ไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย ผ่อนคลาย, 14 สิงหาคม 2010.

  1. ผ่อนคลาย

    ผ่อนคลาย Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    5,775
    ค่าพลัง:
    +12,934
    ไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

    ในปี พ.ศ.2530 คนอเมริกันเกิดอาการของโรคหัวใจขาดเลือด 1 ล้าน 5 แสนคน และมีคนอเมริกันตายเพราะโรคนี้จำนวน 550,000 คน ด้วยเหตุนี้เองโรคหัวใจขาดเลือดจึงถือเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สำคัญประการหนึ่งของสังคมอเมริกัน

    อย่างไรก็ดี มีคนอเมริกันบางกลุ่ม เช่น ชาวคริสต์นิกายมอร์มอน ชาวคริสต์นิการเซเว่นเดย์แอดเวนติส เป็นต้น เป็นคนอเมริกันที่ไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเหมือนคนอเมริกันทั่วไป วิถีชีวิตของคนเหล่านี้มีลักษณะจำเพาะซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไป คือ พวกเขายึดมั่นในศาสนาโดยเคร่งครัด ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มสุรา และไม่สูบบุหรี่ (คล้ายชาวสันติอโศกในเมืองไทย)

    นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาหาคำอธิบายทางชีวเคมีสำหรับคนเหล่านี้ และพบว่า ในเลือดของพวกเขามีโคเลสเตอรอลน้อยเป็นพิเศษ แต่มีสารไขมันโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein) ในสัดส่วนที่มากเป็นพิเศษ ในทางตรงกันข้ามคนที่ป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมีโคเลสเตอรอลมาก และมีสารไขมันโปรตีนดังกล่าวน้อย ประกอบกับข้อมูลอีกมากมายทั่วโลก แพทย์จึงสรุปว่า โคเลสเตอรอลมากเกินและสารไขมันโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูงน้อยเกิน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญประการหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด (คำว่าปัจจัยเสี่ยง หมายถึง เหตุปัจจัยหนึ่งในหลายเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค)

    โคเลสเตอรอลเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด และสารโปรตีนไขมันชนิดความหนาแน่นสูงป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร

    ก่อนอื่น เราจำเป็นต้องทราบว่า โรคหัวใจขาดเลือดนั้นเกิดขึ้นเพราะมีการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่นำเลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ การตีบตันของหลอดเลือดแดงของหัวใจ เป็นผลสืบเนื่องจากการพอกพูนของโคเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด จึงอาจกล่าวได้ว่า โคเลสเตอรอล คือ สนิมของหลอดเลือด โคเลสเตอรอลในร่างกายของคน มีที่มา 2 แหล่งด้วยกัน คือ จากอาหารประเภทไขมันจากสัตว์ และจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว กะทิ และน้ำมันปาล์ม อีกส่วนหนึ่งตับช่วยสังเคราะห์ขึ้นจากโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด

    การไหลถ่ายเทของโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดเกี่ยวข้องกับสารไขมันโปรตีน 3 ชนิด คือ

    1. ชนิดความหนาแน่นสูง (HDL = high-density lipoprotein)
    2. ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL = low- density lipoprotein)
    3. ชนิดความหนาแน่นต่ำยิ่งยวด (VLDL = very- low- density lipoprotein)

    (ขอให้ผู้อ่านจำความหมายของตัวย่อภาษาอังกฤษ HDL LDL และ VLDL ไว้ด้วย เพราะเนื้อหาต่อไปจะอธิบายการถ่ายเทของโคเลสเตอรอล ซึ่งผู้เรียบเรียงขอใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษแทน) เพื่อให้เข้าใจบทบาทของสารไขมันชนิดความหนาแน่นสูง (HDL) ในการป้องกันไม่ให้โคเลสเตอรอลไปอุดตันหลอดเลือด เราคงต้องพยายามเข้าใจการยักย้ายถ่ายเทของโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดดังนี้

    ขณะที่เลือดไหลผ่านตับ โคเลสเตอรอลและไขมันอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์จะถูกถ่ายเทให้กับ VLDL เมื่อเลือดไหลผ่านไปสู่เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ VLDL จะถ่ายเทไตรกลีเซอไรด์ไปให้เนื้อเยื่อใช้เป็นพลังงาน ซึ่งทำให้มันกลายสภาพเป็น LDL แล้ว LDL ก็จะถ่ายเทโคเลสเตอรอลให้กับเนื้อเยื่อ โคเลสเตอรอลส่วนเกินอยู่ใน LDL จะกระตุ้นให้เกิดคราบตะกอน (plaque) ซึ่งรอวันที่จะพอกตัวหนาขึ้นจนอุดตันหลอดเลือด

    ก่อนที่วันแห่งโศกนาฏกรรมเช่นนี้จะมาถึง ธรรมชาติได้ช่วยเหลือตนเองโดยสร้าง HDL ขึ้นมาคอยขจัดกวาดล้างคราบดังกล่าวจากผนังหลอดเลือดจากกระแสเลือด และเนื้อเยื่อต่างๆ ดังนั้น HDL จึงเป็นพระเอกของการป้องกันการอุดตันหลอดเลือด อย่างไรก็ตามทุกสิ่งย่อมมีขีดจำกัด HDL ก็เช่นกัน มันสามารถดูดซับเอาโคเลสเตอรอลไว้ได้จำนวนหนึ่ง เมื่อสุดขีดจำกัดของมันแล้ว โคเลสเตอรอลส่วนเกินจะถูกถ่ายเทให้ให้กับ VLDL แล้ว VLDL ก็จะแปรสภาพเป็น LDL ต่อไป ที่ตับ LDL จะถูกดึงออกจากกระแสเลือด แล้วโคเลสเตอรอลที่มันพามาด้วยจะถูกแปรสภาพเป็นกรดน้ำดีซึ่งจะถูกขับทิ้งทางลำไส้ออกมากับอุจจาระ

    การศึกษาที่เมืองฟลามิ่งแฮม มลรัฐแมสซาชูเสท สหรัฐอเมริกา แพทย์พบว่า ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่ดีที่สุดต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดคืออัตราส่วนของปริมาณโคเลสเตอรอลต่อปริมาณของ HDL ตัวอย่างเช่น ถ้าปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดเท่ากับ 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และปริมาณ HDL เท่ากับ 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อัตราส่วนของโคเลสเตอรอลต่อ HDL เท่ากับ 3 บทเรียนจากฟลามิ่งแฮมสอนเราว่า คนที่มีอัตราส่วนนี้เท่ากับ 4.5 หรือมากกว่า เสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคโรคหัวใจขาดเลือดอย่างมาก เพราะคนที่ป่วยด้วยโรคนี้ พบว่า ผู้หญิงมีอัตราส่วนอยู่ระหว่าง 4.6 ถึง 6.4 และสำหรับผู้ชาย 5.4 ถึง 6.1

    คนที่นิยมกินมังสวิรัติซึ่งจัดเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงน้อยมีอัตราส่วนประมาณ 2.5 และในนักวิ่งระยะไกลอัตราส่วนนี้ประมาณ 3.4 ที่นครเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ มีผลการวิจัยในชายวัยกลางคนจำนวน 4,081 คน โดยแบ่งคนเหล่านี้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งจำนวน 2,051 คน ให้ยาลดโคเลสเตอรอลในเลือดนาน 5 ปี อีกกลุ่มที่เหลือไม่ได้ให้ยา ปรากฏว่า กลุ่มที่ได้รับยามีปริมาณ HDL เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ปริมาณ LDL ลดลงร้อยละ 11 และอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือดน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ยาร้อยละ 34 ความรู้จากฟลามิ่งแฮมและเฮลซิงกิ ช่วยให้เราเข้าใจว่า การที่ร่างกายมีปริมาณ HDL มาก น่าจะดีสำหรับการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

    อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่หนักแน่นพอ เพราะยังไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่า HDL เพิ่มขึ้นอย่างเดียวจะช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดได้ ที่แน่นอนกว่า คือ ถ้า LDL ต่ำไว้ล่ะก็ป้องกันโรคนี้ได้จริง
    ทีนี้ก็ถึงจังหวะที่จะถามแล้วซิครับว่า จะเพิ่มระดับ HDL และลดระดับ LDL ได้อย่างไร

    นายแพทย์เบอร์นาดีน ฮิลลี่ นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่า คำตอบอยู่ที่ตัวคุณ คุณนั่นแหละที่สามารถป้องกันตนเองจากโรคหัวใจขาดเลือดได้ด้วยตนเอง สิ่งที่คุณต้องทำ คือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดหรือลดอาหารที่มีไขมัน ลดของหวาน เลิกสูบบุหรี่ และอย่าดื่มเหล้ามากเกินไป

    ขอบคุณมากครับ
    > ที่มา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 สิงหาคม 2010
  2. ผ่อนคลาย

    ผ่อนคลาย Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    5,775
    ค่าพลัง:
    +12,934
    ไขมันอุดตัน

    วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553
    โรคไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจ

    โรคไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจ
    โรคไขมันอุดตันเกิดจากการรับประทานอาหาร ที่ประกอบด้วยไขมันต่างๆ เช่น ไข่แดง นม เนย และน้ำมันสัตว์ หรือไขมันของสัตว์ และน้ำมันพืชต่างๆ เช่นน้ำมันมะพร้าว กระทิ เมื่อไขมันเหล่านี้เข้าไปสะสมในโลหิตมากกว่าปริมาณปกติ ไขมันเหล่านี้ก็จะไปอุดตันเส้นเลือดในร่างกายให้ตีบตันหรือไปอุดเส้นเลือด ที่หัวใจเรียกว่าไขมันอุดตัน
    สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคไขมันอุดตันคือสมุนไพรที่มีกรดไลโนลิค เอซิด ซึ่งสามารถลดไขมันในเส้นเลือดได้ ได้แก่ คำฝอยและเก๊กฮวย
    วิธีใช้
    1. ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 1 หยิบมือ
    2. ผสมด้วยดอกเก็กฮวย ประมาณ 10 ดอก
    3. ผสมด้วยน้ำบริสุทธิ์ประมาณ 500 ซี.ซี.
    ต้นน้ำประมาณ 30 นาที แล้วดื่มต่างน้ำชาวันละ 2-3 ครั้ง ๆละ 1 ถ้วยแก้วน้ำเย็น หรือประมาณ 75-150 ซี.ซี. รับประทานติดต่อกันประมาณ 3-7 วัน
    กรดไลโนลิคแอซิด ในดอกคำฝอยย่อมจะเข้าไปทำปฎิกิริยากับไขมันในโลหิตและ ขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ
    ส่วนคุณสมบัติของดอกเก็กฮวยนั้น มีส่วนช่วยให้ปอดและหลอดลมแข็งแรง ทำให้ระบบการหายใจสะดวก ยิ่งขึ้น และไปกระตุ้นไตให้ทำงานตามปกติ
    หากต้องการให้รสชาดของคำฝอยหายขื่นและเฝื่อน ควรผสมน้ำตาลทรายขาว ประมาณ 2-3 ช้อนชา ต่อน้ำคำฝอย 1 ถ้วยแก้วนอกจากนี้ อาหารที่ควรรับประทานเสริมได้แก่ น้ำมันปลา เห็ดหลินจือ ถั่วเหลือง และกระเทียมซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหารไทยที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง

    เขียนโดย wellnessidol ที่ <A class=timestamp-link title="permanent link" href="http://ไขมันอุดตัน.blogspot.com/2010/01/blog-post.html" rel=bookmark><ABBR class=published title=2010-01-24T23:36:00-08:00>23:36</ABBR> 0 ความคิดเห็น [​IMG]

    ป้ายกำกับ: ไขมันอุดตัน


    วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

    สาเหตุของการเกิดโรคไขมันอุดตัน

    สาเหตุของการเกิดโรคไขมันอุดตัน
    โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสะสมของไขมันหรือเส้นใยสะสม และก่อตัวเป็นแผ่นไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ แผ่นไขมันที่ก่อตัวขึ้นทำให้หลอดเลือดแดงแคบลงและอาจลดเลือดที่ไปเลี้ยง อวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจและสมองทำให้มีอาการ เช่น คออักเสบ หรือภาวะขาดโลหิตเนื่องจากการอุดตันของทางเดินโลหิตฉับพลัน นอกจากนี้แผ่นไขมันยังสามารถแตกออกได้ทำให้ปิดกั้นกระแสโลหิตทั้งหมดแบบฉับ พลัน หากเกิดในหัวใจจะทำให้เป็นโรคหัวใจวาย และหากเกิดในสมองจะทำให้เป็นโรคเส้นโลหิตในสมองอุดตัน ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจาก
    1. กรรมพันธุ์ 2. ที่รับประทานอาหารพวกแป้งมากเกิน ไป
    3. อ้วน หรือน้ำหนักเกิน
    4. การขาดการออกกำลังกาย
    5. เพศ/อายุ
    6. ดื่มสุรา มาก
    7. ความ เครียด
    8. ยาบางชนิด เช่น ยาฮอร์โมน steroid
    9. โรคบางอย่างมักจะร่มกับภาวะไขมันสูงได้แก่ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต ต่อมธัยรอยด์ ทำงานน้อย

    เขียนโดย wellnessidol ที่ <A class=timestamp-link title="permanent link" href="http://ไขมันอุดตัน.blogspot.com/2009/12/blog-post_2104.html" rel=bookmark><ABBR class=published title=2009-12-25T01:13:00-08:00>1:13</ABBR> 0 ความคิดเห็น [​IMG]

    ป้ายกำกับ: ไขมันอุดตัน

    ไขมันอุดตันในเส้นเลือด

    ไขมันอุดตันในเส้นเลือด
    ไขมันอุดตันในเส้นเลือดมีโอกาสเกิดได้ทั้งคนอ้วนและผอม สาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีส่วนของไขมันเป็นประจำ ขาดการกินผักและผลไม้และขากการออกกำลังกาย บางคนไม่มีอาการแสดงให้เห็นเลยนอกจากการตรวจด้้วยวิธีการเจาะเลือดหาค่า บางคนไม่มีอาการและเมื่อมีอาการอาจเป็นอาการที่เรียกว่าเฉียบพลันซึ่งอาจ ส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตได้ สังเกตง่ายๆบางคนมีอาการคล้ายเป็นโรคหัวใจเช่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก บางคนเป็นจนรู้สึกว่าหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะก็มี อันตรายมากนะคะวิธีการรักษาก็มีหลายวิธีตามอาการไป ป้องกันได้โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียดจัดรู้จักปล่อยวาง งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล คนส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจะเป็นแบบเฉียบพลัน คือแสดงอาการและไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทันเพราะไม่คิดว่าจะเป็นอาการของโรค นี้ เพราะบางคนจะมีการจุกแน่นที่ลิ้นปี่คล้ายอาการของโรคกระเพาะ ตรวจร่างกายสม่ำเสมอจะสามารถป้องกันและแก้ไขได้ส่วนหนึ่งเช่นกันนะคะ ขอให้โชคดีไม่มีไขมันจุกอก

    เขียนโดย wellnessidol ที่ <A class=timestamp-link title="permanent link" href="http://ไขมันอุดตัน.blogspot.com/2009/12/blog-post_2706.html" rel=bookmark><ABBR class=published title=2009-12-25T01:13:00-08:00>1:13</ABBR> 0 ความคิดเห็น [​IMG]

    ป้ายกำกับ: ไขมันอุดตัน

    ไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

    ไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจ
    ในปี พ.ศ.2530 คนอเมริกันเกิดอาการของโรคหัวใจขาดเลือด 1 ล้าน 5 แสนคน และมีคนอเมริกันตายเพราะโรคนี้จำนวน 550,000 คน ด้วยเหตุนี้เองโรคหัวใจขาดเลือดจึงถือเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอัน ควรที่สำคัญประการหนึ่งของสังคมอเมริกัน

    อย่างไรก็ดี มีคนอเมริกันบางกลุ่ม เช่น ชาวคริสต์นิกายมอร์มอน ชาวคริสต์นิการเซเว่นเดย์แอดเวนติส เป็นต้น เป็นคนอเมริกันที่ไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเหมือนคนอเมริกันทั่วไป วิถีชีวิตของคนเหล่านี้มีลักษณะจำเพาะซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไป คือ พวกเขายึดมั่นในศาสนาโดยเคร่งครัด ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มสุรา และไม่สูบบุหรี่ (คล้ายชาวสันติอโศกในเมืองไทย)

    นักวิทยาศาสตร์ได้ พยายามศึกษาหาคำอธิบายทางชีวเคมีสำหรับคนเหล่านี้ และพบว่า ในเลือดของพวกเขามีโคเลสเตอรอลน้อยเป็นพิเศษ แต่มีสารไขมันโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein) ในสัดส่วนที่มากเป็นพิเศษ ในทางตรงกันข้ามคนที่ป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมีโคเลสเตอรอลมาก และมีสารไขมันโปรตีนดังกล่าวน้อย ประกอบกับข้อมูลอีกมากมายทั่วโลก แพทย์จึงสรุปว่า โคเลสเตอรอลมากเกินและสารไขมันโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูงน้อยเกิน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญประการหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด (คำว่าปัจจัยเสี่ยง หมายถึง เหตุปัจจัยหนึ่งในหลายเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค)

    เขียนโดย wellnessidol ที่ <A class=timestamp-link title="permanent link" href="http://ไขมันอุดตัน.blogspot.com/2009/12/blog-post_3345.html" rel=bookmark><ABBR class=published title=2009-12-25T01:13:00-08:00>1:13</ABBR> 0 ความคิดเห็น [​IMG]

    ป้ายกำกับ: ไขมันอุดตัน


    พบกลไกสำคัญไขมันอุดตัน

    พบกลไกสำคัญไขมันอุดตัน
    ความฝันที่จะขจัดไขมันอุดตันในเส้นเลือดคงอยู่อีกไม่ ไกล เมื่อคณะนักวิจัยจากแดนมะกันสามารถค้นพบกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดไขมันอุดตันใน เส้นเลือด และยังอาจนำสู่หนทางในการรักษาและป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบและโรคหัวใจในอนาคต

    เมื่อคนเรามีคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดมากเกินไป เซลล์ซึ่งมีชื่อว่ามาโครเฟจส์ก็จะจับตัวกับคอเลสเตอรอลและพยายามดึงเอาไขมัน ออกมาจากกระแสเลือด แต่เนื่องจากไขมันมีปริมาณมากเกินไปทั้งยังเกาะตัวกันแน่น ดังนั้นเซลล์อย่างมาโครเฟจส์จึงไม่สามารถดึงไขมันออกมาได้และตายในทีสุด และการตายของมาโครเฟจส์เซลล์นี่เองที่เป็นสาเหตุของไขมันอุดตันในเส้นเลือด

    ดร. อีรา ทาบาส และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนิวยอร์ก กล่าวถึงการค้นพบกลไกสำคัญครั้งนี้ว่า การที่ไขมันจะอุดตันในเส้นเลือดนั้นจำเป็นจะต้องมีคอเลสเตอรอลในปริมาณสูง และถ้าเราต้องการจะลดการอุดตัน ก็หมายความว่า เราต้องลดปริมาณคอเลสเตอรอลให้น้อยลง แต่การรักษาด้วยวิธีนี้จะลดความเสี่ยงจาการเป็นโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดใน สมองตีบได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

    เขียนโดย wellnessidol ที่ <A class=timestamp-link title="permanent link" href="http://ไขมันอุดตัน.blogspot.com/2009/12/blog-post_25.html" rel=bookmark><ABBR class=published title=2009-12-25T01:13:00-08:00>1:13</ABBR> 0 ความคิดเห็น [​IMG]

    ป้ายกำกับ: ไขมันอุดตัน

    โรคไขมันอุดตันเส้นโลหิตและหัวใจ

    โรคไขมันอุดตันเส้นโลหิตและหัวใจ
    โรคไขมันอุดตันเส้นโลหิต หรือหัวใจนั้น เนื่องจากคนไข้รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยไขมันต่างๆ เช่น ไข่แดง นม เนย และน้ำมันสัตว์ต่างๆ เช่น น้ำมันหมูหรือไขมันของไก่ และน้ำมันพืชต่างๆ เช่นน้ำมันมะพร้าว กระทิ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อไขมันเหล่านี้คนไข้รับประทานเข้าไปสะสมในโลหิตมากกว่าปริมาณปกติ ไขมันเหล่านี้ก็จะไปอดุ เส้นโลหิตให้เกิดตีบตันขึ้นหรือไปอุดเส้นโลหิตที่หัวใจตีบตัน เป็นต้น ในปัจจุบันนายแพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบว่า "หัวหอมสดๆ และกระเทียมสดๆ" นั้นมีกรดไลโนลิคแอซิด สามารถใช้ลดไขมันในโลหิตได้เป็นอย่างดี โดยรับประทานเป็นประจำควบกับอาหารประจำวัน
    อนึ่ง สำหรับสมุนไพรของไทยเราซึ่งขึ้นในจังหวัดภาคเหนือ คือ "ดอกคำฝอย (Carthamus Tinctorius Linn)" ตามตำรับยาไทยโบราณของเราใช้เป็นส่วนผสมยาบำรุงโลหิต หรือแก้โลหิตเป็นพิษ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้พิเคราะห์ พบว่า ดอกคำฝอยนี้มี "กรดไลโนลิคแอซิด"อยู่มากมายและสามารถใช้ลดไขมันในโลหิตได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ชอบรสหรือกลิ่นของ กระเทียมหรือหัวหอม ก็ควรใช้ดอกคำฝอยชงน้ำรับประทานก็ได้ผลในการลดไขมันในโลหิตและป้องกันโรค ไขมันอุดตันในเส้นโลหิตและหัวใจ เช่นเดีนวกัน.

    เขียนโดย wellnessidol ที่ <A class=timestamp-link title="permanent link" href="http://ไขมันอุดตัน.blogspot.com/2009/12/blog-post.html" rel=bookmark><ABBR class=published title=2009-12-25T01:12:00-08:00>1:12</ABBR> 0 ความคิดเห็น [​IMG]


    ขอบคุณมากครับ
    > ที่มา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 สิงหาคม 2010
  3. ผ่อนคลาย

    ผ่อนคลาย Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    5,775
    ค่าพลัง:
    +12,934
    ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ คลิก > ไขมันในเลือด<!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 สิงหาคม 2010
  4. krathin

    krathin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    119
    ค่าพลัง:
    +203
    ภัยเงียบ ที่สามารถฆ่าชีวิตได้ง่าย ๆ
    อนุโมทนาสาธุค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...