปกครองอยู่ ต่อมาชนชาติอริยะกะ ซึ่งมีความเจริญมากกว่า ก็ได้มาขับไล่ และเข้ายึดแผ่นดิน ของชาวเผ่าเดิม และสืบทอดเผ่าพันธ์มาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึง ศากยะวงศ์ของพระพุทธเจ้าด้วย และก็คงจะเหมือนหลายๆเผ่าในโลกทั้งอินเดียแดง และอเมริกา

    และก็เป็นเรื่องที่แปลกที่คนสมัยโบราณ แม้จะต่างวรรณะ แต่จะไม่สืบพันธ์ข้ามเชื้อชาติ และการรบราผู้แพ้มักถูกฆ่าตายแทบทั้งสิ้น คิดว่า ชนพื้นเพเดิมที่อาศัยในสุวรรณภูมิน่าจะไหลลงไปสู่แหลมมลายูหมดแล้ว หรืออาจจะสูญเผ่าพงษ์ไปในสงครามทั้งหมดแล้ว

    ด้วยเหตุนี้ความเชื่อเรื่องอัลไต และการอพยพของชาวไทยในปัจจุบันมาจากทางภาคเหนือ และหรือเทือกเขาอัลไตก็มีความเป็นไปได้อยู่มาก ในการเชื่อส่วนตัวผมเองครับ

    ส่วนทางตําราผมคงจะไม่ฟันธงว่าทั้งหมดถูกต้อง เพราะก็ยังเกรง ก.ศ.ร. กุหลาบ กุเรื่องกุราวอยู่นะครับ

    แถมเพลงให้ฟัง 1 เพลง สําหรับผู้ไม่ทราบว่า ก.ศ.ร. กุหลาบ คือใคร
    ก.ศ.ร. กุหลาบ ชื่อนี้หาได้จาก google

    ที่เขียนถึง ก.ศ.ร.กุหลาบนี่ ไม่ได้หมายถึง คุณ เอกอิสโรนะครับ การศึกษา
    เรื่องนี่เป็นที่น่าชมชมครับ คุณทําได้ดีมากแล้ว

    [music]http://palungjit.org/attachments/a.1166593/[/music]​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. ตันติปาละ

    ตันติปาละ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    4,421
    ค่าพลัง:
    +4,649
    โึครงกระดูกที่พบทีบ้านเชียงนั้น เป็นโครงกระดูกของมนุษย์แปซิฟิกเช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์และชนเผ่าดั่งเดิมของออสเตรีย อินโดนีเชีย ต่างจากโครงกระดูมนุษย์ที่พบในจีน นั่นเป็นข้อยื่นยันว่าเรามีชนเผ่าดั่งเดิมอยู่มาก่อนแล้ว จากหลักฐานที่มีชนเผ่าที่มาจากจีนนั้น มาในช่วงก่อตั้งกรุงสุโขทัย จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะสามารถสร้างบ้านแปลงเมืองได้เร็วขนาดนี่

    เรื่องการมีถิ่นฐานเดิมของคนไทยอยู่ที่นี่ ในส่วนตัวผมสนับสนุนเพราะมีหลักฐานที่บ้านเชียง บ้านเก่า และบ้านแพ ส่วนเรื่องพระพุทธเจ้านั้นต้องมีหลักฐานมากกว่านี้ เพราะอายุพุทธสถานในไทยนั้น เก่าแก่ทีสุดคือพระปฐมเจดีย์ พระมหาธาตุนครศรีฯ พระธาตุพนม ยังมีอายุไม่เท่าพุทธสถานที่อัฟกานิสถาน อันนี้ไม่นับอินเดียครับ

    ประวัติศาสตร์ไทย

    <table style="font-size: 8pt; color: rgb(0, 0, 0); padding: 0pt; margin: 0pt; text-align: left; background: none repeat scroll 0% 0% transparent;" cellspacing="0" width="246"> <tbody><tr> <td colspan="6" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 241, 225); border-top: 2px solid rgb(170, 170, 170); text-align: center; color: rgb(153, 153, 153);">ยุคก่อนประวัติศาสตร์</td> </tr> <tr> <td colspan="6" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 241, 225);">บ้านเชียง <small>ประมาณ 2500 ก่อน พ.ศ.</small></td> </tr> <tr> <td colspan="6" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 241, 225); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);">บ้านเก่า <small>ประมาณ 2000 ก่อน พ.ศ.</small></td> </tr> <tr> <td colspan="6" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 2px solid rgb(170, 170, 170); text-align: center; color: rgb(153, 153, 153);">ยุคอาณาจักร</td> </tr> <tr> <td colspan="4" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233);">สุวรรณภูมิ
    <small>ก่อนพุทธศตวรรษที่ 3-5</small></td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">สุวรรณโคมคำ
    <small>พศว. 4-5</small></td> </tr> <tr> <td colspan="4" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);">ทวารวดี-นครชัยศรี
    <small>ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 5-15</small></td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">โยนกนาคพันธุ์

    <small>638-1088</small></td> </tr> <tr> <td style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);">คันธุลี
    <small>994-1202</small></td> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">
    </td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">เวียงปรึกษา
    <small>1090-1181</small></td> </tr> <tr> <td rowspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">ศรีวิชัย

    <small>1202-1758</small></td> <td style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">
    </td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233);">ละโว้
    <small>1191 -1470</small></td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">หิรัญเงินยางฯ
    <small>1181 - 1805</small></td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">
    </td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">หริภุญชัย
    <small>1206-1835</small></td> <td rowspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="5" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(247, 244, 221); border-top: 1px dotted rgb(204, 204, 204);">สงครามสามนคร <small>พ.ศ. 1467-1470</small></td> </tr> <tr> <td style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px dotted rgb(204, 204, 204);" valign="top">
    </td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px dotted rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">สุพรรณภูมิ
    ละโว้
    ตามพรลิงค์</td> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px dotted rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">
    </td> </tr> <tr> <td rowspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">พริบพรี
    นครศรีธรรมราช</td> <td rowspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);" width="15">
    </td> <td rowspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-width: 1px 0pt 1px 1px; border-style: solid none solid solid; border-color: rgb(204, 204, 204) -moz-use-text-color rgb(204, 204, 204) rgb(204, 204, 204);" valign="top">สุโขทัย
    <small>1792-1981</small></td> <td rowspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">พะเยา
    <small>1190-2011</small></td> <td style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233);" width="15">
    </td> <td style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">เชียงราย

    <small>1805-1835</small></td> </tr> <tr> <td rowspan="3" colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">ล้านนา
    <small>1835-2101</small></td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">อยุธยา <small>(1)</small></td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233);"><small>พ.ศ. 1893-2112</small></td> <td style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(247, 244, 221); border-top: 1px dotted rgb(204, 204, 204); font-size: 7.5pt;"> สค.ตะเบ็งชเวตี้</td> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="2" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(247, 244, 221); border-bottom: 1px dotted rgb(204, 204, 204); font-size: 7.5pt;"> สค.ช้างเผือก
    เสียกรุงครั้งที่ 1
    พ.ศ. 2112</td> <td style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">พิษณุโลก
    <small>2106-2112</small></td> <td rowspan="4" colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">ล้านนาของพม่า
    <small>2101-2317</small></td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233);">กรุงศรีอยุธยา <small>(2)</small>
    <small>พ.ศ. 2112-2310</small></td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(247, 244, 221); border-top: 1px dotted rgb(204, 204, 204);">เสียกรุงครั้งที่ 2</td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);">สภาพจลาจล</td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233);" valign="top">กรุงธนบุรี
    <small>พ.ศ. 2310-2325</small></td> <td rowspan="2" colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204); color: rgb(127, 127, 127);" valign="top">ล้านนาของสยาม
    <small>พ.ศ. 2317-2442</small>
    นครเชียงใหม่
    เมืองแพร่

    แคว้นน่าน</td> </tr> <tr> <td rowspan="2" colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">กรุงรัตนโกสินทร์
    <small>พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน</small>
    สงครามเก้าทัพ
    อานามสยามยุทธ
    การเสียดินแดน
    มณฑลเทศาภิบาล
    สงครามโลก: ครั้งที่ 1 - ครั้งที่ 2</td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(255, 253, 233); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);">
    </td> </tr> <tr> <td colspan="6" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(242, 242, 242); border-top: 2px solid rgb(170, 170, 170); text-align: center; color: rgb(153, 153, 153);">ยุครัฐประชาชาติ</td> </tr> <tr> <td rowspan="2" colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(242, 242, 242);" valign="top">ประเทศไทย
    ปฏิวัติ พ.ศ. 2475
    เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ</td> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(242, 242, 242); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204); border-left: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">สหรัฐไทยเดิม

    <small>พ.ศ. 2485-2489</small></td> </tr> <tr> <td colspan="3" style="background: none repeat scroll 0% 0% rgb(242, 242, 242); border-top: 1px solid rgb(204, 204, 204);" valign="top">
    </td></tr></tbody></table>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ตุลาคม 2010
  6. Fabreguz

    Fabreguz เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    645
    ค่าพลัง:
    +1,912
    ผมเชื่อว่า คนไทย ตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้มาตั้งแต่นานมาแล้วครับ คนจีนก็อยู่บน คนไทยก็อยู่นี่แหละ เพียงแต่ว่า สมัยก่อน จะมีชนเร่ร่อนที่อพยพถิ่นฐานไปมาก็มีอยู่มาก มนุษย์ถ้ำเอย มนุษย์ป่าเอย จีนมาไทย ไทยไปจีน ไปเขมร อินเดีย ก็น่าจะมี ........เพราะคนในถิ่นนั้นๆย่อมมีอยู่ก่อนแล้ว ดังเช่น อเมริกา ชนเผ่าดังเดิมคือ อินเดียนแดง...เหนือจีนคือชนเผ่า
    ....มองโกล.......ชนเผ่าจีน.......ลงมาแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี พม่า.....เวียดนาม.....ไทย,ลาว ผมว่า ไทยกับลาว คือคนเชื้อชาติเดียวกัน ตั้งแต่โบราณกาล
    แต่เนื่องจาก โดนฝรั่งเศสยึดครอง วัฒนธรรมเลยปนเป.....คนลาวก็คือคนอีสานบ้านเรา
    .........ลองดูแผ่นดินจีน ยุคแรกๆ ก็มีชนเผ่าเร่ร่อน มองโกล ราชวงค์ฮั่น เข่นฆ่ากัน
    .เพื่อรวบรวมแผ่นดิน ...ต่อมามียุคสามก๊กก็มีหลายชนเผ่าพื้นเมือง กว่าจะรวมประเทศได้
    ........สำหรับประเทศไทยนั้น คนไทยทั้งหมดนี้เดิมทีก็ต้องมีบรรพบุรุษมาจากหลายชนเผ่าเป็นต้นว่า ชนเผ่าล้านนา,หิริภุญไชย(เชียงใหม่,เชียงราย,ลำพูน) ...ชนเผ่าสุวรรณภูมิทางภาคกลางถึงภาคตะวันตก....ชนเผ่าขอม,พระเจ้าไชยวรมัน ทางอีสาน....อาณาจักรทางใต้.......นี่ยังไม่รวมพวกที่อพยพอีก เพราะฉะนั้นคนในดินแดนสยามนี้ก็เกิดจากการรวมชาติของหลายชนเผ่าพื้นเมืองเช่นเดียวกัน.......
     
  7. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,163
    ค่าพลัง:
    +3,739
    คนไทยอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมินี้มานานแล้วกครับ นานกว่าอายุของอารยธรรมอียิปอีก ปิรมิดมีอายุเท่าไหร่? อายุประมาณสามพันกว่าปี

    อารยธรรมบ้านเชียงมีอายุเท่าไหร่ ? มากกว่าห้าพันปี (ครั้งแรกที่คนพบอารยธรรมบ้านเชียง ทำนักโบราณคดีตะลึงกันทั่วโลก เมื่อวิเคราะห์หาอายุของวัตถุต่าง ๆ ด้วยเทคนิคการหาปริมาณรังสีของธาตุคาร์บอน พบว่ามีอายุนานกว่าปินมิดของอียิปโบราณ)

    ที่บ้านเชียงมีอารยธรรมมานานแล้ว เครื่องปั้นดินเผ่าหลายพันปีแล้วสียังไม่ลอกเลย มีการทอผ้า มีการใช้โลหะ

    แถบอื่น ๆ ของประเทศก็มีอารยะธรรมมานาน

    สรุปก็คือ

    ๑. มีบรรพบุรุษของคนไทยที่อยู่บนแผ่นดินนี้มาหาลยพันปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งอพยพมาจากที่ไหน ลองคิดเอาแบบง่าย ๆ ถ้าพื้นที่ไหนอุดมไปด้วยน้ำ พืชพรรณธัญญาหาร ผัก ปลา ผลไม้ จะมีสิ่งมีชีวิตมาอยู่ไหม มันก็ต้องมีคนมาอยู่มาทำมาหากิน

    ๒. พวกอพยพ มีพวกอพยพมาจากที่อื่นนี้มีอยู่ด้วยมากน้อยตามกาลเวลา เช่น หนีภัยสงสครามมาจากที่อื่น หนีโรคภัย หนีภัยธรรมชาติมาจากที่อื่น แล้วก็มาอยู่ปนกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ตุลาคม 2010
  8. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    อ่านแล้วได้ความรู้และทัศนคติพัฒนาสติปัญญาเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ :cool:

    ส่วนความคิดเห็นของผม หากเราย้อนเวลาไปถึงยุคหินเก่า อาจจะสรุปได้โดยย่อว่ามนุษย์มีความเป็นอยู่เยี่ยงสัตว์ไม่มีภาษาไม่มีวัฒนธรรมจนต่อได้มีการวิวัฒนาการประดิษฐกรรมเครื่องใช้เครื่องมือในการทุ่นแรง มีการนำหินชั้นมาเคาะให้แตกเพื่อทำเป็นอุปกรณ์ของแหลมคมในการล่าสัตว์ ต่อมาเมื่อถึงยุคหินใหม่ (ไม่แยกยุคหินกลางออก) ก็มีการเพาะปลูกรู้จักปลูกพืชเลี้ยงสัตว์และหาทำเลที่ตั้งตามรุ่มน้ำหรือแหล่งที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์
    จนต่อมาถึงยุคโลหะซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์มีการประดิษคิดค้นการใช้แร่ธาตุสองชนิดระหว่างดีบุก+ทองแดง = สำริด มาทำเป็นอุปกรณ์และเครื่องประดับ เริ่มจากตรงนี้มนุษย์มีวิวัฒนาการเร็วขึ้นเกิดจากการต่อยอดนวัฒกรรมต่างๆ จนถึงการคิดค้นภาษาและอักษร และเรียกยุคหลังจากยุคโลหะว่า ยุคประวัติศาสตร์ซึ่งนับกันที่มีการจดบันทึกและหลักฐานทางโบราณคดีที่สามารถค้นพบได้ในปัจจุบันซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นไปได้ และหากเมื่อหลักมีการค้นพบประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ก็จะเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

    กล่าวโดยสรุปตามตำราเรียนหากเราวิเคราะห์กันว่าชนใดมาจากไหนนั้น ผมมีความคิดเห็นว่าแรกเริ่มของเผ่าพันธุ์มนุษย์อาจจะยังไม่มีการแบ่งถิ่นฐานแบบเป็นเรื่องเป็นราวแต่จะมีพฤติกรรมไปในแนวทางที่แสวงหาแห่งอาหารและเกิดการย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ จนมาพบวิธีการที่ไม่ต้องย้ายถิ่นอีกต่อไปนั่นก็คือการปักหลักทำเกษรตกรรมเลี้ยงสัตว์และปลูกพืช จนมาถึงยุคโลหะมนุษย์จากที่เคยหากินเพียงแค่ประทังชีพแล้วนั้นมีการหลงไหลเครื่องประดับที่เป็นผลพวงของการคิดค้นเครื่องสำริดที่นอกจากจะใช้ในประกอบกิจกรรมปกติแล้วยังก่อให้เกิดค่านิยมของชุมชน ต่อมาก็มีการแบ่งชนชั้นผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองโดยมีเครื่องแสดงออกถึงฐานะทางสังคมเช่น มงกุฏ,สร้อยคอ,เครื่องประดับ ที่ทำจากสำริด จนถึงปัจจุบันนี้แนวคิดทางด้านวัตถุนิยมมีคงมีอิทธิพลต่อสังคมมนุษย์อยู่ทั่วไป
    หลังจากนั้นเมื่อชุมชนขยายใหญ่ขึ้นก็มีการก็กลายเป็นสังคม มีการแบ่งเขตุแดน คนในชุมชนเดียวกันมันมีพฤติกรรม ความเชื่อ ที่คล้ายกันจึงจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่กระนั้นชุมชนก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงย้ายถิ่นฐานเมื่อรู้สึกว่าตนเองหรือสังคมโดยรวมเข้ากันไม่ได้หรือเป็นที่แปลกแยกก็จะย้ายจากถิ่นฐานเดิมไปสร้างถิ่นฐานใหม่หรือเข้าไปอาศัยอยู่ในสังคมที่มีอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อสังคมมนุษย์มีการแบ่งกลุ่มกันก็มีการเดินทางไปมาหาสู่กันมีการพบประสื่อสาร ติดต่อค้าขายต่อกัน ช่องทางนี้เองที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม (ในอดีตใช้คำว่า "พฤติธรรม" ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็น "วัฒนธรรม" จนเป็นที่ยอมรับและนับใช้กันจนถึงปัจจุบัน ) เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบค่อยเป็นค่อยไป
    อย่างไรก็ดีหากจะนับว่า "คนไทย" หรือ "คนสยาม" นั้นมีบรรพบุรุษมาจากนั้นก็ต้องนับกันที่เชื้อสายต้นตระกูลในช่วงระหว่างการตั้งประเทศหรือการรวมประเทศสยามเป็นครั้งแรกและคงไม่พ้นผู้ที่ริเริ่มรวบรวมและก่อตั้งประเทศ

    เรื่องประวัติศาสตร์ยิ่งเล่าก็ยิ่งมันส์ มันยาวแล้วแต่หลักฐานและองค์ความรู้ของแต่ละท่านได้ประสบและสดับฟังตามวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน และสุดท้ายนี้ปัจจุบันนี้เรามีที่อยู่ที่กินของเราเป็นหลักแหล่งและยอมรับกันทั่วโลกแล้วไม่จำเป็นที่จะย้ายหรือแบ่งปันใครหรือหากกระทำไปก็ควรพิจารณาว่าเราจะกระทำสิ่งใดๆที่คิดไว้นั้นเพื่อสิ่งใดด้วยครับ

    อนุโมทนาครับ
     
  9. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    14,364
    ค่าพลัง:
    +52,214
    *** ผู้อยู่เหนือโลก ****

    โลกมีอายุมานานมาก
    ชะล้างแล้วเริ่มต้นใหม่ มาหลายรอบ
    ผู้ที่มาบอกเล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในแต่ละยุคให้มนุษย์ฟัง คือ โลกุตตระ
    บอกเล่า แล้วนำมาบันทึกเขียนเป็นอักษรพยัญชนะ เรียกว่าพระไตรปิฎก

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     
  10. เอกอิสโร

    เอกอิสโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,051
    ค่าพลัง:
    +3,809
    เมื่อพูดถึง การค้นพบแหล่งโบราณคดีในไทย อาจบางที เราจะนึกถึง แต่บ้านเชียง ที่อุดร แต่ที่เจอ นอกจากที่บ้านเชียง ก็ยังมีอีก..

    <TABLE class=forumline border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3><TBODY><TR align=right><TD class=catHead height=28></TD></TR><TR><TD class=row1 height=28 vAlign=top><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD></TD><TD vAlign=top noWrap></TD></TR><TR><TD colSpan=2></TD></TR><TR><TD colSpan=2><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD class=postbody>สุสานพิสดาร3500ปีพิธีกรรมความตาย
    Ars Longa ศิลปะยืนยาว
    เนติ โชติช่วงนิธิ
    ข่าววันที่ 26 มีนาคม 2553 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ
    [​IMG]

    สุสานพิสดาร 3500 ปี
    พิธีกรรมความตาย วัฒนธรรมทุ่งกุลา


    มิใช่เพียงหลุมฝังศพโบราณ 3500 ปี นักโบราณคดีขุดค้นพบภาชนะดินเผาบรรจุศพรูปทรงคล้ายแคปซูลและผลส้มจำนวนหนึ่ง แหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัว แหล่งโบราณคดีบ้านโพนทอง อำ เภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อหลายปีก่อน สามปีที่แล้วได้ขุดพบภาชนะดินเผาบรรจุศพที่แหล่งโบราณคดีดอนไร่ (นาหนองเชือก) ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี อีกเช่นกัน

    จากเอกสารการขุดพบภาชนะดินเผาบรรจุศพแหล่งโบราณคดีดอนไร่ ของเจ้าของที่ดิน(บัวผัน ชิณกะธรรม ) หน้าวัดภูถ้ำพระศิลาทอง ได้พบภาชนะดินเผาบรรจุศพหรือบรรจุกระดูกขนาดใหญ่จำนวน 4 ใบ และเศษกระดูกมนุษย์จำนวนหนึ่ง

    ภาชนะดินเผาดังกล่าวลักษณะทรงกลมบ่ากว้างและสอบแคบลงที่ส่วนก้นมนรี ปากกว้าง คอค่อนข้างยาว ขอบปากม้วนกลม ด้านนอกตกแต่งด้วยลายเชือก เครื่องจักสานทาบ ทุกใบมีฝาปิดลักษณะทรงคล้ายกระทะ ก้นตื้น ด้านนอกตกแต่งด้วยลายเชือก และเครื่องจักสานทาบ

    นอกจากนี้มีภาชนะดินเผารูปทรงต่างๆ ได้แก่ หม้อก้นกลม ชามมีสัน หม้อมีพวย (กาน้ำ) ชามมีเชิง (พาน) ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ เขียนสีและผิวเรียบ

    ส่วนเครื่องใช้ทำจากดินเผาที่พบ มีลูกดิ่ง หรือตุ้มถ่วง ลูกแว (อุปกรณ์ใช้ปั่นด้ายทอผ้า) เครื่องประดับทำจากหินหายาก ได้แก่ ลูกปัดหิน คาร์เนเลี่ยน (หินสีส้ม) ทรงกลมและทรงแบน เครื่องประดับทำจากแก้วหลากสีสัน ได้แก่ กำไล ต่างหู ลูกปัดแก้วเม็ดเล็กๆสีแดง (มูติซารา) ลูกปัดแก้วสีฟ้า ลูกปัดแก้วสีเขียว

    เครื่องประดับทำจากโลหะสำริด มีกำไลรูปแบบหลากหลาย ตกแต่งลวดลายอย่างประณีตงดงามได้แก่ กำไลแขน (ก้องแขน) ทรงกระบอก กำไลข้อมือทรงกลม ทรงกระบอกสั้น ตกแต่งลวดลายเส้นเชือกและลายขดเป็นก้นหอย กำไลขนาดเล็กลายเปีย กำไลทรงมงกุฎ (ด้านบนคล้ายกลีบดอกไม้ด้านล่างเป็นเปีย) นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับ(สร้อย) ลักษณะพิเศษโดยทำเป็นแผ่นแบนประดับด้วยการห้อยลูกพรวนเป็นแถว

    [​IMG]

    [​IMG]


    ข้อมูลเอกสาร สันนิษฐานแหล่งโบราณคดีดอนไร่ที่ค้นพบภาชนะและเครื่องประดับต่างๆ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เป็นชุมชนโบราณที่มีพัฒนาการอยู่ยุคโลหะ (เหล็ก) หรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อกับยุคหัวเลี้ยวต่อประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 2,300-1,500 ปีมาแล้ว และจากที่พบสิ่งของซึ่งเป็นของอุทิศหรือเครื่อง เซ่นให้กับศพ ตามความเชื่อที่ว่าคนตายจะต้องผ่านเข้าไปสู่โลกหลังความตาย หรือปรโลก ดังนั้นพื้นที่นี้จึงน่าจะเป็นลักษณะ “สุสานโบราณ”

    จากหลักฐาน สันนิษฐานได้ว่า คนโบราณที่เคยอาศัยอยู่บริเวณดอนไร่เมื่อหลายพันปีก่อน เป็นกลุ่มคนที่มีความเจริญมีความรู้และประสบการณ์ มีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกล ดังหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับที่มีลักษณะโดดเด่น ได้แก่กำไลรูปแบบต่างๆ ผลิตด้วยวิธีการหล่อไล่ขี้ผึ้ง มีการตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงามประณีตโดยเฉพาะลายเส้นเชือกบนเครื่องสำริด เป็นต้น

    ทั้งเชื่อว่า ชุมชนโบราณแห่งนี้มิได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง แต่มีการติดต่อสัมพันธ์มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชุมชนภายนอกในดินแดนที่ห่างไกลออกไปได้แก่ จีน เวียดนาม และลาว ในขณะเดียวกันก็มีเครือ ข่ายความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ตลอดจนถึงลุ่มแม่น้ำมูล

    จากเอกสารดังกล่าว สอดรับกับทรรศนะของนักโบราณคดีสาว สุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีวิชาการชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ผู้ศึกษา “ภาชนะฝังศพ : พิธีกรรมความตายของวัฒนธรรมทุ่งกุลา” ได้เขียนในรายงานวิจัยวิจักขณ์ ครั้งที่ 4 เกี่ยวกับภาชนะฝังศพ ว่า จากการสำรวจแหล่งโบราณคดีทุ่งกุลาร้องไห้ ทำให้มองเห็นการแพร่กระจายของภาชนะดินเผาบรรจุกระดูกอยู่ทั่วไป

    “นอกจากจะพบร่วมกับแหล่งที่อยู่อาศัยที่เป็นชุมชนโบราณที่ปรากฏคูน้ำคันดินล้อมรอบ และเนินดินที่ไม่มีคูน้ำคันดินแล้ว ยังพบบริเวณแหล่งน้ำสายหลักและลำสาขาต่างๆ แม่น้ำมูล ลำเสียวใหญ่ ลำเสียวน้อย ลำเตา ลำพลับพลา ฯลฯ ซึ่งบางแหล่งปรากฏกิจกรรมอย่างอื่นร่วมด้วย การทำเกลือ ถลุงโลหะ และศาสถาน”

    สุกัญญา กล่าวถึงพิธีกรรมฝังศพของวัฒนธรรมทุ่งกุลา (สังเขป) จากหลักฐานทางโบราณ คดีพบว่า การฝังศพมีรูปแบบหลากหลายมาก อาจกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมทุ่งกุลาสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับความตายของมนุษย์ได้ครบถ้วน ประเภทการฝังศพครั้งเดียว หมายถึงประกอบพิธีกรรมเพียงครั้งเดียวหลังเสียชีวิตโดยฝังทั้งร่าง ในลักษณะ การฝังนอนบนพื้นแบบดั้งเดิม (Primary burial) ยุคแรกๆ ก่อนประวัติศาสตร์ยุคต้นถึงสมัยประวัติศาสตร์

    การบรรจุศพทั้งร่างในภาชนะ (Primary jar burial) ในรูปแบบพิเศษ นำศพทั้งร่างบรรจุในภาชนะโดยมัดศพในลักษณะท่าทางต่างๆ เช่น นั่ง นอนชันเข่า นอนหงาย ด้วยเหตุนี้จะพบกระดูกทุกส่วนของร่างกายเรียงไปตามลักษณะกายวิภาค (anatomy) ซึ่งเดิมหลักฐานทางโบราณคดีในไทยจะพบศพทารกเท่านั้น อย่างไรก็ดีภายหลังได้พบศพในวัยอื่นๆ โดยเฉพาะศพผู้ใหญ่มีรายงานว่าแหล่งโบราณคดีโลบัสสันในไต้หวัน ในลักษณะแนวตั้งคล้ายกับอยู่ในท่างอตัว และแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมยาโยอิที่ญี่ปุ่น ภาชนะฝังศพในแนวนอน

    การฝังศพครั้งที่สอง (secondary burial) หมายถึงการนำร่างคนตายไปฝังไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยหลุดจากกระดูก และจึงขุดขึ้นมาทำความสะอาด นำมาประกอบพิธีกรรมอีกครั้งหนึ่ง พิธีกรรมที่ว่านี้พบแพร่หลายอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติ ศาสตร์ มีอยู่ 2 แบบ

    การเก็บกระดูกวางบนพื้น นำกระดูกมาฝังรวมกันพบทั้งฝังเป็นโครงเดียวหรือหลายโครง ซึ่งอาจจะขุดหลุมฝังหรือไม่ก็ตาม การเก็บกระดูกบรรจุในภาชนะ นำกระดูกส่วนต่างๆ ปะปนกันโดยจะเลือกเก็บส่วนที่สำคัญ เช่นกะโหลก แขน ขา เป็นต้น และจากหลักฐานในแต่ละช่วงสมัยรูปแบบภาชนะฝังศพ การจัดวาง และของอุทิศมีความหลากหลาย

    [​IMG]

    [​IMG]


    นักโบราณคดีสาว ลำดับพัฒนาการของพิธีกรรมศพของวัฒนธรรมทุ่งกุลา สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ราว 4,000–2,500 ปีมาแล้ว พบหลักฐานการอยู่อาศัยและหลักฐานการฝังศพครั้งแรก (Primary burial) ในภาชนะดินเผา และประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง แบบนี้พบอยู่ร่วมสมัยเดียวกันในพื้นที่แหล่งโบราณคดีบ้าน เมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

    สมัยที่ 2 ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ ราว 2,500–1,000 ปีมาแล้ว พบการฝังศพ แบบวางยาวบนพื้น แบบดั้งเดิม (Primary burial) บรรจุศพทั้งร่างในภาชนะ(Primary jar burial) หมดไป ต่อช่วงกลางและปลายหันไปนิยมการฝังศพแบบเก็บกระดูกวางบนพื้นและบรรจุในภาชนะ (secondary jar burial) พบแพร่หลายหนาแน่นในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ตลอดจนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูล-ชี

    สมัยที่ 3 ประวัติศาสตร์ยุคต้น ราว 1,000 – 700 ปีมาแล้ว ประเพณีการฝังศพในสมัยนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 18 เป็นต้นมา การฝังศพเปลี่ยนมาเป็นการเผา และเก็บอัฐิบรรจุลงในภาชนะขนาดเล็ก เช่น ตลับ หรือโถเนื้อแกร่ง ฝังไว้กับศาสถาน

    นักโบราณคดีสาว สุกัญญา เบาเนิด ขมวดเรื่องราวภาชนะฝังศพฐานคติของกลุ่มคนในวัฒนธรรมทุ่งกุลา “จากหลักฐานโบราณคดีที่สำรวจพบ แสดงให้เห็นถึงความนิยมของผู้คนในวัฒนธรรมทุ่งกุลากำหนดให้ภาชนะฝังศพ เป็นพิธีกรรมนิยมที่ยึดถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะโดดเด่นแตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่นในระยะเวลาเดียวกัน”</SPAN>

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 ตุลาคม 2010
  11. เอกอิสโร

    เอกอิสโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,051
    ค่าพลัง:
    +3,809
    ข้อสังเกต ที่ผม หยิบยกมา เรื่องหนึ่ง คือ การฝังศพครั้งที่สอง (secondary burial) หมายถึงการนำร่างคนตายไปฝังไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยหลุดจากกระดูก และจึงขุดขึ้นมาทำความสะอาด นำมาประกอบพิธีกรรมอีกครั้งหนึ่ง ตาม ที่นักโบราณคดี ว่า ตรงกับลักษณะการทำพิธีศพผู้ตาย เมื่อครั้งพุทธกาล ในบาง หมู่บ้าน หรือ ชนบท ดัง ปรากฏในพระไตรปิฎก และอรรถกถา ตอนที่ว่า


    จากพระไตรปิฎก

    โธวนสูตร
    <DL><DD>[๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในทักษิณาชนบท มีธรรมเนียมการล้างกระดูกแห่งญาติผู้ตาย</DD></DL>ในธรรมเนียมการล้างกระดูกนั้น มีข้าวบ้าง น้ำบ้างของขบเคี้ยวบ้าง ของบริโภคบ้าง เครื่อง
    ลิ้มบ้าง เครื่องดื่มบ้าง การฟ้อนบ้างเพลงขับบ้าง การประโคมบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ธรรมเนียมการล้างนั้นมีอยู่เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี แต่ว่าการล้างนั้นแลเป็นของเลว เป็นของ
    ชาวบ้านเป็นของปุถุชน ไม่เป็นของอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความ
    เบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
    เพื่อนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราจักแสดงการล้างอันเป็นของพระอริยะ ซึ่งเป็นไปเพื่อความ
    เบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัดเพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
    เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความ
    เกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความแก่ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจาก
    ความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา
    ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไรความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ เธอทั้งหลาย
    จงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มี
    พระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การล้างที่เป็นของพระอริยะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
    เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพาน
    โดยส่วนเดียว ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้วย่อมพ้นจากความเกิด ... จาก
    ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจได้นั้น เป็นไฉน ดูกร
    ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความเห็นชอบย่อมล้างความเห็นผิด ล้างอกุศลบาปธรรมเป็นอันมากที่
    เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย และกุศลธรรมเป็นอันมากย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
    เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัย ฯ

    แก้อรรถ

    บทว่า โธวนํ คือ การเล่นหน้าศพ.

    ได้ยินว่า ในชนบทบางแห่งเมื่อญาติตายเขาไม่เผา ขุดหลุมฝัง. ญาติรู้เวลาที่ผู้ตายนั้นจะเน่า จึงนำออกแล้วล้างกระดูกเอาของหอมทาเก็บไว้. ครั้นถึงวันนักขัตฤกษ์ พวกญาติตั้งกระดูกไว้ในที่หนึ่ง ตั้งสุราเป็นต้นไว้ในที่หนึ่ง แล้วพากันร้องไห้ คร่ำครวญไป ดื่มสุราไป.
    ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในทักขิณาชนบทมีตำบลหนึ่งชื่อโธวนะ ที่ตำบลนั้นมีข้าวน้ำ ของเคี้ยว ของบริโภค ของลิ้มมากมาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตำบลโธวนะนั้นยังมีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ดังนี้.
    แต่อาจารย์บางพวกกล่าว การล้างกระดูกด้วยการเล่นกล ชื่อโธวนะ.


    ซึ่ง ประเพณี ทำบุญกระดูกนี้ ก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคอีสาน ของประเทศไทย เพียงแต่ ทำบุญกระดูหลังจากเผา และเก็บกระดูกแล้ว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 ตุลาคม 2010
  12. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    14,364
    ค่าพลัง:
    +52,214
    *** โลกุตตระ เมื่อปรากฏเป็น มนุษย์เหนือโลก ****

    คนเราไม่มีทางรู้ว่า โลกอายุเท่าไหร่
    เพราะ หิน ถูกหลอมละลาย มาหลายครั้งเมื่อเริ่มต้นวงรอบใหม่
    ผู้ที่จะบอกได้ คือ ผู้ที่อยู่เหนือโลก
    โลกุตตระธรรม พระไตรปิฎก มาปรากฏเป็นมนุษย์เหนือโลกทุกหนึ่งหมื่นปี

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     

แชร์หน้านี้

Loading...