ให้จำไว้ว่าไม่ว่ากายหรือจิตก็ไม่ใช่ของเรา

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย kengkenny, 7 กรกฎาคม 2009.

  1. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,253
    นั่นแหละ สมน้ำหน้า เวลาบอกให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ไม่ฟังธรรม
    เชื่อกิเลสในใจตนมากกว่า เชื่อธรรมในใจตน

    เชื่อธรรมในใจตน คือ ความดี สิ่งดี ปล่อยวาง เวลาใจมันมีกิเลสขึ้นมา ก็ต้องเชื่อธรรม คือ พระธรรมท่านจะบอกว่า วางสิ เราก็บอกว่ามันจะไปวางได้อย่างไร
    แต่ถ้าคนฉลาดเชื่อธรรม ก็จะหาวิธีวาง พยายามวาง

    เวลาเรามีเงินเหลือมาก พระธรรมท่านว่า ทำบุญสิ กิเลสก็ว่า ขี้เกียจ หรือ ทำไปไม่รู้ว่า เราจะได้บุญหรือไม่

    ถ้าเชื่อพระธรรม ก็เดินไปทำบุญ ไปบริจาคทานแบบไม่ต้องคิดอะไร

    ก็เหมือนกัน คนเรา สุขทุกข์ พระธรรมบอกแล้วว่าให้ทำอย่างไร แต่เราไม่ทำ เพราะเรามัวแต่เชื่อกิเลส กิเลสมันให้ผลอย่างเดียวคือทุกข์ เราก็เอาทุกข์มาตลอด

    แต่ พระธรรมให้ผล คือ ก่อร่างสร้างแต่สิ่งดีได้เป็นรูป เป็นร่าง เป็นความสุข เป็นประโยชน์
    แต่เราไม่ทำ เรามัวแต่เอาทุกข์ไว้ในใจตลอด โดยไม่เดินหน้า ทำอะไรสักอย่าง ตามพระธรรม


    สุดท้าย กิเลสมันฉลาดมาก มันบอกว่า ดูเฉยๆ นั่นแหละก็เข้าทางคนขี้เกียจ มันก็เลยดูเฉยๆ อีกสัก อสงไขย
     
  2. visutto

    visutto เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    3,544
    ค่าพลัง:
    +1,159
    อยู่ที่การกระทำแห่งเหตุ ถ้าเหตุนั้นสมควรแก่เหตุ
    ผลนั้นก็ย่อมเป็นไปตามสมควรแก่ผล...
    ด้วยการกระทำที่สมควรแก่เหตุนี้..จิตนี้จึงรวมเอง...

    ส่วนการที่เจตนาทำจิตให้รวม จึงต้องพิจารณาถึงการกระทำที่สมควรแก่เหตุรึไม่..
    มิใช่เจตนาที่มีเหตุแห่งตัณหาอุปาทานนำหน้า นั่นมิใช่การกระทำที่สมควรแก่เหตุ
    แต่เป็นการกระทำที่มุ่งหวังผล จึงเป็นตัณหาทะยานอยาก
    มิใช่มรรคที่เป็นการกระทำที่มุ่งสร้างเหตุแห่งการดับทุกข์
    ด้วยการเจริญมรรคาปฏิปทาแห่งทางสายกลาง
    อันเป็นทางดำเนินแห่งพระอริยะเจ้าฯทั้งหลาย
    ที่สืบต่อกันมาเป็น อริยประเพณี

    สิ่งนี้คือ ข้อควรแห่งการพิจารณาด้วยสติปัญญา
    เจตนา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณา
    เจตนาที่ถูกต้องย่อมมุ่งตรงต่อเหตุการกระทำประพฤติปฏิบัติทางแห่งการดับทุกข์
    แต่เจตนาที่มุ่งตรงต่อการหวังผล โดยไม่สร้างเหตุแห่งการประพฤติปฏิบัติแห่งการดับทุกข์
    เจตนาอย่างนั้น เราเรียกว่า ตัณหา มิใช่ มรรค
    จึงต้องกระทำเจตนาให้ถูกต้อง มิให้ตัณหาพาทำเช่นคนเขลาเบาปัญญา
    ที่ให้กิเลสนำหน้าปัญญาตามหลัง.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2009
  3. Amoxcycol

    Amoxcycol Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    296
    ค่าพลัง:
    +63
    คนเรานะ เตือนก็ไม่ฟัง อย่างงี้เขาเรียกว่า ดื้อจ้า
     
  4. kengkenny

    kengkenny เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    2,878
    ค่าพลัง:
    +2,475
    ผมว่าผมเองชักแปลกใจแล้วว่าสรุปแล้วที่เราเถียงกันนี้เป็นพระคัมภีร์เล่มเดียวกันไหม ถูกต้องจิตไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือวิญญาณธาตุ แต่ จิต คือ นาม มาจากองค์ประกอบของ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณรวมกัน ทำไมถึงชอบแยกชิ้นส่วนพระธรรมกันนักนะ ชักแปลกใจแล้วสิ บอกแล้วไงว่าความเข้าใจหรือจิตของพระอริยะเจ้าเป็นคนละความหมายคนละเรื่องกับที่เราเข้าใจโดยสิ้นเชิงเลย แต่ทำความเข้าใจได้จริงถ้าตั้งใจจริง ก็เห็นหยิบนั่นหยิบนี้ทำตัวเป็นคนโน้นทีคนนี้ที สุดท้ายก็จะบอกว่า จิตเป็นของๆเรา มันควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่มีพุทธพจน์ไหนเลยที่บอกว่า จิต นั้นเป็นอนัตตา ผมแปลกใจและสงสัยมาก ถ้าหากผู้สันจรเข้ามาในกระทู้นี้เกิดความสงสัยในธรรมนั้นแล้วไม่สามารถตีความหมายได้ด้วยปัญญาตน ขอจงรีบเลยรีบไปเลย ไปหาพระอริยะสงฆ์ ยังมีอยู่แน่นอนในประเทศนี้ รีบเลยด่วนถ้าต้องการความจริงแห่งธรรม เพื่อความหลุดพ้นจริงๆเท่านั้นนะ ถ้าเพื่อลาภสัการะ ยศ อำนาจ การสรรเสริญ ก็อย่าได้ไปเลยเพราะท่านจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการจากท่านทั้งหลายเหล่านั้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2009
  5. kengkenny

    kengkenny เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    2,878
    ค่าพลัง:
    +2,475
    ทรงแสดงอนัตตาในขันธ์ ๕
    "ภิกษุทั้งหลาย รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ เป็นอนัตตา"
    (ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นสังขาร จึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน ไม่มีอัตตาหรือตัวตนแท้จริง จึงไม่เป็นของตัวของตนแท้จริง ล้วนเกิดขึ้นแต่เหตุปัจจัยที่มาปรุงกัน)
    หากรูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ เป็นอัตตา(มีตัวตน หรือเป็นของตัวของตนแท้จริง)แล้วไซร้
    มันก็จะไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ(ความขุ่นข้อง แปรปรวน เจ็บป่วย อันล้วนเป็นทุกข์)
    (หมายถึงถ้าเป็นของตัวตนจริงๆแล้ว ย่อมต้องบังคับบัญชามันได้ ไม่ให้เจ็บป่วย แปรปรวน)
    ทั้งยังจะได้ตามใจปรารถนาในรูป....ในเวทนา....ในสัญญา....ในสังขาร....ในวิญญาณ ว่า
    "ขอรูป....ขอเวทนา....ขอสัญญา....ขอสังขาร....ขอวิญญาณ ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย"
    แต่เพราะเหตุที่รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ เป็นอนัตตา
    ดังนั้น รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ
    และใครๆก็ไม่อาจได้ตามความปรารถนาในรูป ว่า
    และใครๆก็ไม่อาจได้ตามความปรารถนาในเวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ ว่า
    "ขอรูป ของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย"
    ขอเวทนา....ขอสัญญา....ขอสังขาร...ขอวิญญาณ ของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
    "ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมีความเห็นเป็นไฉน ?"
    "รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง?" (พระพุทธเจ้า ตรัสถามทีละอย่างในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
    "ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า" (ภิกษุทั้งหลายตอบ)
    "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข?"
    "เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า"
    "ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเฝ้าเห็นสิ่งนั้นว่า
    นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตา(ตัวตน)ของเรา ?"
    "ไม่ควรเห็นเป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า"
    "ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูป....เวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต
    ทั้งภายในและภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ ทั้งหมดนั้น
    เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้อง ตามที่มันเป็นว่า
    "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่อัตตา(ตัวตน)ของเรา"
    (อย่างเป็นแก่นแกนแท้จริง เพราะล้วนอนัตตา)
    (สํ.ข. ๑๗/๑๒๗-๑๒๙/๘๒-๘๔ , พุทธธรรม น.๖๙)
    [​IMG]
    พระอริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ (ในขันธ์ทั้ง๕ว่า ไม่ใช่อัตตาจนแจ่มแจ้ง จึง)ย่อมไม่สะดุ้ง ในเพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่.
    (จาก เหตุแห่งทิฏฐิ ๖)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2009
  6. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,622
    ค่าพลัง:
    +2,186
    พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล

    พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า
    รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง

    ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
    เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
    หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม
    ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
    ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา
    แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ

    เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
    เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น

    เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
    รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว
    กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
    ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
    และเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่

    ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นแล ฯ
    ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นแล ฯ
    ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นแล ฯ
    ++++++++++++
    พระอรหันต์ ๖๐รูป ใช่จิตของแต่ละท่านใช่มั้ยที่หลุดพ้น???
    เมื่อเป็นของแต่ละท่าน ก็ย่อมเป็นของตนใช่มั้ย???

    พุทธวจนะก็คือพุทธวจนะ ไปเพิ่มเติ่มเสริมแต่งให้เป็นบาปไปทำไม???

    เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ บรรทัดที่ ๑๙๘๐ - ๒๑๘๖. หน้าที่ ๘๔ - ๙๒.
    �����ûԮ�������� �� - ����ص�ѹ��Ԯ�������� �

    ;aa24อ่านซะหลายๆเที่ยวอย่าทำตัวเก่งเกิน จอมศาสดา ที่กล่าวพุทธวจนะนี้<!-- google_ad_section_end --> <!-- google_ad_section_end -->
     
  7. หลบภัย

    หลบภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,210
    ค่าพลัง:
    +3,113
    มีคนสมน้ำหน้าด้วยเหรอ อืมก็ปฏิบัติตามปัญญา ไม่มีอะไร

    ก็ยืนยันตามนี้แหล่ะ

    หากตาวิดนุผ่านมา ช่วยโพสเพลง ให้หน่อยนะ ตาวิดนุ
     
  8. Amoxcycol

    Amoxcycol Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    296
    ค่าพลัง:
    +63
    ข้อสอบ หากสอบออกมาแล้ว หากทำไม่ได้ข้อให้คว่ำข้อสอบสะ นะจ๊ะ
     
  9. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    อันนี้ก็นานแล้วแต่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้
     
  10. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    ยกมาเพื่อจะร่วมพิจารณาว่า ณ จุดหนึ่ง จะบอกว่าจิตเป็นเหตุแห่งขันธ์ และ ณ จุดหนึ่งจะบอกว่าขันธ์ทั้งหลายล้วนเป็นเหตุแห่งจิต และก็มีอีกจุดที่บอกว่าเพราะกรรมทั้งหลายที่สร้างเหตุจึงมี จิตและมีขันธ์ บ้างว่าเพราะจิตเป็นใหญ่ บ้างว่าเพราะขันธ์เป็นใหญ่ แต่รวมลงที่กรรมคืออวิชาที่เป็นต้นตอของทั่งหมด
     
  11. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    ผมคือคนหนึ่งที่อยู่ในบอร์ดนี้มาสิบปีตามหลังคุณนิวรณ์และอีกหลายๆท่านที่ไม่เอ่ย บ้างก็ไม่สานต่ออีกแล้วบ้างก็เจริญขึ้นบ้างก็แย่ไปกว่าเดิม
     
  12. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    แต่มาอ่านบ่อยเพื่อนำเอาบางอย่างที่ดีไปใช้ในชีวิต
     
  13. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    เมื่อก่อนไม่ตอบและถามว่าคลายกำหนัดคืออะไร เพราะว่า ถ้าพิจารณาดีๆ ความกำหนัดมาจากความยึดมั่นถือมั่น จึงควรคลายความยึดมั่นถือมั่น ในอะไรบ้าง พระศาสดาก็สอนไว้แล้ว บางอย่างไม่ต้องคิดใหม่เลย แค่รู้ว่ายึดมั่นในอะไรก็คลายได้ แต่เพราะไม่รู้ว่ากำลังยึดในอะไรจึงคลายไม่ได้ ทำไมถึงไม่รู้ก็เพราะมันละเอียดลึกลงไปไง ใช้แค่ความคิดมันเข้าไม่ถึง จึงต้องนำพระธรรมอื่นๆมาเป็นแนวทางพิจารณา ไม่ใช่เรื่องสุกสิปัสโกหรือเจโตอะไร มันคือมลทินในตนที่แค่พิจารณาปกติทำไม่ได้จึงต้องใช้พละกำลังมากอย่างยิ่งยวด
     
  14. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,611
    ค่าพลัง:
    +10,831
    กระมู้ว์เก่ากเหมือนพระเครื่องเปิดกรุ
    ใหม่
    ถ้าเป็นกรุวัดดัง ก็เจอของดีเพียบ
    คนแห่มาร่วม
    ประมูลกันสนุกสนาน (ฮา)
     
  15. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    อีกข้อสังเกตคือเราไม่อาจก้าวล่วงบางสิ่งที่เรียกว่า วัตถุ ซึ่งเป็นรูปจับต้องได้ หรือนามซึ่งเป็นเงื่อนไขกาลเวลาได้ จะเห็นได้จาก ยังไงคนก็ใช้วัตถุเพื่อเป็นที่ตั้งทั้งที่เริ่มต้นเป็นเพียงเครื่องหมายให้ระลึก เช่นพระเครื่อง พระพุทธรูป นั่นคือการแปลงนามธรรมให้เป็นรูปเพื่อใช้เป็นทางในการยึดแต่ยึดเพื่อหาหนทางการละ อันนี้เป็นกุศาโลบาย ต่อมาคนเห็นว่ายิ่งทำคนก็ยิ่งชอบเพราะมันมีเรื่องผลอันเป็นประโยชน์ส่วนตนจึงแผ่ขยาย เช่นเดียวกันกับนามธรรมกาลเวลา ดูดวงหรืออะไรก็ตาม ทั้งสองสิ่งขัดต่อธรรมที่พระศาสดากล่าวทั้งสิ้น ในครั้งกระโน้นพระเจ้า.....แห่งโรมันทรงขอพระพุทธานุญาตุสร้างรูปปั้นอีนเป็นสัญลักษณ์ของกสรมีและเกิดขึ้นจริงของพระศาสดา ทรงอนุญาตึเพียงครั้งเดียว ที่เหลือเพราะเห็นแก่สาธุชนที่ไม่เข้าถึงและต้องการน้อมนำให้เข้าสู่อุปนิสัยจึงสร้างกุศโลบาย จรนโลงพระศาสนาต่อมากลายเป็นพุทธพานิชย์ เช่นเดียวกับด้านนามธรรม ดวง ฤกษ์เวลา ในทางพิชัยยุทธ์ถือเป็นขวัญกำลังใจ แต่ในทางทั่วไปก็แค่หากิน ก็เท่านั้น ฝึกมาแล้วมองเห็นเป็นแบบใดกัน
     
  16. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    มันไม่เก่าเลยสักนิดอะลุง
     
  17. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    ที่เห็นเยอะไปก็อาจไม่ใช่มนุษเสสะนะลุง อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นคับ
     
  18. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    เราคุยกันข้ามสองกระทู้ก็ได้นะลุงเพราะมันสัมพันธ์กันอยู่ วันนี้น่าจะมีคนเก่าคนแก่มาร่วมย้อนระลึกว่า อะไรที่เรากำลังเพียรกันแน่ อ้อคนไม่เก่าก็มาได้นะทั้งวรณิทั้งคายบานลุทำ
     
  19. SegaMegaHyperSuperCyberNeptune

    SegaMegaHyperSuperCyberNeptune "โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านกระทู้ผม"

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2011
    โพสต์:
    4,121
    ค่าพลัง:
    +3,398
    จิตสร้างเรา เขา และเธอขึ้นมา เมื่อเครื่องเดินแล้วเราก็ได้แต่ตามดู ไม่เห็นยาก
     
  20. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,723
    ค่าพลัง:
    +1,349
    ว่าแต่ทำไมผมถึงคิดว่าสองกระทู้นี้สัมพันธ์กันละ แม้ว่ามันจะถูกโพสต์เมื่อสิบปีที่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมมันกลายเป็นจริง ก็ไม่รู้สิ ก็พูดไปมั่วไปไม่ได้คิดอะไรมาก ท่านทั้งหลายช่วยกันร่วมยำหน่อยสิ
     

แชร์หน้านี้

Loading...