ใจ เป็นมหาเหตุ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย อโศ, 13 เมษายน 2012.

  1. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    กิเลสเป็นตัวการสำคัญ ก่อไฟเผาหัวใจลุกโพลง เผาไหม้ด้วยไฟแห่งกองทุกข์
    ย่ำยีกดขี่บังคับใจทั้งวันทั้งคืน ทั้งภพทั้งชาติ ตลอดกัปตลอดกัลป์
    ใจที่คึกคะนอง ดิ้นรนกวัดแกว่ง ทะยานอยาก ด้วยอำนาจกิเลส
    เป็นผู้รับบาปหาบทุกข์ ก่อเรื่องก่อราวกลายเป็นไฟแผดเผาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

    มารยาของใจที่มีกิเลส ย่อมแสดงความหลอกลวง ได้ร้อยแปดพันประการ
    หลงสำคัญผิดยึดเอาสิ่งนั้น ถือเป็นหลักยึดของใจ
    จนกลายเป็นสมมุติจุดหนึ่ง ขึ้นมาให้เป็นเครื่องกดถ่วงใจโดยไม่รู้สึกตัว

    เมื่อมีอารมณ์ดี ชั่ว และสุข ทุกข์ ปรากฏในวงปฏิบัติของจิต
    สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาเฉพาะหน้า ไม่ว่าดีหรือชั่ว
    ไม่ว่าจิตจะแสดงอาการใดๆ ออกมา ต้องตามรู้ตามเห็นด้วยการพิจารณา
    โดยถือเอาจุดหรืออาการนั้นๆ เป็นทางเดินของสติปัญญาโดยพิจารณาให้ถี่ถ้วน
    ไม่นิ่งนอนใจกับทุกสิ่งที่เป็นข้าศึกของใจ ที่ทำให้ใจทุกข์ลำเค็ญโง่เขลา

    สติธรรม จดจ้องเข้าไปในจุด ที่จิตแสดงอาการกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา
    ใช้ปัญญา พิจารณาทดสอบกลั่นกรองให้ละเอียดถี่ถ้วน
    ความคิดปรุงแต่ง ทำให้เกิดสุข ทุกข์ จะเชื่อมเข้าเป็นอันเดียวกัน
    จนทำให้จิตหลงไปทำความสำคัญว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเราและเป็นของเราขึ้นมา
    จุดนั้น เป็นที่เกิดขึ้นแห่งทุกข์และสมุทัยทั้งมวล

    สังเกตด้วยสติกับปัญญา ตามลำดับที่ความคิดดีหรือชั่วเกิดขึ้นภายในใจ
    ขณะตั้งอยู่และดับไป พร้อมทั้งทราบต้นเหตุที่เกิดขึ้นของสิ่งเหล่านั้นไปในระยะเดียวกัน
    จับจุดนี้แล้วขุดค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น ที่เป็นผลออกมาจากจุดเดียวกัน ให้จิตตามรู้ตามลำดับ
    เพื่อให้จิตเกิดสติและปัญญา ได้คติจากการพิจารณาในเวลานั้นด้วย

    วิธีดำเนินจิต ถือความสัมผัสและความกระเพื่อมของจิต เป็นเป้าหมายของการพิจารณา
    จิตจะแสดงตัวขึ้นมาอย่างไร แสดงความเสียใจและเศร้าหมองขึ้นมา
    อย่าตื่นเต้นตกใจไปตามอาการที่แสดงนั้นๆ
    จงพิจารณาให้รู้โดยทั่วถึง ตามหลักสติปัญญาของผู้ต้องการทราบต้นเหตุแห่งเรื่องทั้งปวง
    ไม่ให้มีจุดบกพร่องต่อการพิจารณา

    ตั้งสติลงที่ตัวรู้ คือ ใจ
    เมื่อมี สติกำกับใจ จะรู้ความกระเพื่อมของจิต
    จิตจะเริ่มมีความสงบ แน่วแน่ ภายในจิต
    จนคุณค่าแห่งความสงบประจักษ์ขึ้นในจิต
    จะเห็นโทษแห่งความฟุ้งซ่านของจิต
    ที่เที่ยวก่อความทุกข์ให้ใจเรามากน้อยเพียงไร

    ใจ ที่มีสัญญา เป็นเครื่องปกปิดใจ ย่อมมองไม่เห็นโทษของกิเลส
    เพราัะความสำคัญมั่นหมาย หลงสำคัญผิด คว้าตะครุบเงากิเลส เข้าใจว่า เป็นธรรมของจริง
    ทำให้พิจารณาไม่ให้ถึง “ฐานแห่งความจริง”
    เพราะความอยากให้ทุกขเวทนาดับไป เป็นการเพิ่มสมุทัย
    จับเอาจุดใด จุดหนึ่ง เป็นจุดที่เด่นมากขึ้นมาพิจารณา
    จุดไหนที่เป็น “ทุกข์” ปรากฏเด่นชัด กำหนดจุดนั้นเป็นต้นเหตุก่อน
    เพราะทุกข์เกิดขึ้นที่ตรงไหน ย่อมเข้าไปเกี่ยวข้องกับจิตโดยตรง

    ครั้นทราบในเงื่อนหนึ่งแล้ว ต่อไปก็จะทราบไปโดยลำดับ
    เมื่อมี สติเป็นเครื่องกำกับใจ
    ใจจะเด่นขึ้นด้วยความรู้ความสงบ และมีความชำนิชำนาญไปโดยลำดับ

    จิตจะพิจารณาแยกแยะเหตุผลต่างๆ
    ที่จิตไปติดพันเกี่ยวข้องจนกลายเป็นไฟขึ้นมาเผาตัวเอง
    จะทราบสาเหตุ ร่องรอยและตัวเหตุตัวผลของมัน

    เมื่อทราบชัดด้วยปัญญา ทุกข์มันแสดงอยู่ตลอดเวลา
    ความนอนใจตายใจ ติดกับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร
    ทั้งที่รู้ว่า มันเป็นอนิจจัง อย่างประจักษ์ใจ
    พิจารณาให้เห็นชัด ด้วยปัญญาอย่างถึงใจ
    จิตเมื่อได้ถอดถอนตัวการสำคัญ ได้เปิดเผยรื้อฟื้นตนจากสิ่งที่ปิดบังทั้งหลาย
    โดยความรู้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้ว

    อุปาทานการยึดมั่นถือมั่นเปิดเผยตัวออกไปโดยลำดับ
    ความสว่างไสว กระจ่างแจ้งของจิต ความเป็นอิสระของจิต จิตจะเป็นอัศจรรย์
    จิตย่อมหมดความกังวล หมดภาระเป็นเครื่องกดถ่วงจิตใจ
    นี่แหละ ธรรมเครื่ิองชำระล้างกิเลส
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 สิงหาคม 2013
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,957
    ค่าพลัง:
    +33,764
    อนุโมทนาสาธุครับ....
    ถ้าเป็นอย่างที่กล่าวแสดงว่า..การเริ่มต้นสู่สภาวะต่อไปหลังจากมีสติและมีคำภาวนาคอยกำกับ..จิตนี้ต้องไม่กระเพื่อมเลยใช่ไหมครับ..
     
  3. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    จิต เป็นผู้รับรู้ทางอายตนะ จะมีการกระเพื่อมมากหรือน้อย
    ขึ้นอยู่กับการที่มีอำนาจสติที่แก่กล้าขึ้นตามลำดับ มีคำภาวนาคอยกำกับ คอยเฝ้าระมัดระวังตลอดเวลา
     
  4. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,957
    ค่าพลัง:
    +33,764
    ขออนุญาติ สนทนาต่อนะครับ...
    ถ้าเช่นนี้...ระยะเวลาในการกระเพื่อมของจิต..เป็นตัวชีวัดกำลังสติของเราได้ใช่ไหมครับ....
    เช่น..ถ้าคนที่สติแกกล้า..ก็จะกระเพื่อมไม่นานแล้วก็สงบ..
    ส่วน..ถ้ากำลังสติยังไม่เพียงพอ..ก็จะกระเพื่อมนาน..เราก็ต้องมาสร้างกำลังสติด้วยการเจริญสติ.หรือการใช้สมถะเข้าช่วย..แบบนี้ไหมครับ..
    ขอบคุณครับ..
     
  5. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    ถูกต้อง การเจริญสติ และการใช้กำลังสมาธิเข้ามาช่วย เพราะเป็นสิ่งสนับสนุนซึ่งกันและกัน

    คนที่สติแกกล้า..เมื่อจิตกระเพื่อม จะรู้สึกตัวเร็ว ไม่ปล่อยให้กระเพื่อมนาน
     
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,957
    ค่าพลัง:
    +33,764
    ขอต่อนะครับ...
    ในกรณีถ้ากำสติแก่กล้า..ยังไม่น่ากังวล..ที่นี้โดยส่วนตัว คุณ อโศ มีวิธีแนะนำ..สำหรับผู้เริ่มต้นเดิน.ที่พอมีกำลังสติบ้าง.ที่เริ่มสัมผัสกับการกระเพื่อมของจิตหรือไม่..ยิ่งหากการกระเพื่อม..เป็นการกระเพื่อมที่มาส่วนการรับรู้ ในส่วน วิญญาน..หละครับ..เพราะผมก็เชื่อว่า..ช่วงแรกๆ.อารมย์ต่างๆที่เข้ามาร่วมทำให้จิตกระเพื่อมเค้าก็พอมีกำลังและ.เค้าคงไม่ยอมลงง่ายๆเหมือนกัน..
    ขอบคุณครับ..
     
  7. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    สำหรับผู้แรกเริ่ม ไม่ชำนาญ เน้น พุทโธ อย่าทิ้งคำบริกรรมภาวนา เพื่อเพิ่มอำนาจสติ
     
  8. ballbeamboy2

    ballbeamboy2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    1,670
    ค่าพลัง:
    +1,635
    ขอถามครับ ผมได้ปรามาสพระรัตนตรัยหลายครั้ง แล้วนึกถึงคําลามกอุบาท อุบาท มันจะมาด่ามันจะสรรหาคําด่ พระรัตนตรัย ผมเชื่อว่าศรัทธาของผมต่อพระรัตนตรัยยังไม่ดีพอ ถ้าศรัทธาดีจริง ผมก็ต้องไม่หวั่นไหว ไม่คิดคําลามก ต่อพระรัตนตรัย ไอ้คิดนี่มันเหมือนจะห้ามมันไม่ได้ ถ้าผมกดมันไหวผมจะแข็งถื่อไม่ยิ้มไม่อะไร เรียนไม่รู้เรื่อง ต้องปล่อยวางสนใจอย่างอื่น แล้วผมมักจาหาสาเหตุ อะไรเป็นเหตุกันแน่ ทุกข์เกิดแล้วผมไม่พอใจที่เห็นความคิดไปด่า ผมก็ได้แค่คาดเดาสุ่มเดา แค่นั้น ผมไปอ่านมาคือกิเลศมารเพื่อจะไม่ให้ได้บรรลุมรรคผล
     
  9. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    ........... คิดเป็นสังขารที่จิตไปรู้ไม่มีสาระอะไร คิดอะไรก็ได้สังขารไม่ใช่ของเรา....ลมก็เป็นสิ่งที่จิตรู้เหมือนกันเป็นรูปกายเป็นสภาพธรรมอย่างนึง....กินโค้กอร่อยเป็นสุขเวทนาอย่างนึงเป็นสภาพธรรมนึง...พอแยก ขันธิ์ได้ ก้จะเห็นว่าเป็นสื่งที่จิตไปรู้...ถ้ามีสติ ก็จะรู้ว่าตอนนั้นสภาพธรรมใดเกิดขึ้น...:cool:การเห็นจริงจริง ว่า เป็นแค่สภาพธรรมเท่านั้น ถึงจะวางเฉย อุเบกขา ต่อสภาพธรรมนั้นไม่หลง ยินดียินร้าย แต่ก็ยังไม่จบ ต้องภาวนาไปอีก...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 เมษายน 2012
  10. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2010
    โพสต์:
    43
    ค่าพลัง:
    +4,065
    :cool: สาธุธรรมท่านอโศครับ..เหมือนกรณี หลวงปู่ หลวงตา อริยะท่านทุกรูป เหตุใดเมื่อท่านบรรลุแล้ว ท่านก็ยังเดินจงกลม นั่งสมาธิอยู่ตลอด..ผมยังสงสัยครับ:'(
     
  11. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803

    เรื่องด่าปรามาสพระรัตนตรัย อย่าไปวิตกกังวล มันเป็นอดีตผ่านไปแล้ว
    ขอขมาและสำนึกในโทษ มุ่งมั่นทำความดี สวดมนต์ เจริญสติ ทำสมาธิให้มากๆ
    ความดีเมื่อเราทำบ่อยๆ จะเป็นนิสัย ฝังเข้าไปในจิต
    เมื่อขัดเกลามากๆ เรามุ่งแต่ทำความดี ฝึกบ่อยๆ

    รื่องด่าปรามาสพระรัตนตรัย หรือไปด่าปรามาสผู้อื่น
    เราจะไม่สนใจและไม่อยู่ในหัว เสมือนเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ทีเราไม่โง่ไปกระทำ
    เพราะเป็นเรื่องเผาใจเรา เพราะเราเห็นคุณเห็นโทษแล้วนั่นเอง
     
  12. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    แม้หลวงปู่ หลวงตา พระอริยะทุกองค์ จะบรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยะหรือพระอรหันต์
    ท่านพิจารณาแล้ว การเดินจงกลม นั่งสมาธิ และการพิจารณาธรรม เป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของพระอริยะเจ้า
    เพราะท่านเห็นคุณของการกระทำดังกล่าว และอยู่เป็นสุข เป็นสุขที่ไม่มีอามิสในปัจจุบัน

    การบรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยะหรือพระอรหันต์ เมื่อเสร็จกิจแล้วไม่ต้องทำอะไรแล้ว จิตว่าง
    หมายถึง เสร็จกิจ ไม่มีงานให้จิตต้องชำระล้างกิเลส จิตว่างจากกิเลสเท่านั้น

    ไม่ได้หมายถึง หลังจากบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ วันทั้งวันไม่ต้องทำอะไรเลย
    นั่งๆนอนๆ ในห้องแอร์ บิดขี้เกียจ เพราะเสร็จกิจแล้วโว็ย

    ดังนั้น การเดินจงกลม นั่งสมาธิ และการพิจารณาธรรม ของพระอริยะเจ้า
    ไม่ได้ เดินจงกลม นั่งสมาธิ และการพิจารณาธรรม เพื่อมุ่งมั่นทำความเพียรชำระล้างกิเลส
    แต่ทำเพื่อเป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของพระอริยะเจ้า และเป็นเนติแบบอย่างเป็นอริยะประเพณี แ่ก่ชนรุ่นหลังสิบไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 เมษายน 2012
  13. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,875
    การปฎิบัติธรรมนั่งกรรมฐาน เมื่อเป็นความเคยชินเสียแล้ว และ ยังก่อให้เกิดประโยชน์

    จึงควรเป็นไปด้วยการปฎิบัติธรรมนั่งกรรมฐาน ไม่ต่างอะไรกับคนที่ทำงานเป็น และ ชำนาญ

    ก็ยังต้องทำงานนั้นๆอยู่ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ เพราะในชีวิตที่ไม่มีการปรุงแต่ง

    มีแต่ความว่างเปล่า และ สิ่งนี้เองที่ทำให้มนุษย์อยู่อย่างนิ่งเฉยไม่ได้ จึงก่อให้เกิดความทะยานอยาก

    จนเป็นนิสัย เป็นกิเลส เป็นตัณหา เป็นอุปทาน ชีวิตที่เกิดมาแล้วไม่มีอะไรให้ทำเลยจนตาย

    เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า ไม่มีสาระอะไร มนุษย์จึงดิ้นรน แสวงหา และ นำมาซึ่งความเป็นทุกข์

    สาธุครับ
     
  14. Dhamma Osoth

    Dhamma Osoth Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มกราคม 2012
    โพสต์:
    20
    ค่าพลัง:
    +78
    [​IMG]

    "..พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือ รัตนะเอกอุที่สุดแล้ว

    ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า พุทโธ เป็นเรื่องเล็กน้อยเหรอ ?
    พระพุทธเจ้า สะเทือนโลกธาตุมานานแสนนาน ก็เพราะความเป็นพุทโธ นั่นแล จนทะลุขึ้นมาเป็นพุทโธ มาเป็นศาสดาเอกของโลก


    สังฆัง สรณัง คัจฉามิ พระอรหันต์บรรลุธรรมขึ้นมาแต่ละองค์ๆ นี้ กระเทือนโลกๆ เป็นของเล็กน้อยเมื่อไหร่ ? ที่ว่าสังโฆๆ นั้น

    พุทโธ ก็ได้แก่ ศาสดาองค์เอกที่ขุดคุ้ยเขี่ยค้นหาธรรม ได้ธรรมอันเสิศขึ้นมาครองใจ เรียกว่า ธัมโม ทั้ง ๓ รัตนะ นี้เป็นรัตนะเอกอุที่สุดแล้ว ใครเกิดมาเป็นมนุษย์กี่ร้อยชาติก็ตาม ถ้าไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์ไม่มีความเคารพ เลื่อมใส ยึดถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว ตายเปล่าๆ เกิดเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย.."


    หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,957
    ค่าพลัง:
    +33,764
    อนุโมทนาสาธุครับ...ขออนุญาติสนทนาต่อนะครับ..
    แต่หากว่า..การเริ่มต้นเดินในช่วงแรกๆ.ที่จิตกระเพื่อมอยู่นั้น..นอกจากเน้นคำภาวนาเพื่อเพิ่มอำนาจสติอย่างที่กล่าว..เป็นไปได้ไหมที่เราสามารถพร่ำสอนจิตก่อนในช่วงแรกๆ..ด้วยคำกล่าวอะไรก็ได้ที่ให้จิตเห็นว่า ..ไม่ใช่ทาง ไม่ใช่แนว เป็นอกุศลนะ ไม่ควรนะ..เพื่อเป็นแนวทางในการเดินปัญญา..แต่กรณีีนี้ก็ยังมีข้อเสียเนื่องจากเรื่องนั้นยังจะกลับมาอีก..แต่ก็เพียงพอให้จิตเค้าหยุดกระเพื่อมได้ ณ เวลานั้นครับ...คุณ อโศ คิดเห็นว่าอย่างไร..
    ขอบคุณครับ..
     
  16. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    การพร่ำสอนจิต ให้จิตเห็นว่า...ไม่ใช่ทาง ไม่ใช่แนว เป็นอกุศล ไม่ควร..เพื่อเป็นแนวทางในการเดินปัญญา
    เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพื่ออบรมจิตให้ฉลาด ให้จิตรู้สิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล

    ถึงแม้ปัญญาในขั้นนั้น ไม่ใช่ขั้นประหารกิเลส
    แต่เป็นปัญญาอบรมจิต สอนจิตเป็นสัมมาทิฐิในเบื้องต้น

    เมื่อจิตได้อบรมจนสติแก่กล้า สมาธิรวมเป็นหนึ่ง จิตจะปฏิวัติตนเองเข้าสู่ภูมิวิปัสสนา
    เนื่องมาจากการที่เราอบรมจิตเสมอ ให้รู้คุณรู้โทษของกิเลส
    นี่เป็นขั้นต้น ของการซักซ้อมเริ่มเดินปัญญา
    ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปกับการเจริญสติ และอบรมฝีกฝนสมาธิ

    ไม่ใช่เอาแต่นั่งสมาธิอย่างเดียว หรือเจริญสติอย่างเดียว
    เรียกว่า วิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องไม่หลงทาง ไม่บ้าหลงสมาธิ เอาแต่กลัวความคิดปรุงแต่ง
    ไม่รู้จักแยกแยะความคิดสังขารที่เป็นธรรม หรือสังขารที่เป็นกิเลสปรุงแต่ง
    ไม่รู้จักคำว่า กุสลาสธัมมา อกุสลาสธัมมา
    พิจารณาไม่เป็น เพราะโง่งมงาย หลงในความคิดเห็นของตน
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,957
    ค่าพลัง:
    +33,764
    อนุโมทนาสาธุครับ..
     
  18. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,875
    เป็นการถกปัญหาธรรมที่ดีงามครับ เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างยิ่งครับ

    อนุโมทนาสาธุครับ คุณ อโศ และ คุณ nopphakan

    สาธุครับ
     
  19. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    โลกธาตุเป็นที่คุมขังบรรดาสัตว์ผู้หลงติดอยู่ในวัฏฏะสงสาร
    ทุกจิตวิญญาณเวียนเกิดเวียนตายในภพน้อยภพใหญ่
    ตามความหมุนเวียนแห่งกรรมดีกรรมชั่วในตัวของแต่ละสัตว์นั่นเอง
    ภูมิของสัตว์เป็นไปตามกรรมที่ปรากฏขึ้นแต่ละภพละชาติจึงไม่สม่ำเสมอกัน

    ภพกำเนิดทีแรกของสัตว์ ที่ตายแล้วเกิด และเกิดแล้วตาย
    นำอัตภาพของตนมารวมและกองกันขึ้นจะสูงจนไม่สามารถประมาณได้
    แผ่นดินแสนกว้าง จะไม่มีที่ว่างบรรจุศพของสัตว์แม้เพียงรายเดียว

    เรื่องของวัฏฏะเป็นสิ่งที่ยากเกินวิสัยไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย
    ยืดยาวจนสุดความสามารถของผู้ท่องเที่ยวในวัฏฏะจะมองเห็นฝั่งแห่งความเป็นมาของตน
    ความทุกข์ยากลำบากเดือดร้อนเวียนเกิดเวียนตายในภพน้อยภพใหญ่
    เสมือนติดคุกถูกคุมขังโดยกิเลสเป็นผู้คุมไม่มีวันพ้นโทษนั้นเอง

    เพราะกิเลสตัณหาสร้างรากฐานตั้งบ้านเรือนอยู่ภายในจิตใจ
    จิตเป็นผู้ก่อทุกข์ ก่อไฟและใส่ฟืนเข้าในเตาไฟไม่หยุด
    ส่งเสริมทุกข์ด้วยวิธีผิดจากหลักธรรม

    อวิชชาตัณหาครองดวงใจ จนจิตลุ่มหลงปิดบังวัฏฏะ หมุนรอบตัวอยู่ทุกขณะนั้น
    เชื้อแห่งวัฏฏะและตัวของวัฏฏะที่แท้จริงจึงถูกปิดบัง
    ทุกข์จึงมีเต็มไปทุกอาการที่กายและใจเคลื่อนไหว
    เพราะใจเป็นมหาเหตุ ผู้หลง ผู้ยึด ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์
     
  20. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,684
    ค่าพลัง:
    +5,803
    การกลัวตายนั้น โดยไม่ทราบว่า “อะไรเป็นความตาย อะไรเป็นผู้ตาย”
    เพราะใจ มีสัญญา เป็นเครื่องปกปิดใจ มองไม่เห็นโทษของกิเลส
    ทำให้พิจารณาไปไม่ให้ถึง “ฐานแห่งความตาย”

    จับเอาจุดใด จุดหนึ่ง เป็นจุดที่เด่นมากขึ้นมาพิจารณา
    จุดไหนที่เป็น “ทุกข์” ปรากฏเด่นชัด กำหนดจุดนั้นเป็นต้นเหตุก่อน
    เพราะทุกข์เกิดขึ้นที่ตรงไหน ย่อมเข้าไปเกี่ยวข้องกับจิตโดยตรง

    ทุกข์กองใหญ่เท่าภูเขา ร้อนเหมือนไฟนรกเผาไหม้ใจให้เจ็บปวดทรมาณ
    เพราัะใจนี้ไปให้ความสำคัญมั่นหมายอยากให้ทุกข์หายสลายตัวลงไปจากจิต
    ความอยากให้ทุกขเวทนาดับไป เป็นการเพิ่มสมุทัย
    เป็นการตะครุบเงากิเลส คว้าน้ำเหลว ไม่เจอธรรมของจริง
     

แชร์หน้านี้

Loading...