ในหลวงทรงปลาบปลื้มน้ำใจคนไทยทั่วประเทศ

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย ไอ้ใบ้, 15 กันยายน 2006.

  1. ไอ้ใบ้

    ไอ้ใบ้ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 เมษายน 2005
    โพสต์:
    2,256
    ค่าพลัง:
    +7,245
    ในหลวงทรงปลาบปลื้มน้ำใจคนไทยทั่วประเทศ


    [​IMG]พระราชดำรัส 4 ประการ ให้สติคนไทย

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงประทับสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า

    ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางมหาสมาคมพร้อมพรั่งมวลคนจากทุกสถาบันในชาติตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงามน้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปราบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออก และตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุกๆ คนจิตใจที่เปลี่ยมไปด้วยความปราถนาดีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคีที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันและรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

    ประการแรก คือการที่ทุกคนคิดพูดทำด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกายต่อใจต่อกัน

    ประการ 2 คือการที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันประสานงานประสานประโยชน์กันให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตนแก่ผู้อื่นและแก่ประเทศชาติ

    ประการ 3 คือการที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตน สุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน

    ประการที่ 4 การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรงและมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิดจิตใจและการประพฤติปฎิบัติที่ลงรอยเดียวกัน ในทางที่ดีที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกายในใจคนไทย ก็มั่นใจว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ไปได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่นและถ่ายทอดความคิดจิตใจนี้กันต่อไป อย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงค์ยืนยงด้วยความร่มเย็นเป็นสุกทั้งปัจจุบันและภายหน้า

    ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลจงคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทยให้ปลอดพ้นจากภัยอันตรายทุกสิ่งและอำนวยความสุขความเจริญสวัสดีให้เกิดมีแต่ประชาชนชาวไทยทั่วกัน
    [​IMG]
    [​IMG]พสกนิกรเรือนแสนถวายพระพร

    ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าของวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 บริเวณโดยรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ลานพระบรมรูปทรงม้า และถนนใกล้เคียงวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เหตุลานพระบรมรูปทรงม้า คราคร่ำไปด้วยคลื่นมหาชนนับแสนชีวิตที่พากันมาจากทุกสารทิศ ภาพวัยรุ่นหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ อุ้มลูกจูงหลาน ทุกคนพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง คนเหล่านี้ต่างมีจุดประสงค์หนึ่งเดียวกันคือ.....

    "เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายความจงรักภักดี และชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

    วันที่ 9 มิถุนายน 2549 นับเป็น "มหามงคลสมัยพิเศษยิ่ง" รัฐบาลได้กำหนดให้จัดงาน "พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี" เนื่องในศุภวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 60 ปี มีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ

    แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าขณะนี้ได้เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นตามลำดับ ร้อนมากขึ้น และร้อนมากขึ้น ราวจะแข่งกับคลื่นมหาชนที่ทยอยเข้ามายังลานพระบรมรูปทรงม้าอย่างไม่ขาดสายที่ขณะนี้แทบไม่มีที่ว่างให้เดินไปทางใด

    ความร้อนกายภายนอกมิอาจสู้ความเย็นภายในใจที่เต็มเปี่ยมไปความภักดีอันบริสุทธิ์ คลื่นมหาชนที่มารอชมพระบารมีมิได้ถอยหนีไปไหน บ้างหากระดาษมาปูนั่งบนพื้นถนน บ้างหลบความร้อนใต้เงาร่มไม้ บ้างยืนตากแดดเพราะไม่มีที่หลบ บ้างจับกลุ่มสนทนาถึงเรื่องพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อพสกนิกร

    "ดีใจที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานขอเทิดทูนเป็นมิ่งขวัญ"เป็นเสียงเอ่ยของหนุ่มใหญ่วัย 38 ปี ขาพิการ 2 ข้างนาม "จักรี วงศ์บุญ" อาจารย์โรงเรียนอาชีวศึกษามหาไถ่ พัทยา ซึ่ง เป็นโรงเรียน สำหรับคนพิการทางร่างกาย

    อาจารย์จักรีบอกว่า วันนี้พานักเรียนซึ่งทุกคนมีความพิการมาชื่นชมพระบารมีกว่า 90 คนออกจากพัทยาตี 5 ถึงถนนราชดำเนินนอกตอน 07.00 น. และขอให้พระองค์อยู่คู่ประเทศไทยให้ยาวนานขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนานเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ของพสกนิกรไปตราบนานเท่านาน

    "ที่ผ่านมา พระองค์ท่านเหนื่อยมามากแล้ว ไม่อยากให้พระองค์มีเรื่องวุ่นวายพระราชหฤทัย ประเทศไทยหากไม่มีในหลวงคงแย่ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตพระองค์ท่านจะชี้ทางออกให้เสมอ สำหรับคนพิการอย่างผมตั้งใจจะประกอบอาชีพที่สุจริตและทำตัวเป็นพลเมืองที่ดีเพื่อถวายแก่พระองค์ท่าน"

    เช่นเดียวกับ "วีซีด สายนุ้ย" วัย 20 ปี เด็กหนุ่มแขนซ้ายพิการ จากโรงเรียนอาชีวศึกษามหาไถ่ บอกว่า "ภูมิใจที่ประเทศไทยมีในหลวง ไม่มีประเทศใดในโลกแล้วที่จะมีพระบารมีได้เหมือนประเทศไทย ผมภูมิใจมากครับที่ได้เกิดเป็นคนไทยขอถวายพระพร ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน วันนี้แม้เข้าไปไม่ถึงลานพระบรมรูปทรงม้าแต่ก็ดีใจที่ได้มา"

    ความรู้สึกของเด็กหนุ่มแขนซ้ายพิการรายนี้มิได้แตกต่างจากความรู้สึกประชาชนเรือนแสนที่เข้าไปไม่ถึงลานพระบรมรูปทรงม้า ทุกคนต่างจับจ้องจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ 8 จอ ที่กระจายในพื้นที่ 8 จุด เพื่อชื่นชมพระบารมี

    ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจตรารักษาความปลอดภัยในจุดต่างๆ เต็นท์พยาบาลเต็มไปด้วยผู้เป็นลมแดดเป็นระยะๆ ขณะที่ห้องน้ำในทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 ฝั่งถนนราชดำเนินมีประชาชนมาใช้บริการต่อคิวยาวเหยียดจนเต็ม

    อีกมุมหนึ่งบนถนนราชดำเนิน "ธนภัทร มีสา"ดีเจหนุ่มวัย 29 ปี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ได้บอกว่านับเป็นครั้งแรกที่มาชื่นชมพระบารมีเพราะที่ผ่านมาได้เห็นพระองค์ท่านแต่ในโทรทัศน์

    ดีเจหนุ่ม บอกให้ฟังว่า "ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้เรื่องทุกข์ร้อนของพระองค์มลายหายไปโดยไวคนไทยโชคดีที่สุดในโลก ถึงแม้จะยากจนปานใดก็โชคดีที่สุดในโลก ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย รักชาติไทย รักในหลวงของไทย พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาเมตตาประชาชน เป็นบุญของปวงชนชาวไทยขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน"

    อีกมุมหนึ่งหน้ากระทรวงศึกษาธิการ นางธนิต สว่างศรี อายุ 47 ปี ชาวกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่เดินทางมาชื่นชมพระบารมีตั้งแต่ตี 5 บอกว่าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อพสกนิกรของพระองค์ พระองค์ท่านรักพสกนิกรด้วยความรักอย่างจริงใจ ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายในขณะที่ทรงงาน คงไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกนี้ที่จะทุ่มเทและทรงงานเพื่อประชาชนของพระองค์ได้เท่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้

    ทุกครั้งที่ได้ดูข่าวพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่เสด็จทรงงานไปทุกๆ แห่งของพื้นแผ่นดินไทยพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าและพระบรมวงศานุวงศ์ จะรู้สึกกับตัวเองว่าเป็นบุญของตัวเราที่ได้เกิดมาบนพื้นแผ่นดินไทย เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงรักห่วงใยประชาชนขนาดนี้ เราในฐานะประชาชนอย่าทำอะไรที่จะทำให้เสียพระทัยเลย

    ปิดท้ายที่ ด.ญ.กมลเกสร รวบทองศรี หรือ "น้องจ๋อมแจ๋ม" หนูน้อยอายุ 9 ขวบ ที่วันนี้เกือบหาเสื้อสีเหลืองมาใส่ไม่ได้และยอมตากแดดมากับคุณย่าบอกว่า "รักในหลวงมากขอให้พระองค์อยู่คู่ประเทศไทยให้ยาวนานขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน"

    ครั้นเมื่อถึงเวลาที่คลื่นมหาชนรอคอย ภายหลังพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหา กษัตริยาธิราชเจ้า ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ และตำรวจถวายความเคารพ และยิงสลุตเฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด พระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรเจริญชัยมงคลคาถา ประกอบพิธีกรรมของศาสนาอื่นๆ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ถวายพระชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ หลังจากนั้นนายรัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล

    จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคมมีพระราชดำรัสตอบผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กระทั่งเสร็จสิ้นพิธีการคลื่นมหาชนพร้อมใจกันโบกธงสีเหลืองพร้อมเปล่งเสียงตะโกนกึกก้อง "ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ" นานนับสิบนาทีราวกับแผ่นดินแห่งนี้จะสั่นสะเทือน

    น้ำตาแห่งความปีติค่อยๆ เอ่อล้นออกมาไหลอาบสองแก้ม ความรู้สึกจากเบื้องลึกถูกกลั่นออกมาจากหัวใจด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกาย เพื่อแผ่นดินไทยมานานแสนนาน...นานแสนนานที่ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เป็นประโยชน์แก่พสกนิกรอย่างแท้จริง แม้หนทางนั้นจะลำบาก ทุรกันดาร หรือมีภัยตราย พระองค์ก็มิทรงย่อท้อ เสียงเปล่งตะโกน "ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน" ยังคงกึกก้อง.....นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ซาบซึ้งตรึงใจเป็นที่สุด
     
  2. ไอ้ใบ้

    ไอ้ใบ้ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 เมษายน 2005
    โพสต์:
    2,256
    ค่าพลัง:
    +7,245
    (verygood)
     
  3. ไอ้ใบ้

    ไอ้ใบ้ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 เมษายน 2005
    โพสต์:
    2,256
    ค่าพลัง:
    +7,245
    ๖๐ ปีแห่งอานิสงส์บารมีธรรม

    โดย
    เปลวสีเงิน ไทยโพสต์


    [​IMG]"พระเจ้าอยู่หัว" พระองค์นี้ของเรา ก็คือเทพ

    ผู้จะขึ้นสู่ภาวะแห่งเทพนั้น ขึ้นมาด้วยการบำเพ็ญ ตบะ-บารมี อันบ่มด้วยความเพียรสม่ำเสมอ-เพียบพร้อมในศีลในธรรมสูงยิ่งระดับหนึ่ง

    "ระดับหนึ่ง" นั้น ก็นับว่าสูงที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย "น้อยนัก" จะเพียรพยายามจนบังเกิดอานิสงส์ส่งเสริมเข้าสู่ภาวะแห่งเทพ

    ฉะนั้น...

    กราบเถอะ

    ไหว้เถอะ

    บูชาเถอะ

    กราบ-ไหว้-บูชา พระเจ้าแผ่นดิน "เทพในมวลหมู่มนุษย์" ด้วยใจมั่น ใจบริสุทธิ์ ใจศรัทธา อันเปลื้องสิ้นแล้วซึ่งมลทินคือความเคลือบแคลงสงสัย ขัดข้อง-ขุ่นเคืองใดๆ ทั้งมวล

    ความเป็นสิริมงคล ย่อมเป็นอานิสงส์ประเสริฐสู่ผู้นั้น

    ทำไมผมจึงว่า "ความเป็นสิริมงคล" จึงเกิดขึ้นได้กับผู้กราบ-ไหว้บูชาพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ของเรา?

    งานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ตรงนี้เป็นคำตอบง่ายๆ อย่างหนึ่งได้ว่า สังคมโลกนี้มี "พระมหากษัตริย์" ในหลายต่อหลายประเทศสืบเนื่องกันมา

    การที่มนุษย์คนหนึ่งได้รับยกย่องให้เป็น ๑ ในมวลหมู่มนุษย์ ณ ชาตินั้นๆ นั่นก็ยากยิ่งอยู่แล้ว

    แต่ ๑ คือพระมหากษัตริย์ที่เป็นได้ยากยิ่ง นั้น

    ยังไม่เคยมีให้ปรากฏแม้สัก ๑ ในโลกนี้เลยว่า พระมหากษัตริย์พระองค์ใดจะทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานต่อเนื่องได้ถึง ๖๐ ปี!?

    ก็มี "องค์พระภูมิพลอดุลยเดชฯ" พระเจ้าแผ่นดินของไทยเรา พระองค์เดียวนี้ ณ วาระนี้แหละ!

    นี่คืออะไร?

    นี่คือ อานิสงส์แห่งการสั่งสมด้วยบำเพ็ญ "ศีล-ธรรม" บนความพากเพียรอันยิ่งยวด จนเกิดเป็นตบะบารมี..

    ศีล-ธรรม ที่ปฏิบัติด้วยความเพียรอันยิ่งยวด นี้คืออะไร..?

    ก็คือ "ทศพิธราชธรรม" เป็นอาทิ!

    "การเพียรทำความดีเป็นคุณธรรมของมนุษย์ การช่วยเหลือคนทำดีเป็นคุณธรรมของสวรรค์" ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต ท่านเคยกล่าวเช่นนั้น

    ก็ด้วยความพากเพียรอันครัดเคร่งในทศพิธราชธรรมของพระองค์ดังประจักษ์แล้วตลอด ๖๐ ปีนั่นแล ก่อเกิดเป็นตบะบารมีให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเข้าสู่ภาวะ

    "องค์สมมุติเทพ" ที่เหนือเทพทั่วไปด้วย..ชั้นภูมิแห่งธรรม!

    นั่นคือ ๖๐ ปี มิใช่เพราะพระองค์ทรงเจริญพระชนมายุเท่านั้น

    หากแต่ "ชั้นภูมิแห่งธรรม" ที่พระองค์ทรงพากเพียรนั้น ไม่ปรากฏว่าจะมีชั้นกษัตริย์พระองค์ใด "เคี่ยวกรำ" ในพากเพียรให้เทียมถึงพระองค์ได้

    เหตุเยี่ยงนั้นตะหาก... "๖๐ ปี" บนความงอกงามไพศาลใต้ร่มเงามหาเศวตฉัตร จึงคือพลานุภาพแห่งอานิสงส์จากทศพิธราชธรรม เป็นอาทิ สร้างประวัติศาสตร์ให้ปรากฏ.. มีเพียง ๑ พระมหากษัตริย์ของโลก!
    [​IMG]
    เยี่ยงนี้..สิริมงคลจะไม่บังเกิดกับผู้กราบไหว้-บูชาองค์พระมหากษัตริย์ผู้เหนือเทพทั่วไปด้วยชั้น "ภูมิแห่งธรรม" อันประจักษ์แล้วได้อย่างไร!

    ผู้จงรักด้วยภักดีไม่คลอนคลาย เปลื้องแล้วซึ่งความสงสัย และความมักใหญ่ใฝ่สูง

    มีแต่เจริญประการเดียว!

    ในทางกลับกัน ผู้กล่าวจงรักภักดี แต่จิตคลอนคลาย ซ่อนเงื่อนปมไว้ซึ่งความสงสัย และความมักใหญ่ใฝ่สูง

    อวัง สิโร ความเป็นผู้มีหัวลง เสื่อมถอย-ต่ำทรามประการเดียว!

    ประการใดเล่าคือ "ทศพิธราชธรรม" อันมีอานิสงส์ประเสริฐล้ำปานนั้น?

    สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร แสดงถวายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันจันทร์ที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ความว่า

    ทศพิธราชธรรม

    "...ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ

    อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโกธนํ

    อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม จิเต ปสฺสาหิ อตฺตนิ

    ตโต เต ชายเต ปิติ โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ"

    แสดงความเป็นไทยว่า ขอพระองค์ผู้เป็นบรมกษัตริยาธิราช จงทรงพระปรีชาสามารถพิจารณาเห็นราชธรรมที่เป็นกุศลส่วนชอบ ๑๐ ประการ ให้ดำรงในพระราชสันดานเป็นนิตย์ ดังนี้
    ทานํ การให้ ๑
    สีลํ การตั้งสังวรรักษากายวาจาให้สะอาดปราศจากโทษ ๑
    ปริจฺจาคํ การบริจาคสละ ๑
    อาชฺชวํ ความซื่อตรง ๑
    มทฺทวํ ความอ่อนโยน ๑
    ตปํ การกำจัดความเกียจคร้านและความชั่ว ๑
    อกฺโกธํ การไม่โกรธ ๑
    อวิหึสญฺจ การไม่เบียดเบียนผู้อื่นตลอดถึงสัตว์ให้ได้ทุกข์ยาก ๑
    ขนฺติญฺจ ความอดทนต่อสิ่งที่ควรอดทนเป็นเบื้องหน้า ๑
    อวิโกธนํ การปฏิบัติไม่ให้ผิดจากการที่ถูกที่ตรง และดำรงอาการคงที่ไม่ให้วิการด้วยอำนาจยินดียินร้าย ๑
    บรรจบเป็นกุศลส่วนชอบ ๑๐ ประการ...

    ทศพิธราชธรรมนี้ เมื่อพิจารณาด้วยดีจักเห็นได้ว่า มิใช่เป็นธรรมเฉพาะท่านผู้ปกครองประชาชนชั้นสูงสุดเท่านั้น แต่เป็นธรรมสำหรับผู้ปกครองทั่วไป ตั้งแต่ส่วนใหญ่ เช่น ประมุขของประเทศชาติ และรัฐบาล ตลอดถึงส่วนน้อย เช่น หัวหน้าครอบครัว ทั้งเป็นธรรมสำหรับผู้อยู่ในปกครองด้วย เพราะการปกครองจักดำเนินไปได้เรียบร้อยดี ผู้อยู่ในปกครองก็จำต้องประพฤติธรรมนี้ด้วยตามฐานะ เพราะฉะนั้น ราชธรรมนี้จึงเป็นธรรมสำหรับคนที่อยู่ด้วยกันเป็นหมู่เหล่า ตั้งแต่ครอบครัวหนึ่งจนถึงประเทศชาติ หรือทั้งหมด พึงประพฤติต่อกันเพื่ออยู่ด้วยกันเป็นสุขสงบ และมีความเจริญ..."

    รักในหลวง เทิดทูนในหลวง เป็นสิ่งดี..รักในหลวง เทิดทูนในหลวง แต่ไม่น้อมนำธรรม และกระแสพระราชดำรัสมาเป็น "ธงนำ" ในการดำรงแห่งความเป็นพสกนิกร และประชาชนของชาติ..ไม่เป็นสิ่งดี.

    [​IMG]พระผู้ถึงพร้อมวิชชาและจรณะ

    "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม" พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ชนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจเพียงคำกล่าวขานแต่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงเคร่งครัด และสมบูรณ์ด้วย "ทศพิธราชธรรม"

    ก็ใช่แล้ว แต่ไม่เพียงธรรมในหมวด "ทศพิธราชธรรม" เท่านั้น จากพระราชจริยาวัตรอันก่อเกิดเป็นพระมหาบารมีจวบจนโลกนี้มีพระองค์เพียง ๑ ที่ทรงครองสิริราชสมบัติได้ยาวนานมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป นับจากวันนี้ นั่นมิใช่ด้วยเพราะพระองค์ทรงเจริญด้วยพระชนมายุประการเดียว แต่ประการสำคัญคือ พระองค์ทรงเจริญด้วยการปฏิบัติธรรมเข้าสู่ภาวะอีกชั้นหนึ่งแล้ว

    เรามักได้ยิน หรือบางคนเคยสวดภาวนาอยู่บ่อยๆ ด้วยซ้ำในบท..อิติปิโสภะคะวา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณะสัมปันโน โลกะวิทู...

    ก็มักสวดกันไปตามบท แต่หาเข้าใจความไม่ อันคำว่า วิชชาจรณะสัมปันโน นั้น สำคัญนัก!

    วิชชา ๘ และจรณะ ๑๕ อันรวมเรียกว่า "วิชชาจรณะ" นั้น เป็นธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญดีแล้วโดยมิต้องสงสัย มิเช่นนั้น พระบารมี พระบุญญาธิการ จะไม่แผ่ไพศาล "มั่นคง" จนมิสามารถประมาณได้ ดังเป็นอยู่ขณะนี้

    "วิชชา" หมายถึง ความรู้ ความแจ่มแจ้ง เป็นผลของการที่ได้ศึกษาและฝึกเพียร ประพฤติ ปฏิบัติ ตามขั้นตอน

    "จรณะ" หมายถึง แนวทางปฏิบัติ

    "วิชชาและจรณะ" นี้ ผู้ช่วย ศ.สมศรี ปทุมสูตร ผู้ช่วย ศ.ประยงค์ วิริยะวิทย์ และรอง ศ.อาภรณ์ พุกกะมาน จากจุฬาฯ ทำงานวิจัยไว้ว่า

    "การถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ หมายถึง การปฏิบัติจนเกิดผล รู้ชัดในผลที่เกิดกับตน และรู้ชัดในแนวทางที่ปฏิบัติจนเกิดผลนั้น ตรงกับภาษาที่พูดกันแพร่หลายว่า รู้มรรครู้ผล เกิดมรรคเกิดผล ได้มรรคได้ผล

    ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ ในพุทธศาสนา จึงเป็น ผู้ปฏิบัติขัดเกลาตนด้วยการลดละ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ความติดยึดต่างๆ ทั้งทางกาย วาจา และใจ จนสะอาด สิ้นเกลี้ยง เกิดผล คือ พ้นทุกข์ โดยรู้ชัดว่า จนพ้นทุกข์นั้นๆ แล้ว และรู้ชัดด้วยว่า ทำอย่างไรจึงได้พ้นทุกข์นั้นๆ

    วิชชา ๘ ก็คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ

    ส่วน จรณะ ๑๕ ก็ประกอบด้วยหัวข้อธรรมหมวดใหญ่ ๔ หมวด คือ ศีล ๑ อปัณณกธรรม ๓ สัทธรรม ๗ และฌาน ๔

    ครับ..ก็บอกแต่หัวข้อหลักๆ เท่านั้นนะครับ เพราะเนื้อที่จำกัด อีกอย่าง เรื่องธรรมะนั้น ไม่ใช่เรี่องรู้จากการอธิบาย แต่ควรต้องรู้จากการปฏิบัติ สิ่งที่ผมจะบอกคือ ผู้ใดถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ผู้นั้น ทะลุอนาคต ทะลุใจคน และทะลุนั้น คือ "รู้ทะลุ" นั่นเอง.
    [​IMG]"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

    ตลอด 60 ปีในสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงให้เห็นด้วยพระองค์เอง ในการทรงงานอย่างหนัก ทรงดำเนินวิถีชีวิตอันเรียบง่ายเช่นเดียวกับพสกนิกร ทั้งทรงเป็นแบบอย่างอันงดงามในพระราชจริยวัตร ในวิธีปฏิบัติแบบไทย ขณะเดียวกันก็ทรงเรียนรู้โลกอย่างกว้างขวางในแทบทุกสาขาความรู้ อันจะยังประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎรในพระองค์ได้ ด้วยวัตรในพรหมวิหารธรรม และทศพิธราชธรรม เป็นพระราชกรณียกิจในปริมาณที่มากด้วยคุณภาพจากเนื้อหาอันมหาศาล จนคิดกันว่า มีแต่สมมุติเทพเช่นพระองค์เท่านั้นที่ทรงงานได้ด้วยพระอัจฉริยภาพอันยังผลเอกอุ

    ถ้าเพียงแต่พสกนิกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการการเมืองและพลเรือน รวมถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า ดำเนินตามรอยพระยุคลบาท ทั้งการทำงานหนักอย่างมุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก นอกเหนือการระมัดระวังดูแลชีวิตครอบครัว และอยู่กินอย่างพอดีไม่มีส่วนเกินจนสามารถฟุ่มเฟือยทิ้งขว้าง ทำให้เกิดความแตกต่างเป็นช่องว่างระหว่างคนมากเข้าทุกที ถ้าเพียงแต่เราทุกคนน้อมรับพระราชวิถีอันสันโดษ สมถะ เพียงพอในทุกสิ่ง นอกจากบ้านเมืองจะผ่อนเบาปัญหาไปได้อย่างมาก ผู้คนในบ้านเมืองก็ยังจะสามารถคงความเป็นเมืองยิ้มอันเอื้อเฟื้ออ่อนโยน อย่างที่เคยเป็นมา ที่หาได้ยากในทุกวันนี้แล้วก็เป็นได้
     

แชร์หน้านี้

Loading...