ในหลักปริยัติธรรมนี่ จิตของเราถือว่าเป็นของเราไหมครับ ?

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย วิญญาณนิพพาน, 14 สิงหาคม 2010.

  1. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    24,213
    กระทู้เรื่องเด่น:
    53
    ค่าพลัง:
    +21,727
    สวัสดีครับทุกคน ผมมีคําถามหนึ่งอยากจะถามครับ คือตามหลักปริยัติธรรมนั้น ร่างกายของเราไม่ใช่ของเรา เรามีเเค่ดวงจิตเท่านั้น ผมจึงอยากทราบว่า ตกลงเเล้ว จริงๆเเล้วนี่ จิตของเราหรือวิญญาณนี่ถือว่าเป็นของเราไหมครับ ? เเนะนําด้วยครับ ท่านผู้รู้ทุกคน อนุโมทนาครับ
     
  2. เด็กอนุบาล

    เด็กอนุบาล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    689
    ค่าพลัง:
    +4,156
    เพื่อความแจ่มแจ้ง แนะนำให้ฟังธรรมท่านจิตโตตามลิ้งค์ด้านล่างนะครับ
    เรื่อง "เราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย มีแต่ 'จิต' ที่เป็นสมบัติของเรา"
    เราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย มีแต่ 'จิต' ที่เป็นสมบัติของเรา - Buddhism Audio
     
  3. khomeraya

    khomeraya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,833
    ค่าพลัง:
    +21,369
    ปริยัติอะไรนี่ ผมก็ไม่ได้ไปศึกษาเป็นชิ้นเป็นอันนะครับ แต่ตามความเข้าใจของผมก็คือ

    ร่างกายของคนเรา ประกอบด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง 4 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เมื่อเราเกิดมา ทันทีที่เราเติบโต ร่างกายก็เริ่มนับถอยหลัง ก็เสื่อมถอยไปตามกาลเวลาทีละเล็กทีละน้อย

    ถ้าร่างกายเป็นของเที่ยง เมื่อเกิดขึ้น และเจริญเติบโต ก็ต้องเติบโต ไม่มีวันเสื่อมถอยอยู่ตลอดไป แต่นี่ไม่ใช่ สุดท้ายเมื่อร่างกายเสื่อมจนถึงขีดสุด จิตก็ละสังขาร เป็นการคืนธาตุทั้ง 4 กลับคืนสู่ธรรมชาติ พระท่านถึงสอนว่า ร่างกายเป็นของไม่เที่ยง เรายืมเค้ามา (ธาตุทั้ง 4) สุดท้ายเราก็ต้องคืนเค้าไป

    แต่จิตนี่ยังติดตัวไปกับเราทุกภพทุกชาติ กายเราแตกสลาย แต่จิตของเราไม่แตกสลายตามไปด้วย จิตก็ยังเป็นจิตตัวเดิม ที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่ เป็นแต่จะหากายใหม่มาสิงสถิตย์ถ้าต้องมาเกิดในโลกอีก กายใหม่อาจจะเป็นหมู หมา กา ไก่ ก็ได้....

    สรุปง่ายๆก็คือ ตายแล้ว ร่างกายก็กลายเป็นเถ้าธุลี เหลือแต่จิตเท่านั้น ที่จะไปเสวยทุกข์หรือสุขในภพหน้า....
     
  4. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่เป็นของเรา เราไม่มีในขันธ์๕ ขันธ์๕ไม่มีในเรา
    เราพิจารณาแล้วว่า ทั่วจักวาลนี้และจักวาลอื่นทั้งสิ้น ล้วนเป็นขันธ์๕ อย่าว่าแต่เพียงจิตที่อยู่ในตัวเราเลย ที่จะต้องสงสัยว่า จิต ไม่ใช่ขันธ์๕
     
  5. เขตปกครอง230

    เขตปกครอง230 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    463
    ค่าพลัง:
    +324
    ร่างกายและจิตใจล้วนเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ เมื่อโศกเศร้าเสียใจบังคับมันให้มีความสุขได้หรือปล่าว(อ้างอิง คิริมานนทสูตร) ถ้าถือว่าเป็นตัวตนของเราแล้วอาจหลงเข้านิพพานพรหมได้ จิตเจตสิกนั้นมีไว้เพื่อให้รู้ว่าบุญหรือบาปเท่านั้น
     
  6. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
     
  7. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,651
    อ่าว.....เรียนอภิธรรมไม่ใช่เหรอเรา......

    ในพระอภิธรรม.....บอกว่าจิตเป็นอย่างไร.....
     
  8. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    ปัญหา "นิพพานอยู่ฝากตาย"

    นักปฏิบัติธรรม ที่ศึกษาปริยัติควบคู่ไปด้วย เมื่อถึงจุดหนึ่ง จะเกิด ความทนไม่ได้

    ความทนไม่ได้นี้ เกิดจากการ ชักจะเล็งเห็นแล้วว่า โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเรา

    คือ ทัศนะ หรือ จินตมัยปัญญามันแล่นไปข้างหน้า คะเนได้ถึง สภาวะพ้นโลก
    สภาวะสิ้นกิเลส แบบที่อริยะเขารู้กัน แต่ด้วยที่เราไปด้วยจินตมัยปัญญา มันจึง
    มีอีกขาแหย่อยู่ในโลก ขามันเลยถ่าง เกิดความเสียว เกิดความสะดุ้ง เกิดความ
    ลังเลสงสัยการปฏบัติ เกิดความลังเลสงสัยมรรคผล

    และมักสรุปลงเป็นการอุทานว่า "เอ...หากกายไม่ใช่เรา และจิตมันจะเป็นเราไหม
    หากจิตไม่ใช่เรา แล้วเราจะเหลืออะไร" ขึ้นมา

    คำถามแบบนี้ หากเป็นสายพระที่มุ่งเน้นปฏิบัติ ไม่ศึกษาปริยัติ ก็จะเห็นจิตความกลัว
    ตายในใจของลูกศิษย์ จึงต้อง ออกอุบายไปก่อนว่า "จิตไม่ตาย จิตไม่เกิดไม่ดับ"
    เพื่อที่ว่าลูกศิษย์จะได้มุมานะปฏิบัติแลกนิพพานแบบอยู่ฝากตาย แล้วก็บริกรรมลูก
    เดียวต่อไป

    แต่ถ้าคำถามแบบนี้ หากไปคุบกับสายที่ศึกษาปริยัติครบถ้วนบริบูรณ์ด้วยสัทธรรม
    ของพระพุทธองค์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องออกอุบายอะไร แล้วจะพูดย้ำว่า "จิตนั้นเกิด
    ดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา" แล้วถ้าศิษย์คนนั้นประพฤติปฏิบัติพอสมควร
    แล้วก็ง่ายที่จะชี้ว่า ผลการปฏิบัติมันไปตกกับคนอื่นหรือไง พูดแค่นี้ ก็ไม่กลัวว่าจะ
    สูญแล้ว แถมยังเห็นสุญญตาได้ถูกนัยขึ้นไปอีก หากสุญญตาไม่เห็น อย่างน้อยก็จะ
    เข้าใจการใช้กรรมฐาน "มรณะสติ" ว่าทำไมมีอานิสงค์ยิ่ง

    แต่ทั้งสองวิธีดังกล่าว จะเป็นการสอนแบบให้ศิษย์ยังเกิด อุปทาน ยึดมั่น บางอย่าง
    อยู่ คือ อย่างน้อยจะทำให้เกิดความยึดมั่นใน กรรมฐาน ซึ่งก็ยังต้องสงสัยอยู่ดี
    เพราะการปฏบัติยังอยู่บนทาง ไม่อาจระงับได้ พอจวนเจียนๆก็จะสงสัยขึ้นมาอีก

    สำหรับคำสอนของพระพุทธองค์ มีพระสูตรหนึ่ง ที่ตรัสเอาไว้ คือ หากกำลังจะเล็ง
    เห็นว่า จิตเป็นตน ให้ยึดเห็นกายเป็นตนเสียยังดีกว่า กล่าวคือ หากคุณกำลังจะยึด
    อะไรสักอย่างหนึ่งว่าเป็นตน แทนที่จะไปยึดจิต(ที่เกิดดับ ตลอดคืน และวัน) พระพุทธ
    องค์ตรัสให้ยึดกายเป็นตนไปเลย เพราะกายนั้นจะแสดงไตรลักษณ์ให้เห็นได้ง่ายกว่าจิต
    ที่คุณกำลังไปสงสัย(กำลังถูกหน่งเหนี่ยวด้วยความยึดมั่นถือมั่นในจิต)

    จะเห็นว่าคำสอนของพระศาสดา ไม่มีการปลอบประโลม จนต้องกล่าวอุบายขัดธรรมะ
    ของพระองค์เองเรื่องจิตเกิดดับ แต่หนุนให้จับยึดในส่วนที่จะทำให้เห็นผลได้ง่ายไปเลย
    และคำสอนก็ยังแสดงได้สอดคล้องเหมือนเดิม คงไว้ได้ทั้งหมด ไม่ต้องกล่าวกลบธรรม
    ในส่วนใดๆ


    * * * *

    ทีนี้ ท่าน จขกท ก็เลือกเอาสักอย่างหนึ่ง

    หากเลือกเป็นนัปฏบัติ ปลิโพธิ ก็ท่องไว้ว่า จิตไม่เกิดไม่ดับ แล้ว ลุยโลด

    หากเลือกเป็นสาวกที่เลือกจะจดจำ พุทธวัจนะ ไว้สอนเบื้องหน้าโน้น ก็ต้อง
    จดจำไว้ตามนั้นว่า จิตมีเกิดมีดับตลอดวัน และคืน แล้วรู้ทันอาการสงสัยเสีย
    หรือ เจริญมรณะสติกรรมฐานเสีย

    หากไม่เลือกทางแบบสาวกทั้งสองทาง แต่เลือกจะเชื่อคำสอนของพระพุทธ
    องค์เป็นหลัก คุณกลับมาพิจารณากายเอาไว้ให้มากๆ ไปเลย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 สิงหาคม 2010
  9. titapoonyo

    titapoonyo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    1,133
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +12,771
    คำสอนหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง

    เรา คือ จิตที่สิงในกายหรือที่เรียกว่า อทิสมานกาย เราจริง ๆ คือ จิต
    ร่างกาย (หลวงพ่อหมายถึง ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่านไม่ชอบเรียกขันธ์ 5 แต่จะชอบเรียกว่า ร่างกาย ให้เข้าใจตรงกันว่าคือ ขันธ์ 5 ครับ) เป็นแต่เพียงเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว เมื่อเรานึกถึงอารมณ์ของจิต คำว่า เราคือจิต เราไม่เคยคิดเลยว่าต้องการให้ร่างกายของเราแก่ ไม่ต้องการให้หิว ไม่ต้องการให้ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ต้องการให้ป่วยไข้ไม่สบาย ไม่ต้องการให้มีทุกข์อย่างอื่น ไม่ต้องการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ไม่ต้องการตายในที่สุด แล้วร่างกายมันตามใจเราไหม เราคือจิต ร่างกายมันเป็นร่างที่อาศัย อารมณ์ที่เราต้องการแบบนี้ มีความปรารถนาเหมือนกันหมดทุกคน แล้วก็ร่างกาย มันตามใจเราไหม ลองนึกดู เวลานี้ เราอายุเท่าไรแล้ว ถ้าร่างกายมันเป็นของเราจริง เราพอใจอยู่แค่ไหน ถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาวร่างกายสมบูรณ์บริบูรณ์
    ก็เพราะว่าเราไม่อยากจะไม่แก่แล้วมันเชื่อไหมล่ะ อยากจะกินอาหารอย่างไหนที่ว่ามันดีที่สุดที่มันมีประโยชน์แก่ร่างกายที่สุด ร่างกายจะได้ไม่ทรุดโทรม แต่กินเข้าไปเท่าไรก็โทรม ก็แก่ ยาขนานไหนดีที่สุดกินแล้วไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย กินเข้าไปเถอะ ไม่ช้ามันก็ตาย มันก็แก่ นี่เป็นอันว่าเราห้ามร่างกายไม่ได้ ในเมื่อร่างกายเราห้ามมันไม่ได้แล้ว เราก็ต้องรู้ว่าร่างกายความจริงมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราคือจิต ที่เรียกว่า อทิสมานกาย ที่เข้ามาอาศัยร่างกายเป็นเรือนร่างที่อาศัย อันนี้ ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็ไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราจะปรนเปรอบังคับบัญชามันอย่างไรก็ตาม มันจะไม่ยอมปฏิบัติตามด้วยประการทั้งปวง ถึงเวลาที่มันจะแก่ มันก็ต้องแก่ ถึงเวลาที่มันจะป่วย ก็ต้องป่วย ถึงเวลาเวทนาต่าง ๆ เวทนาจะเกิดขึ้นมันก็เกิด ถึงเวลามันจะตาย จ้างมันเท่าไรมันก็ไม่เอา แต่พอตายแล้ว ไปสวรรค์บ้าง ไปนรกบ้าง ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานบ้าง ไปเป็นพรหมบ้าง ไปนิพพานกันบ้าง ไอ้ที่ไปจริง ๆ ร่างกายมันไปด้วยรึเปล่า มันก็เปล่า ร่างกายเน่าทับถมพื้นแผ่นดินอยู่ บางทีเขาก็เผา บางรายไม่ได้เผาก็เละกระจาย เป็นกรวดเป็นดิน อันนี้ร่างกายมันไม่ได้ไป ผู้ที่ตกนรก ไปสู่สวรรค์ มันเป็นใคร นั่นแหล่ะ คือ เราที่เรียกกันว่า อทิสมานกาย หรือจิตที่สิงในกาย นี่มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ทันทีถ้าไม่โง่เกินไป หรือว่าไม่ฉลาดเกินพอดีก็จะเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ในเมื่อมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ จะไปนั่งเมาเพื่อประโยชน์อะไร ต้องการมันหรือ เกิดมาชาตินี้ความทุกข์ถมเต็มกำลังอยู่แล้ว เกิดในชาติต่อ ๆ ไปมันก็เป็นรูปนี้ ไม่ว่าชาติไหน แต่เกิดเป็นคนมันก็ยังดี แต่ถ้าเป็นคนเลวลงนรกไป มันก็นานนักถึงจะกลับมา นี่พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นว่าร่างกาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราก็จงวางภาระเสีย ทำใจให้สบายว่าร่างกายนี้เกิดขึ้นมาในเบื้องต้น แล้วมีความเสื่อมโทรมไปในท่ามกลาง มีการแตกสลายไปในที่สุด เป็นของธรรมดา เอาใจเข้าไปรับตัวธรรมดาเข้าไว้
    ตนของตนเองก็ยังไม่มี ทรัพย์หรือบุตรจะมีแต่ไหน
    "เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระคือร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ปรากฏจงดีใจว่า วาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว" คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชินจะเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายดี แล้วก็จะเข้านิพพานได้ทัน

    ที่มา
    http://www.wattiabsilaram.net/upload/showthread.php?t=50

     
  10. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    คำสอนหลวงพ่อฤาษีฯ ใช่ว่าจะสอนเพียงเท่านี้ คุณจะเอาคำสอนนี้คำสอนเดียวมาตัดสินไม่ได้ว่า หลวงพ่อยืนยันว่า
    อทิสมานกายคือจิต ที่แยกออกจาก ขันธ์๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หลวงพ่อสอนหลายระดับเป็นขั้นๆไป

    คราวนี้มาลองฟังความคิดเห็นของเราอีกมุมมองหนึ่ง
    มนุษย์ มี ธาตุสี่เป็นรูป ตามด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    เทวดา มี กายทิพย์เป็นรูป ตามด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    สัตว์นรก มี อทิสมานกายเป็นสัตว์นรก ตามด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    ถ้าอทิสมานกาย(จิต)ออกจากขันธ์๕ จิตนั้นก็น่าจะบริสุทธิ์เหมือนกันหมดทุกคน
    แต่ความจริงแล้ว เวลาอทิสมานกายที่ออกไปแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อันนี้สัณนิฐานได้ว่า
    อทิสมานกายเกิดจากการปรุงแต่งของสังขาร บางคนอทิสมานกายจึงประณีตเป็นเทวดา พรหม
    บางคนอทิสมานกายจึงหยาบเป็นสัตว์นรก จึงส่งผลให้อทิสมานกายของแต่ละบุคคลไปเกิดต่างที่กัน
    เมื่อคนเราตายลงก็คงทิ้งร่างกาย(ธาตุสี่)ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จะไปอยู่ใน
    อทิสมานกายใหม่ที่สังขารคิดดีหรือคิดชั่ว เป็นรูปในนาม ที่ประกอบด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    อทิสมานกาย(จิต)ที่อยู่ในคนที่ยังมีชีวิตก็ยังมีสภาพหยาบและประณีตต่างกัน ตามคุณภาพของจิต
     
  11. ธัมมนัตา

    ธัมมนัตา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,514
    ค่าพลัง:
    +9,773
    ตามพุทธวัจน : นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

    เน ตํ มม เนโส หมสฺมิ น เม โสอัตตา

    สรุปแล้วไม่มีอะไร ที่เป็นเรา ของเราก็จึงไม่มี สิ่งต่างๆ ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย
    อิมัสสมิง สติ อิทังโหติ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
    อิมัสสุป ปาทาอิทัง อุปปัชฌะติ เพราะความเกิดแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
    อิมัสสมิง อสติ อิทัง นะโหติ เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชะติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป เป็นสภาวะธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นคงอยู่ และดับไป รวมทั้งขันธ์ห้าด้วย จิต ใจ มโน วิญญาณ จึงไม่ใช่ของเราด้วยเหตุนี้
    เอวัง


     

แชร์หน้านี้

Loading...