ใจผมไม่ใสหรือว่ายังไง

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย jabb2541, 9 พฤษภาคม 2013.

  1. jabb2541

    jabb2541 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    72
    ค่าพลัง:
    +71
    เวลาผม สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ เห็นพระ เห็นแม่ชี เห็นคนมีศีล จิตมันก็สงบดีอยู่หรอกครับ

    แต่จิตลึกๆแล้ว มันขุนมัวยังไงไม่รู้ คอยคิดแต่เรื่องไม่ดี คอยจะปรามาสบ้างอะไรบ้าง ผมก็พยายามขมจิตไม่ให้คิด

    ผมไม่รู้หรอกว่ามันเพราะอะไร แต่ก็ไม่อยากจะเป็นแบบนี้นักหรอก บุญจะไม่เหลืออยู่แล้ว

    คิดว่าว่าเมื่อ เมื่อก่อนหน้านี้พึ่งเข้ามาสนใจ ในพุทธศาสนาใหม่ๆ ไม่รู้มันจะเกี่ยวกันไหม

    คือแบบว่า ไม่ค่อยเชื่อเรื่อง พระพุทธเจ้าจะมีรัศมีเปล่งออกมาจากศรีษะ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พระสงฆ์แสดงแสดงฤทธิ์ต่าง หรือ เทวดา อะไรทำนองนี้

    แต่ก็ข่มจิตว่า เชื่อๆ เชื่อๆ เชื่อๆ มาตลอด เพราะคิดว่า พระคงไม่ผิดศีลหรอก

    ตอนนี้ก็พยายามจะฝึกกรรมฐาน เพื่อจะได้เชื่ออย่างศรัทธาจริงๆอยู่ครับ

    ผมไม่รู้นะว่าการที่ผมจิตไม่ใสมาจากเรื่องนี้ หรือ เรื่องอะไร สมัยตอนที่ผมไม่

    ได้สนใจอะไรกับ พุทธศาสนาจริงๆจังๆ มันไม่เป็นแบบนี้นะครับ


    หรือเป็นเพราะ มาร 5 ฝูง หรือเปล่าครับ (ฝูงกิเลสมาร)

    เจอมาจาก http://palungjit.org/threads/มาร-5-ฝูง.142599/

    ผมอยากรู้วิธีแก้ครับ (ผมพยายามข่มจิตแล้วนะ) อย่าด่าผมเลย
     
  2. AYACOOSHA

    AYACOOSHA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    368
    ค่าพลัง:
    +2,254
    คนเราก็ต้องเริ่มจากการไม่เชื่อก่อน...แต่ก็ใช่ว่าเราไม่เชื่อแล้วเราก็ไม่คิดที่จะหาความจริง...ส่วนในเรื่องที่ที่รัศมีออกจากพระเศียรของพระพุทธเจ้านั้นมันเป็นสัญลักษ์แทนการรู้แจ้งโลกของพระองค์ ของจริงมันไม่ได้เปล่งรัศมีออกมาแบบนั้น...ส่วนเรื่องอื่น ๆนั้น คงต้องให้ท่านเจ้าของกระทู้พยายามค้นหาคำตอบต่อไป...และวิธีที่จะให้ได้คำตอบมาก็ขอให้เป็นวิธีที่ถูกต้องนะครับ...สวัสดี
     
  3. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    เพราะโดยส่วนลึกไม่มี"ศรัทธา" อย่างแท้จริงอะไร เมื่อไม่ศรัทธาที่จะเชื่อมั่นหรือเคารพในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อย่างแท้จริงอะไร...ใจลึกๆ ยิ่งแสดงอาการขัดแย้งออกมาด้วยการปรามาส เพราะเดิมอาจเห็นเป็นเรื่องงมงายว่ามีแสงอะไรๆพุ่งออกมาจากตัวคนได้ ทั้งเรื่องเทวดาก็ดูเหลวไหลหาหลักฐานอันใดไม่ได้...ดังนั้นยิ่งนานไปดูเหมือนความขัดแย้งในใจจะปรากฏขึ้นมากมาย..

    พึงทราบว่าจิตนั้นมีกำลังอำนาจมากในการสั่งสมอุปนิสสัย หากตั้งจิตไว้ผิดแต่แรกแล้ว ก็ยากที่จะแก้ไข เพราะเข้าถึงการสั่งสมสันดานอย่างแน่นหนา ..

    พระพุทธเจ้านั้นทรงเลิศประเสริฐพิเศษกว่ามนุษย์เทวดาและพรหมทุกหมู่เหล่าทั้งสิ้น ความพิเศษของพระองค์นั้น ยากเกินกว่าที่ปุถุชนหรือแม้พระอรหันต์จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้...อย่าว่าแต่จะทรงมีพระรัศมีพุ่งออกมาจากพระเศียรเท่านั้น แม้ทุกส่วนของพระวรกายก็มีพระรัศมีพุ่งออก ออกมา"เป็นปรกติ". ที่เราไม่เชื่อถือเพราะคิดเอาตนไปเปรียบ แต่ลืมคิดต่อไปว่าตนนั้นมีอะไรดีอยู่บ้าง ....


    ท่านผู้ถาม พึงทราบว่า ก่อนที่ท่านจะทำตามคำสอนหรือบอกกล่าวของใคร สิ่งแรกที่ต้องมีคือ"ศรัทธา"ที่ตั้งมั่นในผู้สอน ... หากไม่มี"ศรัทธา"ที่ตั้งมั่นเสียแล้ว ที่ท่านจะยินดี"เงี่ยโสตลงสดับ"พระธรรมคำสอนของผู้สอน" ได้ย่อมไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้...เมื่อไม่สดับคำสอนแล้วจะเอาอะไรไปปฏิบัติเล่า? หรือปฏิบัติอะไรอยู่..

    ท่านพึงเร่งปลูกศรัทธาอย่างมั่นคงเถิด และขวนขวายในการศึกษาพระธรรมที่ยังมีให้มาก...ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นพระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมที่บิดเบือนปฏิรูป....เรื่องนี้คงต้องอาศัย"บุญเก่า"และความแยบคายในการพิจารณาของท่านเป็นตัวสนับสนุน...

    เหตุใกล้ที่ทำให้เกิดศรัทธาคือการเข้าหากัลยาณมิตร แต่ยุคนี้ ท่านต้องมีตาดีสักหน่อยเพราะหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรทีเดียว...อีกวิธีหนึ่งที่ใคร่แนะนำคือ หลังจากเจริญกุศลใดๆเเล้ว พึงตั้งอธิษฐาน ว่า" ขอบุญเหล่านั้นเป็นปัจจัยแก่การได้พบกัลยาณมิตร มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย ห่างไกลจากพาลบุคคลที่กล่าวธรรมบิดเบือน ไม่รับคำสอนอื่นนอกจากธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เท่านั้น" ..นี้คือการตั้งตนไว้โดยชอบ มีคุณยิ่งกว่ามารดาผู้ถนอมเลี้ยงดูบุตรเสียอีก..เป็นมงคลข้อ๕ในมงคลสูตรของพระพุทธเจ้า มีแต่ดีอย่างเดียว...

    เรื่องมารนั้น ไม่พึงใส่ใจเลย เพราะมารที่แท้นั้นคือกิเลสในใจตนเ่ท่านั้น บัดนี้ ท่านพึงทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเพื่อความเกษมปลอดภัยในการเดินทางต่อไปในสังสารวัฏด้วยการเจริญ"ศรัทธา"ที่มั่นคงในพระรัตนตรัยด้วยดีเถิด..

    ขอให้เจริญในธรรมอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าโดยราบรื่นครับ
     
  4. buakwun

    buakwun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    2,830
    ค่าพลัง:
    +16,614
    ธรรมของพระองค์เป็นปัจจัตตัง
    สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญ ดังนี้

    ๑. ธรรมของตถาคตเป็นปัจจัตตัง ใครปฏิบัติถึงแล้วย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง เฉพาะตน ของใครของมัน กรรมใครกรรมมัน ธรรมของใครก็ของผู้นั้น ทำแทนกันไม่ได้
    ๒. เมื่อเข้าใจธรรมในข้อแรกแล้ว ก็จะเข้าใจคำสอนที่ว่า ธรรมของตถาคต ผู้ใดปฏิบัติจนเกิดความเข้าใจ หรือรู้ได้ด้วยตนเองเพียงครั้งเดียว ดีกว่ามีผู้อื่นมาบอกให้รู้ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง
    ๓. ธรรมของตถาคต ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน ผู้ที่ยังปฏิบัติไม่ถึงจึงต้องมีการขัดแย้งกันเป็นธรรมดา เพราะรู้ เห็นไม่เหมือนกัน ตามบารมีธรรมของแต่ละคน ให้จับหลักข้อนี้ไว้ ก็จะเข้าถึงตัวธรรมดาได้ไม่ยาก
    ๔. ใครยังไม่เข้าใจจุดนี้ ก็ย่อมยังมีอารมณ์ ๒ (พอใจกับไม่พอใจ) ยังมีการตำหนิกรรมของผู้อื่น ยังยึดผิด ถูก ดี เลว อยู่เป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์ ๔-๕ ยังไม่ขาด เป็นการเห็นกันต่างมุม ต่างทิฐิ ต่างความเห็น เป็นสงครามทางความคิด
    ๕. ธรรมของตถาคตต้องจำให้ได้เป็นประการแรก แล้วนำไปปฏิบัติตามให้เกิดผลเป็นขั้นที่ ๒ โดยนำไปใคร่ครวญให้เกิดปัญญา (ธัมมวิจยะ) ธรรมนั้น ๆ จะเดินไปในทางเดียวกันหมด จนที่สุดรวมเป็นหนึ่ง เป็น เอโกธัมโม
    ๖. ธรรมทุกข้อทุกขั้นตอนของพระองค์ จะเกิดขึ้นได้จากความเพียรชอบเท่านั้น มิใช่เพียรขออธิษฐาน อ้อนวอน แต่ไม่ยอมปฏิบัติ พระองค์จะสงเคราะห์เราได้ เราจะต้องช่วยจิตของเราให้สงบปราศจากนิวรณ์ก่อน โดยเจริญอานาปานัสสติ ควบคำภาวนา ยิ่งจับกสิณภาพพระ หรือภาพพระนิพพานได้ก็ยิ่งดี ส่วนใหญ่พวกเรามักเผลอ จิตทิ้งพระจึงยังเอาดีกันไม่ได้
    ๗. ส่วนใหญ่ประมาทและขาดความเพียรชอบ พอทำได้หรือพอสัมผัสธรรมได้ แต่ยังไม่ชำนาญ ก็วางธรรมนั้นไปสนใจธรรมอื่น ๆ ต่อไป จะต้องเพียรปฏิบัติต่อไปให้เกิด ความชำนาญจนจิตชิน กลายเป็นฌาน ชินในอารมณ์นั้น ๆ แบบเพียรรักษาศีล จนศีลรักษาเราไม่ได้ผิดศีลอีก เป็นสีลานุสสติเพียรทำทาน โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เป็น จาคานุสสติ เพียรระวังจิตอย่าให้มันคิดชั่ว เพราะกลัวผลของกรรมชั่วจะเกิดกับจิตตน เป็น เทวตานุสสติ และยากที่สุด คือ เพียรรักษาพรหมวิหาร ๔ จนกระทั่งพ้นภัยจากอารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตเราเอง ได้ทรงตัว ใครทำได้ก็พ้นภัยตนเอง ต้องทำให้ชินจนเป็นฌาน
    ๘. ทรงตรัสว่า การกำหนดรู้วาระจิตในทุก ๆ ขณะจิตนั้นแหละ คือจิตตานุสติปัฏฐาน ซึ่งตามปกติถ้าจิตยังเจริญไม่ถึง จักฟังสักเท่าไหร่ กี่ครั้งกี่หน ก็รู้ไม่ได้อยู่ดี จนกว่าถึงแล้วก็รู้เอง นี่คือการศึกษาปฏิบัติในหลักสูตรของพระพุทธศาสนา ซึ่งฟังแต่ปริยัติจักเข้าใจไม่ได้ จนกว่าจักปฏิบัติถึงแล้ว จึงจักเข้าใจ เพราะธรรมเป็นปัจจัตตัง ถึงแล้วรู้เอง
    ๙. และการสอนให้ปฏิบัติมาตามนี้ ก็เป็นอยู่ในหลักสูตรของพระพุทธศาสนา การสอนให้เข้าถึงธรรมปัจจุบันอย่างนี้ เขาเรียกว่าสอนโดยพิสดาร สอนแล้วปฏิบัติมาก็ตรงแนวคำสอนเดิมอยู่ดี แตกต่างกันไปตามศัพท์แสง คำอธิบายเท่านั้น ซึ่ง ถ้าใช้ภาษาในอดีตคือต้นพุทธกาล พวกเจ้าก็จักเข้าใจยาก หรือยากที่จักเข้าใจ (จัดเป็นพระเมตตาของพระองค์อย่างหาประมาณมิได้)
    ๑๐. นักปฏิบัติพระกรรมฐาน ถ้าไม่รู้จุดนี้ จักปฏิบัติให้เข้าถึง อริยมรรค อริยผล เบื้องสูงได้ยาก แต่เมื่อรู้แล้วยังจักต้องปฏิบัติให้คล่องแคล่วชำนาญยิ่ง ๆ ขึ้นด้วย จึงจักมีมรรคผลเกิดขึ้นได้

    ขอกราบอนุโมทนาสาธุธรรม
     
  5. firstini

    firstini เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,213
    ค่าพลัง:
    +3,771
    ผมว่าเป็นเรื่องปกติ บางคนเริ่มปฏิบัติกรรมฐาน กับเห็นตัวเองเลวลงๆ
    จริงๆแล้วเขาไม่ได้เลวลง แต่จิตเริ่มมีสติมากขึ้น เริ่มเห็นจิตตัวเองมากขึ้น
    แต่ก่อนเพลินไง เลวโดยไม่รู้ตัว

    ลองอ่านดูนะครับ เรื่องปรามาสพระหรือใครเป็นเรื่องปกติในการเริ่มปฏิบัติ
    อยากหาย... เป็นพระโสดาบันเร็วๆสิครับ (คือให้มีอิทธิบาท ๔ เต็ม)

    ปรามาสพระ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    @@@@@@@@@@

    "กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพ ในระยะนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ลูกมีอารมณ์อยากจะด่าพระบ้าง ด่าหลวงพ่อบ้าง ปรามาสพระพุทธเจ้าบ้าง ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะหายครับ...?"

    เหตุที่จะเกิดได้เพราะการเจริญกรรมฐาน ถ้าการเจริญกรรมฐานดีขึ้นมาจะข้ามขั้นพอที่มารจะดึงไม่อยู่ อารมณ์นี้จะเกิด เป็นเรื่องของพระยามาราธิราช เขาเรียก กิเลสมาร น่ะ มันเกิดเข้ามาคร่อมใจห้ามได้ดี ถ้าดีกว่านี้จะไม่ตกอยู่ในอำนาจของเขา เรียกว่าจะไม่ลงนรก คิดจะทำจิตใจให้ฟั่นเผือไปโกรธนั่นโกรธนี่ เว้นนั่นเว้นนี่เสีย

    แต่ว่ามันจะเป็นชั่วคราว บางทีก็สัก 4-5 เดือน และต่อไปก็หาย ถ้าอารมณ์ดีขึ้นมาก็ขอขมาโทษพระรัตนตรัย ขอขมาโทษพระพุทธเจ้า ถ้ามันฟุ้งก็ฟุ้งไป ถ้าเลิกฟุ้งรู้สึกตัวขึ้นมาได้ก็ขอขมาโทษใหม่ อย่างนี้ไม่ช้าก็หายนะ ไม่เป็นไร

    แม้แต่ฉันในช่วงเจริญฌานโลกีย์ มันก็มีเหมือนกันก่อนจะขึ้นอันดับสูงนะ นี่มันก็มีอาการอย่างนี้เป็นของธรรมดาที่ท่านบอกว่ากิเลสมารเข้าครอบงำจิต เรายอมแพ้มันเราก็ตกต่ำแน่นอน มันอาจจะเผลอ ขอขมาแล้วเผลอก็ว่ากันไป มีสติใหม่ก็ตั้งใจขอขมาใหม่ ไม่ช้ามันก็เลิก

    อย่าง อาจารย์ฉัตร ลูกศิษย์หลวงพ่อปานหนักกว่านี้ ไม่ใช่อารมณ์ด่าใครหรอก นั่นป่วยแบบท่าน โคธิกะ เลย บวมทั้งตัว ๑ ปี ไม่ขยายตัว หลวงพ่อปานบอกว่าคุณฉัตรเอ้ย ! ลดกรรมฐานสัก ๑ วัดได้ไหม มันจะได้หาย อาการอย่างนี้ไม่ใช่อาการไข้ปกติ มันเป็นเรื่องกิเลสมารแกล้ง

    อาจารย์ฉัตรบอกว่าผมพยายามทำมาตั้งหลายปี ยอมแพ้กิเลสมารวันเดียวผมยอมไม่ได้ ผมยอมตายพร้อมกับธรรมะดีกว่า พอปฏิญาณแบบนั้นรุ่งขึ้นหาย มันสู้ไม่ได้มันเลยเลิก กลัวคนบ้า ไอ้นี่ก็เหมือนกัน อาการอย่างนีต้องสู้กันหลายวันหน่อย เพราะมันอารมณ์ทางจิตใจนะ นั่นมันครอบงำทางกายด้วย เปลื้องง่ายกว่า

    @@@@@@@@@@

    อ้างอิง หนังสือ ธรรมปฎิบัติ เล่ม ๑๕
    วัดจันทาราม(ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
     
  6. สีลสิกขา

    สีลสิกขา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    1,271
    ค่าพลัง:
    +7,138
    เมื่อใดก็ตามที่เราเฝ้าดูด้วยสติสำนึกรู้ เราจะสัมผัสได้เองว่า... เมื่อใดก็ตามที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจ..ครั้งนั้นภายในจิตใจเราเองนั่นละ ที่ไม่มีความสุข..


    ก็เพราะว่าคุณ จขกท. กำลังขาดศรัทธาในสิ่งที่ตนเองกำลังปฎิบัติอย่างแท้จริง แต่ที่รู้ๆ ..ปัญหาทีุ่คุณต้องเจอก็คือ "จะดับความรู้สึกขัดแย้งในใจเหล่านี้ได้อย่างไร" ขอให้พิจารณาที่จิตของคุณเองก่อนเลยอันดับแรก จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องข้ามให้ผ่านด่านของการแบ่งแยกทางความคิด เพราะสิ่งนี้คือมายาคติ ที่สำคัญของต้นตอปัญหา พูดง่ายๆ คือ.. ตราบใดที่เราเห็นตัวเอง เล็กลงกว่าเดิมบ้าง เราก็จะเริ่มมองเห็นคนอื่น รับฟังและเข้าใจในสิ่งที่เห็นหรือรับรู้ด้วยใจสงบ..


    แม้ว่าคุณไม่รู้..ก็อย่าไปสงสัยมัน แม้ว่าคุณจะไม่ชอบใจ..ก็อย่าเก็บมาคิดต่อ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกบาดหมางเกิดขึ้นและบานปลายเป็นอคติไปเสียเลย


    ดิฉันขอให้ใช้สูตรของการวางธรรม เพราะเมื่อเรารู้จักใช้ธรรมะ เราก็ควรรู้จักวางธรรมะ เมื่อเรารู้จักคิด เราก็ควรรู้จักหยุดคิด ฉันใดฉันนั้น เมื่อเรารู้จักความสงบ เราก็ควรรู้จักคิดพิจารณาวางความสงบไว้เพื่อที่จะนำไปพิจารณา นี่เป็นส่วนหนึ่งของการหาความพอดี ความพอดีอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่จุดที่เราสามารถปล่อยวางเรื่องที่ปรุงแต่งจิตของเรา การได้รับหนังสือธรรมะหรือการได้ฟังคำสอนก็ดี เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจะได้นำไปประพฤติปฎิบัติ แต่หากต้องการที่จะปฎิบัติได้และเข้าถึงธรรมะจริงๆ ตัวเราเองนั่นหละต้องเป็นผู้พิจารณาว่าเหมาะสมและจะได้ผลแค่ไหน เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่ต้องการปฎิบัติธรรมเพื่อหาสงบให้ได้ภายในใจตนเอง..

    ใครหลายๆ ในที่นี้สามารถให้ข้อคิด แต่ตัวคุณเองนั้นต่างหากที่จะต้องทำให้มันเป็นธรรมะ ที่จะเอาไปฝึกหัด ปฎิบัติและนำมาพิจารณาว่าในจิตของเรามีความทุกข์ลดลงหรือเพิ่มขึ้น การยึดมั่นถือมั่นลดลงหรือเพิ่มขึ้น การปล่อยวางที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้น อันนี้สำคัญยิ่งและเป็นสิ่งที่เราจักต้องพิจารณา การเข้าถึงธรรมะและคำสอนทั้งหลายนั้น เราต้องหมั่นเอามาฝึกฝนให้เกิดกำลังใจในตนเองที่จะเห็นธรรม ซึ่งไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าเราจะเห็นธรรมได้เมื่อไหร่ เพียงแต่เราต้องปฎิบัติอย่างต่อเนื่องให้มีความสม่ำเสมอในการรักษาสติและปัญญาไว้ เมื่อไรจิตใจพร้อมก็จะเห็นธรรม..ใจของคุณที่เคยขุ่นมัว ก็จะเบาสบายและใสเมื่อนั้น

    ฉะนั้น เราควรดูแลจิตตลอดเวลา เพื่อทำกรรมดี เพื่อสร้างความดีให้เกิดปัญญา เพื่อสร้างสรรค์ เพื่อสร้างกรรมดีของเราตลอดชีวิต จิตทำให้เกิดวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องมีการขออโหสิกรรม แต่แทนที่จะต้องขออโหสิกรรม เราก็หันมาเพ่งพิจารณาจิตของเรา เพื่อให้พ้นจากทุกข์เสียดีกว่าตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย... ขอให้คุณ จขกท.ผ่านพ้นอาการเวทนาทางความคิดนี้เสียได้โดยเร็วเถิด..

    สาธุธรรมจร้า ^^
     
  7. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,566
    ค่าพลัง:
    +9,966
    +++ ลองอ่าน "จิตมาร" ทั้ง 5 ภาคดูนะครับ จะได้รู้ต้นสายปลายเหตุว่าอะไรเป็นอะไร
     
  8. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    24,053
    กระทู้เรื่องเด่น:
    52
    ค่าพลัง:
    +21,404
    ผมขอฝากกระทู้นี้ให้คุณ jabb2541 และคนที่กําลังเป็นอาการนี้อยู่ไปอ่าน แล้ว download clip ในกระทู้นี้ไปฟังก็แล้วกันครับ จะได้เข้าใจครับ ลองอ่านดูให้หมดทุกหน้าครับ จะได้กระจ่าง และจะได้รู้วิธีปฏิบัติเวลาเกิดอาการนี้ขึ้นมาครับ อนุโมทนาครับ

    กระทู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการปรามาส ผมรวบรวมมาให้หมดเเล้วในกระทู้นี้

    http://palungjit.org/threads/%E0%B8...89.225534/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 พฤษภาคม 2013
  9. ร่มสีแดง

    ร่มสีแดง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +3
    เข้าใจคุณเจ้าของกระทู้ค่ะ ดิฉันก็เคยเป็นนะคะ เวลาไหว้พระแล้วจิตใจข้างในมันวุ่นวายไปหมด ไม่สบายใจเอาซะเลย เหตุคือดิฉันไม่เคยศึกษาพระธรรมมาก่อน แล้วจู่ๆก็มาสวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งภาษาของบทสวดต่างก็เป็นพวกภาษาบาลีซึ่งดิฉันก็สวดทุกวันๆทั้งที่ไม่เคยเข้าใจความหมายของมันเลย ในใจตอนสวดก็แอบคิดว่าแล้วที่สวดๆอยู่นี้มันแปลว่าอะไรหรอ นึกแล้วก็แอบขําตัวเองลึกๆนะคะ ^ ^

    คือในความเห็นส่วนตัวของดิฉัน คือ คนเราไม่ใช่แค่ว่าสวดมนต์แล้วจะทําให้ใจเราสงบได้อ่ะนะคะ เพราะพวกเราต่างก็เคยมีวิบากกรรมเป็นของตนเอง เราเคยทําอะไรในอดีตไว้ มันอาจเข้ามาแทรกได้ตอนเราทําเจริญจิตภาวนาในขณะสวดมนต์ค่ะ เช่น ทะเลาะพ่อแม่บ้าง อะไรบ้าง บางทีฝืนไปมีแต่จะกลัดกลุ้มใจซะเปล่าๆ ทางแก้คือ ให้ ทําตาม 3 อย่างนี้นะคะ
    1.รักษาศีลให้ครบ ให้บริสุทธิ์
    2.พยายามศึกษาหลักธรรมคําสอน แก่นแท้ของพระะรรม เข้าใจจุดมุ่งหมายของชีวิต
    3.นั่งสมาธิ เจริญจิตภาวนา สวดมนต์ และอีกมากมาย

    ซึ่งการสวดมนต์ก็เป็นเพียงซับเซตเล็กๆของการดําเนินชีวิต แต่จะเห็นว่าความจริงปัจจัยที่จะทําให้ใจเราสงบนั้นมีมากมาย ก็ควรจะขยายพุทธจวนและปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การใช้ชีวิตของเราเอง

    คราวนี้ก็จะรู้สึกสบายใจกับมันค่ะ ไม่ต้องเครียดนะคะ ในเส้นทางของพระธรรมดิฉันอยากให้มองมันเป็นเรื่องสบายๆ ชิวๆ มากกว่าค่ะ มันก็คือเส้นทางที่ชี้นําดําเนินชีวิตให้เป็นไปอย่างสงบ เลยไม่อยากให้ซีเรียสมากค่ะ

    เป็นกําลังใจให้เจ้าของกระทู้ค่ะ *-*
     
  10. DharmaJaree

    DharmaJaree เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2013
    โพสต์:
    61
    ค่าพลัง:
    +107
    เราก็เพิ่งเข้ามาไม่กี่เดือนนะ ถามว่าเชื่อเหล่านั้นมั๊ย คือไม่ได้คิดถึง ไม่คิดมาก แต่พอเราเริ่มปฏิบัตินานเข้าสิ่งดีๆเข้ามาทั้งภายในจิตใจและภายนอก มันทำให้เราอัศจรรย์ใจ จนเราเชื่อนะว่าปาฏิหาริย์มีจริงค่ะ พยามอย่าคิดอะไร ถ้าคิดไม่ดีก็ขอขมาเราไม่ได้ตั้งใจ เมย์สวดมนต์จะขอขมาพระรัตนตรัยก่อนทุกครั้งเพราะก็มีแว๊บๆคิดเหมือนกัน แบบนึกสนุก จิตมันเหมือนลิงอ่ะนะบางทีก็ซนเกิน ส่วนตัวพอมาปฏิบัติแล้วสัมผัสบางอย่างได้ก็เลยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิท์มีจริง
     
  11. GoldenFire

    GoldenFire เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2013
    โพสต์:
    37
    ค่าพลัง:
    +124
    ค่อยๆ ศึกษาและปฏิบัติไปเรื่อยๆ ครับ ที่จริงถือว่าคุณปฏิบัติได้ผลแล้วนะ เพราะรู้เห็นจิตอกุศลของตัวเอง อย่างนี้เรียกว่าเริ่มตามทันจิตของตนแล้ว ฝึกไปเรื่อยๆ ถ้าคุณเกิดปัญญาแล้วก็จะรู้วิธีจัดการในแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง มหาสติปัฏฐาน 4 ถือเป็นสุดยอดวิชาที่ก่อให้เกิดปัญญาครับ รู้ตัวว่าดีหรือชั่ว ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย
     
  12. tsukino2012

    tsukino2012 หยุดจึงพบ สงบจึงเกิด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,311
    ค่าพลัง:
    +3,090
    เพราะสงใส เพราะอยากรู้ ถึงได้ลองมาปฎิบัติ

    เอหิปัสสิโก มามะมา Go ปฎิบัติ

    สิ่งศักดิ์สิทธิไม่ให้โทษ ไม่เอาเรื่องผู้ที่ไม่รู้

    ปฎิบัติให้รู้ด้วยตนเอง จะเข้าใจว่า

    ทุกอย่างที่ได้ฟังได้ยินมา เป็นเพียงกุสโลบาย

    เรื่องที่ได้ฟังได้เห็นได้ยิน แท้แล้วเป็นสิ่งที่เสริมศรัทธาทั้งสิ้น

    แม้ว่าอาจจะเป็นความจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

    รู้ด้วยตนเอง เข้าใจด้วยตนเอง

    ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่จริง เราก็ต้องแสดงออกเหมือนว่ามันจริง

    เพราะ สัญญาขันธ์ ปรุงแต่ง คล้ายกันเป็นพื้นฐาน

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เราเห็น ให้เราเชื่อในสิ่งที่เชื่อ เท่านั้น


    อ่านแล้วงง ยิ่งอ่านยิ่งงง ก็ไปปฎิบัติ แล้วกลับมาอ่าน

    ง งง ก็จะหายไป
     

แชร์หน้านี้

Loading...